"ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา"
Group Blog
 
All Blogs
 

การเดินทางครั้งใหม่


การเดินทางที่เริ่มต้น

ชีวิตเราเต็มไปด้วยการเดินทาง

ไม่ใช่แค่การเดินทางของความคิดอย่างเดียว เป็นการเดินทางด้วยสองเท้า การเดินทางที่ย้ายตำแหน่งแห่งที่ไปยืนอยู่อีกเส้นละติจูดหนึ่งของอีกฟากแผนที่ การเดินทางแต่ละครั้ง ก็เหมือนกับการสับสวิทช์ให้กับชีวิตตัวเอง ได้โยกย้ายสถานะจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปสู่อีกสิ่งแวดล้อมหนึ่ง
และทุกครั้งบทบาทของเราในเวทีของชีวิตก็เปลี่ยนไปด้วย

ปิดเทอมใหญ่แต่ละครั้งที่เรากลับไปเมืองไทย เราก็ได้ละวางความรับผิดชอบในชีวิตตัวเองลงชั่วคราว กลับไปเป็นลูกสาวและยอมรับให้ใครๆทำอะไรให้สักพัก เป็นการเดินทางที่ทำให้เราได้เว้นวรรคสูดลมหายใจลึกๆก่อนจะกลับมาสู่ดินแดนที่เวลาเดินผ่านไปรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง

เราว่าเรามันเป็นคนบ้านนอกของแท้เลยล่ะ เราชอบแสงสีและความสนุกสนานของเมืองใหญ่แต่ว่าสักพักเราก็จะเริ่มเหนื่อยเริ่มหนวกหูกับสรรพเสียงของเมือง แล้วก็จะต้องดิ้นรนหาทางออกไปสูดอากาศนอกเมืองจนได้ ไปรับไปรู้ว่าโลกนี้ยังมีเสียงที่แตกต่างยังมีอากาศที่หอมหวาน และยังมี
ท้องฟ้าที่กว้างกว่าอยู่หลังหมู่ตึกสูงนั่น


การเดินทางครั้งใหม่


การเดินทางคราวนี้ของเรามีความหมายที่มากเกินไปกว่าแค่การสับสวิทช์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนขั้วสวิทช์ใหม่กันเลยทีเดียว

ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่เมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าอันแสนงดงามไปด้วยศิลปะโบราณและภูเขาที่โอบล้อม แต่คราวนี้ไม่ใช่การเดินทางไปชมธรรมชาติหรือวัดวาที่มีอยู่เต็มเมืองนั่น รอบนี้เราไปเพื่อจะสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกียวโต แล้ว
ก็หาที่อยู่ใหม่ให้ตัวเองในเวลาที่จะต้องย้ายไปในเดือนเมษายนด้วย

ใช้เวลาไม่นานสำหรับการเตรียมตัวเพื่อสอบ เพราะเราสอบผ่านระบบ recommendation ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเขาพิจารณาจากผลการเรียน ผลการสอบแล้วก็จดหมายแนะนำจากโรงเรียนแล้ว การสอบครั้งนี้ก็เพื่อยืนยันว่าเด็กต่างชาติอย่างเราจะใช้ภาษาญี่ปุ่นได้ดีพอสำหรับการเรียน
วิชากฎหมายในประเทศนี้หรือเปล่า

สอบข้อเขียนเป็นเรียงความสองเรื่อง หนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขความทุจริต การหลอกลวงที่เกิดขึ้นในสังคมจากมุมมองของผู้เรียนกฎหมาย ซึ่งเราเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริม "สิทธิในการรับรู้" ของประชาชนให้มีมากขึ้น และเรื่องที่สองเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการศึกษาของไทยกับญี่ปุ่น

และต้องขอบคุณประสบการณ์การซ้อมและการสอบสัมภาษณ์นับครั้งไม่ถ้วนสมัยที่เรายังอยู่เมืองไทย อาจจะเพราะอย่างนั้น เราจึงเป็นคนที่พยายามจะมองตัวเองในภาพรวมอยู่บ่อยๆ แล้วก็พยายามจะสื่อความหมายในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเป็นคำพูดให้ได้ การสอบสัมภาษณ์สำหรับเราจึงเป็นการพูดคุยกับตัวเองด้วยในอีกความหมายหนึ่ง

สอบสัมภาษณ์รอบนี้ก็เป็นเหมือนการพูดคุยสบายๆ กับกรรมการสองท่านเสียมากกว่า และเราก็แอบเสียดายอยู่นิดหน่อยว่าเขาไม่ถามเรื่องเกี่ยวกับชีวิตม.ปลายของเราเลย ... อุตส่าห์เตรียมเรื่องเล่าไปเสียมากมาย


กลับกลายเป็นว่าเรื่องที่ยุ่งยากไปกว่าการสอบก็คือ การหาบ้านที่แม้นี่จะเป็นการหาบ้านเองเป็นครั้งที่สองของเรา (ครั้งแรกก็เมื่อย้ายจากรร.ภาษามารร.ม.ปลาย) ก็ยังเป็นเรื่องวุ่นวายและน่าเวียนหัวเป็นที่สุด แถมยังเป็นการหาที่อยู่ใหม่ ในถิ่นที่ที่เราแทบจะไม่รู้จักเลย

และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในจุดมุ่งหมายของการเดินทางตั้งแต่แรก คือการที่เราได้ทำความรู้จักกับเมือง ถนนหนทาง และบรรยากาศของเมืองนี้ไปในตัว ... ซึ่งอาจจะคุ้มค่ากว่าจุดมุ่งหมายหลักๆ เสียอีก


ที่พักระหว่างทาง


ด้วยภาวะของกระเป๋าสตางค์และอยากได้ที่พักใกล้ๆมหาวิทยาลัย เราก็เลยตกลงใจไปพักที่เกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับคณะนิติฯ แค่เดินสิบนาที แทนที่จะไปพักโรงแรม

พอลงจากรถบัสแล้วเดินไปจนถึงทางเข้าเกสต์เฮ้าสปุ๊บ ก็รู้เลยว่าคิดไม่ผิด จากประตูไม้เล็กๆ เป็นถนนแคบๆ ปูหินและจัดไม้ใบต้นเล็กต้นน้อยตามสไตล์บ้านญี่ปุ่นแท้ๆ เปิดเข้าไปด้านในก็เป็นฟรอนท์เชื่อมกับห้องนั่งเล่นต่อไปยังสวนเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางบ้าน เสียดายที่เป็นหน้าหนาว เราเลยไม่อาจจะนั่งหย่อนขาตรงระเบียงและมองซากุระบานในสวนได้
แม้ว่าจะนอนห้องรวมกับแขกคนอื่น แต่ที่หลับที่นอนก็จัดเป็นสัดเป็นส่วนดี ด้วยความที่เป็นเกสต์เฮ้าส์ที่ดัดแปลงมาจากบ้านญี่ปุ่นเก่าๆ มันก็เลยให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับการไปอยู่โรงแรม แต่คล้ายกับว่าเราไปนอนพักบ้านคนรู้จักสักคนซะมากกว่า

ทุกอย่างจัดไว้พร้อมแต่กลับดูเป็นอะไรง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง อยากใช้อินเตอร์เน็ตก็มีมุมให้นั่งเล่นสบายๆ นั่งกินขนมไปเล่นไป ออกมานั่งเป่าผมอยู่ตรงห้องนั่งเล่นก็ได้ มีบรรยากาศของการแปรงฟันตรงอ่างล้างหน้ารวม ที่ต้องบอกตัวเองให้กลั้นยิ้มกับภาพฝรั่งหัวฟูๆ แปรงฟันแรงจนฟองฟอด

เช้าวันสอบสัมภาษณ์เราก็ใส่ชุดนักเรียนออกมาตรงห้องนั่งเล่น สั่งข้าวเช้ามาชุดหนึ่ง แล้วคนที่ทำงานที่ฟรอนท์ก็มาคุยกับเรา เป็นเด็กผู้หญิงที่มาจากโตเกียวเหมือนกัน เรียนอยู่เกียวโตแล้วเคยไปเรียนต่างประเทศมาปีหนึ่ง พอพูดภาษาอังกฤษได้ก็เลยมาทำงานที่เกสต์เฮ้าส์ คุยกันเรื่องคนต่างชาติเรื่องกล้องจนถูกคอ เลยได้แลกเมล์กัน พร้อมกับได้คำอวยพรสำหรับการสอบ
รู้สึกดีที่เลือกมาพักที่นี่ ช่วยให้เราสบายใจ และไม่รู้สึกแปลกหน้ากับเมืองนี้จนเกินไป สถานที่แบบนี้สินะ ...ที่เป็นรูปแบบเดิมของ "ที่พักของคนเดินทาง" จริงๆ


เพื่อนร่วมทาง


เราชินกับการขึ้นชินกันเซนคนเดียวซะแล้ว
และเราก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะมีเพื่อนร่วมทางในการเดินทางครั้งนี้

ตอนที่เลือกมหาวิทยาลัยนี้ อาจจะฟังดูแปลก ...มันต้องใช้ความกล้ามากหน่อย ในการเลือกจะไปในที่ที่แตกต่าง ที่ที่ห่างไกลจากเพื่อนฝูงและความคุ้นเคย แต่นอกเหนือไปจากวิธีการเรียนกฎหมายของที่นี่ที่เรานึกชอบแล้ว "ความแตกต่าง" เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราเลือก

เรามันพวกโลภมาก อยากรู้ อยากเรียนอะไรเยอะๆ อยากลองใช้ชีวิตหลายๆ แบบ เป็นพวกที่เชื่อฝังหัวว่า "ประสบการณ์คือกำไรชีวิต" และนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของเราไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะในสเกลใหญ่ๆ หรือในสเกลเล็กๆ เช่นชีวิตในแต่ละวัน

ยังมีเพื่อนอีกสองคนเป็นเด็กไทยพัฒน์ที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเกียวโตด้วยกัน แม้จะทำใจมาแล้วว่าต้องเริ่มการเดินทางใหม่ด้วยตัวเอง .. คนเดียว แต่พอรู้ว่าจะมีเพื่อนมาด้วยกัน
มันดีใจข้างในบอกไม่ถูกแฮะ
วันสอบของฮิมใกล้ๆ กับเรา เราเลยได้เจอกันที่เกียวโต ได้ไปเดินทำความรู้จักกับเมือง และถอดถอนหายใจกับความบ้านนอกของเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับมหานครที่เรากำลังจะจากมา

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องน่าใจหาย ... แต่พอรู้ว่าจะมีใครเดินไปกับเรา การเดินทางนั้นอาจจะไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่เราคิด


เกียวโตเป็นเมืองเงียบๆ


เมืองที่แตกต่างจากโตเกียวโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะเคยมีสถานะเป็นเมืองหลวงของประเทศนี้เหมือนกับโตเกียวก็ตาม

สิ่งแรกที่เรารู้สึกคือ ท้องฟ้าเหนือเมืองเกียวโตกว้างจัง ถึงแม้จะไม่ได้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเพราะเป็นที่ราบมีภูเขาโอบล้อมทั้งเมือง แต่เพราะไม่มีอาคารสูงๆ ขึ้นมาบดบัง แสงอาทิตย์ก็เลยสาดส่องได้ทั่วทั้งเมือง

ถนนหนทางในเกียวโตจำได้ง่ายมาก เพราะว่าเป็นเมืองสี่เหลี่ยม ถนนสายใหญ่ตัดกันเป็นสีเหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ จำสี่แยกได้ก็ไปไหนได้ทั่วแล้ว ตรงแถวๆ มหาวิทยาลัยเกียวโตที่มีสถาบันการศึกษากระจุกตัวเต็มไปหมดก็เป็นเป็นเหมือนเมืองเล็กๆ เงียบๆ ข้างแม่น้ำ ที่พอข้ามฟากไปทิศ
ตะวันออกแล้วก็จะกลายเป็นจุดรวมแสงสีของเมือง แต่พอไปทางตรงกันข้ามก็จะภูเขา วัด และศาลเจ้าเต็มไปหมด

เราเคยมาเที่ยวที่นี่ก็หลายหน แต่ก็ได้มองเมืองนี้ในมุมมองของนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เราเพิ่งจะรู้ว่า เมืองที่อยู่ตรงกลางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวมากมายก็ยังเป็นเมืองธรรมดาๆ มีโรงหนัง มีร้านอาหารที่มีชีวิตของปัจจุบัน ไม่ใช่ร่องรอยของปราสาท วัด หรือซากของอดีตเพียงอย่างเดียว

อยู่ที่นี่ คงจะได้ปั่นจักรยานกันจนน่องโต เพราะไม่มีแสงสี ไม่มีความหลากหลายมากเท่ากับโตเกียว เราคงจะได้ลองใช้ชีวิตสงบๆ ลองเรียนรู้อะไรจริงๆ จังๆ ได้มากขึ้น แล้ววันว่างๆ ก็อาจจะได้ขี่จักรยานไปโรงหนัง ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปศาลเจ้า หรือไปนั่งเล่นริมแม่น้ำ


มีเรื่องให้ต้องเตรียมตัวมากมายสำหรับชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้น เราจะพยายามทำตัวให้พร้อม
... และเราก็แค่หวังว่า เราคงจะรักเกียวโต ได้เท่าๆ กับที่เรารักโตเกียว





 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2551 21:24:38 น.
Counter : 122 Pageviews.  

บันทึกการเดินทาง Okinawa 2007-Nov


โรงเรียนมอปลายของเรา ในชั้นม.๕ ก็จะมีกิจกรรมจัดให้นักเรียนไปเที่ยว ไม่เชิงเป็นทัศนศึกษาเสียทีเดียว เพราะว่าคิดแพลนไปเที่ยวเองกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ แต่ว่าต้องกลับมาเขียนรายงานส่งตามหัวข้อวิจัยที่กำหนดไปตั้งแต่ต้น

ซึ่งมันก็มีการเตรียมการมาตั้งแต่ตอนอยู่ม.๔ พวกกรรมการฝ่ายจัดทัศนศึกษาเค้าก็ไปหาข้อมูลมาให้เลือกที่เที่ยวต่างๆ ในญี่ปุ่น (รุ่นเราโรงเรียนไม่ยอมให้ไปต่างประเทศ ... รุ่นก่อนได้ไปทั้งเกาหลี ทั้งไทย)

แล้วพวกเราก็โหวตกันได้ออกมาเป็นไป Okinawa เป็นชื่อจังหวัดที่เป็นเกาะอยู่ทางตอนใต้ ซึ่งไปกันทั้งกันทั้งสายชั้น

คือแต่ละปีที่จะไปเนี่ยไม่เหมือนกัน อย่างสองปีที่แล้วเขาโหวตไปเมืองไทยกัน ปีที่แล้วแยกเป็นสามทางคือ เกาหลี โอกินาว่า และคันไซ (คือเกียวโต โอซาก้าฯลฯ) แล้วกลับมารวมที่ฟุคุโอกะ

...จริงๆ แล้วเกือบไม่ได้ไปเกาหลี เพราะตอนนั้นสองประเทศมีปัญหากันอยู่ เป็นผลให้รุ่นเราอดปเมืองนอกกัน เลยอาจเป็นสาเหตุให้รุ่นเราโหวต Okinawa เพราะต้องขึ้นเครื่องบินไปไกลพอๆ กะไต้หวัน ได้อารมณ์ต่างบ้านต่างเมืองดี

หลังจากประชุมกลุ่มวางแผนโปรแกรมเที่ยว คิดหัวข้อวิจัย และฟังเลคเชอร์พิเศษไปแปดล้านรอบ และแล้ว ก็มาถึงวันที่เราจะได้ไปเที่ยวกันจริงๆ ซะที (ผ่านมาหนึ่งปี หายตื่นเต้นแล้วอ่ะ)

ซึ่งที่จะไปกันนี่ก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นสามคอร์ส คือพวกที่อยู่เกาะใหญ่โอกินาว่าอย่างเดียวกับพวกที่จะไปอยู่เกาะเล็กด้วย คือ เกาะมิยาโกะ กับ เกาะอิชิกะคิ อีกสองกลุ่ม

เราเลือกไปเกาะมิยาโกะ เพราะมีแต่คนบอกว่าทะเลสวยมากๆ ...


วันแรก


อาจารย์นัดเจอที่สนามบินภายในประเทศ Haneda เจ็ดโมงครึ่ง (ไม่ค่อยจะเช้าเล้ยยย) ออกจากบ้านตีห้าครึ่ง บังเอิญไปเจอเพื่อนที่สถานี ที่ว่าจะนอนในรถไฟเลยไม่ได้นอน นั่งเม้าธ์กันไปเรื่อย

ไปรวมกลุ่มกับเพื่อน คือ มิโดริ มาคิจัง แล้วก็ฮานะ ซึ่งเราสี่เคยอยู่ห้องเดียวกันตอนปีหนึ่ง รายงานตัวกับอาจารย์แล้วไปขึ้นเครื่อง

สามชั่วโมงถึงสนามบิน Naha (เมืองหลวงของจังหวัดโอกินาว่า) ก็ไม่ได้หลับอีก เพราะนั่งเม้าธ์กับมิโดริจังไปตลอดทาง ...ยังไม่ทันถึงโอกินาว่าก็เหนื่อยแล้ว ต่อเครื่องบินไปที่เกาะมิยาโกะ อีกชั่วโมงหนึ่ง จากนั้นก็ขึ้นรถบัสไปอีก


เริ่มต้นทริปด้วยการไปดูศูนย์ความรู้เกี่ยวกับ เขื่อนใต้ดิน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ชาวเกาะมิยาโกะเค้าภูมิใจกันมาก คือตัวเกาะนี้มันเกิดจากที่ปะการังที่ตายแล้วทับถมเป็นชั้น ตอนเปลือกโลกมันเขยื้อนเมื่อหลายหมื่นปีก่อน มันก็โผล่ขึ้นมา เลยเป็นเกาะที่ไม่มีทั้งภูเขาและแม่น้ำ ...ดูจากเครื่องบินจะเห็นชัดเจนมากๆ

เกาะอะไร เหมือนโต๊ะรูปร่างสามเหลี่ยมด้านเท่าเรียบๆ ที่ผุดขึ้นมาจากทะเล (แถมไม่ค่อยมีต้นไม้อีกด้วย) เพราะไม่มีแม่น้ำเนี่ยล่ะ ทำให้สิ่งสกปรกมันมันไม่ไหลลงทะเล ทำให้ทะเลของมิยาโกะสวยกว่าที่อื่นเยอะ
แถมเป็นเกาะปะการังเลยมีปลาอุดมสมบูรณ์ด้วย ...แต่ว่าก็ต้องลำบากเรื่องน้ำกิน น้ำใช้กันล่ะ คนที่นี่เขาเลยคิดสร้างเขื่อนใต้ดินไว้กักเก็บและดึงน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้กัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

จากนั้นก็ไปดูพิพิธภัณฑ์หอย ของที่ภูเก็ตน่าดูกว่าเยอะเลย แต่ว่าที่นี่เค้ารวบรวมมาด้วยตัวคนเดียวเลยนะ มีความพยายามสุดๆ



แล้วก็ไปเดินเล่นชมวิวที่แหลม ... มันเป็นแหลมยื่นออกไปยาวเหยียดเลยนะ สวยดี แต่ว่าไม่ค่อยมีต้นไม้ และยิ่งเดินก็ยิ่งร้อน จากโตเกียวมาแบบอุณหภูมิสิบกว่าๆ มาเจอเกือบสามสิบ

เกาะมิยาโกะนี่อารมณ์ประมาณอีสานติดทะเลยังไงยังงั้น... อุตส่าห์หวังอยากจะมาเจอสีเขียวๆ แต่นี่มองไปทางไหน ก็เจอแต่ไร่อ้อย อ้อย อ้อย และอ้อยค่ะ เพื่อนบางคนเพิ่งเคยได้กินน้ำอ้อยก็ที่นี่แหละ

แล้วก็กลับมาโรงแรมซึ่งอยู่ในตัวเมือง ... อันเงียบเชียบ คนมันหายไปไหนกันหมดเนี่ย เป็นโรงแรมเก่าๆ แล้วโรงเรียนเราก็เหมาะไปทั้งโรงแรมเลย เด็กๆ วิ่งขึ้นวิ่งลงกันอลหม่าน ตกเย็นก็มากินข้าวรวมกัน

กลางคืนมีประชุมหัวหน้ากลุ่มด้วย ... ก็ต้องไปทั้งๆ ง่วงชะมัด



วันที่สอง


วันนี้เป็นการเที่ยวแบบแยกตามกลุ่ม จ้างแท็กซี่ไปกลุ่มล่ะคัน ช่วงเช้าก็ไปดำน้ำกันค่า (แบบสนอกเกิล) มีเพื่อนๆ ไปดำด้วยอีกสามสิบคนได้ เพราะอาจารย์ไม่ยอมให้ไปกันเองเป็นทัวร์กลุ่มเล็ก

เฮ้อ... ทะเล ปลา ปะการัง ก็สวยดีหรอก แต่ว่าได้ดำแค่สามสิบนาที! แค่ใส่หน้ากากกะตีนกบก็จะหมดเวลาแล้วค่า แถมยังอยู่ในอ่าวเล็กๆ พวกกลุ่มเด็กผู้ชายยังดี เขายังพาออกทะเลไปนิดนึง แต่กลุ่มเด็กผู้หญิงไม่ยอมพาไป ... ไม่เข้าใจค่ะ ไม่เข้าใจ

แล้วอีกครึ่งวันก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ลุงแท็กซี่ใจดี พาขับรถวนรอบเกาะ ได้เอาเท้าไปแตะๆ ทรายอยู่นิดนึง เพราะอาจารย์ห้ามลงทะเล จะกรี๊ดแตกตาย...มาถึงเกาะนี่แล้ว ทะเลสวยมากๆ
น้ำใสสุด ทรายก็ทั้งขาวทั้งละเอียด ...แต่ไม่ได้ลงค่ะ ><



ตอนเย็นกลับมาถึงโรงแรม มีนัดสัมภาษณ์ NPO ที่ทำงานอาสาสมัครเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของเกาะ

เค้าก็คุยให้ฟังเรื่องการทำงานเน้นพวกปัญหาขยะที่ลอยมาจากเมืองจีน การปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิดแล้วก็ปัญหาเดิมๆ ว่าเพราะการบริหารส่วนท้องถิ่นที่ล้มเหลว ไม่มีผังเมืองที่ดีทำให้เกษตรกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวขยายตัวผิดรูปผิดร่าง แล้วตัวเกาะมิยาโกะเองก็ต้องคอยพึ่งเงินจากเกาะโอกินาว่า (ซึ่งโอกินาว่าก็ต้องพึ่งจากรัฐบาลเช่นกัน ...ฟังดูคุ้นๆ ไหม)

แล้วก็ได้คุยกับลูกเจ้าของโรงแรมที่พักอยู่ ซึ่งเขาก็ทำงานให้องค์กรอิสระของท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน ...ก็ยังน่าชื่นใจนะ ที่มีคนริเริ่มคิดจะทำอะไรเพื่อบ้านเกิดของตัวเอง มากกว่าจะไปออกไปทำงานหาเงินในเมืองใหญ่ๆ


วันที่สาม


ตื่นมาด้วยความสะลืมสะลือ เพราะกลางคืนเม้าธ์กับเพื่อนจนดึก เก็บข้าวของแล้วก็ไปหมู่บ้านวัฒนธรรมเยอรมัน เป็นธีมพาร์คที่เขาจัดให้สำหรับเผยแพร่วัฒนธรรมเทือกนั้น



... น่าประหลาดดี ปราสาทเยอรมันมาทำอะไรอยู่ที่เกาะมิยาโกะอัน
กระจิ๋วหลิวตอนใต้ติ่งของญี่ปุ่นแบบนี้เนี่ย เดินๆ ดูแล้วก็ถ่ายรูปกัน เพื่อนๆ เราสนุกสนานกันน่าดูเลย


บ่ายก็ไปรวมตัวที่สนามบินมิยาโกะ เตรียมบินกลับเกาะใหญ่โอกินาว่าค่ะ ...คราวนี้เราก็ได้นอนโรงแรมไฮโซกันเสียที สงสารบรรดาแขกที่มาพักวันนั้น คงปวดหัวน่าดู ก็เอาเด็กทั้งสายชั้นมารวมกันที่เดียวสามร้อยกว่าคนค่ะ

วุ่นวายดีจริงๆ เด็กๆ พอเจอพวกเพื่อนที่ไปกันคนละคอร์ส ก็กระโดดใส่กันเหมือนไม่ได้เจอกันเป็นปี เย็นวันนั้นก็เปิดฮอลใหญ่ของโรงแรมนั่งกินข้าว
รวมกันทั้งหมด ตลกดีอ่ะ ได้นั่งกินข้าวกับเพื่อนพร้อมกันทั้งชั้น... (โรงเรียนเราไม่มีโรงอาหารน่ะ ปกติก็เอาข้าวกล่องมากินกัน)


วันที่สี่


ได้เวลาปลดปล่อยแล้วค่า

วันนี้มีแพลนไปพายเรือแคนนู กับเดินสำรวจป่าชายเลน ซึ่งจริงๆ แล้ว
กิจกรรมทางน้ำทุกประเภทจะต้องสมัครไปกับอาจารย์ แต่พวกเราสี่คนตัดสินใจแหกคอก สมัครไปเองกับทัวร์ที่ทั้งถูกกว่า คุ้มกว่า คนน้อยกว่า และที่สำคัญมันส์กว่าด้วย

นั่งแท็กซี่ข้ามทางด่วนสายเดียวในเกาะ แล้วลดเลี้ยวเข้าป่า รวมสองชั่วโมงกว่าจะถึงที่นัดหมาย ลุงแท็กซี่ก็ชวนคุยไปตลอดทาง เล่าให้ฟังเรื่องประวัติศาสตร์โอกินาว่า (ตั้งแต่สมัยเป็นของจีน จีนยกให้ญี่ปุ่น แล้วเป็นสนามรบสมัยสงครามโลก จบสงครามกลายเป็นเมืองขึ้นอเมริกา
แล้วกลับมาเป็นของญี่ปุ่น เลยพัฒนาล่าช้าไปเยอะ) ...ตามทางมีฮ้วงซุ้ยด้วย เลยงงๆ ว่านี่มันญี่ปุ่นหรือจีนกันแน่

โดยรวมๆ โอกินาว่านี่ก็คล้ายๆ เมืองไทยนะ เป็นเมืองร้อนมีเชื้อสายจีนและกำลังพัฒนาเช่นกัน


ถึงบ้านไม้ซุงหลังเล็กริมอ่าว แล้วคุณไกด์ตัวใหญ่ก็มาต้อนรับเรา เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ลุยเลยค่ะ นั่งไปลำละสองคน คุณไกด์ขึ้นลำเดี่ยวไป พายออกจากอ่าวออกทะเล



...คลื่นแรง ลมฉิว อากาศดี น้ำใสอารมณ์ดีสุดๆ ไปเล้ย...

พวกเราสี่คนที่ทนเก็บกดมาสามวัน ก็แหกปากกันลั่นทะเล จนคุณไกด์ผิวหมึกถ่ายรูปเก็บความฮาของแต่ละคนไว้เพียบ



พายข้ามทะเลไปเกือบชั่วโมง เอาเรือขึ้นหาด แล้วขึ้นไปเดินสำรวจ
ป่าชายเลนกัน คุณไกด์อัธยาศัยดี แถมรู้ละเอียดอีก มีปูก้ามเดียวสีแดงน่ารักดีอ่ะ แล้วก็มีแมลงแปลกๆ เยอะ เสียดายที่น้ำมันยังไม่ขึ้น พวกเราเลยอดพายเรือเข้าไปดูข้างในป่าอย่างที่ตั้งใจ

เสร็จแล้วเราก็ลงทะเลเตรียมพายกลับกัน พอคุณไกด์ได้ยินว่าพวกเรามาโอกินาว่าตั้งสี่วันแล้ว เพิ่งได้ลงทะเลแค่สามสิบนาที คุณไกด์เลยบอกเอ้า งั้นเดี๋ยวแวะชายหาดให้ลงไปเล่นน้ำละกัน... เท่านั้นแหละ พวกเราจ้ำกันสุดฝีพายเลย


เป็นการลงทะเลในรอบปีเลยมั้งเนี่ย... โว้ๆๆๆ รักทะเลอ่ะ

เวลาไม่ค่อยมีก็เลยต้องรีบขึ้นแล้วพายกลับไปที่บ้านไม้ซุง ระหว่างทางคุณไกด์ผู้รักทะเลเช่นกันก็เล่าให้ฟังว่าตอนปีใหม่ เขาจะเอาแคนนูออกทะเลไปดูพระอาทิตย์ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า
... อยากรู้จริงๆ ว่ามันจะงดงามขนาดไหนนะ...

พออาบน้ำ เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จแล้ว เจ้าของทัวร์ที่เป็นผู้หญิงเขาก็เอาขนม (แอบเห็นทำอยู่ตอนเช้า) โดนัทโอกินาว่ามาให้กิน สดๆ ร้อนๆ จากเตา แถมมีให้ไปกินระหว่างทางอีกถุงเบ้อเร่อ

แล้วหนูมาคิเพื่อนเราไปเห็นหอยสีสวยๆ กองอยู่บนม้านั่งหน้าบ้าน คุณไกด์เลยเอาเชือกมาถักแล้วผูกเป็นที่ห้อยมือถือให้คนละอัน ซึ่งน่ารักมากๆ แล้วยังให้ซีดีที่ใส่รูปที่ถ่ายเมื่อกี้ด้วย

แถมพอกลับมาโตเกียวแล้วยังมีโปสการ์ดที่เป็นรูปพวกเราสี่คนตามมาด้วย ... ประทับใจบริการของทัวร์นี้มากๆ เป็นกันเองและน่ารักสุดๆ

จากนั้นก็ไปแวะฟรุ้ตแลนด์ ดูต้นไม้ นก ผีเสื้อ ซื้อของฝาก แล้วก็หมดเวลาต้องกลับโรงแรมแล้ว



วันสุดท้าย


วันนี้ไปเที่ยวเป็นห้องๆ ขึ้นรถบัสห้องละคันไปที่ปราสาทชูริ เป็นปราสาทเก่าสมัยที่โอกินาว่ายังเป็นประเทศริวกิว เป็นเมืองน้องของจีน ตัวปราสาทก็เลยเป็นแบบจี๊นจีน

ชจากนั้นก็ไปที่ International Street เป็นถนนสายยาวที่ขายแต่ของฝากและของฝาก ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะของทุกร้านคล้ายกันหมด แถมบางที่นำเข้าจากเมืองไทยมายกร้านเลย


เราเดินซักพักก็เบื่อๆ ... แต่เผอิญตาดีไปเจอร้านขายของที่ระลึกแบบแกลลอรี่เจ้าตัว ชีซ่า (ก็ตัวหน้าคล้ายๆ สิงโตเฝ้าหน้าศาลเจ้าแหละ แต่ที่นี่เขาใช้วางตามหลังคาบ้าน)

ก็เลยแยกตัวจากเพื่อนๆ ไปดูๆ มองๆ อ้าว... เป็นพิพิธภัณฑ์นี่หว่า
พลาดได้ไงล่ะเนี่ย ก็เลยขึ้นไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ทางเข้าอยู่หลังร้าน ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นตึกเก่าๆ หกชั้นเอามาดัดแปลง

ศิลปินชื่อคุณมิตซึโอะ มีงานของเจ้าตัวชีซ่านี้ ทุกแบบ ทุกสไตล์ ตั้งแต่โบราณเก่ากึก จนถึงแบบโมเดิร์นและกลายพันธุ์เป็นซีซ่าแมน ยอดมนุษย์ปกป้องสิ่งแวดล้อมชุมชน (โดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ)



มีทั้งงานปั้น งานหล่อ ภาพเขียน กระดาษ ภาพถ่าย ชอบการดีไซน์ที่มีอารมณ์ขันและการตีความหมายของโบราณวัตถุให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ แล้วก็ความพยายามทำงานของเขามากๆ ได้เข้าไปดูตัวสตูดิโอด้วย ... บรรยากาศดีจริงๆ



แล้วก็ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วค่ะ

นั่งเครื่องขากลับไม่ค่อยได้นอนอีกแล้ว เพราะนั่งเม้าธ์แล้วก็แกล้งเพื่อนมาตลอดทาง

รวมๆ แล้วก็เป็นทริปที่สนุกพอใช้เลย ถ้าได้เที่ยวเป็นการส่วนตัวแล้วก็ดำน้ำให้สะใจจะดีกว่าทริปทัศนศึกษามาก

ถึงอย่างนั้น เราก็ได้เรื่องมาเขียนรายงานส่งแล้วล่ะ จะทำเรื่องกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน (แนวคิดขององค์กรอิสระ และศิลปะเพื่อชุมชน) เปรียบเทียบกับกิจกรรมในประเทศไทย เจาะลึกที่เมืองท่องเที่ยว แล้วก็
โยงไปถึงปัญหาผังเมือง

แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือเราได้ฝากความทรงจำแสนดีกับเพื่อนในโรงเรียนเดียวกันไว้ในชายหาดขาว ทะเลสีฟ้าใส และแดดจัดจ้า ณ อีกขอบฟ้านั่นเรียบร้อยแล้ว



...บ๊ายบายค่ะ Okinawa...




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2551 21:05:11 น.
Counter : 463 Pageviews.  


The SoVo
Location :
Tokyo ---> now : Kyoto Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพียงคนหนึ่งที่มีความฝัน มีความคิด มีเรื่องราวมากมายที่อยากบอกเล่า กำลังก้าวเดินไปในโลกกว้างเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ และเพื่อทำความรู้จักกับ "ชีวิต"
Friends' blogs
[Add The SoVo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.