♥ ความสุขของการเดินทาง ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่เราจะไป แต่มันอยู่ที่ เพื่อนร่วมเดินทาง และบรรยากาศที่เราได้ไปสัมผัสต่างหาก ♥
Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยว ปาย หน้าฝน





เนื่องจากช่วงนี้ นกกี้เกินอารมณ์เบื่อ ๆ คะ อยากไปพักผ่อนบ้าง แต่วันหยุดก็ไม่ค่อยจะมี เลยถือเอาวันหยุดที่ติดกัน 2 วัน (5-6 มิ.ย.) ซึ่งใน 1 เดือน ก็จะมีแค่ครั้งเดียวเองคะ ขอไปพักสมองซะที ไปไกลก็ไม่ได้ซิคะ ก็ต้องใกล้ ๆ บ้านนี่แหละคะ เดินทาง 2 ชั่วโมงก็ถึง แต่เป็น 2 ชั่วโมงที่ทรมานคะ เพราะว่าทางมันคดเคี้ยวเหลือเกิน แต่ทำไงได้ละคะ อยากเที่ยวก็ต้องอดทนคะ ไปกันเลยคะ




บรรยากาศสองข้างทางที่ขับรถไปคะ





ยังมีหมอกให้เห็นอยู่นะคะ


ถึงปายแล้วคะ เพื่อน ๆ เนื่องจากเป็นหน้าโลว์ นกกี้เลยไม่ต้องจองห้องพักไว้ก่อน ไปถึงก็ตะเวนเลือกได้เลยคะ ไปดูที่ปายวิมานก็สวยดีคะ แต่ที่พักที่ติดแม่น้ำปาย ห้องละ 2500 บาท นี่ขนาดหน้าโลว์นะคะ ก็เลยไม่น่าสนใจ ราคาแพงไปนิดส์นุง ก็เลยตกลงพักที่นี่คะ โอเคใช่ได้เลยที่เดียว




เลือกพักที่นี่เลยคะ "วังช้างเผือกรีสอร์ท" หลังนี้เลยคะ




ราคาคืนละ 1000 บาท





ภายในห้องมีหน้าต่างรอบห้องเลยคะ สามารถนอนดูวิวได้สบายอารมณ์เลยแหละคะ






มี แอร์ ทีวี ตู้เย็น พร้อมคะ ด้านหน้าติดแม่น้ำปายด้วยนะคะ






ภายในห้องน้ำคะ






ภายในห้องน้ำอีกซักรูปคะ






ระเบียงหน้าห้องพัก มีที่นั่งเล่นนอนเล่น ชมวิวแม่น้ำปายได้คะ



หาที่พักได้แล้ว ก็ไปหาอะไรทานมื้อเที่ยงกันคะ ไม่รู้จะไปกินร้านอะไรดีช่วงนี้ ร้านน้องเบียร์ปิดปรับปรุงคะ ก็เลยตกลงกะคุงแฟนไปกินร้านนี่กันก่อนคะ





ไปกินที่ "ส้มตำหน้าอำเภอ" กันเถอะคะ







มื้อนี้ไม่ได้สั่งเยอะคะ เพราะเดี๋ยวจะเก็บท้องไปกินอีกร้านหนึ่งคะ




ไปต่อกันเลยคะ อีกร้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา






ร้านนี้เลยคะ All about coffee ร้านนี้ปีที่แล้วพลาดไปคะเลยต้องมาชิมซะหน่อย เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ว่าอร่อยมาก






ภายในร้านคะ ตกแต่งได้น่ารักมาก ๆ คะ






เริ่มต้น สั่งนี่เลยคะ กาแฟอเมริกาโน่ ( 55 บาท )







บลูเบอรี่ชีทพาย ( 70 บาท )







บินอฟฟี่ ( 60 บาท ) อันนี้ขอแนะนำว่าอร่อยมากคะ









มันกี่ แคลอรี่กันน๊า





ทานอิ่มกันแล้วมื้อเที่ยง ก็กลับไปนอนชมวิวที่บ้านพักกันดีกว่าคะ ตอนแรกกะว่าตอนเย็น ๆ จะขึ้นไปที่พระธาตุแม่เย็น แต่ฝนดันตกคะ ก็เลยแอบนอนหลับไป 1 งีบ ตื่นมาอีกทีก็ทุ่มกว่าแย้วอ่ะ








ท้องก็เริ่มร้องแล้วไปหาอะไร อร่อย ๆ กินมื้อเย็นกันเถอะคะ จากเสียงลือเสียงเล่าอ้างเหมือนกัน ว่าร้าน "บ้านปาย" อาหารอร่อยใช่ได้ ก็เลยไปนั่งกันคะ ช่วงหน้าโลว์แบบนี้ ไม่ค่อยมีลูกค้าคะ เข้าไปก็มีประมาณ 3-4 โต๊ะ แต่ค่อนข้างช้าไปนิดหนึ่ง นี่ถ้าลูกค้าเยอะ ๆ คงช้ามาก มิน่าช่วงหน้าไฮ คนถึงเอามาโพสบ่นกันว่า บริการช้า




ร้านบ้านปาย



สั่งอาหารมา 3 อย่าง จริง ๆ แล้วมันน่าจะอร่อยกว่านี่คะ แต่ว่าวันที่ไปนี้ อาหารที่สั่ง ทุกอย่างเค็มหมดคะ คุงแฟนได้สั่งข้าวเพิ่ม เพราะว่าอาหารมันเค็ม กินเปล่า ๆ ไม่ได้เลย กินเสร็จพากันหิวน้ำซะ เห่อ ๆ คิดค่าเสียหายร้านนี้ 370 บาท คะ ไปดูหน้าตาอาหารกันคะ...





ผัดผักกูด




ปลาสามรส




ต้มยำไก่บ้าน


อิ่มกันแล้วกลับที่พัก ไปนอนเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะพาไปชิมกันต่อคะ
ความจริง ที่พัก ที่วังช้างเผือกรีสอร์ท เค้ามีอาหารเช้า เป็นกาแฟกะขนมปังให้เหมือนกัน แต่ว่าเราอยากไปกินที่ร้าน All about coffee อีกอะคะ ก็เลยไม่ทานอาหารเช้ากันที่นี่


เช้าแล้ว ไปทานอาหารเช้ากันคะที่ร้านเดิม All about coffee



สั่งชุดอาหารเช้า 1 ชุด ( 85 บาท ) มีกาแฟร้อน+เฟรนส์โทส+ขนมปังเนย





เฟรนส์โทส อันนี้แหละที่อยากกิน อร่อยจริง ๆ คะ





มีขนมปังโฮทวีท กะเนย แถมให้ด้วยนะคะ





ไข่กะทะ อันนี้ก็อร่อย ( 70 บาท )






มื้อนี้คิดค่าเสียหายไป 195 บาท



กินอิ่มก็กลับที่พัก ไปนั่ง ๆ นอน ๆ รอ อาหารเช้าย่อยก่อน เพราะเดี๋ยวจะไปกินมื้อเที่ยงกันต่อเลยคะ ทริปนี้เน้น พาไปชิมกันคะ หลังจากเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ตรงไปร้าน Fruit Factory ร้านนี้เปิดบริการ 2 ที่คะ แถวถนนคนเดิน จะขายเฉพาะไอศรีมโฮมเมด แต่อีกร้านขายอาหารด้วย ทางเข้าอยู่ข้างสถานีตำรวจ เข้าไป 300 เมตร ก็ถึงแล้วคะ เปิดบริการตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 2 ทุ่ม








บรรยากาศภายในร้าน ตกแต่งได้กิ๊บเก๋ ดีคะ




สเต็กร้านนี้ เค้าคิดจานละ 119 บาท ใน 1 จานประกอบไปด้วย สเต็ก แล้วให้เลือกว่าจะราดซอสอะไร มีเฟรนฟราย มีขนมปังกระเทียม แล้วก็มีสลัดผักผลไม้สด ซึ่งสามารถเลือกน้ำสลัดได้ตามใจชอบคะ





สเต๊กหมูราดซอสแอปเปิ้ล น้ำสลัดเลือกเป็น น้ำสลัดเสาวรสรสชาติออกเปรี้ยว ๆ อร่อยดีไม่เลี่ยน






สเต็กไก่ราดซอสส้ม น้ำสลัดเลือกเป็นแบบยำรสจัด รสชาติเหมือนตำผลไม้รวมเลยคะ




สมูทตี้ผลไม้รวม ( 50 บาท )



อิ่มกันซะ ก่อนอำลาปาย เราก็ไปแวะถ่ายรูปร้าน Coffee in love กันคะ ตอนแรกว่าจะไปนั่งกินอะไรนิดหน่อย แต่ว่ามันอิ่มมากเลย ไม่สามารถกินอะไรได้อีกแล้วคะ ไปแค่แวะถ่ายรูปละกันคะ





ไม่ต้องแย่งกันถ่ายแล้วคะ เพราะมะค่อยมีคน










อันนี้เป็นโซนใหม่เปิดบริการแล้ว ปีที่แล้วเห็นกำลังสร้างอยู่



อำลาเมืองปายกันแล้วคะ ไว้ทริปหน้าจะพามาอีกคะ จะพาไปชิมร้านที่ยังไม่ได้ไป ยังมีอีกหลายร้าน แถมพวก วัด ยังไม่เคยได้เข้าไปเยี่ยมชมกันเลย ใช้เวลาขับรถแค่ 2 ชั่วโมงเองคะเพื่อน ๆ ( จากเชียงใหม่นะคะ )










 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 0:51:47 น.
Counter : 1504 Pageviews.  

วันที่ 4 ปาย - ห้วยน้ำดัง





เช้านี้ตื่นมาก็ 7 โมงกว่าแล้วคะ มานั่งทานอาหารเช้ากันหน้าที่พัก บรรยากาศดีคะ เค้าตั้งโต๊ะติดแม่น้ำปาย ให้นั่งทานอาหาร นี่ถ้าอากาศหนาวกว่านี้ ก็คงนั่งทานท่ามกลางหมอกแหละคะ แต่ว่ามันไม่หนาวอะ แต่ก็บรรยากาศดีนะคะ




มุมจากห้องพัก





มุมจากที่นั่งทานข้าว มองมาที่พัก



ตั้งเต้นท์บริการอาหารเช้า แก่แขกที่มาพัก



อาหารเช้ามีข้าวต้ม ผักผักรวม ไข่ต้ม ชา กาแฟ โอวัลติน

หลังจากทานอาหารเช้ากันอิ่มแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นบริเวณใกล้ ๆ คะจะไปถ่ายรูปแถวสะพานไม้ด้วยคะ ก่อนจะอำลาเมืองปาย




สะพานไม้สวยดีคะ



ชมวิวทิวทัศน์แม่น้ำปาย






เดินชมวิวจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ขออำลาที่พักที่ วิวล่าเดอปาย กันแล้วคะ จะไปแวะไปรษณีย์ส่งโปสการ์ด หลังจากนั้นจะไปทานอาหารมื้อสุดท้ายที่ปายเป็นมื้อเที่ยงพอดี ให้ทายซิว่า มื้อสุดท้ายเราเลือกทานร้านไหน เฉลยเลยคะ ----- เป็นร้านไหนไปไม่ได้ ต้อง ส้มตำหน้าอำเภอ ที่มีคนรีวิว ว่าอร่อยนักอร่อยหนา ต้องขอตามไปชิมแล้วคะ






ตับหวานคะ



ไก่ย่าง



ตำไทย



ตำปู


มื้อนี้ 150 บาท ถามว่าอร่อยมั้ย ก็คงแล้วแต่จะถูกปากแต่ละคนหรือป่าวอะคะ แต่สำหรับเราแล้ว เฉย ๆ มากคะ ส้มตำบัตรคิว แถว ม.ราชภัฏเชียงใหม่ อร่อยกว่าเยอะเลยคะ

ขออำลา เมืองปาย เมืองที่อยากมาเที่ยว ก็ได้มาซะที คราวหน้าถ้ามีโอกาสได้มาอีก ขอมาตอนที่หนาว ๆ กว่านี่หน่อยคงประทับใจมิใช่น้อย
ก่อนกลับเชียงใหม่ แวะเที่ยวห้วยน้ำดังคะ เพราะเป็นทางผ่าน ที่ห้วยน้ำดังอากาศดีคะ เย็นชื่นใจมาก ๆ









จบทริป เมืองสามหมอก แล้วคะ ลางานได้ 4 วัน กลับมาก็อาการเดี๋ยงเลยคะไม่สบายเป็นอาทิตย์เลย เพราะอากาศมันร้อน ๆ หนาว ๆ เลยทำให้ป่วย ต้องกลับมาพักรักษาตัวคะ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 0:52:23 น.
Counter : 502 Pageviews.  

วันที่ 3 เที่ยวเมืองปาย


เช้านี้ตั้งใจตื่นเช้า จะออกไปตักบาตรคะ แต่พอไปถึงพระท่านก็กำลังเดินไปแล้วคะ เลยตักบาตรไม่ทัน ก็เลยหาอะไรทานในตอนเช้าคะ อากาศก็เย็น ๆ ไม่หนาวคะ เช้านี้ขอทานโจ๊กร้อน ๆ ดีกว่าคะ


นี่เลยคะโจ๊กลุงอ๊อดอันเลื่องชื่อ เป็นโจ๊กสมุนไพรคะ



ชามละ 20 บาทคะ ใส่ไข่ 25 บาท



ปลาท่องโก๋ตัวใหญ่ ๆ ตัวละ 5 บาทคะ



ข้าง ๆ ร้านโจ๊กมี กาแฟ ชา ขาย แก้วละ 25 บาท แอบแพงนะคะเนี่ย


ซื้อข้าวเหนียวสังขยามา 1 ห่อ 10 บาท น่าทานดีคะ


หลังจากอิ่มกับอาหารเช้าแล้ว ตอนแรกกะว่าจะไปนอนเล่นที่พักก่อน แต่ไม่เอาดีกว่าไปเที่ยวต่อละกัน เพราะอากาศวันนี้ดีมาก มีหมอกเยอะด้วยคะที่แรกที่เราไปก็คือ สะพานประวัติศาสตร์คะ



สะพานนี้สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ญึ่ปุ่นเรืองอำนาจอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสะพานที่สร้างขี้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลและอาวุธสู่พม่า ในอดีตสะพานนี้เคยถูกใช้เป็นเส้นทางเดินทางของประชาชนทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันก็มีการสร้างสะพานคอนกรีตมาตรฐานแทนที่ เมื่อสะพานนี้ทรุดโทรมลง






วิวแม่น้ำปาย มองจากสะพานประวัติศาสตร์



ใกล้ ๆ สะพานมีร้านกาแฟวาวี น่านั่งคะ



หลังจากถ่ายรูปเสร็จเราจะไปเที่ยวต่อกันเลยคะ กองแลน




ทางขึ้นไปเที่ยวกองแลน คะ ชันหน่อยนะคะ



ถึงแล้วคะ ที่นี่แหละคะเค้าเรียก กองแลน




ทางลง ตอนลงลองมาอีกทางไม่ชันแต่เดินอ้อมไกลหน่อยคะ


ไปต่อกันคะที่ Coffee in love














เค้กที่นี่ก็ชิ้นละประมาณ 80 บาท รสชาติก็เฉย ๆ นะ สู้เชียงใหม่ยังไม่ได้เลย
love as first bit อร่อยกว่าเยอะคะ







ภายในห้องน้ำ น่ารักดีคะ ไอเดียเก๋ใช่ได้


ใกล้เที่ยงแล้วคะต้องรีบกลับที่พัก อควารีสอร์ท เพราะต้องรีบไปเช็คเอาท์ เพราะเราจองที่พักอีกที่ไว้คะ ต้องรีบไปเก็บของก่อนคะ หลังจากเก็บของอำลาจาก อควารีสอร์ท แล้วเราก็ไปหามื้อเที่ยงทานกันก่อนคะ มื้อนี้ตั้งใจจะไปทานขาหมูยูนนาน ที่หมูบ้านสันติชล คะ เห็นเค้าร่ำลือกันว่าอร่อยต้องไปลองซะหน่อย ไปชิมกันเลยคะ




ขาหมูน้ำแดง จานนี้ 200 บาทคะ



หมั่นโถวนึ่งอันละ 6 บาท แบบทอด อันละ 8 บาท คะ



ผัดยอดลันเตา จานนี้ 80 บาท (จานนี้อร่อยดีคะ)



เลี่ยงเฟิ่งทอด จานนี้ 60 บาท



ผัดผัก 4 สหาย จานนี้ 60 บาท


สรุปมื้อนี้ 438 บาท ขาหมูน้ำแดง เฉย ๆ คะทานเสร็จเอี่ยนมาก ๆ ขอบอก

กินอิ่มแล้วขอไปเล่นชิงช้า ที่คนนิยมมาเล่นกันหน่อยเถอะคะ อยากนั่งมานานแล้วแต่ตอนจะไปเล่นไม่มีคนเล่นด้วย เลยถามเด็ก ๆ ว่านั่งคนเดียวได้หรือป่าวเด็ก ๆ บอกว่าได้ แต่เด็ก ๆ บอกให้คุณแฟนนั่งด้วย เด็ก ๆ จะถ่ายรูปให้เอง ก็เลยได้นั่งเล่นกัน 2 คน ขอบอกสนุกมากคะ มีเด็ก ๆ มาช่วยกันหมุนตั้ง 7 คน ไม่รู้จะให้เงินยังไงดี เลยให้ไป 200 บาท เป็นค่าขนม ไปแบ่งกันเองเหอะน้อง ๆ






เด็ก ๆ เค้ามีหมุนไปข้างหน้า และมีการหมุนย้อนแบบเอาหลังลงด้วยนะคะ เหมือนนั่งชิงช้าสวรรค์เลย แต่สนุกกว่าคะ

หลังจากกินอิ่ม เล่นสนุกกันแล้ว ก็ไปที่พักใหม่กันเลยคะ ชื่อว่า
วิวล่าเดอปาย คะ ที่นี่จะอยู่ในเมืองเลยคะ เดินออกมาสามารถไปเที่ยวถนนคนเดินได้เลย ติดลำน้ำปายด้วย แต่ห่างไปหน่อยนะคะ มีจุดเด่นตรงที่ในห้องมีคอมให้เล่นพร้อมอินเตอร์เนท ความเร็วต่ำถึงปานกลาง คะ ส่วนที่พักก็กลาง ๆ ไม่หรูหรา ราคา 950 บาท พร้อมอาหารเช้าคะ




ด้านหน้าห้องพักคะ



ภายในห้องนอน



นี่คะมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในห้อง เผื่อเหงา ๆ คะ





ภายในห้องน้ำคะ


ตอนแรกกะว่านอนเล่น จนถึงตอนเย็นจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่พระธาตุแม่เย็นกัน แต่ปรากฏว่า รู้สึกจะไม่ค่อยสบาย ปวดเนื้อปวดตัวก็เลยไม่ได้ไปไหน กะว่าเย็นหน่อยจะเดินไปหาอะไรกินที่ถนนคนเดินก็พอ ก็เลยเดินออกมา ไปนอนนวดตัวซะ 1 ชั่วโมง แล้วก็เดินเล่น วันนี้คนไม่ค่อยมี มีน้อยกว่าเมื่อวานอีก เราก็เดินเรื่อย ๆ ไม่รู้จะกินอะไร ก็เลยไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยว ก็ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แต่ที่เห็นอร่อยที่สุด แถวถนนคนเดิน ก็คือ ขนมข้าวปุกงาดำ นี่แหละคะ กินมา 2 คืนแล้ว อร่อยถูกด้วยอันละ 10 บาทเองคะ






ร้านนี้เค้าร้องเพลงเพราะดีคะ เสียงมีพลังมาก



บรรยากาศถนนคนเดิน ปาย




เดินเล่นกันพอสมควรก็กลับที่พัก พักผ่อนกันคะเพราะรู้สึกจะไม่ค่อยสบายแล้ว อากาศมันร้อน ๆ อะคะ พรุ่งนี้เตรียมตัวกลับบ้านแล้วคะ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 0:52:42 น.
Counter : 498 Pageviews.  

วันที่ 2 ปางอุ๋ง - ภูโคลน - ถ้ำปลา - ปาย



ตื่น 7 โมง อาบน้ำแต่งตัว ลงมาทานอาหารเช้าของโรงแรม แอบมานั่งทานหน้าโรงแรมเลย ติดถนนดูวิวทิวทัศน์ไปด้วย อากาศตอนเช้าไม่หนาว แต่มีหมอกลอยเต็มเลยคะ อาหารเช้าของโรงแรมรสชาติใช้ได้เลยที่เดียว เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุด ของทริปนี้ก็ว่าได้





ออกเดินทางจากโรงแรมประมาณ 7.45 น. เดินทางขึ้นปางอุ๋ง ถนนขึ้นปางอุ๋งค่อนข้างลดเลี้ยวและชัน ถนนแคบพอสมควรคะ ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่มาก ๆ




ทางค่อนข้างโหด แต่สองข้างทางจะมีหมอกลอยเต็มเลยคะ







มาถึงปางอุ๋งกันแล้วคะเวลา 8.50 น. มาดูกันซิว่า สวิสเมืองไทยเป็นไงกันบ้าง บรรยากาศ วิวใช่ได้เลยทีเดียว เสียอย่างเดียวอากาศยังไม่หนาวพอ
ก็เลยรู้สีกขาดอะไรไปคะ




















มีที่พักภายในปางอุ๋งให้เช่ากันด้วยนะคะ แต่ต้องจองล่วงหน้า


ราคาห้องพักก็ไม่แพงคะ ไม่เกินคืนละ 500 บาท

เนื่องจากเรามาสายไปนิดหนึ่ง จึงไม่ได้ถ่ายรูปช่วงที่มีหมอกลอย คนที่มากางเต้นท์นอนที่นี่ ส่วนใหญ่จะตื่นมาถ่ายรูปในตอนเช้า จะสวยมาก ๆ หลังจากใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควร ก็ออกเดินทางจากปางอุ๋งเพื่อไป ภูโคลนกันต่อเลยดีกว่าคะ

ภูโคลน - เป็นแหล่งน้ำแร่และโคลนธรรมชาติที่มาจากสายน้ำแร่ใต้พื้นดิน มีความร้อนตั้งแต่ 60-140 องศาเซลเซียสเป็นโคลนเดือนบริสุทธิ์สีดำ ที่ขึ้นมาพร้อมกับน้ำแร่ธรรมชาติสะอาด ไม่มีกลิ่นของกำมะถ้น อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนังและระบบไหลเวียนโลหิตคะ

การเดินทาง - ไปภูโคลนใช้ทางหลวงหมายเลข 1095 สายแม่ฮ่องสอน-ปาย ระยะทางประมาณ 6 กม. เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเข้าหมู่บ้านกุงไม้สัก-บ้านห้วยขาน อีก 4 กม. จะพบภูโคลนอยู่ทางขวามือ

เนื่องจากมีเวลาไม่มากเลยขอแค่พอกหน้าก็พอคะ ราคาก็ไม่แพงคะ 60 บาท พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที พอล้างออก เค้าจะฉีดน้ำแร่ให้ด้วย หลังจากนั้นลองจับหน้าดู โห้..หน้านิ่มมาก ๆ คะขอบอก นี่ถ้าพอกทั้งตัว คงนิ่มไปทั้งตัวแหละคะ





ออกจากภูโคลน เราจะมุ่งหน้าไปปายกันเลยคะ แต่จะไปแวะที่ถ้ำปลาเพื่อไปทานมื้อเที่ยงกันที่นั้น และแวะเข้าไปเที่ยวถ้ำปลาซักเล็กน้อยคะ
ถึงแล้วคะถ้ำปลา



แวะทานมื้อเที่ยงกันคะ วันนี้ขอเปิปส้มตำ ร้านบริเวณหน้าถ้ำปลามีร้านส้มตำให้เลือกทาน หลายร้านมากคะ ไม่รู้จะทานร้านไหน เดาสุ่มนั่งไปซะร้านหนึ่งแล้วกันคะ มาดูหน้าตาอาหารมื้อเที่ยงกันคะ


ร้านนี้มีข้าวเหนียว ที่เป็นข้าวกล่ำด้วยคะ



ไก่ย่าง



ไส้อั่ว



ตำปู



ตำไทย


หน้าตาดูดีมั้ยคะมื้อนี้ 190 บาท แต่จริง ๆ แล้วไม่อร่อยเลยคะ กินไปเพราะไม่มีอะไรจะกินแล้วคะ กินอิ่มก็ขอเข้าไปชมด้านในถ้ำปลาซะหน่อยคะ


เดินข้ามสะพานนี้ไปคะ



ด้านในถ้ำปลาจะมีศาลเจ้าให้เคารพสักการะ







ปลาที่นี่จะตัวโตมาก ๆ คะ






เดินเล่นย่อยอาหารกันพอสมควรแล้ว ก็ออกจากถ้ำปลาเวลา 14.30 น.เพื่อมุ่งตรงไปปายกันเถอะคะ มาถึงปายประมาณ 4 โมงกว่า ก็หาที่พักที่เราจองไว้ คือ "อควารีสอร์ท" เนื่องจากไม่มีแผนที่หาไม่เจอ เลยโทรไปที่อควารีสอร์ท เค้าก็ส่งคนมารับ นัดเจอกันแถว ๆ ร้านน้องเบียร์ แล้วน้องเค้าก็ขี่มอเตอร์ไซด์นำไปที่พัก ที่พักอยู่ทางไปพระธาตุแม่เย็นไปอีกนิดเดียว ที่พักที่นี่ก็ดูดีสวยใช้ได้เลยที่เดียว มาดูกันคะ ราคาก็ 1,000 บาท ไม่รวมอาหารเช้าคะ






บริเวณหน้าห้องพัก



ตรงระเบียงข้างห้องมีเก้าอี้ให้นั่งเล่น ชมวิว







ภายในห้องคะ รอบ ๆ จะเป็นกระจกหมดนะคะ





ภายในห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำจะอยู่แยกส่วนออกมาอยู่ด้านหลังคะ


วิวด้านหลังที่พัก จะเป็นทุ่งนาข้าวกำลังออกรวงเหลืองอร่ามเลยคะ



อันนี้บ้านเจ้าของรีสอรท์คะ สวยมากคะ รีสอร์ทที่นี่มีจำนวน 10 หลังคะ


บริเวณรีสอรท์จะมีเปลญวนให้นั่งเล่น



อีกมุมหนึ่งคะให้นั่งเล่นได้



มุมนี้ก็น่าสนใจคะ



มุมนี้ก็สามารถไปนั่งเล่นข้างบนได้คะ



มีสระว่ายน้ำเล็ก ๆ ให้ว่ายด้วยนะคะ


หลังจากเก็บของเสร็จ ก็ออกไปเที่ยวถนนคนเดินคะ คนไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ไม่รู้จะทานอะไรเลยไปนั่งทานขนมจีน แถว ๆ ถนนคนเดิน แล้วก็กลับที่พักคะ เพราะวันนี้ก็รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางเช่นกัน ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเดินอีกรอบก็ได้คะ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 0:53:04 น.
Counter : 3233 Pageviews.  

วันที่ 1 ออบหลวง - สวนสน - ทุ่งดอกบัวตอง


ลาพักร้อนวันที่ 17-20 พ.ย.คะ ทริปนี้จะพาไปเที่ยว จ.แม่ฮ่องสอน เอกลักษณ์ของ จ. แม่ฮ่องสอน คือมีหมอกให้เห็นทุกฤดูกาล จนได้รับฉายาว่า “เมืองหมอกสามฤดู” บ้างก็เรียกว่า “เมืองสามหมอก” หรือไม่ก็ “เมืองในหมอก”

หมอกนี้มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หมอกแรกคือหมอกควันจากการเผาไร่ เผาป่าของชาวบ้านในช่วงฤดูร้อน หมอกสองคือหมอกไอความชื้นในฤดูฝน ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังฝนตก และหมอกสุดท้ายคือหมอกน้ำค้างที่ลอยอ้อยอิ่งในฤดูหนาว แม่ฮ่องสอนตั้งอยู่ในหุบเขาถนนธงชัยที่สูงสลับซับซ้อน จึงมีอากาศหนาวเย็นและมีความชื้นสูงที่เอื้อต่อการเกิดหมอก (คัดลอกมาจากเวฟนายรอบรู้คะ)

เริ่มวันแรกกันเลยนะคะ เช้าวันจันทร์ออกเดินทางจากเชียงใหม่ 6 โมงเช้าเลยคะ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังก็คือ วันนี้อากาศมันดันไม่หนาวซะแล้ว หลังจากที่มันเริ่มหนาวมาอาทิตย์หนึ่ง พอเราเริ่มเดินทางมันหายหนาวเลยอ่ะ แอบเซ็งเล็กน้อยคะ เราออกเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 สายฮอด-แม่สะเรียง ตรงหลักกม.ที่ 17 รวมระยะทางประมาณ 105 กม. ก็ใกล้ถึงอุทยานแห่งชาติออบหลวง จึงแวะตลาดเช้าแถว ๆ นั้นเพื่อซื้ออาหารเช้า ไปทานกันที่อุทยานคะ



มาถึงแล้วคะอุทยานแห่งชาติออบหลวง เป็นสถานที่น่าเที่ยวที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ความสวยงาม และความน่ากลัวไว้ในจุดเดียวกัน คือ เบื้องล่างเป็นแม่น้ำสลักหินที่ไหลคดเคี้ยวผ่านช่องเขาขาด ตรงออบหลวงช่องเขานี้มีลักษณะเป็น หน้า ผาสูงชัน และแคบมากบีบทางน้ำไหล ดังนั้นแม่น้ำตรงนี้จึงเชี่ยวจัด แต่อากาศในนี้จะดีมาก ถ้าหน้าหนาวก็ค่อนข้างหนาวมากเลยคะ



จึงมีคนนิยมมาตั้งเต็นท์ริมแม่น้ำกันคะ อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง มีบ้านพัก ร้านอาหารและจัดสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยว




ใครจะเชื่อว่า เบื้องล่างที่แม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน จะเกิดประติมากรรมมหัศจรรย์ "ภูเขาหินจูบกัน” ที่นี่



หลังจากอิ่มท้องในมื้อเช้ากันแล้ว ก็ถ่ายรูปกันเล็กน้อย ก็ออกเดินทางต่อคะ เดินทางไปไม่เกิน 10 นาที แวะไปถ่ายรูปกันคะที่สวนสนบ่อแก้ว



สวนสนบ่อแก้ว อยู่บนเส้นทางสายฮอด - แม่สะเรียง กิโลเมตรที่ 36 (อยู่เลยออบหลวงไปไม่ไกลคะ) สวนสนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำพวกสนสามใบ และยูคาลิบตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ อากาศของที่นี่ชื้นและเย็นตลอดปี
สวนสนบ่อแก้ว สวยงามด้วยทิวสนที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบงามตา จึงทำให้บริเวณสถานีปลูกต้นสนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่ง

ใช้เวลาถ่ายรูปกันที่นี่ประมาณ 10 นาที ก็ออกเดินทางกันต่อเลยคะ มุ่งตรงไป อ.ขุนยวม เพื่อไปดอยแม่อูคอ ไปเยี่ยมชมทุ่งดอกบัวตองที่กำลังบานกันคะ



การเดินทาง โดย รถยนต์ เส้นทางเข้าสู่ทุ่งบัวตองมี 2 เส้นทาง คือ
ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 201 แยกเข้าทางหลวงหมายเลข1263 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วแยกเข้าทางสายบ้านนางิ้ว-บ้านหัวฮะ ไปอีก 14 กิโลเมตร
จากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตามทางหลวงหมายเลข 1263 (แม่แจ่ม-ขุนยวม) ถึงทางแยกเข้าบ้านนางิ้ว-บ้านหัวฮะ ระยะทาง 76 กิโลเมตร แล้วแยกเข้าไปอีก 14 กิโลเมตร เราเดินทางมาถึงดอยแม่อูคอประมาณ 12.50 น.





ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ บานสะพรั่งในเดือนพฤศจิกายน สวยจนไม่รู้จะสวยยังไง มีเวลาให้ชมเพียง 4-5 สัปดาห์เท่านั้นเองคะ โชคดีที่เรามาเจอตอนที่ดอกบานเต็มที่พอดี



นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยือน จ. แม่ฮ่องสอนในช่วงฤดูหนาว ย่อมไม่พลาดชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองอร่าม ที่พร้อมใจกันผลิบานทั่วทั้งดอยแม่อูคอ อ. ขุนยวม และดอยแม่เหาะ อ. แม่สะเรียง กินพื้นที่ครอบคลุมกว้างขวางนับพันไร่





ชื่นชมกับทุ่งดอกบัวตองกันพอสมควรแล้วคะ ก็ขออำลาเพื่อเดินทางต่อไปยังตัวเมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพราะเราต้องไปเอาบัตรผ่านเข้า "ปางอุ๋ง" ที่ศูนย์ศิลปชีพ ใน ตัว อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ก่อน 5 โมงเย็นคะ ไม่งั้นเค้าจะปิดทำการคะ เดินทางมาถึง ในตัวเมืองก็ประมาณ 4 โมง ก็วนรถหาศูนย์ศิลปชีพจนเจอ เพื่อไปเอาบัตรผ่านเข้าปางอุ๋ง จัดการเรียบร้อยแล้ว เรายังพอมีเวลาเหลือเล็กน้อยก่อนที่จะค่ำ ก็เลยถามทางที่จะไปหมู่บ้านกระ เหรี่ยงคอยาว ซึ่งไม่ไกลมากจึงมุ่งหน้าไปเที่ยวหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวกันคะ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีอยู่ 3 หมู่บ้านคะ (แต่ที่เราจะไป ใกล้ที่สุดคือ บ้านห้วยเสื่อเฒ่าคะ)

1.บ้านห้วยเสื่อเฒ่า อยู่ใกล้กับตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางจากตัวเมืองไปทาง อ.ขุนยวมผ่านหน้าศาลากลาง ถึงแยกไฟแดงซ้ายมือจะมีป้อมตำรวจ เล็ก ๆ ตรงมุมถนนให้เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 12 ก.ม. ก็ถึงบ้านห้วยเสือเฒ่า คะ

2.บ้านน้ำเพียงดิน ถ้าจะให้ตื่นเต้นเร้าใจก็ต้องเดินทางไปด้วยเรือรับจ้าง เหมาเรือหางยาวที่ท่าเรือบ้านห้วยเดื่อ เรือจะล่องไปตามลำน้ำปาย ใช้เวลาประมาณ 1- 1 ชั่วโมงครึ่ง ( ถ้ามีเวลาให้นั่งเรือไป จะได้สัมผัสบรรยากาศ 2 ข้างทาง ซึ่งบรรยากาศดีมาก ๆ คะ เพราะเคยไปหลายปีก่อน ติดใจคะ )

3.บ้านในสอย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน 33 กม. ไปทาง อ.ปางมะผ้าผ่านบ้านปางหมู ข้ามสะพานแม่น้ำปายบริเวณหลัก กม.ที่ 199 แยกซ้ายมือไปตามถนน รพฃ.1 กม. เมื่อพบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปตามทาง รพช.สายบ้านในสอยอีก 17 กม. บ้านกระเหรี่ยงคอยาวจะอยู่เลยตัวชุมชนบ้านในสอยไปประมาณ 3 กม.





หลังจากเยี่ยมชมหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว ที่บ้านห้วยเสือเฒ่ากันแล้ว เราก็มาเช็คอินท์ที่โรงแรมกันคะ วันนี้เราพักกันที่โรงแรม ใบหยกชาเลย์ คะ ราคาก็ 1,280 บาท พร้อมอาหารเช้า ไปดูสภาพภายในห้องกันคะ ก็ไม่หรูหรามากมายนะคะ แต่ดีตรงที่สามารถเดินไปเที่ยวถนนคนเดิน ของ จ.แม่ฮ่องสอนได้สบาย ๆ เลยคะ เพราะอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมแค่นี่เอง


หน้าโรงแรมคะ





ภายในห้องนอน



ภายในห้องน้ำ



ตรงข้ามโรงแรมเป็นถนนคนเดินคะ


เช็คอินท์เรียบร้อยแล้ว เราไปหาอาหารมื้อเย็นทานกันเถอะคะ มีคนแนะนำ "ร้านไข่มุก" อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม อยู่ตรงข้ามกับโรงแรม แต่เดินเข้าซอยไปอีกนิดหน่อยก็ถึงคะ มาดูกันคะว่าอาหารร้านนี้น่าทานหรือป่าว


ต้มยำปลาน้ำปาย



น้ำพริกปลาสด



ผัดเผ็ดกบ (กบตัวใหญ่มาก ๆ แต่มีกลิ่น ตุ ๆ )



ปลาช่อนไส้อั่ว


มื้อนี้ค่าเสียหาย 566 บาทคะ ถามว่าอร่อยมั้ย ไม่อร่อยคะ มื้อเย็นนี้เป็นมื้อที่หิวมากคะ เพราะว่ามื้อเที่ยงไม่ได้ทานข้าว เพราะอยู่ในช่วงเดินทางเลยกินแต่ขนมไป แต่ขนาดว่าหิวมาก อาหารมื้อนี้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่คะ นี่ถ้าไม่หิว คงแย่กว่านี้คะ ทานเสร็จเราก็ไปเดินย่อยอาหารกันดีกว่าคะที่ถนนคนเดิน แม่ฮ่องสอน คนก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่คะ เดิน ๆ ไป เจอขนม ของไทยใหญ่ เป็นขนมแปลก ๆ ก็เลยซื้อมาลองทาน ก็อร่อยดีนะคะ ห่อละ 10 บาทเอง


ข้าวยาคูลย์ ( ถ้าจำไม่ผิดนะ )



อันนี้เรียกอะไรไม่รู้คะ จำไม่ได้ แต่ก็อร่อยดีคะ


เดินมาจนเมื่อย แถมอิ่มมากแล้ว ก็ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ เพราะวันนี้เดินทางมาทั้งวัน เหนื่อยมาก ๆ คะ พรุ่งนี้เราจะขึ้นปางอุ๋งกันคะ




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2552 0:53:29 น.
Counter : 2323 Pageviews.  


NOKKIE-CM
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สาวราศีมีนค่ะ รักความอิสระ มีโลกส่วนตัวสูง ชอบท่องเที่ยว ชอบเขียนไดอะรี่ วาดภาพ สนใจเรื่องสุขภาพ ตอนนี้พักเรื่องเที่ยว หันมาสนใจเรื่องลดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นสาวอวบมานาน

***สูงแค่ 155 ซ.ม. น้ำหนักก่อนลด 52.2 ก.ก. คร๊า***

Part 1 เริ่มลดตั้งแต่ เดือน ก.ย.- ธ.ค. 51 จาก นน. 52.5 ก.ก. ภายใน 4 เดือน ลดลงเหลือ 51.1 ก.ก. สรุป 4 เดือน ลดไปแค่ 1.4 ก.ก.คะ

เป้าหมาย Part 2 ปี 2552 ลดแบบเรื่อย ๆ ไม่คิดมาก ให้ลงมาเจอเลข 4 บ้าง คือว่าไม่ได้เจอเลข 4 มานานแล้วอะ ขอแค่ 48-49 ก.ก. ก็พอใจแล้วแหละคะ

**ถ้าต้องการรักษาระดับน้ำหนัก**
ต้องการพลังงานเท่ากับ 51.1 x 2.2 x 14 = 1,574 kcal.

**ถ้าต้องการลดน้ำหนัก**
ต้องการพลังงานเท่ากับ 51.1 x 2.2 x 10 = 1,125 kcal.
(ไม่ควรทานต่ำกว่า 1,200 kcal ต่อวันดังนั้นน่าจะทานประมาณ 1,200 kcal.)

**น้ำหนักที่จะลดได้ใน 1 วัน**
kcal ที่รักษาระดับน้ำหนัก - kcal ที่ต้องการลดน้ำหนัก = แคลอรี่ที่ลดได้
1,574-1,200 = 374 kcal.

**น้ำหนักที่จะลดได้ใน 1 เดือน**
374 x 30 วัน เท่ากับ 11,220 kcal.
คิดเป็น 11,220/7,700 = 1.45 กก.

ถ้าสามารถทำได้ตามเกณฑ์นี้ภายใน 3 เดือน ( ม.ค-มี.ค.52) ก็จะลดไป 4.35 ก.ก. ( น.น.จะเหลือ 46.75 ก.ก. โอ้พระเจ้าจอร์น น้ำหนักในฝันคะ มาติดตามกันคะว่าจะทำได้ตามเกณฑ์นี้หรือป่าว )

1 ม.ค.52 น้ำหนัก 51.1 ก.ก.
1 ก.พ.52 น้ำหนัก 51.0 ก.ก.
1 มี.ค.52 น้ำหนัก 50.9 ก.ก.
1 เม.ย.52 น้ำหนัก 50.4 ก.ก.
1 พ.ค.52 น้ำหนัก 51.2 ก.ก. (น่าอายมั้ยเนี่ย )

My Weight Chart:
Weight Chart
Friends' blogs
[Add NOKKIE-CM's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.