"ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา"
Group Blog
 
All Blogs
 

(เรื่องสั้น) สมุดสีฟ้าของน้ำชาและกาแฟ

วันที่ 9 พฤศจิกายน
เวลา 19:58 น.

ร้อนตับจะแตกในห้องเก็บเสื้อผ้า

พรุ่งนี้แล้วสินะ…
ทำไมโรงเรียนจะต้องพาไปเข้าค่ายที่ทะเลด้วย แดดก็ร้อน ผิวก็พังหมด …ถ้าเกิดเป็นมะเร็งผิวหนังขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ …ผิวที่อุตส่าห์ทะนุถนอมมาตลอด 14 ปีของฉัน  …

ค่ายโหดๆ แบบนี้ต้องมีให้ลงไปคลุกดินนอนทรายแน่ๆ อาจจะมีด่านผจญภัยตอนกลางคืนสุดสยอง …แล้วถ้ามีอุบัติเหตุใครจะรับผิดชอบชีวิตฉันล่ะเนี่ย
โอ๊ย !!! ประสาทจะกิน …

แล้วยังต้องไปร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนอื่นอีกตั้ง 7 วัน
นรกชัดๆ …
ฉันไม่ไปหรอก !!!



วันที่ 9 พฤศจิกายน
เวลา เกือบๆ สองทุ่ม
ระเบียงห้องนอน…ลมโชยเบาเบา…และแสงดาวระยับ


พรุ่งนี้แล้วสินะ…
ดีใจจังเลย จะได้ไปทำอะไรน่าสนุกๆ ตั้งเยอะ

ชีวิตอิสระ…ในค่ายคงมีอะไรที่น่าสนใจแน่ๆ อย่างกิจกรรมสนุกๆ ลอดห่วง เดินบนสะพาน โหนเชือกข้ามแม่น้ำ อาจจะมีค่ายผจญภัยตอนกลางคืนด้วย … แค่คิดก็สนุกแล้ว อ้อ…ค่ายนี้ยังเป็นค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยนี่นา มันส์ยกกำลังสองล่ะงานนี้

อาจจะได้เจอเพื่อนใหม่น่ารักๆ ด้วยนะ
เมื่อตอนเย็นเจนโทรมาถามเรื่องจะจัดกระเป๋า โทรมาทุกทีเชียวยัยเจนเนี่ย…จะไปไหน ทีไรต้องถามฉันทุกที…แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็เป็นที่พึ่งพิงของเพื่อนๆ ได้แล้วกัน อิอิอิ …แล้วเราจะเอาชุดอะไรไปใส่แสดงละครดีนะ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้แสดงเรื่องอะไรกับใคร จะเล่นให้ฮาแตกกันทั้งค่ายไปเลย… ฝีมือชั้นนี้แล้ว

รีบไปเข้านอนดีกว่า…พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาจะได้ติดปีกโบยบินสู่ฟ้ากว้าง




วันที่ 10 พฤศจิกายน
เวลา 09:32 น. (นาฬิกาข้อมือช้าไป 1 ชั่วโมง)
รถบัสแอร์กลิ่นขี้หมู…และเพลงค่ายสุดเห่ย


น่าเบื่อสุดๆ เลย …เพลงค่ายบ้าบอคอแตกอะไรกัน เดี๋ยวก็ให้ยิ้มให้ส่ายสะโพก …ไม่ใช่ตุ๊กตาของเล่นนะยะ นี่ขนาดแค่อยู่บนรถนะ ถ้าไปถึงค่ายแล้วจะเป็นยังไงเนี่ย รถก็ไม่ติดแอร์ แล้วชุดยุวกาชาดที่ใส่มันทำให้ร้อนได้อีกสักสิบเท่ามั้ง กลิ่นจากเล้าหมูข้างทางตลบอบอวล เวียนหัวจะตายอยู่แล้ว…

เพราะแม่คนเดียวเลยที่ทำให้ฉันต้องมาค่ายบ้าๆ นี่ ถ้าเมื่อเช้าแม่ไม่ดันทุรังจะพาฉันมาส่งให้ได้ฉันก็คงไม่ต้องมานั่งทนกลิ่นขี้หมูนี่หรอก รู้อย่างนี้จะตั้งเวลานาฬิกาให้ช้าอีกสักสองชั่วโมงดีกว่า อุตส่าห์ไม่จัดกระเป๋าแล้ว แม่ก็ยังจะจุ้นจ้านมาจัดให้จนได้ สงสัยจะให้ฉันขนหินไปถมทะเล หนักชะมัด ! …แล้วฉันก็ต้องนั่งรถที่แม่เร่งเครื่องเต็มที่มาขึ้นรถบัสสุดโทรมนี่ทีหลัง อายคนอื่นเป็นที่สุด แถมโดนอาจารย์ดุด้วย

ซวยจริงๆ … ยังดีนะที่แม่ฉันบอกอาจารย์ว่าไม่สบายนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงเรียกฉันไปเต้นๆ ท่าไส้เดือนจะขาดใจแบบคนอื่นแน่ …อย่ามายุ่งกะฉันตอนนี้เชียวนะ…



วันที่ 10 พฤศจิกายน
เวลาสิบโมงครึ่งกว่าๆ
รถโดยสารที่ระอุไปด้วยไอแดดและบรรยากาศของความรื่นเริง


อุตส่าห์มาโรงเรียนแต่เช้า…ในที่สุดกลุ่มของเราก็ได้ที่นั่งดีๆ จนได้ (ข้างหลังรถไง…ใครๆ ก็เลยต้องอิจฉาพวกเรา)

ยัยเจนหอบข้าวหอบของมาเยอะแยะ เธอจะเข้าค่ายหรือย้ายบ้านหา? …ฉันน่ะเอามาเฉพาะที่จำเป็น ไม่หอบให้เป็นภาระหรอก จริงๆ แล้วพวกเราอยากจะเต้นตั้งแต่ขาไปค่ายเลยนะ แต่อาจารย์ไม่ยอมนะสิ …แต่ไม่เป็นไรหรอก ก็มีเพลงค่ายสนุกๆ ให้เล่นกันอยู่แล้วนี่ ทุกคนได้รับแจกสมุดบันทึกประจำตัวที่มีเนื้อเพลงค่าย บันทึกด่านผจญภัยและทดสอบสมรรถภาพ

ถ้าบอกตามตรงก็คือเพลงค่ายของเรานี่เก่ากึกเลยล่ะ … ก็อาจารย์ที่ทำเพลงน่ะรุ่นไหนแล้วล่ะ ^__^ แต่มันก็เข้ากับบรรยากาศของค่ายดีนะ

ยัยเจนบ่นอีกแล้วล่ะ ว่ารถนี่ร้อนจริงๆ แถมคุณเธอยังบ่นเรื่องกลิ่นหมูที่โชยมาจากเล้าข้างทางอีก โธ่ ! ยัยเจนเอ๊ย ใครๆ ก็เหม็นก็ร้อนเหมือนกันแหละน่า บ่นไปมันก็ไม่ได้หายร้อนหายเหม็นเสียหน่อย ทนๆ ไปแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว แต่ฉันพูดไปก็เท่านั้นแหละ นิสัยเจนเพื่อนสุดที่รักของฉันขอให้ได้บ่นเถอะ…สักนิดสักหน่อยก็ยังดี

เพื่อนๆ บางคนก็หลับไปแล้วเพราะดูคอนเสิร์ตเมื่อคืนดึก ส่วนฉันน่ะเหรอ…ก็นั่งดูวิวข้างทางไปเรื่อยๆ เวลาอย่างนี้มันเหมาะสำหรับจินตนาการของฉันจะตาย…จริงไหม…



วันที่ 10 พฤศจิกายน
เวลา 17:11 น. (นาฬิกาข้อมือปรับเวลาแล้วล่ะ)
ข้างเต็นท์เบี้ยวๆ บูดๆ


สภาพอย่างนี้มันเรียกว่าเต็นท์เหรอ… ไม้สองท่อนปักทรายกับผ้าสองสามผืนคลุมบนคลุมล่างนี่นะ ? แล้วฉันจะนอนเข้าไปได้ยังไง…เฮ้อ ! -_-

พอรถบัสค่อยๆ เลื้อยฝ่าทางเข้าค่ายสุดรกมาได้ ก็จอดให้เราลงพร้อมสัมภาระกลางแดดเปรี้ยงๆ ครีมกันแดดที่ฉันกระหน่ำมาเต็มที่จะเอาอยู่ไหมนี่ พวกเนตรนารีจากอีกโรงเรียนหนึ่งที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนเหมือนกันนั่งกันหน้าสลอนกลางพื้นซีเมนต์

ข้างหน้านั่นมีครูฝึกหน้าตาสุดโหดอยู่สองคน อย่างกับเลข 10 เลย คนหนึ่งผอมชะลูดแต่อีกคนหุ่นชวนให้นึกถึงถังแก๊สขนาดกะปุ๊กลุกจริงๆ แล้วก็มี ตชด. คนอื่นๆนั่งในร่มกับอาจารย์ทั้งสองโรงเรียน โห…เอาเปรียบที่สุดเลย นักเรียนร้อนจนจะสุกเป็นไก่ย่างอยู่กลางแจ้ง แต่อาจารย์นั่งพัดกันสบายใจเฉิบในร่มอาคาร…

ข้างหลังครูฝึกกะปุ๊กลุกมีนักเรียนหุ่นน้องๆ ช้างอยู่ห้าหกคนกับนักเรียนคนอื่นๆ อีก รวมๆ สักสิบคนได้กำลังเต้นเพลงอะไรส่ายๆ โยกๆ อยู่ก็ไม่รู้ เพราะมีโรคประจำตัววิ่งไม่ได้ก็เลยถูกทำโทษ …น่าตลกชะมัด หลังจากนั้นพวกฉันก็โดนสั่งให้วิ่งเกาะคอกันไปรอบๆ ลานซีเมนต์...ทรมานที่สุด

นี่จะฝึกให้ฉันไปรบที่ไหนกันรึเปล่าเนี่ย เหงื่อออกหน้ามันเยิ้ม ยิ่งพอมาเจอพิธีต้อนรับด้วยการป้ายสีบนหน้าอีก พวกบรรดาสิวทั้งหลายต้องยกขบวนมาขึ้นบกที่หน้าฉันแน่ๆ เลย…

แค่ครึ่งวันฉันโดนสก๊อตจัมพ์ไปตั้งสามสิบที แค่เพราะลืมทำความเคารพเวลาเดินผ่านครูฝึกเท่านั้นเองนะ… เวลากินข้าวก็ต้องท่องบทอะไรยาวเหยียด ก่อนกินก็ต้องตั้งฉาก…ตบฉากอยู่นั่นแหละ แล้วอาหารก็ธรรมด๊า…ธรรมดา

ทั้งหมดนั่นยังไม่ได้ครึ่งของยัยคู่หูของฉันเลยนะ แค่ต้องมีใครมายุ่งเกี่ยวกับฉันตลอดก็น่าเบื่อจะแย่แล้ว ดันต้องมาเจอยัยนี่อีก อยู่ดีๆ ก็วิ่งมาชนกระเป๋าฉันตอนหอบไปที่พักที่ไกลแสนไกล แล้วยังทำหน้าเป็นถามชื่อฉัน จะช่วยยกกระเป๋า แล้วก็ซวยซ้ำซ้อนที่ยัยแว่นนี่มาเป็นคู่หูของฉัน เชิญเธอเก่งไปคนเดียวเถอะ แค่ทำเต็นท์เบี้ยวๆ ได้ มาสั่งให้หยิบนู่นหยิบนี่ ฉันไม่ใช่ขี้ข้าเธอนะยะ… ตอนนี้ยัยนั่นก็ไปนั่งจ้อกับคนอื่นแล้ว ค่อยหายใจโล่งหน่อย…

สรุปแล้วยัยนี่ก็เป็นคนที่น่าเบื่อที่สุด ทำเป็นเก่ง พูดมาก (สมน้ำหน้า…จ้อจนโดนคาบฝาหม้อข้าว) ชอบออกไปทำท่าประหลาดๆ เรียกร้องความสนใจเห่ยๆ แล้วยังร้องเพลงลูกทุ่ง ยังจะมาเป็นคู่หูของฉันอีก …แล้วที่ขัดใจฉันสุดๆ ทำไมเธอต้องชื่อ “กาแฟ” ด้วยหาาาาาา ?


วันที่ 10 พฤศจิกายน
เวลาห้าโมงนิดๆ (แดดก็ร่ม ลมกำลังเย็น)
ค่ายเนตรนารี - ยุวกาชาดและกลิ่นอายทะเล


ตั้งแต่เข้าเขตค่ายมา…เจนผู้มีจมูกไวเป็นเลิศก็ได้กลิ่นทะเลก่อนเพื่อน การมาทะเลกับเพื่อนๆ นี่เป็นความสุขจริงๆ นะ แล้วก็เป็นค่ายที่มีรสชาติแบบนี้ด้วย

ตอนแรกครูฝึกหุ่นน้องๆ โอ่งน้ำฝนสั่งให้พวกเราวิ่งเกาะคอกันไปรอบๆ ลานซีเมนต์อันร้อนระอุ …วิ่งกันไปก็ขำกันไป ยัยเจนตัวเล็กอยู่ตรงกลางแถว วิ่งไปก็แถบจะลอยเลยแหละ แน่นอนว่าฉันเป็นต้นเสียงบอกจังหวะให้เพื่อนๆ วิ่งซ้ายขวา ร้อนจนแทบสุกแต่ก็สนุกนะ ได้ใช้พลังเยอะๆ ^_^ พอวิ่งได้ครึ่งครบรอบฝ้ายก็ล้มไป ฉันตกใจแทบแย่ ฉันพยุงฝ้ายไปหาครูฝึกตัวอ้วน จริงๆ แล้วก็ใจดีเหมือนกันแฮะ พูดดีๆ ไม่กระโชกโฮกฮากจนทำพวกเราใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ แบบตอนแรก พอรู้ว่าฝ้ายไม่เป็นอะไรมากฉันก็เลยไปวิ่งต่อ สปิริตเนตรนารีเจ๋งอยู่แล้ว … ไม่ยอมให้ใครว่าได้หรอก

ฉันโกรธครูฝึกเหมือนกันนะที่ให้ฝ้ายและพวกที่มีโรคประจำตัวมาเต้นกลางแดด ถึงฝ้ายเพื่อนฉันจะไม่เหนื่อยก็เถอะ พอดีกับที่ยุวกาชาดอีกโรงเรียนหนึ่งลงจากรถมาหัวเราะท่าเต้นประหลาดของพวกฝ้าย มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนหลบแดดอยู่ข้างรถหัวเราะดังที่สุดเลย สงสัยจะเป็นพวกคุณหนู คุณเธอเล่นใช้กระดาษซับหน้ามันตลอดเวลาเลย…อะไรจะห่วงสวยปานนั้น

ยัยฝ้ายขนาดล้มไปทีหนึ่งแล้วยังคึกไม่เลิก เอานิ้วมาจั๊กจี้ฉันที่คอ…ทำเอาฉันหัวเราะ น้ำหูน้ำตาไหลเลยล่ะ ฉันเลยวิ่งไล่จี้แก้แค้นคืนบ้าง แต่บังเอิญจริงๆ เลยดันวิ่งไปชนคุณหนูหน้ามันได้ สาบานได้ว่าตอนแรกฉันเห็นทางโล่งๆ แล้วอยู่ๆ คุณเธอก็เซเข้ามาขวางทางฉันเอง ฉันก็ขอโทษไปตามปกติ เธอก็ยังหน้างอไม่เลิก ฉันก็บอกชื่อฉันและถามชื่อเธอตามปกติ พอเห็นเธอขนของเยอะแยะฉันก็จะช่วย แต่ยัยคุณหนูทำเป็นเชิดสะบัดกระเป๋าไปเฉยเลย…ดูดิ

ฝ้ายกระซิบกับฉันว่าเพื่อนที่อยู่อีกโรงเรียนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังถึงกิตติศัพท์ความเชิดของยัยคุณหนูนี่ คุณเธอไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะเรื่องมากพอๆ กับท่ามากสุดๆ ฟังแล้วฉันก็อยากจะสงสารอยู่หรอกนะ แต่มองหน้าเชิดๆ ไม่มีความเป็นมิตรแบบนั้นแล้วชวนให้หมั่นไส้มากกว่า มิตรภาพคงก่อกับคุณหนูนี่ยาก เก็บไว้ให้คนอื่นดีกว่าล่ะมั้ง

พวกฉันเลยนึกสนุกร้องเพลงลูกทุ่งดังสนั่นอยู่ข้างหลังยัยคุณหนูนั่น …สะใจ.. ^_^ …อิอิ แต่อย่างน้อยเด็กโรงเรียนนั้นก็นิสัยดีเยอะอยู่ละนะ แผล็บเดียว…ก็มีเพื่อนใหม่ตั้งเยอะ ใครๆ ก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ตอนที่ฉันโดนให้คาบฝาหม้อข้าวเพราะคุยมากไปหน่อยตอนเข้าแถวรับข้าว … รสชาติก็ไม่เลวนะ

แต่ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย… ทำไมความซวยต้องเข้ามาเยือนเวลาที่ฉันกำลังสนุกกับค่ายนี้ด้วยนะ ยัยคุณหนูนั่นมาเป็นคู่หูของฉันล่ะ หมายถึงองกินข้าวกันทุกมื้อ นอนเต็นท์เดียวกัน ผจญภัย เดินทางไกลด้วยกัน … บอกได้คำเดียวว่า เซ็งค่ะ…เซ็งงงงง

พอต้องกางเต็นท์คุณหนูก็ออกฤทธิ์แล้วค่ะ คุณหนูไม่ทราบค่ะว่าสมอบกกับเสาค้ำเต็นท์ต่างกันยังไง คุณหนูกลัวเหนื่อยค่ะ คุณหนูไม่ทำอะไรเลยค่ะ บอกให้หยิบอุปกรณ์ก็งงค่ะ หยิบแล้วก็รีบไปล้างมือเลยค่ะ แล้วฉันล่ะ…ฉันเหนื่อยคนเดียวเลย… ฉันไม่ใช่ขี้ข้าเธอนะยะ

ในที่สุดเต็นท์ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันก็เสร็จจนได้ ถึงจะเบี้ยวๆ ไปนิดแต่ก็ใช้ได้ล่ะ …มีฝีมือเหมือนกันนี่เรา… รู้ไว้ซะยัยคุณหนู เชิญเธอเชิดไปเถอะจ๊ะ ไม่มีเธอฉันก็ทำงานได้

สรุปแล้วยัยคุณหนูนี่ก็เป็นคนที่น่าเบื่อที่สุด หน้าตาก็ดีแต่นิสัยรับไม่ได้เลย เชิดสุดๆ ห่วงสวยอย่างเดียว ทำอะไรก็ไม่เป็น หน้าบูดทั้งวัน ไม่สนใจร่วมกิจกรรม ไม่น่ามาเป็นคู่หูของฉันเลย … แล้วที่ขัดใจฉันสุดๆ ชื่ออื่นก็มีเยอะแยะ ทำไมต้องชื่อ “น้ำชา” ด้วยละนี่ ?




วันที่ 11 พฤศจิกายน
เวลา 12.46 น.
ม้าหินใต้ต้นไม้


ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว !!!

ตื่นนอนขึ้นมา ดูหน้าตัวเองในกระจกแล้วฉันอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ขอบตาดำยังกะหมีแพนด้า เมื่อคืนฉันแทบไม่ได้นอนเลย กว่าจะเลิกจากการบรรยายการใช้ชีวิตชาวค่ายที่ยาวยังกะทางรถไฟ สวดมนต์อีกสามสิบแปดบท ถึงจะปล่อยให้มาที่เต็นท์ได้ ฉันละง่วงจะแย่แล้ว แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็หลับไม่ลงสักที ก็เพราะยัยแว่นหน้าเป็นที่สงสัยจะเอาแปรงแหย่ปากแล้วรีบเข้ามานอนก่อนกรนเสียงดังสนั่นลั่นเต็นท์ แล้วใครจะไปหลับลงถ้าต้องนอนกับโรงสีข้าวเครื่องมโหฬารแบบนี้ล่ะ

พอตีสี่กว่าๆ ก็มีเสียงนกหวีดดังแสบแก้วหู ต้องเป็นของครูฝึกกะปุ๊กลุกคนนั้นแน่ๆ

ยัยแว่นกระเด้งขึ้นมาทันที คว้าอุปกรณ์แล้วรีบมาเร่งๆ ให้ฉันลุกออกไปทั้งที่ฉันเพิ่งจะได้นอนไปนิดเดียวเองนะ …ฉันจำใจเดินตามยัยแว่นไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ ยังดีที่ห้องน้ำไม่แย่จนเกินไปนัก แต่ถ้าต้องใช้ทุกวันก็ไม่ไหวหรอกนะ ยัยแว่นคุยกับเพื่อนเสียงโหวกเหวกไปทั่ว แล้วก็หันมาถามฉันว่าทำไมดูสะลึมสะลือนัก ทำมาเป็นห่วงว่านอนไม่พอเหรอ หืมม…ก็เพราะเสียงกรนมหากาฬของหล่อนแหละที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้

จากนั้นก็ไปเต้นแอโรบิกที่ลานรวม ยัยแว่นนั่นโดนครูฝึกเรียกไปเต้นนำ ท่าประหลาดสุดๆ ใช้สมองส่วนไหนคิดมาได้ แล้วยังไม่พอ ยัยนั่นจงใจเลือกฉันไปเต้นบนเวทีด้วย ฉันล่ะอยากจะหายตัวไปเสียเลย คนข้างล่างก็หัวเราะกันใหญ่ ฉันล่ะแค้นจริงๆ ยัยแว่น…จำไว้นะ

ตอนเช้านอกจากร้องเพลงกับฟังตลกฝืดแล้ว ครูฝึกให้แต่ละคนวาดรูปตัวเองใส่กระดาษ แล้วเขียนจุดเด่นไว้สามข้อ พอส่งคืนครูฝึกก็สลับโรงเรียนแล้วแจกคืน ให้แต่ละคนไปหาคนในรูปให้เจอ เชื่อเลย…เกมอย่างนี้แล้วใครจะหาเจอล่ะ ฝีมือวาดแต่ละคนก็สวยนักนี่

ฉันได้ใบที่วาดไม่ได้เรื่องเลย แต่คนนี้ชอบวงบอยแบนด์อังกฤษเหมือนฉัน ฉันก็เลยหาเธอได้ง่ายจะตายไป เพราะเธอใส่เสื้อที่ระลึกคอนเสิร์ตตอนสุดหล่อทั้ง 4 มาเมืองไทยน่ะสิ แบบเดียวกับที่ฉันมีเลย ดูไม่แย่นักนะ … ไว้ผมยาว ยิ้มตลอดเวลา อ้อ…คนนี้ชื่อเจนล่ะ

ส่วนใบของฉัน …ฉันวาดสวยจะตายไป (ขนาดไม่ได้ตั้งใจวาดนะ) … คนที่ได้ไปน่ะรู้ไหมเป็นใคร ยัยแว่นจอมซ่าประจำค่ายน่ะสิ มิน่า…จนเขาหาเจอกันเกือบหมดแล้วถึงจะรู้ว่าเป็นฉัน… เจนที่คุยเรื่องนักร้องสากลกับฉันกลับไปนั่งที่ตั้งนานแล้วด้วย (รู้สึกว่า…อย่างน้อยเด็กโรงเรียนนี้ก็ไม่ “เห่ย” และ “เชย” เหมือนยัยแว่นทั้งหมด) รูปที่ฉันวาดดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นฉัน…สงสัยยัยแว่นต้องไปตัดแว่นใหม่แล้ว…


วันที่ 11 พฤศจิกายน
หลังกินข้าว
ข้างๆ เจ้าเหมียวสีน้ำตาล



เหมียว…ม้าว…แม้ว…เหมียยยยยยยววววววววว

เจ้าเหมียวตัวนี้มันน่ารักจนฉันอยาก “ฮะเมี้ยว” ออกมา (ก็คือเอามือกำไว้และไปรองไว้ใต้แก้มสองข้างและตัวสั่น…เวลาเจออะไรน่ารักๆ แล้วทำท่านี้ มันจะน่ารักขึ้นอีกหลายเท่าเลย) แต่ไม่ดีกว่า…เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าฉันเพี้ยน แค่นี้ยัยแว่นของค่ายก็ติ๊งต๊องพอแล้วล่ะ

ชื่อของฉันก็มีให้เรียก กาแฟนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เพราะ (ถึงจะไปคล้องกับคนบางคนเข้า) แต่ครูยอด (ครูฝึกที่ตัวอ้วนๆ นั่นล่ะ) ก็เรียกฉันว่ายัยแว่นตลอด จนทำให้คนทั้งค่ายเรียกฉันว่ายัยแว่นเหมือนกันหมด …อันนี้ก็ต้องทำใจ … เฮ้อ … ^_^

เมื่อคืนฉันหลับสบายเลยล่ะ สงสัยจะทำกิจกรรมจนเหนื่อยมากไปหน่อย (ก็มันน่าสนใจทั้งนั้น การบรรยายเกี่ยวกับชีวิตชาวค่ายก็มีตั้งหลายเรื่องที่ฉันยังไม่รู้) ตอนแรกคิดว่าพอผิดที่แล้วจะนอนไม่หลับเสียอีก แต่ยัยคุณหนูน่ะสิ ตาดำเป็นวงรอบตาเลย …เหมือนหมีแพนด้าน่ะ พอถามว่านอนไม่หลับเหรอ คุณหนูเธอก็ทำหน้าบูดไม่ยอมตอบ ฮึฮึ…จะว่าไปยัยคุณหนูนี่ก็ตลกดีเหมือนกัน คุณเธอละเอียดลออกับใบหน้าของตนอย่างแรง ระดมทั้งโฟมล้างหน้า สำลีเช็ดหน้า ครีมบำรุง โอ๊ย…อุปกรณ์เยอะแยะเต็มกระเป๋า ส่วนฉันนะเหรอ…สบู่ล้างหน้าก็พอแล้ว วันไหนขี้เกียจหน่อยน้ำเปล่าอย่างเดียวก็พอแล้ว (แม่ถึงชอบว่าฉัน “ซกมก” อยู่เรื่อย)

ตาสว่างแล้วก็ไปเต้นแอโรบิกที่ลานรวม เรื่องออกกำลังนี่ของโปรดของฉันอยู่แล้วล่ะ ครูฝึกให้ฉันออกไปเต้นนำ …คิดท่าอะไรไม่ค่อยออก ก็เต้นท่าประหลาดๆ ไปนั่นแหละ ตลกดี ยิ่งน่าขำเข้าไปใหญ่เมื่อยัยคุณหนูขึ้นมาเต้นเก้งๆ ก้างๆ อยู่ข้างๆ ฉันด้วย เห็นแววตาเธอแล้วคงจะแค้นน่าดูเลยล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

แล้วก็มีกิจกรรมนันทนาการก่อนเลย ร้องเพลงบ้าง ฟังตลกฝืดๆ ของครูฝึกบ้าง ถึงจะไม่น่าขำแต่ก็ช่วยขำเป็นกำลังใจให้เขาหน่อยล่ะกัน…ฮ่าฮ่า ต่อมาก็เป็นกิจกรรมทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ต่างคนต่างวาดรูปตัวแล้วสลับๆ แลกๆ กันไปหาคนในรูปให้เจอ ใครเป็นคนคิดนะเกมนี้…ทำให้ทั้งห้องวิ่งกันวุ่น ดูแล้วคล้ายๆ กับมดแตกรัง…

อะไรจะดวงดีขนาดนี้ (ประชด) ฉันได้ใบที่เป็นรูปของยัยคุณหนูล่ะ หาอยู่ตั้งนาน…ยอมรับว่ารูปที่วาดสวยมากๆ (สงสัยจะตั้งใจสุดชีวิต) พาลทำให้ฉันก็คิดว่าคนวาดจะต้องดูเป็นคนนิสัยดีๆ หน้าตาน่ารัก ไม่ใช่หน้าบึ้งเป็นผึ้งนางพญาอย่างคุณหนูนั่น เกือบจะเป็นคนสุดท้ายแล้วล่ะ…อึ๋ยยย ไม่อย่างนั้นต้องออกไปเต้นกบกระโดดเหยงๆ เหมือนฝ้ายแน่เลย 

ส่วนฉันแค่วาดแว่นอันใหญ่ๆ บนหน้าทะเล้นๆ ทำท่าเต้นแอโรบิกหลุดโลกของฉันแล้วก็ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ แล้ว…หุหุหุหุ



วันที่ 11 พฤศจิกายน
เวลา 16.22 น.
ส่วนหนึ่งของค่ายติดทะเล


มดเยอะจริงๆ เลยนะ เดินกันยั้วเยี้ย … ยัยแว่นน่ะพอเจอมดเข้าหน่อยวิ่งไล่บี้แบบไร้ความปรานี น่าเกลียดที่สุด… ตัวเองเลือกมานั่งใกล้ๆ ต้นไม้เองนี่

ตอนนี้คนอื่นในกลุ่มก็กำลังเขียนเกี่ยวกับระบบนิเวศริมสระน้ำ เรื่องง่ายๆ ฉันขี้เกียจยุ่งด้วย เดี๋ยวค่อยตกแต่งให้ตอนหลังแล้วกัน ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็เขียนบันทึกฆ่าเวลาดีกว่า…

…ลมเย็นดีนะ…
ทำไมยัยแว่นจะต้องมาจุ้นจ้านกับชีวิตฉันด้วยนะ อยู่ๆ ดีก็หาว่าฉันไม่ให้ความร่วมมือ ก็พวกเธอยังเขียนกันไม่เสร็จฉันจะวาดได้ไง …รำคาญจะตาย ไอ้ระบบนิเวศเนี่ยมันก็แค่ความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตแค่นั้นเอง…ก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว จะต้องออกความคิดเห็นอะไรกันักหนา

ฉันไปวาดให้เสร็จแล้วล่ะ…ไม่อยากจะยุ่งด้วยเลย ยัยแว่นพูดๆๆ อะไรก็ไม่รู้ ฉันไม่สนใจหรอก

ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต
ความโดดเดี่ยว…มนุษย์…สัตว์สังคม…การยอมรับ
ชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิต
…
อะไรกัน… ฉันเขียนคำพูดของยัยแว่นทำไมเนี่ย
ไร้สาระ…ฉันไม่สนหรอก


วันที่ 11 พฤศจิกายน
เวลาที่ไม่มีใครตื่น
พื้นทรายหน้าเต๊นท์ใต้แสงจันทร์




เดือนดายดาวดับสิ้น ถิ่นฟ้า
เดือนเด่นกลางนภา แจ่มกว้าง
เดือนเพ็งเดี่ยวนวลตา เดี่ยวโดด
เดือนล่องลอยเลื่อนคว้าง ส่องเศร้าสาดเหงา


ไม่เคยเห็นเจนเป็นอย่างนี้เลย ราวกับไม่ใช่เจนเพื่อนคนที่ฉันรู้จัก

ทำไมเธอต้องโกรธฉันขนาดนั้นด้วย ฉันแค่…อยากทำให้ละครของกลุ่มเราไปได้สวยเท่านั้น …เธอเคยยอมทำตามที่ฉันพูดมาตลอดเลยนี่นา?

ส่วนวันนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนะ แค่ศึกษาเรื่องระบบนิเวศแล้วก็เกมนิดหน่อย เข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำเลย…

จันทร์เอย…ยามความงามของเจ้ายิ่งใหญ่ ทำไมไม่มีดาวดวงใดร่วมชื่นชมกับเจ้าล่ะ…



12 พฤศจิกายน
ห้าโมงเย็น
นั่งรับลมทะเลที่ม้าหิน


เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จล่ะ ได้ลงทะเลก็สนุกดีนะ แถมได้รู้จุดอ่อนของยัยแว่นด้วย จอมซ่าประจำค่ายดันว่ายน้ำไม่เป็น ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า !

ส่วนกิจกรรมวันนี้น่ะเหรอ…ผิดกับเมื่อวานที่ออกจะแสนสบายลิบลับ …หฤโหดสุดๆ ทดสอบสมรรถภาพกันแต่เช้า ต้องวิ่งไปทางโน้นทางนี้ สก็อตจัมพ์ กระโดดไกล ปั่นจักรยาน ตอบคำถาม ทดสอบกำลังแขน แล้วก็อะไรต่อมิอะไรกับยัยแว่นทั้งวัน…เหนื่อยเป็นบ้า

พูดถึงยัยแว่นแล้วก็นึกขึ้นได้ น่าแปลกที่ตอนเช้าไม่รู้ยัยนั่นเป็นอะไรดูท่าทางซึมๆ สงสัยจะเรื่องที่ทะเลาะกับเจนเมื่อคืนละมั้ง (ฉันก็เพิ่งรู้ว่าเจนกับยัยแว่นเป็นเพื่อนสนิทกัน…) แต่พอเจอด่านทดสอบสมรรถภาพล่ะกระดี๊กระด๊า ผ่านแบบสบายๆ ทุกด่าน ฉันว่ายัยนี่ต้องเป็นญาติกับซูเปอร์แมนหรือไม่ก็หนุมานแน่ๆ ทั้งบ้าพลังและอยู่ไม่สุขเลย ทำเอาฉันมึนหัวไปหมดแล้วรู้ไหม … ยัยแว่น

พอผ่านทุกด่านหฤโหดมาแล้ว ฉันก็นึกว่าจะเรียบร้อยยัยแว่นดันลืมดูอีกด่านหนึ่งคือ การซิทอัพ ฉันล่ะเกลียดที่สุดเลย …ทำไมจะต้องให้ฉันมาลุกๆ นั่งๆ ให้มันเมื่อยคอ ปวดเอว เจ็บหลังด้วย ไม่เข้าใจว่ายัยแว่นนั่นลุกๆ นั่งๆ แป๊ปเดียวก็ทำได้ตั้ง 42 ครั้งได้ยังไง เสร็จแล้วยัยแว่นก็มาช่วยจับขาให้ฉัน แล้วก็พูดซ้ำๆ ว่า “อีกนิดเดียว อีกไม่กี่ทีเอง เร็ว…เอ้า” สุดท้ายฉันก็ทำได้ 33 ครั้ง …เอ่อ…ยังไงก็ขอบใจแล้วกันยัยแว่น


12 พฤศจิกายน
ห้าทุ่ม
ในเต๊นท์ข้างคุณหนูผู้หลับใหล



สนุกสุดๆ เลยวันนี้ ได้ทดสอบสมรรถภาพตั้งหลายอย่าง เชื่อเหอะว่าคะแนนต้องดีแน่ๆ น่าสงสารยัยคุณหนูเหมือนกันนะ ปกติคงไม่ได้ออกกำลังเท่าไรนัก ตอนซิทอัพถึงแทบแย่ ฉันว่าคงจะเจ็บน่าดู แต่ยัยคุณหนูก็เอาให้ผ่านจนได้ … ช่วยลุ้นแทบแย่แนะ ตอนคุณเธอหันมาขอบใจทำเอาฉันตกใจเลยแหละ…

เชื่อไหมว่าเดินทางไกลตอนกลางคืนด้วย …ฉันเห็นบางคนก็กลัวสุดๆ เพราะครูฝึกเล่นขู่ไว้ต่างๆ นานา โธ่ ! เขาไม่ปล่อยให้เราโดนกับระเบิดตายหรอกน่า ส่วนยัยคุณหนูปากก็บอกไม่กลัวแต่พอสะกิดหน่อยก็สะดุ้งโหยง ฮ่าฮ่า

…แน่นอนสิ่งที่หลายคนกลัวยิ่งกว่าอะไรก็คือ…ผี
ระยะทางไม่ยาวนักแต่มืดตลอด ฉันเดินเป็นคนสุดท้ายเสียด้วย เดินมาจนใกล้จะถึงทางออกแล้ว ยัยคุณหนูก็มาสะกิดว่าได้ยินเสียงอะไรไหม ฉันเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยินเลยลองหันไปดูข้างหลังเห็นอะไรไม่รู้ตัวสูงๆ โยกเยกอยู่ เท่านั้นแหละ…ทั้งขบวนวิ่งกันป่าราบ ฉันมานึกได้ตอนหลังว่าเป็นครูฝึกคนหนึ่งนั่นเอง… แต่ถึงยังไงคืนนี้ฉันก็ไม่กล้าออกมานั่งเขียนบันทึกข้างนอกเต๊นท์แล้วล่ะ

ลืมเล่าไปว่าตอนบ่ายๆ พวกเราก็ลงเล่นน้ำทะเลกัน สนุกมากๆ เลยล่ะ ถึงฉันจะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ยัยคุณหนูก็เอ่อ…ยอมให้ฉันเกาะไปด้วย ยังไงก็ขอบใจเธอแล้วกันยัยคุณหนู



วันที่ 13 พฤศจิกายน
16:16 น.
ใต้สน…บนทราย


ความโหดเมื่อวานนี้เทียบกับวันนี้ไม่ติดเลย ทำเอาฉันเละไปหมดทั้งตัวแล้วนะนี่ ไม่รู้ว่าพวกครูฝึกเอาสมองที่ไหนมาคิดฐานโหดๆ ขนาดนี้ได้นะ แถมยังอยู่ในป่าในดงอีกด้วย

เริ่มจากปีนข้ามกำแพงอิฐ ขาสวยๆ ของฉันไม่ไหวหรอก ก็เลยแอบเลาะผ่านไป แต่ยัยแว่นกลับมาลากให้ฉันปีนข้ามไปด้วย ใครจะสนุกสนานได้ขนาดหล่อนล่ะจ๊ะ แต่สะใจจริงๆ เลยตอนที่โหนเชือกข้ามบ่อน้ำ (ทำให้ขากางเกงฉันเปียกหมดเลยก็ไม่ได้เป็นญาติทาร์ซานนี่นา…) ยัยแว่นทำเป็นพูดมาก (“กระจอกเดี๋ยวจะโหนให้ดู”) แล้วก็หล่นตุ้บ…ร่วงลงไปทั้งตัวเลย สมน้ำหน้า !

แต่ยังไงก็ต้องช่วยฉุดยัยแว่นขึ้นมาเพราะว่าต้องไปต่อเป็นคู่ (ยังจะมาทำหน้าระรื่นอีก) จากนั้นก็มีเดินบนตอไม้ ลอดห่วง เดินบนเชือก แล้วก็มาถึงด่านที่ให้ลอดลวดหนามต่ำแล้วก็มีน้ำครำอยู่ข้างล่างด้วย…สยองสุดๆ แต่ด่านนี้ไม่เห็นยัยแว่นจะทำเก่งเหมือนด่านอื่นๆ เลย…

นั่นก็ยังไม่เท่ากับด่านสุดท้าย มีอย่างที่ไหนให้เดินสะพานไม้สูงเกือบสองเมตร จะแอบไปทางไหนก็ได้เพราะข้างๆ ก็มีแต่ต้นไม้ ฉันไม่ชอบเลยจริงๆ นะ…ก็มันสูงนี่ ยัยแว่นทำกล้าไปยืนรออยู่อีกข้างหนึ่ง คอยตะโกนบอกให้ฉันไม่ก้มดูข้างล่าง (“ค่อยๆ มานะ อย่าก้มๆ ถึงแล้ว”) ฉันล่ะแทบแย่…เฮ้อ

ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าจะได้เห็นน้ำตายัยแว่นวันนี้… ประหลาดดีนะ ที่ได้เห็นน้ำตาของคนที่ร่าเริงมากๆ อย่างยัยแว่น…


13 พฤศจิกายน
16:16 น.
กลางทราย…ใต้สน



ฉันเสียน้ำตาให้เม็ดทราย…ปราสาททรายที่พวกเราสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ ใช้เวลาไปไม่ใช่น้อย ถูกครูฝึกใช้ฝ่าเท้าขยี้จนกลายเป็นเพียงกองทรายเล็กๆ

ฉันเข้าใจความรู้สึกของสัตว์ที่สูญเสีย “บ้าน” ของมันได้อย่างชัดเจน ขอบคุณค่ะที่สอนให้หนูได้เข้าใจ…

วันนี้มีทั้งอารมณ์เศร้าและสนุกสนานมากๆ กับด่านผจญภัยที่สนุกสุดๆ จะยกเว้นก็ด่านที่ให้คลานลอดลวดหนาม…ฉันไม่กลัวน้ำครำข้างล่างนั่นหรอกนะ แต่ลวดหนามนี่สิ…ความเจ็บที่แขนยังคงอยู่เลยจากตอนเด็กๆ ที่ฉันเลยปีนรั้วลวดหนามของโรงเรียน… สยองชะมัด แต่เห็นสภาพยัยคุณหนูแล้วก็ขำดีนะ แค่สะพานไม้สองเมตรยังกลัวแทบแย่แล้วพรุ่งนี้ต้องโดดหอด้วยนึกหน้าคุณเธอไม่ออกเลยล่ะ แต่ยังไงก็คงต้องช่วยกันแหละ…ยังไงก็เป็นคู่หูแล้วนี่นา

เดี๋ยวจะได้ดูดาวด้วยล่ะ …ฟ้าเจ้าขา เปิดกว้างๆ ให้เห็นดาวดารดาษเลยนะเจ้าคะ…



13 พฤศจิกายน
ดึกดื่นคืนดาว
ดาวเคราะห์เล็กๆ บนขอบทางช้างเผือก


ตั้งแต่มาที่ค่ายนี้ฉันก็เพิ่งจะค้นพบความดีก็ตอนนี้ละ … ฉันไม่เคยดูดาวมากมายขนาดนี้มากก่อนเลย… ราวกับหิ่งห้อยตัวน้อยๆ กำลังแข่งกันส่องแสงให้จันทร์เสี้ยวหันมาสนใจอย่างนั้นล่ะ น่าประหลาดใจที่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ตัวฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันกว้างไกลไพศาลนี้ด้วย…

วับวาวอยู่บนฟ้า…
นับดาวที่อยู่บนฟ้า…
นับดาวหมื่นพันดวงทุกคืน
ฉันเป็นเพื่อนกับดาว…ฉันนั่งคุยอยู่กับดาว
…ทักทายกับดวงดาวทุกคืน…



13 พฤศจิกายน
ณ ที่ไร้กาลเวลา
อาณาจักรทะเลดาว



สวัสดีจ๊ะ…ดวงดาวทั้งหลาย ขอบคุณที่อุตส่าห์โผล่มาทักทายกันนะ อ้อ…รวมทั้งจันทร์เสี้ยวน้อยด้วยนะ สายลมเย็นๆ จากทะเลฟากโน้นปะทะใบหน้า คลื่นทะเลก็ยังไม่ยอมหยุดซัด ขยันจริงนะ… ดีใจจังเลยที่ได้มีชีวิตอยู่…

ท้องฟ้าที่กว้างไกล…
เหมือนเป็นสนามกว้างใหญ่
มีดาวชื่อลูกไก่ค้างคาว
มีดาวม้าแมงป่อง สิงโต และหมีตัวยาว
เดินอยู่บนทางช้างเผือก…


จู่ๆ ฉันก็ร้องเพลงออกมาโดยไม่รู้ตัวเหมือนได้ยินใครร้องขึ้นต้นว่า “วับวาวอยู่บนฟ้า”เป็นเพลงที่เข้ากับอาณาจักรทะเลดาวนี้เหลือเกิน…

อ้าว ! แล้วนี่ฉันมานั่งพิงหลังเขียนบันทึกกับยัยคุณหนูตั้งแต่เมื่อไหร่ ! ลุกไม่ได้ซะด้วยยัยคุณหนูก็กำลังเขียนบันทึกอยู่เหมือนกัน ฉันไม่อยากจะทำลายสมาธิระหว่างเขียนบันทึกของใครหรอก ถึงจะเป็นยัยคุณหนูก็เถอะ

…นั่งดูดาวอย่างนี้ล่ะดีแล้ว 




13 พฤศจิกายน
09:56 น.
พื้นหญ้าใต้ต้นไม้อะไรก็ไม่รู้


หาวววววววววววว…ง่วงจังเลย
เมื่อเช้าตื่นเกือบไม่ทัน ได้นอนไปนิดเดียวเอง… รู้สึกมึนๆ ด้วย เค้าให้มานั่งแถวนี้ทำไมนี่ วันนี้ไม่มีกิจกรรมทำเลยเหรอ… ลองถามยัยแว่นผู้ “รู้มาก” ดีกว่า

อึ๋ยยย…โดดหอเหรอ ไม่เอานะ…ทำไมจะต้องให้ทำอะไรแบบนั้นด้วย โดดหอได้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา ก็ไม่ได้กลัว…แต่ไม่ชอบอะไรไร้สาระแบบนั้นนี่นา ทำไมต้องโดดด้วยนะ… นั่นยัยแว่นเดินหน้ารื่นมาแล้ว (คงจะชอบล่ะสิ เรื่องโดดๆ นี่) เดี๋ยวค่อยเขียนต่อนะ…

11:11 น. โดดหอเสร็จแล้วล่ะ …ก็ไม่เลวนักนะ ถึงจะวูบๆ อยู่บ้าง เกือบจะไปไม่ทันตอนที่ครูฝึกขานชื่อแล้ว เพราะยัยแว่นเชียวชวนฉันคุยอยู่ได้ จะว่าไปยัยแว่นก็มีความคิดดีใช้ได้เหมือนกัน เมื่อคืนยัยนี่ก็เป็นคนร้องเพลงดาวต่อจากที่ฉันร้องด้วย …ไม่น่าเชื่อเลย…
ทำไมตั้งแต่มาที่ค่ายนี้ฉันถึงเจออะไรที่ทำให้ประหลาดใจบ่อยๆ นะ?
มึนหัวจังเลย…


14 พฤศจิกายน
บ่ายสองโมงกว่าๆ
ห้องพยาบาล



ยัยคุณหนูเป็นลม !!

ทำเอาฉันตกใจแทบแย่ ก่อนจะโดดหอก็ยังทำท่าดีๆ คุยกับฉันตั้งเยอะแยะ แปลกดีที่วันนี้คุยกับยัยคุณหนูได้โดยไม่ทะเลาะกันซะก่อน จะว่าไปยัยคุณหนูนี่ก็มีอะไรคล้ายๆ ฉันอยู่นะ ทั้งชอบเขียนบันทึก ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต ชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชน แล้วก็ชอบฟังเพลง (แต่ของยัยคุณหนูต้องเป็นเพลงฝรั่งสุดฮอตนะ -___- ) ทั้งที่นิสัยคนละขั้วเลย นี่หรือเปล่าที่เรียกว่า “ความเหมือนในความต่าง”

น่าสงสารยัยคุณหนูที่ไม่ค่อยมีเพื่อนทั้งที่นิสัยก็ไม่ได้แย่อะไรหนักหนา แต่กำแพงที่ ยัยนั่นสร้างไว้น่ะสิทำให้ไม่มีใครอยากจะคบด้วย …ความไม่ดีของเราเราก็มักจะมองไม่ค่อยเห็น เหมือนฉันที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเอาแต่ใจตัวเองไม่แพ้ยัยคุณหนู

ฉันไม่เคยรู้ว่าความมั่นใจที่ฉันมีมันมากเกินไป…มากจนทำให้ต้องทะเลาะกับเจนและเพื่อนๆ วันนั้น ขอบคุณนะเจนที่ทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าตัวเองไม่ได้เก่งที่สุด…ดีที่สุด ก็เป็นแค่คนธรรมดาที่นิสัยดีบ้าง แย่บ้าง…เท่านั้น

เอาละ ! ต่อไปนี้ฉันจะต้องคิดก่อนพูดให้มากๆ แล้วล่ะ เป็นตัวของตัวเองแบบเดิมและนึกถึงใจคนอื่นบ้าง… อืมยัยคุณหนูตื่นแล้วล่ะ เดี๋ยวมาเขียนต่อนะ


สี่โมงเย็น - - น่าอายจังแฮะ ตอนยัยคุณหนูตื่นฉันก็แกล้งพูดว่า “โดนน้ำค้าง โดนแดด กับโดดหอแค่นี้ถึงกับเป็นลมเลยเหรอคุณหนูขา” ยัยคุณหนูมองค้อนๆ แล้วฉันก็ “ฮ้าดเช้ยยย” ออกมาเต็มที่ คุณหนูเธอเลยได้ทีหัวเราะฉันใหญ่เลย “ก็เหมือนกันนั่นแหละน่ายัยแว่น”

สรุปคืออาจารย์พยาบาลเลยให้เรานอนพักต่อทั้งคู่ ไม่ยอมให้ไปซ้อมเล่นละครกับพวกเพื่อนๆ …แย่จัง แต่เพื่อนก็เอาบทมาให้ดูแล้ว เจนเขียนบทดีไม่ใช่เล่นเลย แต่คงกลัวฉันจะหงอยที่ไม่ได้เขียนบทเจนเลยเว้นตอนท้ายไว้ให้ฉันเติมเองเล่นเอง …ขอบใจนะจ๊ะ

สี่ทุ่มครึ่ง…นอกเต๊นท์ - - กิจกรรมรอบกองไฟจบแล้ว ละครกลุ่มฉันสนุกไม่เบาเลย เพราะเพื่อนๆ เล่นยิงมุขกันสดๆ ขำกันแทบตาย.. ชื่อเรื่องเทพารักษ์กับคนตัดฟืน (เชยสุดๆ ) เรื่องก็มีอยู่ว่า มีคนตัดฟืน 5 คนเป็นเพื่อนกัน (เล่นโดย ฉัน เจน ฝ้าย ตุ๊ดตู่ และปั้นสิบ) ไปค้นหาเทพารักษ์ในป่าที่สามารถให้พรที่ตนต้องการได้

ตัวละครที่ฉันเล่นนี่นิสัยจะแย่ๆ หน่อย ขี้อวด และชอบพูดว่า “ไม่เห็นจะต้องมากันหลายคนเลย แค่ฉันคนเดียวสบายมาก” ทั้งห้าคนผ่านด่านต่างๆ ทั้งช่วยซูเปอร์แมนที่ปัญญาอ่อน สู้กับหนุมาน แข่งกินทุเรียนกับสโนไวท์ กระทั่งมาถึงต้นไม้ที่มีเทพารักษ์อยู่ (เล่นโดยยัยคุณหนู)

เจนก็ขอพรให้รวยล้นฟ้า ฝ้ายก็ขอไปเที่ยวทั่วโลก ตุ๊ดตู่ก็ขอให้มีสวนสนุกเป็นของตัวเอง ปั้นสิบขอให้ได้เป็นดาราดัง แล้วก็เหลือบทที่เจนทิ้งไว้ให้ฉันเติมเองเล่นเองเป็นคนสุดท้าย

รู้ไหม? ฉันขอว่าอะไร...
“ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนกลับมาอยู่กับข้า เพราะข้าเหงาเหลือเกิน ต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากมายแค่ไหนแต่หากไร้เพื่อนแท้แล้ว ชีวิตก็คงจะหาความสุขได้ยากเต็มที”



15 พฤศจิกายน
ตีสองนิดๆ
หอประชุม


ตีสองแล้วแต่ต้องระเห็จมาอยู่ในหอประชุม ! เป็นค่ายที่โหดมันฮาครบสูตรจริงๆ

ส่วนสาเหตุนะหรือ ก็เพราะว่าฝนมหากาฬจากไหนก็ไม่รู้กระหน่ำลงมาทำให้เปียกปอนกันไปหมด ยิ่งกว่านั้นเต็นท์ของฉันก็ถูกน้ำท่วมด้วย !! ยัยแว่นรีบปลุกฉันขึ้นมา แล้วฉันก็รีบเก็บของแทบไม่ทัน รอให้ฝนซาสักพักก็รีบวิ่งมาที่หอประชุม เจอเพื่อนคนอื่นๆ อีกสิบกว่าคนนั่งบ้างนอนบ้างอยู่ที่หอประชุมอยู่แล้ว นั่งคุยกับยัยแว่นพักหนึ่งจนตอนนี้…ก็คร่อกฟี้ไปแล้วล่ะ

เมื่อคืนนี้มีกิจกรรมรอบกองไฟล่ะ ตอนแรกก็นึกว่าละครกลุ่มฉันจะไม่ได้เรื่องเสียอีก กลับดีเกินคาดนะ ตลกด้วยแล้วยิ่งประโยคสุดท้ายยัยแว่นพูดนะ ทำเอาฉันอึ้งไปเลย…

ชักจะง่วงแล้วสิของีบอีกหน่อยดีกว่า…ถึงจะเป็นพื้นปูนโล่งๆ ก็ต้องยอมแล้ว…หาวววว


15 พฤศจิกายน
สิบโมงเช้า
หอประชุม



วันสุดท้ายแล้วสินะ… ฉันยังรู้สึกเหมือนเพิ่งมาถึงค่ายนี้เมื่อวานนี้เอง

เมื่อคืนตื่นมายังงงตัวเองเลยว่ามานอนในหอประชุมตั้งแต่เมื่อไร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเพราะน้ำท่วมเต็นท์นั่นเอง ฮะฮะฮะ…นึกถึงสภาพที่ฉันกับยัยคุณหนูหิ้วสัมภาระวิ่งฝ่าฝนไปหัวเราะไปแล้วยังขำไม่หายเลย

ตอนเช้าก็มีพิธีปิดค่าย ให้เขียนความในใจใส่กระดาษแปะไว้ที่บอร์ด (ฉันเขียนจนล้นแผ่นเลยล่ะ) จากนั้นก็เดินไปไหว้ครูฝึกทุกคน บรรยากาศเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ถึงครูฝึกจะโหดแต่ก็ใจดีกับพวกเราทุกคน ตอนที่ครูคนหนึ่งบอกฉันว่า
“ตั้งใจเรียนให้เก่งๆ นะยัยแว่น”
น้ำตามันแทบจะไหลออกมาแล้ว…

ฉันจะไม่มีวันลืมค่ายนี้เลย ค่ายที่ทั้งโหด มัน ฮา ให้ความรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ และมิตรภาพกับฉัน
ลาก่อนนะเพื่อนยุวกาชาดทุกคน

อ้อ ! เธอด้วย…ยัยคุณหนูคู่หูของฉัน



15 พฤศจิกายน
10 :17 น.
บนรถ



พวกคนอื่นๆ ยังไม่ขึ้นมากันเลย คงกำลังร่ำลาพวกเนตรนารีกับครูฝึกอยู่… จะกลับจากค่ายโหด มัน ฮานี่แล้วสินะ

ทำไมข้างในมันโหวงเหวงแบบนี้ก็ไม่รู้ ช่างเถอะ…เดี๋ยวรถก็จะออกแล้ว
ลาก่อนนะเนตรนารีทุกคน

อ้อ ! เธอด้วยสิคู่หูของฉัน…บ๊ายบายยัยแว่น




- - + + ^_____^ + + - -

สมุดบันทึกของเจน



สิบโมงกว่าๆ วันที่ 15 พฤศจิกายน บนรถขากลับจากค่ายเนตรนารี – ยุวกาชาด มีเหตุการณ์น่าประหลาดเกิดขึ้นด้วยล่ะ ตอนที่ฉันกำลังเดินไปขึ้นรถกลับโรงเรียนนะคุณหนูน้ำชาก็วิ่งมาชนฉัน เขาหันมาขอโทษแล้วก็รีบวิ่งไปหากาแฟล่ะ แล้วน้ำชาก็พูดว่า

“ยัยแว่น ฉันมีอะไรจะให้เธอดู”
แล้วก็ยื่นสมุดอะไรไม่รู้สีฟ้าๆ ให้กาแฟ ฉันสาบาน ได้เลยว่าฉันเห็นท่าทางน้ำชาประหม่าหน่อยๆ ด้วย แต่กาแฟเพื่อนฉันสิแปลกกว่าอีก พอได้เห็นสมุดเล่มนั้นก็ยิ้มกว้าง กาแฟไม่ได้รับสมุดนั้นแต่กลับพูดว่า

“รอฉันเดี๋ยวนะ”
แล้วก็วิ่งตื๋อไปที่กองกระเป๋าคุ้ยๆ อะไรอยู่พักหนึ่งก็คว้าสมุดสีฟ้าแล้ววิ่งกลับมายื่นเล่มนั้นให้น้ำชา

พอกาแฟพูดว่า “ฉันก็มีอะไรจะให้เธอเหมือนกัน”
คราวนี้เป็นน้ำชาที่ยิ้มกว้างยิ่งกว่า ทั้งคู่แลกสมุดกันแล้วกาแฟก็บอกต่อว่า

“แต่เธอต้องส่งกลับคืนมาหาฉันด้วยนะ ที่อยู่ฉันอยู่ที่หน้าแรกสุด แล้วของคุณหนูล่ะเจ้าคะ” กาแฟไม่วายพูดจากวนๆ อีกจนได้

“ของฉันอยู่หน้าสุดท้ายไง” แล้วกาแฟก็แยกมาขึ้นรถกับฉัน

ตอนที่รถของโรงเรียนน้ำชาแล่นมาใกล้รถของโรงเรียนฉัน น้ำชาก็ตะโกนว่า
“บ๊ายบายนะยัยแว่น”

“นี่เมื่อไหร่เธอจะเรียกชื่อจริงฉันซะทีหือ…คุณหนูเจ้าขา” น้ำชาตะโกนถามกลับมา

น้ำชายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วจะตอบกลับมาก่อนที่รถจะเคลื่อนไปว่า

“ก็ถ้าเธอเรียกชื่อจริงฉันเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ…ยัยแว่น”


- + + ^_____^ + + - -






ปล. เป็นเรื่องสั้นที่แต่งไว้ตั้งแต่ตอนอยู่มอสามน่ะค่ะ (โอยย ห้าปีมาแล้วเหรอนี่) ประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตเด็กมอต้นค่ะ




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 22:48:11 น.
Counter : 202 Pageviews.  

เรื่องของแม่เรา



"เฮ้ย วันนี้วันแม่นี่หว่า"

ผู้หญิงหัวยุ่งชื่ออ๊อนที่มานอนอยู่บ้านเราตั้งแต่เมื่อคืนโพล่งออกมาอย่างตกอกตกใจพร้อมกับเตือนตัวเองแกมบ่นว่าอย่าลืมโทรหาแม่นะ แม่กำลังงอนอยู่ (บ่นต่ออีก ทำไมมีแต่คนงอนอ๊อนวะ)

เธอเป็นรุ่นพี่ของเราเอง ผู้หญิงเรียนถาปัตย์ที่รุ่นน้องต่างมองว่าอาร์ตและเท่สุดๆ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าอ๊อนอาร์ต และอ๊อนเท่ แต่อยากให้พวกน้องๆ มาเห็นมุมเปิ่นๆ น่ารักๆ ของอ๊อนที่เราเห็นบ้างจริง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้แม่ของอ๊อนงอนขนาดนั้น ก็เพราะคุณเธอเล่นไม่โทรหาแม่เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เพราะมัวแต่เอาตัวไปหมกอยู่กับงาน แถมไม่ยอมให้แม่โทรมาหาอีก คงกลัวว่าถ้าโทรมาแล้วรับสายไม่ได้ แม่จะงอนหนักล่ะมั้ง

ชีวิตเด็กๆ (ยังพอกล้อมแกล้มเรียกว่าเด็กได้) ที่อยู่ต่างประเทศก็แบบนี้ ห่างพ่อห่างแม่ตั้งแต่ยังไม่โตเต็มวัย แรกๆ ก็ใช้ชีวิตสองโลกดี แต่พออยู่ไป เมื่อโลกหนึ่งที่มีหมุนไปข้างหน้าอย่างว่องไว แต่โลกอีกใบกลับแทบจะไม่เคลื่อนที่ แถมมีเวลาให้ไปต่อเติมเชื้อไฟให้หมุนได้ปีละครั้งสองครั้ง

เราต่างจึงซึมซับและแทรกตัวเข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่เต็มตัว บางครั้ง ความคิดถึงจึงเป็นเพียงแต่ความคิดที่ไปไม่ถึง เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับโลกใบใหม่ของตัวเอง



วันนี้วันแม่


โทรไปหาแม่ตอนทุ่มกว่าๆ เสียงดังซ่าๆ แทรกเข้ามาก่อนเสียงแม่ ได้รู้ว่าที่เสียงดังนั้นก็เพราะแม่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านหมูข้าวต้ม

แม่บอกวันนี้ใส่รองเท้าผ้าใบที่เราเพ้นท์ให้ไปโรงเรียนด้วย เล่าต่อว่าเด็กๆ ชี้ใหญ่ตรงขอบส้นเท้าที่เราเขียนด้วยปากกาสีชมพูว่า "Love Mom" บอกสุขสันต์วันแม่แล้วก็วางหูไปโดยที่บัตรโทรต่างประเทศที่เหลืออยู่น้อยนิดของเราไม่หมดไปซะก่อน

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นของขวัญวันแม่ แต่รองเท้าผ้าใบสีดำที่เราซื้อไปจากญี่ปุ่น ที่กว่าจะได้ฤกษ์ลงมือวาดลาย และกว่าจะแห้ง ก็กลายเป็นวันแม่พอดีให้แม่ใส่ไปอวดลูกศิษย์ที่โรงเรียน ไม่รู้เพื่อนแม่จะว่ายังไงบ้าง เพราะลายที่เราวาด มันออกจะเลอะๆ แถมสีที่ใช้ก็หวานแววเสียอย่างนั้น เหตุเพราะไม่มีเวลา หยิบๆ สีเพ้นท์กลับไทยได้แค่สามสี่สีเท่านั้นเอง

จริงๆ ก็ไม่ได้คิดจะทำด้วยมือสื่อด้วยใจอะไรขนาดนั้น เพียงแต่เวลาใส่รองเท้าคอนเวิร์สกลับไทยทีไร แม่ก็จะบอกว่าอยากได้ทุกที เราเลยซื้อเป็นสีเรียบๆ ให้เพื่อสนองความอยากละเลงสีของตัวเองไปด้วยซะเลย



ไม่ได้ให้ดอกมะลิกับแม่ในวันแม่เป็นปีที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


ตอนเด็กๆ เราจะซื้อสบู่มะลิ ดอกมะลิประดิษฐ์ การ์ดดอกมะลิ ให้แม่ทุกปี ไม่ได้ให้มะลิเพราะเป็นดอกไม้แห่งวันแม่ แต่ให้ด้วยความรักดอกมะลิมาตั้งแต่เด็กๆ (คงเพราะเมื่อก่อนยายใช้ให้ไปเก็บดอกมะลิมาไหว้พระเกือบทุกวันละมั้ง) และไม่รู้ว่าแม่ชอบดอกไม้อะไร เลยตามใจตัวเองซะอย่างนั้น

ซึ่งก็แล้วแต่อารมณ์ของแต่ละปี บางทีก็เป็นเด็กดีเหลือแสน ช่วยทำกับข้าว และเลิกทะเลาะกันหนึ่งวัน แต่บางปี ด้วยความหมั่นไส้ที่เจ๊แกเรียกร้องสิทธิความเป็นแม่ในวันแม่เหลือเกิน เราเลยเถียงหนักกว่าปกติ ... สงสัยช่วงนั้นคงอยู่ในวัยต่อต้านพ่อแม่แน่ๆ


ใครๆ ก็บอกว่าหน้าตาเหมือนแม่เดี๊ยะ


เล็บสั้น เหงือกแดง และผิวแห้งเหมือนกัน
เกิดปีกระต่าย ชอบกินข้าวโพด และมีชื่อเล่นเชยๆ พอกัน

แม่เป็นลูกคนที่หก เราเป็นลูกคนเดียว
แม่ชอบอ่านเรื่องย่อละคร เราชอบอ่านหนังสือ
แม่ทำกับข้าวเก่ง แต่ตอนอยู่กับแม่ เราแทบจะหั่นผักไม่เป็น
แม่ขี้เกียจ เราก็ขี้เกียจ แต่เราว่าเราขี้เกียจน้อยกว่า เพราะแม่ชอบใช้เรา
แม่บ้าช้อปฯ เมื่อก่อนเราชอบว่าแม่ แต่เดี๋ยวนี้เรามีกระเป๋าเยอะพอๆ กะแม่แล้ว

สงสัยเพราะเกิดปีกระต่ายเหมือนกัน เลยแฮ่ๆ หากันอยู่เรื่อย เราไม่เกรงใจแม่เท่าป๊า จนบางทีแม่ก็งอน (ก็ป๊าแก่กว่า แม่ยังเกรงใจป๊าเลยนี่นา) แต่คงเพราะไม่เกรงใจเท่าไหร่ เลยเล่นกะแม่ได้มากกว่า เอาแต่ใจตัวเองกับแม่มากกว่า

จริงๆ แล้ว เราว่าแม่เหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นแม่ ไม่ใช่เพื่อนแบบที่คุณแม่ในอุดมคติจะขยับตัวมารับรู้เข้าอกเข้าใจลูกแบบในหนังสือแนะนำการเลี้ยงลูก แต่เป็นเพื่อนจริงๆ คุยเล่นขำๆ ได้ตลอด

ไม่ต้องเอาอกเอาใจอะไรให้มากความ เพื่อนที่ถามความเห็นเรื่องทรงผม เสื้อผ้ากันได้ เพื่อนที่ทะเลาะกันไม่เป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็เดี๋ยวก็หาย เพื่อนแบบที่เรารู้ว่าแม้จะไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย ก็รู้ว่ายังมีกันและกันเสมอ


ตอนเล็กๆ
แม่เคยถามว่า "แม่กับป๊ารักใครมากกว่า"


เราตอบไปว่ารักป๊ามากกว่า ไม่รู้แม่น้อยใจรึเปล่า แต่แม่ก็พยายามเกลี่ยกล่อมเด็กสามขวบให้เชื่อว่าแม่มีตังค์มากกว่านะ ไม่รักแม่มากกว่าเหรอ ... (เกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย)

ใครจะรู้ว่าเด็กสามขวบเอาอะไรเป็นมาตรฐานวัดความรัก จะรู้จักหรือยังว่าความรักคืออะไร อาจจะนับเอาก็ได้ว่าแม่กับป๊า ใครบอกรักมากกว่าคนนั้นชนะ หรืออาจจะแค่รู้สึกว่าไปเดินห้างกับแม่มีโอกาสหลง แต่เดินกับป๊าได้กลับบ้านแน่ๆ ป๊าเลยชนะไปแบบเฉียดฉิวก็เป็นไปได้

เวลาผ่านไปหลายปี จนอาหมวยสามขวบหน้าตาบ๊องแบ๊วโตเป็นผู้หญิงตัวยาวๆ ตากลมๆไปหลบอยู่หลังแว่น อาจจะยังไม่รู้จักดีนักว่าความรักหน้าตาเป็นยังไง

แต่รู้ว่าคงมีรูปร่างดิ้นได้ ไม่รู้จะจับมาวัดส่วนสูง ส่วนลึก ส่วนกว้างยังไงถูก เพราะเจอทีไรก็มีรูปร่างไม่ซ้ำกันสักที ถึงวันนี้ ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะตอบคำถามนั้นว่ายังไง และก็คิดว่า คงไม่จำเป็นต้องตอบแล้ว

เพราะเด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าคุณค่าของความรักไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ จะรักเท่าฟ้า หรือมีขนาดแค่อ้อมกอดเล็กๆ ความรักไหนๆ ก็เป็นความอบอุ่นที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจนั่นแหละ ... ว่างั้นไหม แม่




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 19:57:43 น.
Counter : 137 Pageviews.  

เหตุผลของความรัก



ในนวนิยายแสนโรแมนติกเรื่อง "นิกกับพิม" ของว. ณ ประมวลมารค
นิกได้เปรยกับพิมผ่านทางจดหมายถึงนิสัยรักเด็กของหมาพันธุ์บอกเซอร์อย่างมัน แล้วก็เผื่อแผ่ข้อสงสัยอันแอบโรแมนติกของเจ้านายถึงเจ้านายไว้ด้วยว่า

..."แกคิดเหมือนฉันไหมพิม ความรักนี่ไม่ต้องการเหตุผล
ไม่เหมือนความเกลียดที่เวลานึกจะเกลียดใคร เรามักจะมี
เหตุผลเสมอ อย่างฉันนี่ พอเห็นเด็กขึ้นมาก็อยากเข้าไป
เล่นด้วยซะอย่างนั้น จะรัก มันก็รักขึ้นมาเฉยๆ "


คิดเหมือนกันไหม ว่านิกมันเป็นหมาที่โรแมนติกได้หน้าตายจริงๆ เลย

ส่วนพิมนั้น แม้ว่ามันจะเป็นหมาตัวผู้เพื่อนรักของนิก มันเลยอาจจะไม่ได้รับสารอันหวานหยดนั้น แต่ว่ามณฑิราเจ้านายมันเป็นผู้หญิงอ่อนหวานแถมมีหัวใจอ่อนไหว ได้รับสารจากเจ้านายนิกไปเต็มๆ แน่นอน

ด้วยจริตหญิง แถมเจ้าพิมที่เขียนในจดหมาย แม้จะเป็นหมาพุดเดิ้ลตัวเล็กน่ารักยังไงมันก็เป็นตัวผู้ คุณมน จึงได้ทีตอบแก้ขวยแถมระบายความในใจอันอัดอั้นไว้ด้วยว่า

..."ฉันว่าไม่จริงหรอกนิก ผู้หญิงที่มาใหม่ ดูเขาจะจงเกลียดจงชังฉันเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย ...นี่ไง
ฉันขอค้านแกว่า ความเกลียดก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน"



ว่าไหม...
"ความไม่มีเหตุผล" ของ
"ความรัก" และ "ความเกลียด" นั้น
มีคุณค่าและควายหมายที่แตกต่างกันเหลือเกิน

"เธอคงอาจแปลกใจ ว่าทำไมฉันจึงต้องรักเธอ
เธออาจจะเคยเจอ กับคำว่ารักไม่มีเหตุผล
ฉันก็เคยผ่านมา และจบด้วยช้ำและความหมองหม่น
นั่นคือเหตุผล ที่ทำให้ฉันนั้นเลือกเธอ"


...นึกถึงหน้าพี่ปูแบลคเฮดลากเสียงสูงตรง คำว่ารักไม่มีเหตุผล...
ช่างเป็นบทเพลงซึ้ง แอบเศร้า และได้กลิ่นของผู้มีหัวใจรักโชยมาไหม

"เหตุผล" ในบทเพลงนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับ "ความไม่มีเหตุผล" หรอก
มันคือการสร้างภาพให้ "ความรัก" เป็นทุกสิ่งทุกอย่างิ เป็นธรรมชาติอันงดงามที่มนุษย์ไม่อาจเอื้อมไปควบคุมมันได้ว่าแต่ เรากำลังบอกให้ตัวเองเชื่อและหลงภาพนั้นอยู่รึเปล่า...


บางที ความรักอาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรนักหนา
อาจเป็นแค่ความรู้สึกวูบไหวในแววตา
อาจเป็นแค่ความอุ่นใจเมื่อมีใครเคียงข้าง
อาจเป็นแค่ความเหนื่อยล้าที่ต้องวิ่งไล่ตาม




เราว่า บทเรียนแห่งความรักนั้นต่างหากที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่
ความรักคืออีกหนึ่งมุมมองของชีวิต
คือการรู้จักหัวใจตัวเองให้มากขึ้น
คือการรู้จักมองเข้าไปในหัวใจของคนอื่น
คือสิ่งที่สอนให้เรารู้จัก ความเหงา ความอดทน และความเพียงพอ
และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับอารมณ์หลากหลายในความเป็น "มนุษย์"


เวลาเราล่องลอยอยู่ในบรรยากาศของความรัก
ไม่ว่าจะความรักที่ห้อมล้อมตัวเราจะเป็นสีอะไร
มันก็เหมือนแว่นตาสีที่ทำให้เรามองโลกแปลกไป
และโลกที่เรามองผ่านม่านบางๆ ของความรัก
อาจเป็นโลกแสนงดงามที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
หรืออาจเป็นเพียงโลกสีเทาที่ขังเราไว้จากโลกแห่งความจริง


บางครั้งบางคราว เราต้องถอดแว่นตาสีออก
เพื่อจะมองโลก มองความรักจากมุมไกลๆ
สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราคิด อาจไม่ใช่โลกที่เป็นอยู่จริง
แม้ไม่มีอะไรบอกเราได้ว่า โลกที่เราเห็นหลังถอดแว่นตาสีออกแล้ว
มันเป็นภาพของโลกรอบตัวเราจริงๆ อย่างที่มันควรจะเป็นหรือเปล่า
...แต่อย่างน้อยๆ เราจะได้ไม่ลืมว่า โลกไม่ได้มีสีเดียวอย่างที่เราเห็น


รักอาจจะไม่มีเหตุผล ไม่อาจบังคับ และบางคราว ไม่อาจเข้าใจ
ชีวิตคนเรา แม้มันจะประกอบด้วยความรักเป็นส่วนใหญ่
แต่ชีวิตมันย่อมมีเหตุและผลของมันอยู่แน่ๆ
อย่างน้อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในชีวิตของเรา
คือสิ่งที่เรา "เลือก" ที่จะทำด้วยตัวของเราเอง


ขอให้เรา ได้ใช้ชีวิตของเราให้คุ้มค่ากับความรัก
และอย่าปล่อยให้รัก มาบงการชีวิตเรา...เลยนะ





 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 18:40:28 น.
Counter : 240 Pageviews.  

ลำนำคืนหนาว

คำคืนนี้
ลมหนาวเล็ดลอดเข้ามาจากซอกหน้าต่างและประตู
แอบคุดคู้ซ่อนเท้าเปลือยเปล่าเข้าในเตียงนุ่มหนา
ควันกรุ่นกรุ่นลอยนิ่งอ้อยอิ่งเหนือถ้วยชา
...
มีโคมบนฟ้าอยู่เป็นเพื่อน..เหมือนเคย


ค่ำคืนนั้น
สายลมพาสายน้ำไหลเอื่อยสู่มหาสมุทรไกลโพ้น
ตรงฝั่งโน้นฝูงนกสีขาวบินถลาเฉียดผืนน้ำ
แสงแห่งเมืองระริกไหวในกระจกเงาสีดำ
....
ณ ทีนี้ที่ถ้อยคำล่องลอยมา...เจอะเจอ

ค่ำคืนไหน
กระแสธารแห่งเวลาจะหยุดยั้งลงเสียบ้าง
เราจะได้นั่งลงข้างกันและหันมายิ้มให้
ก่อนที่จะถูกโถมซัดพัดพาไปไกล
...
ก่อนหัวใจจะจืดจาง...ห่างหาย




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 18:25:36 น.
Counter : 138 Pageviews.  


The SoVo
Location :
Tokyo ---> now : Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพียงคนหนึ่งที่มีความฝัน มีความคิด มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกเล่า กำลังก้าวเดินไปในโลกกว้างเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ และเพื่อทำความรู้จักกับ "ชีวิต"
Friends' blogs
[Add The SoVo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.