"ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา"
Group Blog
 
All Blogs
 
"กำลังเติบโต"


บ่ายวันหยุดที่พระอาทิตย์อู้งาน


ทำให้ห้องเล็กๆ ไม่สว่างสดใสเหมือนเคย ทั้งยังมีไอลมอุ่นจนเกือบเป็นร้อนจับตัวจนทำให้เกิดมวลอากาศหนักๆ ทำเอาสมองอู้ตามพระอาทิตย์ ยากนักที่จะฝืนไม่ให้สายตาละเลยจากตำรากฎหมาย แล้วก็พ่ายแพ้กับแรงดึงดูดของที่นอนนุ่มๆ จนได้

กว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว กัดฟันทนอ่านหนังสือเรียนวิชารัฐธรรมนูญ สลับกับเปิดฎีกาและประมวลกฎหมายเพื่อสรุปใจความจนจบไปรอบหนึ่ง แล้วก็ดีดตัวออกจากบรรยากาศง่วงงุน รีบปั่นจักรยานออกไปหาบรรยากาศดีๆ ก่อนที่จะโดนแรงประหลาดดูดลงไปสลบกับที่นอนอีกครั้ง


บางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป


เกือบสี่เดือนแล้วที่ย้ายตัวเองจากมหานครที่วุ่นวายติดอันดับโลกมาอยู่เมืองเก่าที่โอบล้อมด้วยภูเขาแห่งนี้ การเคลื่อนไหวใจชีวิตประจำวันลดขอบเขตลงมากมาย จากที่เคยชีพจรลงเท้าเที่ยวตะลอนไปทั่วโตเกียว ชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยผูกให้เราติดพันอยู่กับการเรียนและกิจกรรม รวมทั้งเริ่มผูกพันอยู่กับการมีเพื่อนมีพี่อยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยของชีวิต

สิ่งที่เคยเป็นความเคยชินอย่างการออกไปอ่านหนังสือคนเดียวชิวๆ ที่คาเฟ่ กลับกลายเป็นการพูดคุยถกเถียงเนื้อหาหนักๆ กับรุ่นพี่ การออกไปเที่ยวหาของกินอร่อยๆ ตามใจปากตัวเองตามร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาในโต๊ะอาหารของคาเฟทีเรียของคณะความรื่นรมย์จากการเสพงานศิลป์ถูกแทนที่ด้วยความแปลกใหม่ในเนื้อหาวิชาการ และเวลาที่จะนั่งอ่านวรรณกรรมกับฟังเพลงเพราะๆ ก็น้อยลงไปมากมาย

แม้ไม่ได้เดือดร้อนนักกับการที่เวลาของการอยู่คนเดียวน้อยลงไปกว่าเดิม แต่ก็อดจะบ่นไม่ได้ที่หาเวลาออกไปหาความรื่นรมย์ในแบบของตัวเองได้ยากเหลือเกิน


กลับไปเจอกับบรรยากาศเก่าๆ ที่คุ้นเคย


ขี่จักรยานไปสตาร์บัคส์ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้านก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะลืมไปว่าไม่ใช่สตาร์บัคส์ทุกร้านที่มีบรรยากาศสงบสบายเหมาะกับการอ่านหนังสืออย่างที่สาขากักคุไดบ้านเก่า แต่พลันสายตาก็ไปสะดุดกับร้านอาหารอิตาเลี่ยนแถวนั้นเข้าได้

สั่งคอร์สดินเนอร์ที่ราคาไม่แพงมากนักไปแล้วก็หยิบตำราเรียนออกมาอ่าน พร้อมๆ รู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคยเหลือเกิน กับการที่เราพาตัวเองในชุดวันหยุดสบายๆ พกหนังสือเรียนออกมาอ่านในร้านอาหารแบบนี้ แม้จะแอบคิดถึงบรรดาร้านอาหารใกล้ๆ บ้านที่เคยไปเป็นประจำสมัยอยู่โตเกียว แต่ก็แอบรู้สึกดีที่ท่าทางจะเจอร้านถูกใจเข้าแล้ว


คอร์สวันนี้เริ่มด้วยขนมปังหลากชนิดที่พนักงานยกมาให้เลือกเป็นตระกร้า ขอขนมปังชี้สมากินกับเนยสดและน้ำมันโอลีฟ ต่อด้วยสลัดจานไม่ใหญ่แต่รสชาติดี แล้วก็เมนดิชที่เป็นพาสต้าเย็นๆ สำหรับหน้าร้อน แอบตกใจนิดนึงที่มีไอศกรีมยูสุโปะหน้ามาด้วย แต่ลองชิมแล้วก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ แถมปลาหมึกไข่ก็อร่อยจนนึกถึงซีฟู้ดที่เมืองไทย รสชาติพาสต้าแบบเอเชียๆ เข้ากับอากาศร้อนๆ ดีชะมัด ฟาดขนมปังโฮลวีทไส้เปลือกส้ม กะขนมปังงาขาวนิ่มๆ ที่พนักงานยกมาเสิร์ฟเพิ่มไปอีกสองสามก้อน ก่อนตบท้ายด้วย ไอศกรีมวานิลลาราดมัตจะข้นๆ กับกาแฟเย็นที่ไปด้วยกันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
...แถมยังทิ้งรสหวานๆ ขมๆ กับกลิ่นหอมที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกไว้ที่ปลายลิ้นเสียอีก...


ส่วนผสมของความรื่นรมย์


ระหว่างที่นั่งละเลียดอาหารแสนอร่อยพร้อมกับเสียงเพลงแจ๊ซนี่ ในมือเราก็มีหนังสืออยู่เหมือนเคย เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่วรรณกรรมสำนวนแสนรื่นรมย์ แต่กลับเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เก่ากึกที่มีชื่อว่า "โครงร่างตรรกะรัฐศาสตร์สมัยใหม่" ที่ยืมมาจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยไปด้วย ในกระเป๋าผ้ายังมีชี้ท โน้ต และหนังสือรวมเคสสตัดดี้ของศาลรัฐธรรมนูญอีกเล่มเบ้อเร่อ

สมัยเรียนมอปลาย ตอนนั้นเรามักจะหาแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆ นอกโรงเรียนอย่างการไปดูงานศิลปะ การออกไปเดินดูบ้านเมือง แล้วก็การอ่านหนังสือ บทความที่กระตุ้นสมอง และสนุกสนานกับการเรียนไปตามเรื่องตามราว หากแต่ความประทับใจ ความตื่นเต้นในเนื้อหานั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยตอนนี้

อาจเป็นข้อดีที่สุดของระบบมหาวิทยาลัยเกียวโตที่ยินยอมให้นักศึกษาลงเรียนวิชาอะไรก็ได้ที่ตัวอยากเรียน และไม่ค่อยมีข้อบังคับต่อวิธีการเรียนของแต่ละคนมากนัก เราลงเรียนวิชาแนวศิลปะกับเซมิน่าเชิงสังคมไปหลายตัวจนเพื่อนงงว่าเรียนคณะนิติศาสตร์จริงๆ รึเปล่า ออกจะเป็นความเก็บกดเล็กๆ ที่แอบต่อต้านระบบการเรียนแบบกว้างตื้นที่อาศัยการท่องจำเป็นหลัก ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นจะเป็นฐานสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่ยากและลึกขึ้นก็ตาม

ตอนมอปลาย ก่อนสอบเรามักจะทรมานกับการอัดและจำทุกอย่างลงไปในสมอง หลายวิชาที่พอสอบเสร็จก็เคลียร์พื้นที่หน่วยความจำ แล้วก็อัดเนื้อหาวิชาต่อไปจนเครียดไปพักใหญ่ การสอบตอนนั้นเหมือนเป็นเกมส์สำหรับเรา แต่กับการเรียนการสอบในมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดขอบเขตเนื้อหา แล้วก็เปิดกว้างสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวที่กลั่นกรองมาแล้ว ทำให้เรารู้สึกถึงความรื่นรมย์ที่สร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับเราได้แทบจะทุกวัน จนมีแรงจะไปหาหนังสือ ไปหาตำรามาอ่าน สรุปเนื้อหาในแบบของตัวเอง เอาไปเถียงกับเพื่อน กับพี่ กับอาจารย์ แล้วก็เอากลับมาคิดต่อ

อย่างวันนี้... การอ่านตำรารัฐศาสตร์นั้นเป็นความรื่นรมย์คนละแบบกับการกินอาหารอร่อยๆ และฟังเพลงเพราะในบรรยากาศดีๆ แต่ก็อาจจะคล้ายๆ กับของหวานของมื้อเย็นที่รสหวานของไอศกรีมวานิลลา กับรสขมของมัตจะกลับกลายเป็นรสชาติแสนจะลงตัวได้นั่นละ...


ความคุ้นเคย ความแปลกใหม่ และความเปลี่ยนแปลง


...ถ้าความคุ้นเคยเป็นสิ่งที่ขับกล่อมให้เรานอนหลับสบาย ความแปลกใหม่ก็คงเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง ทำให้เราได้รู้สึกถึง "ความมีชีวิต" ของตัวเราได้...

เรารักที่จะเรียนภาษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับเราได้มองโลกผ่านแว่นตาอันใหม่ โครงสร้างภาษาที่แตกต่างคือภาพรวมของโครงสร้างสังคม ความคิดที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยรู้เคยเห็นมาก่อนเลย

ตอนนี้ได้เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส ภาษาที่แสนจะเป็นระบบระเบียบและได้ชื่อว่าแสนงดงาม นึกถึงตัวเองตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ทั้งยาก ทั้งสนุกและทั้งน่าค้นหาไปพร้อมๆ กัน แอบฝันๆ ว่าจะเป็นเหมือนเก็นในเรื่อง Bel Canto ที่สลับใช้ภาษานู่นนี่ได้อย่างใจและมองเห็น
ความงดงามผ่านหลากมุมมองแบบนั้นได้...

คงไม่ต่างกับความอยากที่จะเรียนภาษาสักเท่าไหร่ ...ความทะเยอะทะยานอยากเห็นโลกใบกว้างเป็นแรงผลักดันให้นกขมิ้นอย่างเราออกจากรังอุ่นมาเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว แล้วแรงเดียวกันนั้นก็ผลักให้เราถลาออกจากเมืองที่แสนคุ้นเคย จากเมืองที่เราได้ค้นพบความเป็นตัวเอง ออกมาหาความแปลกใหม่ให้กับชีวิตอีกครั้งที่นี่

นอกจากความแปลกใหม่ที่สร้างสีสันให้กับชีวิตแล้ว เรารู้สึกได้บ่อยๆ ในช่วงนี้ ว่าเรากำลังได้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองในวันเก่าๆ ได้มากขึ้น และทำให้เราชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นถึงสิ่งที่เราอยากจะทำในวันพรุ่งนี้


ผนังแขวนภาพเขียนของชีวิต


เคยอ่านเจอในหนังสือบางเล่มที่เขาบอกว่า ชีวิตเราก็เหมือนผนังเปล่าๆ ที่ค่อยๆ ถูกแขวนภาพมากมายซ้อนทับลงไปภาพแล้วภาพเล่า แล้วแต่ละภาพก็อยู่ในกรอบที่มีรูปร่างต่างๆ กันแม้จะแกะเอารูปเหล่านั้นออกมาหมด ก็ยังทิ้งร่องรอยของกรอบรูปและตะปูไว้บนผนังนั่นอยู่ดี

ตอนอ่านบรรทัดนั้นเมื่อหลายปีก่อน ข้อความอุปมานี่มันตรงใจเราจนต้องหยุดคิดไปนาน แล้วนับวันเราก็รู้สึกว่าชีวิตเราที่เป็นเหมือนผนังแขวนภาพนั้นจริงๆ

รู้สึกแปลกดีนะ เมื่อมองกลับไปและเห็นภาพแล้วภาพเล่าของ "ชีวิต" ที่กำลังเติบโต..



ปล. เนื่องด้วยจากชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยเกียวโตที่เริ่มต้น
ก็เลยยุ่งวุ่นวายจนห่างหายจากบลอกแกงค์ไปนานเหลือเกิน
จากนี้ไปพยายามจะแวะมาเรื่อยๆ ค่ะ


Create Date : 07 กันยายน 2551
Last Update : 7 กันยายน 2551 2:26:44 น. 2 comments
Counter : 149 Pageviews.

 
ยังขยันเขียนเหมือนเดิม
ไม่ค่อยได้มาแวะทักทายเท่าไหร่

แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก

แว้บไป

แว้บมา


โดย: ดาริกามณี วันที่: 10 กันยายน 2551 เวลา:11:08:44 น.  

 
ชอบอ่านมากเลยครับ

ช่วงนี้ติดการ์ตูนของญี่ปุ่น
เห็นภาพในการ์ตูนแล้วอดคิดถึงของจริงไม่ได้

อยากลองไปบ้างจังเลยครับ ^^


โดย: badinblood วันที่: 23 ธันวาคม 2551 เวลา:23:24:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

The SoVo
Location :
Tokyo ---> now : Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพียงคนหนึ่งที่มีความฝัน มีความคิด มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกเล่า กำลังก้าวเดินไปในโลกกว้างเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ และเพื่อทำความรู้จักกับ "ชีวิต"
Friends' blogs
[Add The SoVo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.