"ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา"
Group Blog
 
All Blogs
 

"กำลังเติบโต"


บ่ายวันหยุดที่พระอาทิตย์อู้งาน


ทำให้ห้องเล็กๆ ไม่สว่างสดใสเหมือนเคย ทั้งยังมีไอลมอุ่นจนเกือบเป็นร้อนจับตัวจนทำให้เกิดมวลอากาศหนักๆ ทำเอาสมองอู้ตามพระอาทิตย์ ยากนักที่จะฝืนไม่ให้สายตาละเลยจากตำรากฎหมาย แล้วก็พ่ายแพ้กับแรงดึงดูดของที่นอนนุ่มๆ จนได้

กว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว กัดฟันทนอ่านหนังสือเรียนวิชารัฐธรรมนูญ สลับกับเปิดฎีกาและประมวลกฎหมายเพื่อสรุปใจความจนจบไปรอบหนึ่ง แล้วก็ดีดตัวออกจากบรรยากาศง่วงงุน รีบปั่นจักรยานออกไปหาบรรยากาศดีๆ ก่อนที่จะโดนแรงประหลาดดูดลงไปสลบกับที่นอนอีกครั้ง


บางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป


เกือบสี่เดือนแล้วที่ย้ายตัวเองจากมหานครที่วุ่นวายติดอันดับโลกมาอยู่เมืองเก่าที่โอบล้อมด้วยภูเขาแห่งนี้ การเคลื่อนไหวใจชีวิตประจำวันลดขอบเขตลงมากมาย จากที่เคยชีพจรลงเท้าเที่ยวตะลอนไปทั่วโตเกียว ชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยผูกให้เราติดพันอยู่กับการเรียนและกิจกรรม รวมทั้งเริ่มผูกพันอยู่กับการมีเพื่อนมีพี่อยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยของชีวิต

สิ่งที่เคยเป็นความเคยชินอย่างการออกไปอ่านหนังสือคนเดียวชิวๆ ที่คาเฟ่ กลับกลายเป็นการพูดคุยถกเถียงเนื้อหาหนักๆ กับรุ่นพี่ การออกไปเที่ยวหาของกินอร่อยๆ ตามใจปากตัวเองตามร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาในโต๊ะอาหารของคาเฟทีเรียของคณะความรื่นรมย์จากการเสพงานศิลป์ถูกแทนที่ด้วยความแปลกใหม่ในเนื้อหาวิชาการ และเวลาที่จะนั่งอ่านวรรณกรรมกับฟังเพลงเพราะๆ ก็น้อยลงไปมากมาย

แม้ไม่ได้เดือดร้อนนักกับการที่เวลาของการอยู่คนเดียวน้อยลงไปกว่าเดิม แต่ก็อดจะบ่นไม่ได้ที่หาเวลาออกไปหาความรื่นรมย์ในแบบของตัวเองได้ยากเหลือเกิน


กลับไปเจอกับบรรยากาศเก่าๆ ที่คุ้นเคย


ขี่จักรยานไปสตาร์บัคส์ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้านก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะลืมไปว่าไม่ใช่สตาร์บัคส์ทุกร้านที่มีบรรยากาศสงบสบายเหมาะกับการอ่านหนังสืออย่างที่สาขากักคุไดบ้านเก่า แต่พลันสายตาก็ไปสะดุดกับร้านอาหารอิตาเลี่ยนแถวนั้นเข้าได้

สั่งคอร์สดินเนอร์ที่ราคาไม่แพงมากนักไปแล้วก็หยิบตำราเรียนออกมาอ่าน พร้อมๆ รู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคยเหลือเกิน กับการที่เราพาตัวเองในชุดวันหยุดสบายๆ พกหนังสือเรียนออกมาอ่านในร้านอาหารแบบนี้ แม้จะแอบคิดถึงบรรดาร้านอาหารใกล้ๆ บ้านที่เคยไปเป็นประจำสมัยอยู่โตเกียว แต่ก็แอบรู้สึกดีที่ท่าทางจะเจอร้านถูกใจเข้าแล้ว


คอร์สวันนี้เริ่มด้วยขนมปังหลากชนิดที่พนักงานยกมาให้เลือกเป็นตระกร้า ขอขนมปังชี้สมากินกับเนยสดและน้ำมันโอลีฟ ต่อด้วยสลัดจานไม่ใหญ่แต่รสชาติดี แล้วก็เมนดิชที่เป็นพาสต้าเย็นๆ สำหรับหน้าร้อน แอบตกใจนิดนึงที่มีไอศกรีมยูสุโปะหน้ามาด้วย แต่ลองชิมแล้วก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ แถมปลาหมึกไข่ก็อร่อยจนนึกถึงซีฟู้ดที่เมืองไทย รสชาติพาสต้าแบบเอเชียๆ เข้ากับอากาศร้อนๆ ดีชะมัด ฟาดขนมปังโฮลวีทไส้เปลือกส้ม กะขนมปังงาขาวนิ่มๆ ที่พนักงานยกมาเสิร์ฟเพิ่มไปอีกสองสามก้อน ก่อนตบท้ายด้วย ไอศกรีมวานิลลาราดมัตจะข้นๆ กับกาแฟเย็นที่ไปด้วยกันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
...แถมยังทิ้งรสหวานๆ ขมๆ กับกลิ่นหอมที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกไว้ที่ปลายลิ้นเสียอีก...


ส่วนผสมของความรื่นรมย์


ระหว่างที่นั่งละเลียดอาหารแสนอร่อยพร้อมกับเสียงเพลงแจ๊ซนี่ ในมือเราก็มีหนังสืออยู่เหมือนเคย เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่วรรณกรรมสำนวนแสนรื่นรมย์ แต่กลับเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เก่ากึกที่มีชื่อว่า "โครงร่างตรรกะรัฐศาสตร์สมัยใหม่" ที่ยืมมาจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยไปด้วย ในกระเป๋าผ้ายังมีชี้ท โน้ต และหนังสือรวมเคสสตัดดี้ของศาลรัฐธรรมนูญอีกเล่มเบ้อเร่อ

สมัยเรียนมอปลาย ตอนนั้นเรามักจะหาแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆ นอกโรงเรียนอย่างการไปดูงานศิลปะ การออกไปเดินดูบ้านเมือง แล้วก็การอ่านหนังสือ บทความที่กระตุ้นสมอง และสนุกสนานกับการเรียนไปตามเรื่องตามราว หากแต่ความประทับใจ ความตื่นเต้นในเนื้อหานั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยตอนนี้

อาจเป็นข้อดีที่สุดของระบบมหาวิทยาลัยเกียวโตที่ยินยอมให้นักศึกษาลงเรียนวิชาอะไรก็ได้ที่ตัวอยากเรียน และไม่ค่อยมีข้อบังคับต่อวิธีการเรียนของแต่ละคนมากนัก เราลงเรียนวิชาแนวศิลปะกับเซมิน่าเชิงสังคมไปหลายตัวจนเพื่อนงงว่าเรียนคณะนิติศาสตร์จริงๆ รึเปล่า ออกจะเป็นความเก็บกดเล็กๆ ที่แอบต่อต้านระบบการเรียนแบบกว้างตื้นที่อาศัยการท่องจำเป็นหลัก ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นจะเป็นฐานสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่ยากและลึกขึ้นก็ตาม

ตอนมอปลาย ก่อนสอบเรามักจะทรมานกับการอัดและจำทุกอย่างลงไปในสมอง หลายวิชาที่พอสอบเสร็จก็เคลียร์พื้นที่หน่วยความจำ แล้วก็อัดเนื้อหาวิชาต่อไปจนเครียดไปพักใหญ่ การสอบตอนนั้นเหมือนเป็นเกมส์สำหรับเรา แต่กับการเรียนการสอบในมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดขอบเขตเนื้อหา แล้วก็เปิดกว้างสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวที่กลั่นกรองมาแล้ว ทำให้เรารู้สึกถึงความรื่นรมย์ที่สร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับเราได้แทบจะทุกวัน จนมีแรงจะไปหาหนังสือ ไปหาตำรามาอ่าน สรุปเนื้อหาในแบบของตัวเอง เอาไปเถียงกับเพื่อน กับพี่ กับอาจารย์ แล้วก็เอากลับมาคิดต่อ

อย่างวันนี้... การอ่านตำรารัฐศาสตร์นั้นเป็นความรื่นรมย์คนละแบบกับการกินอาหารอร่อยๆ และฟังเพลงเพราะในบรรยากาศดีๆ แต่ก็อาจจะคล้ายๆ กับของหวานของมื้อเย็นที่รสหวานของไอศกรีมวานิลลา กับรสขมของมัตจะกลับกลายเป็นรสชาติแสนจะลงตัวได้นั่นละ...


ความคุ้นเคย ความแปลกใหม่ และความเปลี่ยนแปลง


...ถ้าความคุ้นเคยเป็นสิ่งที่ขับกล่อมให้เรานอนหลับสบาย ความแปลกใหม่ก็คงเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง ทำให้เราได้รู้สึกถึง "ความมีชีวิต" ของตัวเราได้...

เรารักที่จะเรียนภาษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับเราได้มองโลกผ่านแว่นตาอันใหม่ โครงสร้างภาษาที่แตกต่างคือภาพรวมของโครงสร้างสังคม ความคิดที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยรู้เคยเห็นมาก่อนเลย

ตอนนี้ได้เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส ภาษาที่แสนจะเป็นระบบระเบียบและได้ชื่อว่าแสนงดงาม นึกถึงตัวเองตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ทั้งยาก ทั้งสนุกและทั้งน่าค้นหาไปพร้อมๆ กัน แอบฝันๆ ว่าจะเป็นเหมือนเก็นในเรื่อง Bel Canto ที่สลับใช้ภาษานู่นนี่ได้อย่างใจและมองเห็น
ความงดงามผ่านหลากมุมมองแบบนั้นได้...

คงไม่ต่างกับความอยากที่จะเรียนภาษาสักเท่าไหร่ ...ความทะเยอะทะยานอยากเห็นโลกใบกว้างเป็นแรงผลักดันให้นกขมิ้นอย่างเราออกจากรังอุ่นมาเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว แล้วแรงเดียวกันนั้นก็ผลักให้เราถลาออกจากเมืองที่แสนคุ้นเคย จากเมืองที่เราได้ค้นพบความเป็นตัวเอง ออกมาหาความแปลกใหม่ให้กับชีวิตอีกครั้งที่นี่

นอกจากความแปลกใหม่ที่สร้างสีสันให้กับชีวิตแล้ว เรารู้สึกได้บ่อยๆ ในช่วงนี้ ว่าเรากำลังได้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองในวันเก่าๆ ได้มากขึ้น และทำให้เราชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นถึงสิ่งที่เราอยากจะทำในวันพรุ่งนี้


ผนังแขวนภาพเขียนของชีวิต


เคยอ่านเจอในหนังสือบางเล่มที่เขาบอกว่า ชีวิตเราก็เหมือนผนังเปล่าๆ ที่ค่อยๆ ถูกแขวนภาพมากมายซ้อนทับลงไปภาพแล้วภาพเล่า แล้วแต่ละภาพก็อยู่ในกรอบที่มีรูปร่างต่างๆ กันแม้จะแกะเอารูปเหล่านั้นออกมาหมด ก็ยังทิ้งร่องรอยของกรอบรูปและตะปูไว้บนผนังนั่นอยู่ดี

ตอนอ่านบรรทัดนั้นเมื่อหลายปีก่อน ข้อความอุปมานี่มันตรงใจเราจนต้องหยุดคิดไปนาน แล้วนับวันเราก็รู้สึกว่าชีวิตเราที่เป็นเหมือนผนังแขวนภาพนั้นจริงๆ

รู้สึกแปลกดีนะ เมื่อมองกลับไปและเห็นภาพแล้วภาพเล่าของ "ชีวิต" ที่กำลังเติบโต..



ปล. เนื่องด้วยจากชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยเกียวโตที่เริ่มต้น
ก็เลยยุ่งวุ่นวายจนห่างหายจากบลอกแกงค์ไปนานเหลือเกิน
จากนี้ไปพยายามจะแวะมาเรื่อยๆ ค่ะ




 

Create Date : 07 กันยายน 2551    
Last Update : 7 กันยายน 2551 2:26:44 น.
Counter : 145 Pageviews.  

Renewed Blog : เป็นรูปเป็นร่างแล้วค่ะ

สวัสดีในวันที่อากาศหนาวๆ ค่ะ




อันเนื่องอากาศหนาวๆ
เลยไม่มีแรงไปโดดดึ๋งข้างนอก
จิงโจ้ตัวนี้เลยได้กลับมาสักบ้านนี้สักทีค่ะ
หลังจากเพิ่งเริ่มสร้างแล้วก็ปล่อยให้บลอกของที่นี่ร้างลาไปปีกว่า

ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะมาเขียนที่นี่ให้เป็นเรื่องเป็นราว
เพราะว่าอยากจะมีที่ที่เป็นเหมือน "บ้าน"
สำหรับติดต่อพูดคุยกับเพื่อนๆ ในพันทิปบ้าง

ช่วงนี้ว่างๆ เพราะเป็นปิดเทอมใหญ่
รอเวลาย้ายบ้านไปเกียวโต และเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ค่ะ
ก่อนที่ชีวิตใหม่ในสถานที่ใหม่และรายละเอียดใหม่ๆ จะเริ่มต้น
ก็อยากจะทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คิด และคุยกับตัวเอง
คิดว่า...บางที การรวบรวมเรื่องราวมาไว้ที่นี่ อาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ดีก็ได้

วันนี้ได้ฤกษ์ดี ...
ด้วยแรงยุจากพี่ดาริกามณี แล้วก็คอมเมนท์ใหม่ๆ ในบลอกร้างๆ
ทำให้เราเริ่มคิดจะเอาบทความ เรื่องเล่าที่เคยเขียนเล่าไว้ในสเปซ
เลือกมาบางเรื่องมาแปะลงที่นี่ให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่านดูบ้างดีกว่า

ซึ่งก็ใช้เวลานานกว่าที่คิดเยอะเลย
เพราะไม่ชินกับรูปแบบของบลอกแกงค์
แล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดของบทความด้วย
เพราะเรื่องที่เขียนในสเปซ ค่อนข้างเป็นบทความส่วนตัว
ที่เขียนให้เพื่อน ให้ครอบครัวอ่านเสียมาก แถมเขียนในเวลาต่างๆ กัน
ดังนั้น ... ถ้าอ่านแล้วมันสะดุดๆ หรือประหลาดๆ ยังไง ช่วยบอกด้วยนะคะ ><

เกี่ยวกับกลุ่มย่อยของบลอก
ตอนนี้มีอยู่ ๘ กลุ่มย่อยอย่างที่เห็นล่ะค่ะ
แต่อยู่ๆ ไปมันอาจจะเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็ได้ค่ะ
กำลังคิดอยู่ว่าจะเอาเรื่องเกี่ยวกับภาพถ่ายจัดเป็นหมวดไหนดี

เห็นหลายๆ คนบอกว่าอยากให้เขียนเรื่องญี่ปุ่น
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่คิดไว้นานแล้ว ว่าอยากจะเล่าเรื่อง
เล่าความคิด ประสบการณ์ที่ได้พบได้เจอในดินแดนนี้
จะค่อยๆ ทยอยแปะและเขียนลงในกลุ่ม "เรื่องเล่าของจิงโจ้แดนอาทิตย์อุทัย"
เช่นกัน... ถ้าอยากอ่านเรื่องอะไรเป็นพิเศษ รีเควสต์ได้เลยนะคะ

++ ยินดีต้อนรับและขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาทักทายกันค่ะ ++




ปล. สุขสันต์วันวาเลนไทน์ย้อนหลังค่ะ






 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 21:54:46 น.
Counter : 154 Pageviews.  

เนื่องมาจากอากาศดีดี

สวัสดีค่ะ

วันนี้ตื่นมาก็อารมณ์ดีกะทันหัน หลังจากหม่นเศร้าอยู่กับความเหงาที่เข้ามาเกาะกินพร้อมกับอากาศมัวๆ ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน

(โทษอากาศเข้าไปเถอะเรา... จริงๆ มันอาจจะแค่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ใช่ไหมล่ะ)

วันนี้อากาศดีจริงๆ ไม่ร้อนตับแตก ร้อนอึดอัดหายใจไม่ออกเหมือนวันก่อน แต่ก็ไม่มัวซัวอึมครึม และเสียงจักจั่นนั้นก็ไม่ได้ฟังน่ารำคาญเมื่อวันก่อนๆ (ขอย้ำ จักจั่นมันเยอะจริงๆ นะ) นี่แปลว่าฤดูร้อนอันโหดร้ายของประเทศนี้จะหมดไปแล้วใช่ไหม^__^ ... ได้เวลาของฤดูใบไม้ร่วงอันอิ่มเอมไปด้วยของอร่อยๆ แล้วใช่ไหม



อากาศทำเอาเราวันนี้อารมณ์ดี ยิ้มเริงร่าให้กับตัวเองในกระจกแล้วก็ตัดสินใจมาเขียนบลอกแกงค์ในพันธุ์ทิพย์ได้เสียที หลังจากที่สมัครเป็นสมาชิกได้ไม่นานมานี้ (ทั้งที่เล่นพันติ๊ปมาตั้งแต่อยู่ประถม)



เหตุผลเดียวคือตอนนี้อยากมีอะไรที่เชื่อมโยงตัวเรากับโลกภายนอกบ้าง เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่มาอยู่ที่ประเทศนี้ชีวิตของจิงโจ้ไฮเปอร์แบบเราชักจะยึดติดอยู่กับมนุษย์เพียงบางกลุ่มบางคน ออนเอ็มก็ขึ้น busy ประจำ คุยก็คุยแค่คนเดิมๆ ไปกินข้าวก็กินกับเพื่อน รุ่นน้องหน้าเดิมๆ แถมชีวิตในโรงเรียนที่เคยรู้สึกว่ามันเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นก็เริ่มซ้ำซาก เพื่อนฝูงก็เริ่มไม่ขยับขยายไปหาเพื่อนคนใหม่ๆ แล้ว

....แถมในบางเวลา เราชักไม่แน่ใจว่าเราได้ทำ "คนเดิมๆ " บางคนตกหายไปจากชีวิตเราบ้างรึเปล่า...

ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอรุ่นน้องรุ่นใหม่ที่กำลังจะมา รวมทั้งเด็กทุน ODOS อีกเป็นร้อย (รุ่นเดียวกับเราด้วย) สังคมแคบๆ ของเราอาจจะเริ่มคึกคักขึ้นมาบ้างก็ได้

อีกอย่างคือตอนนี้เพื่อนที่คุ้นเคยดันหายหน้าหายตาไปจากประเทศญี่ปุ่นกันหมดแก๊ง ทิ้งให้เราเซ็ง...กว่าพวกแกจะกลับมาเราก็เปิดเทอมไปตั้งนานแล้วนะเอ้ย

ท้ายสุดของวันนี้...ขอแนะนำตัวนิดเดียว ข้าพเจ้าเป็นเด็กไทยอยู่ในโรงเรียนมัธยมปลายในโตเกียว เป็นโรงเรียนที่แสนจะญี่ปุ๊นญี่ปุ่น เหมือนที่เห็นในการ์ตูนนั้นแหละ แถมเป็นโรงเรียนที่รวมเอาเด็กแปลกๆ เทพๆ มาไว้เต็มไปหมด มีเพื่อนพี่น้องเป็นเด็กไทยอยู่มากพอควร รวมทั้งเพื่อนๆ จากหลากหลายประเทศ (ส่วนใหญ่ก็แถบๆ เอเชียนี้แหละ) ที่อายุมันวาไรตี้เกินจะเรียกสรรพนามถูก เลยเหมาเอาว่าเป็นพวกมันเป็นเพื่อนล่ะกัน

แย้มยิ้มร่าหน้าบานกว่าจานข้าว
เปิดปากหาวปล่อยง่วงงันพลันสดใส
เหมือนแสงแดดส่องทั่วทั้งหัวใจ
ทำอะไรก็เริงร่ากว่าเคยเป็น
เปิดเพลงไหนแม้ไม่เพราะก็ไม่ว่า
เรื่องหนักหนาลองทำไปไม่ยากเข็ญ
ร้องปรบมือเมื่อดีใจไม่แอบเร้น
กระโดดเล่น...เต้นรำ...ฮัมเพลง
ปั่นจักรยานกินลม...ชมไม้
ท้องข้างในว่างเปล่า...โหวงเหวง
ซาลาเปาเข้าปากไปไม่กริ่งเกรง
แล้วโล้งเล้งเจอเพื่อนก็ก่อสงคราม
ครูสอนเบื่อน่าง่วงหง่าวหาวก็บ่อย
แต่รอคอยตอบคำยามครูถาม
ทั้งสับสนวนวกตกเนื้อความ
เคี้ยงกร้วมคร้ามอิ่มอื้ทุกมื้อเรียน
จะตกหล่นบ่นเบื่อบ้างยังสนุก
แม้ถูกปลุกตอนฝันดีไม่มีเฮี้ยน
ชีวิตก็แบบเนี๊ยะ...เพลียพวกเพียร
จงอาเจียนความเศร้า...แล้วเมายิ้ม!!




ปล. บลอกของเราในบลอกแก๊งนี้ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะปกติเรื่องราวในชีวิตก็เขียนเหมือนเป็นจดหมายถึงคนในไทยอยู่ในสเปซอยู่แล้ว ...แต่เอาเถอะ... ถือว่าที่นี่เป็นเพนซิฟเก็บความทรงจำให้หัวอันวุ่นวายของข้าพเจ้าว่างโล่งบ้างก็แล้วกัน




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2549    
Last Update : 27 สิงหาคม 2549 9:27:07 น.
Counter : 218 Pageviews.  


The SoVo
Location :
Tokyo ---> now : Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพียงคนหนึ่งที่มีความฝัน มีความคิด มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกเล่า กำลังก้าวเดินไปในโลกกว้างเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ และเพื่อทำความรู้จักกับ "ชีวิต"
Friends' blogs
[Add The SoVo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.