เมื่อคุณแม่ลูกสาม อยากมีดีกรีด๊อกเตอร์ในต่างแดน ตอนที่ 1 กว่าจะได้เป็นนักเรียนด๊อกเตอร์ในประเทศเยอรม



รบกวนไลค์เพจนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

https://www.facebook.com/aDiaryofaMomofThreeGirls/

เมื่อคุณแม่ลูกสามอยากมีดีกรีด๊อกเตอร์ในต่างแดน

ตอนที่1 กว่าจะได้เป็นนักเรียนด๊อกเตอร์ในประเทศเยอรมนี


เพื่อนๆอาจจะมีคำถามว่าทำไมต้องเป็นประเทศเยอรมนีที่เราเลือกมาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก และผจญภัยกับชีวิตนานัปการที่นี่ด้วย?

คำตอบที่เราคิดว่าน่าจะครอบคลุมประเด็นได้ดีที่สุดก็คือเบื้องบนได้กำหนดแผนการณ์นี้มาให้น่ะสิ!

ซึ่งด้วยคำตอบแบบนี้เมื่อเพื่อนๆ เปิดหนังสือเล่มนี้อ่านแล้วก็จะพบเหตุผลของคำตอบที่เราได้ให้ไว้ในข้างต้น แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปว่าเรากำลังเขียนหนังสือประเภทความเชื่อที่หวังพึ่งแต่พระเจ้าหรือโชคชะตาเท่านั้นทั้งนี้เพราะนั่นไม่ใช่แก่นสารของสาระที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใดความจริงที่ว่า เรา ในฐานะมนุษย์นั้นไม่มีความสามารถที่จะหยั่งรู้ ในทุกสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงในหลายๆ ครั้งสิ่งที่เราไม่รู้และมองไม่เห็นก็นำพาเราไปถึงจุดที่ควรจะตัดสินใจว่าควรจะก้าวไป ทางไหนหรือจะพัฒนาตัวเองอย่างไรซึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงจุดนี้เพื่อนๆ คงจะเห็นแล้วว่าในท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเท่านั้นแต่สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆต้องการ มากที่สุดคือความสามารถที่จะรู้ความเป็นตัวตนของตัวเองและตัดสินใจที่จะนำพาชีวิตของเรานั้นไปยังจุดหมายที่เราตั้งใจได้ ซึ่งการที่บุคลๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จมากหรือน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการและในบรรดาสิ่งที่สำคัญและอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะรักษาไว้ในชีวิตโดยเฉพาะในท่ามกลางอุปสรรคปัญหาต่างๆที่เราเผชิญนั้นก็คือพลังความคิดแง่บวกซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวนี้จะช่วยให้เพื่อนๆกลายเป็นคนที่ไม่ย่อท้อและประสบความสำเร็จในชีวิตในที่สุดดังนั้น คำกล่าวของคนเยอรมันที่ว่า“พระเจ้าจะไม่ช่วยคุณจนกว่าคุณจะช่วยตนเองก่อนจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง


ดังนั้นการที่เราคิดที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นนั้นก็เพราะว่าเรามีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของบันทึกการเดินทางอันอัศจรรย์ในชีวิตของเราที่ทุกเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อ ความรัก และความหวังที่เป็นพลังผลักดัน และขับเคลื่อนให้เรานั้นมีความยินดีที่จะทำงานหนักอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิตแม้ในท่ามกลาง ความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้น และเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์ไหนในบันทึกจากแดนไกลเล่มนี้ที่ได้มา อย่างง่ายๆ เลย ทุกๆ ความสำเร็จและทุกๆ ตัวหนังสือที่กลั่นออกมาในหนังสือเล่มนี้ล้วนเกิดจากแรงบันดาลใจแง่บวกและความเชื่อว่าตนเองสามารถที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจได้โดยไม่คิดที่จะดูถูกตนเองรวมถึงความรู้สึกไม่เคยยอมแพ้ต่อ ความจำกัดและอุปสรรคต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในเวลานั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคที่เกิดจากภายในจิตใจ ของเราเอง ...


เพื่อนๆพร้อมที่จะเดินทางไปกับประสบการณอันน่าตื่นเต้นของเราหรือยัง?

ถ้าพร้อมแล้วเราก็พร้อมเช่นกันที่จะแบ่งปันสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เล็กน้อยของเราในโลกที่กว้างใหญ่แห่งนี้ให้เพื่อนๆได้เห็นและคิดตามว่า“เชื่อเถอะว่าเป็นไปได้”และเรามีความหวังว่า เพื่อนๆจะไม่เพียงรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องราว และข้อคิดดีๆ จากชีวิตของเราเท่านั้นแต่เพื่อนๆจะได้รับแรงดลบันดาลใจให้คิดฝันและเริ่มขยับเท้าก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน …

งั้นเรามาเริ่ม กันเลย! …

ย้อนไปเมื่อ10ปีที่แล้ว(แลดูอายุเยอะนะ)

เราก็เป็นคนหนึ่งที่ถือว่ามีหัวก้าวหน้าและทำงานในฐานะเป็นผู้นำกลุ่มเยาวชนขององค์กรเพื่อสังคมแห่งหนึ่งซึ่งเราได้ผูกพันและร่วมทำงานด้วยอย่างกระตือรือร้นตั้งแต่เรายังเป็นเยาวชนอาสาสมัครจนกระทั่งในเวลานั้นเราจบการศึกษา ในระดับปริญญาโทและได้ร่วมทำงานอย่างต่อเนื่องกับองค์กรเดิมในฐานะเจ้าหน้าที่เต็มเวลาโดยหน้าที่หลักก็จะเกี่ยวกับ การทำงานเพื่อพัฒนาเยาวชนและการทำงานวิชาการเพื่อสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมขององค์กรชีวิตของเรา ในช่วงเวลานั้นก็เรียกได้ว่ามีความสุขที่ได้ทำงานเพื่อสังคมซึ่งก็เป็นเป้าหมายในชีวิตของเราอยู่แล้วแม้ว่าจะมี ความยากลำบากบ้างและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการทำงานในลักษณะเช่นนี้ก็เรียกได้ว่ามีไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ว่ามากหรือน้อยก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ได้นำมาซึ่งก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในชีวิตของเด็กสาวที่แสนจะธรรมดาอย่างเราที่ไม่เคยคิดผันมาก่อนในชีวิตว่าจะได้ดำเนินชีวิตในต่างประเทศ หรือคิดว่าตัวเองจะได้พบเนื้อคู่ที่แสนดีที่รัก และดูแลเราด้วยความจริงใจและการที่ไม่คิดฝันหรือคาดหวังมาก่อนว่า จะได้ “แต่งงาน”ทั้งนี้เพราะบุคลิกลักษณะของเราไม่อยู่ในขอบเขตของหญิงสาวที่น่าทะนุถนอมแต่อย่างไรออกจะมี ความแข็งกร้าวและกล้าหาญเกินหญิงไปสักหน่อยอีกด้วยรวมถึงการที่ไม่เคยตั้งเป้าหมายมาก่อนว่าจะมีลูก (ครึ่ง)ถึงสามคนที่คอยทำให้ชีวิตมีสีสันอยู่ตลอดเวลาณ ขณะนี้

จุดเริ่มต้นของแรงดลใจนี้นั้นมีอยู่ว่าเพื่อนชาวมาเลเซียคนหนึ่งซึ่งก็เดินทางมาประเทศไทยไม่ได้บ่อยครั้งนัก อยู่ๆ ก็เดินเข้ามาทักทายเราในขณะที่เรากำลังง่วนอยู่กับการทำงานภาคสนามกับกลุ่มเยาวชนกลุ่มหนึ่งอยู่ในเวลานั้น ซึ่งโดยปกติเราทั้งสองคนก็มักที่จะทักทายกันธรรมดาในฐานะเพื่อนที่รู้จักกันโดยทั่วไปเท่านั้นแต่ในวันนี้ พอเพื่อนคนนี้ ได้มองเห็นเราจากที่ไกลก็เขาก็รีบเดินเข้ามาหาเราอย่างทันทีโดยท่าทางของเขาในเวลานั้นได้ส่งสัญญาณบางอย่าง ให้กับเราว่าเขามีความต้องการที่จะบอกอะไรกับเราบางอย่างแน่ๆเมื่อเขาเดินเข้ามาหาเราเขาก็เริ่ิมทักทายเราและพูดกับเราด้วยถ้อยคำพยากรณ์ว่า“ชีวิตของเราจะเป็นเหมือนกับนกอินทรีตัวเล็กที่ค่อยๆ มีปีกที่ใหญ่ขึ้นๆจนกระทั่งสามารถบิน ไปได้ไกลจนสุดขอบฟ้า”เมื่อเราได้ฟังถ้อยคำที่แปลกหูเช่นนี้แล้วเราก็รู้สึกอึ้งและรู้ว่าขนบนแขนของเราได้ลุกชันไปด้วย ทั้งนี้เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยแต่เมื่ิิอสิ่งที่้้เขากล่าวมานั้นเป็นถ้อยคำที่ดูเหมือนจะเป็นแง่บวกสำหรับชีวิตของเราเราก็รับไว้ด้วยความตื่นเต้นแบบงงๆด้วยความไม่เข้าใจว่าการที่เพื่อนชาวมาเลเซียคนนี้ได้กล่าวถึงเราเช่นนี้นั้นอันที่จริงแล้ว มันหมายถึงอะไรกันแน่?โดยส่วนตัวเราก็คิดว่าหากเพื่อนๆนักอ่านทุกคนได้เจอประสบการณ์แบบนี้ด้วยตัวเองเพื่อนๆคงจะรู้สึกอึ้งไปเหมือนกันใช่ไหม?

อย่างไรก็ตามด้วยเนื้อหาของคำพยากรณ์ที่แสนจะวิเศษต่อชีวิตของเราเช่นนี้ก็เป็นที่แน่นอนว่าเราได้นำเอากลับไปคิดแบบหลายตลบเลยทีเดียวว่าถ้อยคำที่ดูยิ่งใหญ่เช่นนี้น้้นมันควรจะมีความหมายกับชีวิตของเราอย่างเจาะจงอย่างไรและ ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ววันต่อวัน เดือนต่อเดือนและปีต่อปี รวมถึงสถานการณ์ต่างๆหลายอย่างในชีวิต ก็ยังคงดำเนินผ่านไปพร้อมกับคำถามที่เกี่ยวกับเป้าหมายชีวิตนั้นก็คงยังค้างคาอยู่ในใจจนกระทั่งวันหนึ่งเราได้มีความรู้สีกว่าภายในจิตใจของเรานั้นได้ถูกจุดประกายบางอย่างให้เกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเองเพื่อไปสู่สิ่งที่ท้าทายมากขึ้นในชีวิตแล้วมันคืออะไรล่ะคำตอบที่ได้จากการถามตัวเองหลายๆรอบบนการประเมินพื้นฐานความสามารถของตนเองในเวลานั้นที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการแล้วก็คือเราควรจะไปศึกษาต่อต่างประเทศและหากมีโอกาสก็อยากที่จะทำงานเพื่อสังคมและเยาวชนในองค์กรนานาชาติสักแห่งในโลกนี้ทั้งนี้เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีทักษะและประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการเป็นผู้นำกลุ่มทั้งในด้านวิชาการและกิจกรรมแก่เยาวชนมากคนหนึ่งรวมทั้งคิดว่า ด้วยความสามารถของตนเองนั้นเราน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติได้เมื่อประเมินตนเองพร้อมทั้งเขียนโครงร่างความคิดต่างๆที่น่าจะเป็นไปได้บนเป้าหมายและความฝันที่อยากจะทำได้คร่าวๆเช่นนี้แล้ว เราในฐานะที่เป็นคริสเตียน ซึ่งมีความเชื่อในพระเจ้าก็อธิษฐานกับพระเจ้าเกียวกับทิศทางดังกล่าวโดยทันทีและแทบจะทุกวันแต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปนะ ว่าเราเนี่ยช่างเพ้อฝันจริงๆโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากอธิษฐานอย่างเดียวทั้งนี้เพราะว่าเราก็ได้ลงทุนลงแรงกับการสร้างความฝันนั้นให้เป็นจริงอย่างสุดกำลังและความสามารถที่แท้จริงของเราด้วย

สิ่งที่เราลงมือทำเป็นอันดับแรกในเวลานั้นก็คือการสื่อสารความคิดของเรากับหัวหน้างานของเราว่าเรามีความปรารถนาที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศและด้วยความที่องค์กรที่เราทำงานอยู่ด้วยณ เวลานั้น มีลักษณะของวัฒธรรมองค์กรแบบครอบครัวดังนั้นจึงเป็นอะไรที่ไม่แปลกมากนักของคนที่นั่นที่มักจะได้รับอิทธิพลจากความคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินใจเรื่องต่างๆมากกว่าที่จะพิจารณาปัจจัยต่างๆอย่างมีเหตุและผลและนั่นในหลายครั้งก็ดูเหมือนว่าการมีวัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้ทำให้ ขาดความเคารพในสิทธิส่วนบุคคลไปอย่างง่ายดายซึ่งในทันทีที่หัวหน้าของเราได้ยินความปรารถนาดังกล่าวนั้นเธอก็บอกกับเราในทันทีว่า“คงเป็นไปไม่ได้ในเวลานี้อย่างแน่นอน”โดยเมื่อเราได้ยินคำตอบที่ห้วนๆเช่นนี้นั้นเราก็ไม่ย่อท้อที่จะถามหัวหน้าของเราด้วยความหวังว่าจะได้เห็นโอกาสและการสนับสนุนในการตัดสินใจครั้งนี้บ้างต่อไปว่า“แล้วพี่พอจะประมาณ เวลาให้น้องบ้างได้ไหมว่าเมื่อไรหรือปีไหนน้องน่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศคือว่า น้องรอได้ค่ะ”คุณพี่หัวหน้าของเราคนนี้ ก็ให้คำตอบแก่เรามาอย่างหามิได้พร้อมทั้งยังได้แสดงอาการถึงความไม่เชื่อว่าเราน่าจะทำได้ว่า “อืมมก็คิดว่าน่าจะต้องเป็นอีกประมาณสามปีข้างหน้าจึงจะอนุมัติให้ไปเรียนต่อในต่างประเทศได้”ณ เวลานั้น เราก็คิดในใจเพียงแค่ว่า“โอ้โห อีกตั้งสามปีทีเดียวดูนานไปนะ แต่ก็เอาเหอะต้องรอต่อไป ...“

อย่างไรก็ตามพอจิตใจของเราได้ถูกจุดประกายไปแล้วว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างที่สามารถนำพาชีวิตของเราให้ก้าวกระโดด ไปสู่ความฝันที่ตั้งใจได้เราก็ไม่สามารถหยุดที่จะรอจนกว่าโอกาสและเวลานั้นๆจะมาถึงด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพราะโอกาสและเวลาที่เราฝันนั้นมันจะไม่มีทางที่จะวิ่งมาหาเราเองอย่างแน่นอนน่ะสินั่นก็หมายความว่าหลังจากการคุยกับคุณพี่หัวหน้างาน และได้รับคำตอบที่ดูเหมือนโอกาสจะริบหรี่แบบนั้นแล้วเราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยากเหมือนกันที่จะยอมรับได้ทั้งนี้เพราะ ทุกคนควรจะมีอิสระและเสรีภาพที่จะคิดและวางแผนต่างๆในชีวิตของตนเองไม่ใช่หรือและหากคิดว่า ถ้าขาดเราไปสักคน ในการทำงานที่นั่นอาจจะประสบกับการทำงานที่ยากมากขึ้นก็น่าจะช่วยกันคิด วางแผนและแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน บนความเคารพในการตัดสินใจส่วนบุคคลไม่ใช่ตัดทอนกำลังใจบนท่าทีที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการที่จะสนับสนุนรวมถึงไม่มีความเชื่อว่าเราจะมีความสามารถที่จะทำให้เป้าหมายของเราประสบความสำเร็จได้อย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้ ... ดังนั้นสิ่งที่เราได้เริ่มต้นที่จะลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมในเวลานั้นก็คือการหาข้อมูลการเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ในต่างประเทศโดยทั่วไปคือจะเป็นประเทศไหนก็ได้ในโลกนี้ที่เปิดโอกาสให้สอบแข่งขันเพื่อไปเป็นนักเรียนด๊อกเตอร์นั่นเอง อืมมม … เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วเราก็ต้องยอมรับกับเพื่อนๆว่า อันที่จริงแล้วจิตใจของเราในเวลานั้นได้มีทางเลือกที่ชัดเจน อยู่แล้วบ้าง นั่นก็คือความปรารถนาที่จะไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ประเทศเยอรมนี!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เมืองสตุ๊ทการ์ทเพราะอะไรน่ะหรือ?... คำตอบนั้นคือเพราะว่าในเวลานั้นเราได้รู้จักกับ “มาร์คุส”หรือสามีชาวเยอรมัน ของเราในเวลานี้แล้วตั้งแต่2006นั่นเอง

“มาร์คุส”มีอาชีพเป็นวิศวกรด้านอุตสาหการและในเวลานั้นเขาทำงานรวมถึงเป็นอาสาสมัครของคริสตจักรแห่งหนึ่ง ในเมืองสตุ๊ทการท์ประเทศเยอรมนี เราทั้งสองคนเกิดในปีเดียวกันเดือนเดียวกันและมาร์คุสชอบพูดกับเราเสมอแม้ในทุกวันนี้ว่าเขาดีใจที่อายุมากกว่าเราแม้จะเพียงแค่สองวันก็ตาม!เราทั้งสองคนมีโอกาสได้รู้จักกันผ่านคริสตจักรและได้สานสัมพันธ์ด้วยความจริงใจที่มีต่อกันแบบคลาสสิคมากก็คือเราทั้งสองคนเขียนอีเมลล์ถึงกันในเวลานัั้นเพียงแค่วันละฉบับเท่านั้น โดยไม่มีการสนทนาทางโปรแกรมใดๆทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะแบบMSNหรือYAHOOที่มีอยู่ในสมัยนั้น(แบบว่าโบราณมากใช่ไหม)หรือโทรศัพท์ถึงกันในช่วงแรกๆที่ความสัมพันธ์ยังเป็นเพียงเพื่อนเท่านั้นเนื้อหาของอีเมลล์แต่ละฉบับก็มีลักษณะเพียงแค่ถามไถ่กันและกันเกี่ยวกับชีวิตเป็นอย่างไรบ้างสบายดีไหม การทำงานเป็นอย่างไรมีปัญหาอะไร มีอะไรให้อธิษฐานเผื่อไหมไม่มีเลยที่จะเป็นการเขียนจีบกันแบบโรแมนติคนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าเราทั้งสองคนก็เป็นผู้ใหญ่แล้วและไม่คิดที่จะมีใช้คำพูดหรืออารมณ์ที่หวือหวาง่ายๆมาทำลาย “มิตรภาพ”ที่ก่อตัวขึ้นบนความห่างไกลและความไม่แน่นอนอย่างง่ายๆ รวมถึงแต่ละคนก็มีการงานล้นพ้นมือที่จะต้องทำในแต่ละวันด้วยสำหรับรายละเอียดเรื่องความรักข้ามขอบฟ้า และความอัศจรรย์ของความรักของเราและมาร์คุสที่ถูกขีดเส้นโดยเบื้องบนแบบที่ว่าถ้าคู่กันแล้วก็จะไม่แคล้วกันของเรานั้น จะขอเล่าอย่างละเอียดให้เพื่อนๆได้ฟังกันในบทที่สองต่อไปซึ่งเรารับรองว่าเพื่อนๆจะวางหนังสือเล่มนี้ไม่ลงเลยทีเดียว

ทีนี้พอวางแผนว่าโอเค ประเทศเยอรมนีโดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยในเมืองสตุ๊ทการ์ทเนี่ยน่าจะเป็นเป้าหมายหลัก ของการสมัครสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาเอกของเรานะแบบลองดูสักตั้งว่าเรากับมาร์คุสเนี่ยน่าจะเป็นคู่แท้ ของกันและกันหรือไม่ ทั้งนี้เราก็อธิษฐานกับพระเจ้าว่าหากมาร์คุสใช่คนที่พระองค์จัดสรรให้กับชีวิตของเราอย่างแท้จริงแล้ว ก็ขอให้พระองค์อวยพรให้เราได้ไปเรียนอยู่ในเมืองเดียวกับเขาเพื่อเราและเขาจะได้รู้จักตัวตนของกันและกันอย่างแท้จริง มากขึ้นไม่ใช่เพียงแต่รู้จักกันผ่านตัวหนังสือเท่านั้นนอกจากนี้เนื่องจากเราสองคนก็มีพื้นฐานความคิดเดียวกันว่า เราทั้งสองคนเนี่ยจะไม่ผูกพันบนความพึ่งพาอะไรต่อกันเลยทั้งนี้ หากเราจะไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราได้ไปยังประเทศเยอรมนีเราก็จะไปโดยการสนับสนุนของครอบครัวของเราเองด้วยวีซ่านักเรียนของเราเอง โดยจะไม่ยอมไปแบบวีซ่าดูตัวอะไรแบบนี้ก่อนเป็นแน่และด้วยที่้้มีความเรื่องมากในแบบฉบับเดียวกันของเราทั้งคู่ ก็ยิ่งเป็นเหตุให้เราทั้งสองคนยิ่งมีความมั่นใจต่อกันมากขึ้นเท่านั้นเมื่อเราได้เห็นต่อไปว่าปลายทางต่างๆของเราเริ่มบรรจบเข้าด้วยกันแบบที่เรียกว่า“อัศจรรย์” จริงๆ

อย่างไรก็ตามเมื่อกลับเข้ามาสู่หัวข้อของการเตรียมตัวเพื่อไปเรียนต่อในต่างประเทศนั้นเราก็อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่า มันไม่มีอะไรที่มีคุณค่าที่จะสามารถคว้ามาได้อย่างง่ายดายเลยทั้งนี้เพราะ นอกจากปัญหาความไม่เห็นด้วยของ คุณพี่หัวหน้างานในองค์กรที่ใช้ลักษณะการปกครองแบบครอบครัวเช่นนี้แล้วการเตรียมตัวหรือการหาข้อมูลใน การเรียนต่อต่างประเทศนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เรียกได้ว่ากว่าเราจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จริงๆก็ใช้เวลาและ ความอดทนไม่ใช่น้อยทั้งนี้เพราะเราก็เกิดความรู้สึกกลัวว่าเราจะไม่สามารถทำได้หรือมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะทำ ความฝันนั้นให้เป็นจริงรวมทั้งในช่วงเวลานั้นเนื่องจากก็อาจเป็นที่รู้กันว่าเรานั้นได้รู้จักกับมาร์คุสซึ่งเป็นคนเยอรมันแล้ว ก็ยิ่งทำให้บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการไปศึกษาต่อในต่างประเทศของเราเกิดความเคลือบแคลงใจว่าเพราะอะไรเราจึงอยากไปเรียนต่อหรือเพราะอะไรจึงน่าจะเป็นประเทศเยอรมนีประเทศที่เราอยากไปเรียนด๊อกเตอร์กันแน่ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่เปราะบางสำหรับเรามากประเด็นหนึ่งในเวลานั้นทั้งนี้เพราะใครๆก็คงไม่ชอบที่จะถูกเข้าใจผิดหรือ ถูกตีความมากสักเท่าไหร่นักใช่ไหมความรู้สึกที่เรียกว่า “งง”กับตัวเองพอสมควรในเวลานั้นว่าตกลงแล้วเราคงจะเป็นคนที่ ไม่ดีในสายตาของคนอื่นจริงๆใช่ไหมทั้งที่ในความคิดของเราก็มีเพียงแค่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศและถ้าหากเป็นไปได้ ก็อยากไปในประเทศที่เราสามารถศึกษาชีวิตของคนที่เราประทับใจได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ความสับสนงงงวยเหล่านี้ของเรา ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อมาร์คุสเข้ามาสอนเราให้คิดว่าจริงๆ แล้วความรักกับเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่สามารถไปด้วยกันได้และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจึงจะถูกเรียกว่า“ถูกต้อง”และนั่นก็ควรที่จะสมเหตุสมผลมากพอสมควรอยู่แล้วถ้าเมื่อมีโอกาสเราก็ควรได้มารู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันรวมถึง เราทั้งคู่ก็ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นอะไรกันแล้วด้วย ทั้งนี้ มาร์คุสยังได้บอกว่าการที่เราอยากทำอะไรแต่สนใจความคิดของคนอื่นมากกว่าจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวตน ของเราไป และแน่นอนว่าจะประสบความสำเร็จได้ยาก

อืมมเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของมาร์คุสแล้วนั้นเราก็คิดตามและเห็นด้วยอย่างสุดใจแต่ก็ยังไม่วายที่จะรู้สึกสับสนและหวั่นไหวอีกพอสมควรทั้งนี้เพราะเมื่อได้มีโอกาสสื่อสารกับคุณพี่หัวหน้างานคนนั้นเกี่ยวกับเป้าหมายการไปเรียนต่อต่างประเทศ ของเราอีกครั้งเราก็บอกกับคุณพี่หัวหน้างานคนนี้ไปอย่างตรงไปตรงมาว่าการไปเรียนต่อปริญญาเอกในครั้งนี้เรามีเป้าหมายที่ประเทศเยอรมนีเป็นหลักในการสมัครเรียนและทันทีที่คุณพี่หัวหน้าคนนี้ของเราซึ่งได้รู้เรื่องราวความสัมพันธ์รักแบบ ข้ามขอบฟ้าระหว่างเรากับมาร์คุสเป็นอย่างดีก็ถามเราขึ้นมาในทันทีอย่างมีนัยยะว่า“ทำไมต้องไปประเทศเยอรมนีด้วยเราก็รู้ในทันทีว่าคนถามก็คงจะคาดหวังว่าเราจะต้องยอมรับไปอย่างสดุดีว่าเราคงอยากจะไปที่นั่นเพียงเพื่อได้พบเจอมาร์คุสเท่านั้นซึ่งเมื่อได้เจอคำถามในลักษณะเช่นนี้จากหัวหน้างานของเราเราก็อยากจะถามเธอกลับไปว่า“แล้วการที่คนเราจะมี เป้าหมายในชีวิตที่แท้จริงเนี่ยจะมีความรักบ้างไม่ได้เชียวหรือนอกจากนี้การที่เราได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า จะไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสอบได้และบินไปเรียนได้เลยทันทีซะเมื่อไรมันยังต้องมี ความยากและความท้าทายอีกมากมายที่จะต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นความยากแบบสุดยอดของข้อสอบขั้นตอนการสมัครเรียนภาษาอังกฤษที่ต้องพัฒนารวมถึงรื่องการเงินที่จำเป็นต่อการเบิกทางไปเรียนต่อในต่างประเทศอีกด้วยบางทีเราอาจจะ ไม่สามารถสอบเข้าหรือได้โอกาสไปเรียนต่างประเทศอย่างที่คาดหวังก็ได้

พอคิดมาถึงตอนนี้แล้วภายในใจของเราก็เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาทันทีพร้อมด้วยความรู้สึกและความคิดแง่ลบ หลายอย่างกับตัวเองไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกท้อถอยใจเสียใจ และสับสน กลัวการถูกตัดสินกลัวการไม่ยอมรับ กลัวความเข้าใจผิดกลัวที่จะสูญเสียชื่อเสียงที่ดีที่สะสมมานานในองค์กรแห่งนี้กลัวว่าจะเป็นแบบอย่างไม่ดีให้กับ กลุ่มเยาวชนที่เราดูแลอยู่ภายในองค์กรในเวลานั้นเหมือนกับที่คุณหัวหน้างานของเราได้เคยบอกกับเราไว้ว่าเราเป็นคนหนึ่ ง ที่อาจจะทำให้องค์กรเสียชื่อเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เราเป็นผู้หญิงไทยที่กำลังมีความรักกับชาวต่างชาติหรือที่ คนไทยชอบเรียกว่าฝรั่งนั่นเองนอกจากความหวั่นไหวในเรื่องดังกล่าวแล้วเราก็เกิดความรู้สึกดูถูกความสามารถของตนเองเกิดความคิดแง่ลบว่าเราไม่น่าที่จะมีความสามารถถึงขั้นสอบเข้าเรียนในระดับด๊อกเตอร์ได้เราช่างเป็นคนที่เพ้อเจ้อจริงๆ คิดแล้วก็ปวดใจ...แต่แล้วเมื่อคราวจะถึงทางตันในชีวิตคนอย่างเราก็มักจะเป็นประเภทที่ยิ่งแบบถูกเข้าใจผิดถูกสบประมาท และถูกทำให้เสียใจมากเท่าไรเราก็มีจุดฮึดสู้มากขึ้นเท่านั้นแบบที่เรียกได้ว่าเราก็เป็นคนที่เป็นคนจริงๆนั่นคือ เนื้อไม่ได้หุ้มเหล็กจิตใจก็ไม่ได้หุ้มเพชรเวลาที่เผชิญปัญหาและความผิดหวังเราก็อาจจะเกิดความรู้สึกเสียใจและท้อถอยใจเป็นธรรมดาแต่จุดที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่มีเพียงความฝันนั้นคือความสามารถ ที่จะชนะใจที่ท้อแท้ของตนเองได้และยืนขึ้นด้วยพลังของความคิดแง่บวกที่แสดงถึงความเคารพเหนือตนเองได้ไหม และอย่างไร?

ในช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรชัดเจนเลยสักอย่างไม่ว่าจะเรื่องเป้าหมายการไปเรียนต่อที่ไหน อย่างไร จะได้ไปไหมและความรักกับมาร์คุสยิ่งดูแล้ว ความหวังก็แสนจะเลือนลานจนถึงขนาดเราเองก็ตัดสินใจแบบกลั้นใจถามมาร์คุสว่าจะไปกันต่อดีไหม ถ้าไม่อยากไปต่อหรือรอไม่ไหว ก็เป็นเพื่อนกันดีกว่าไหมระหว่างที่ถามเขาไปนั้นเราก็แอบกลืนน้่ำตาที่แสนเค็มของตัวเอง ลงไปด้วย มาร์คุสก็แสนดีและทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมากจากการโอบกอดด้วยความคิดและคำพูดที่เต็มไปด้วยความรักของเขา ในเวลานั้นว่า ไปต่อสิและแม้เขาจะต้องรอเรานานแสนนานสักเพียงใดเขาก็จะรอ ขอบคุณนะมาร์คุสคุณคือคู่ชีวิตและเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของเราอย่างแท้จริงอย่างไรก็ดี ชีวิตของเราในเวลานั้นก็เรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลานวันต่อวันเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะก็เรียกได้ว่าหัวหน้างานของเราก็แสดงความไม่พอใจกับการตัดสินใจเรื่องเป้าหมายการไปเรียนต่อต่างประเทศ ของเราอย่างชัดเจนและมากขึ้นทุกวันที่ทำร้ายความรู้สึกมากที่สุดก็คือการที่พวกเขาได้โยงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง เรากับมาร์คุสไปในทิศทางแง่ลบบนพื้นฐานคำพิพากษาเรื่องผู้หญิงไทยกับฝรั่งตาน้ำข้าวว่าเราได้ทำให้องค์กรที่เราทำงาน อยู่ในเวลานั้นเสียชื่อเสียงเสียจริงๆในที่ประชุมงานต่างๆเรียกได้ว่าเราอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น“หมาหัวเน่า” เลยทีเดียวคือ ไม่ได้รับความสนใจใดๆทั้งสิ้น ทำดีก็เท่าตัวแต่หากผิดพลาดมาก็เจอถล่มอย่างหนักอย่างที่เพื่อนๆร่วมงาน คนอื่นๆ ก็ยังรู้สึกประหลาดใจบางวันพอประชุมงานเสร็จเราเดินกลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้าเลยทีเดียวแต่แล้ววันหนึ่งเราก็หวนคิดถึงคำพยากรณ์ของเพื่อนชาวมาเลเซียคนนั้นที่บอกกับเราว่าชีวิตเราจะเป็นเหมือนนกอินทรีตัวเล็กๆที่ปีกของมันจะขยายใหญ่มากขึ้นๆจนสามารถบินไปยังสุดขอบฟ้าได้ประกอบกับกำลังใจที่ดีและการอยู่เคียงข้างด้วยความรักและความจริงใจเสมอ ของมาร์คุสก็ทำให้เรามีแรงใจอย่างมากที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อพิสูจน์ตนเองและทำให้ความฝันของเรานั้นเป็นจริงขึ้นมา

ดังนั้นสิ่งที่เราได้เริ่มลงมือทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือการที่เราจัดเตรียมเอกสารต่างๆที่จำเป็นสำหรับการสมัครเรียน ในระดับปริญญาเอกตัวอย่างเอกสารที่สำคัญก็คือใบรับรองผลการเรียนทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท,ประกาศนียบัตร ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทซึ่งการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการเรียนและสถาบันการศึกษาทั้งในระดับปริญญา ตรีและโทนี้ทางมหาวิทยาลัยของเยอรมนีจะมีเกณฑ์การวัดระดับว่าในระดับมหาวิทยาลัยของไทยมีมหาวิทยาลัยใดบ้าง ที่มีระดับมาตรฐานเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยในเยอรมนีหรือในยุโรป หากเราไม่ได้จบในมหาวิทยาลัยที่ถือว่าอยู่ใน เกณฑ์เทียบเท่านั้นๆการสมัครเข้าเรียนก็เป็นอันว่าอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากคณะกรรมการ ประจำคณะและมหาวิทยาลัยได้ซึ่งก็เรียกได้ว่าการคัดเลือกใบสมัครในระดับนี้เป็นเพียงการคัดเลือกเบื้องต้นที่เพียงให้ คำตอบว่าเราจะสามารถผ่านเข้าไปสู่สังเวียนการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อของมหาวิทยาลัยได้หรือไม่เท่านั้นซึ่งหมายความว่าในขั้นตอนนี้ยังคงไม่มีอะไรที่จะรับรองว่าเราจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ได้หรือไม่อย่างไร เรียกได้ว่า ขั้นตอนต่างๆ กว่าจะเป็นนักเรียนด๊อกเตอร์ของที่นี่ได้นั้นไม่ง่ายเลย?อย่างไรก็ตามสำหรับในหัวข้อนี้เรียกได้ว่าโดยส่วนตัวของเรานั้น มีความมั่นใจอยู่แล้วว่าตนเองไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมหาวิทยาลัยที่เรียนทั้งในระดับปริญญาตรีและโทรวมถึงเรื่องคะแนนเฉลี่ยด้วยน่าจะผ่านฉลุยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้จดหมายแนะนำตัว หรือCoverLetterและประวัติการศึกษาและการทำงานหรือที่เรียกว่า Resume ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่ในการเขียนข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนลงไปเป็นอย่างดีและสิ่งสำคัญมากที่จะขาดไม่ได้สำหรับการสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาเอกนั้นก็คือ จดหมายรับรองจากศาสตราจารย์ที่เคยเรียนด้วยหรือ จากหัวหน้างาน ที่เคยทำงานด้วย สำหรับหัวข้อนี้เราก็ได้เอกสารต่างๆเหล่านี้มาแบบไม่ได้ลำบากอะไรแต่มาถึงจุดนี้ก็ยังอุตสาห์ที่จะมีปัญหามากวนใจอีกปัญหานั้นก็คือการที่คุณหัวหน้าคนเดิมของเรากลับไปเข้าใจว่า การที่เราได้รับการสนับสนุนเรื่อเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับการไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกในต่างประเทศจากองค์กรนั้นเกิดจากการที่เราได้ใช้เล่ห์กลต่างๆหลอกล่อ ให้หัวหน้าระดับสูงขององค์กรเขียนจดหมายรับรองการไปเรียนต่อต่างประเทศหรือ Lettersof Recommendation ให้แก่เราพอเราได้ทราบข่าวดังกล่าวเราก็เกิดอาการพูดไม่ออกและบอกไม่ถูกเลยทีเดียวทั้งนี้เพราะ ในความจริงแล้วเราก็ทำงาน ในองค์กรนี้มานานและอย่างที่เกริ่นไปในข้างต้นแล้วว่าวิถีการทำงานของเรานั้นก็ไม่ได้อยู่ในระดับปลายแถวและจัดว่า ตัวเราเองนั้นก็มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับทั้งจากหัวหน้างานในระดับสูงเพื่อนร่วมงาน และทีมงาน ที่ทำงานด้วยกัน อยู่เสมอการขอจดหมายรับรองในครั้งนี้ของเราก็กระทำโดยเข้าตามตรอกออกตามประตูอย่างดีทุกอย่างพี่ๆ เพื่อนๆร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับการทำจดหมายรับรองการไปเรียนต่อในต่างประเทศในครั้งนี้ก็ร่วมยินดีและสนับสนุนเราเป็นอย่างดีและที่สำคัญบรรดาหัวหน้างานในระดับสูงขององค์กรเหล่านั้นที่รับรองเรื่องการออกจดหมายรับรองการไปเรียนต่อให้กับเรานั้น ล้วนเป็นบุคคลที่น่านับถือมีสติปัญญาและความสามารถในระดับสูงทั้งสิ้นหากเรามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่ดีจริงๆ พวกท่านเหล่านี้ืคงจะไม่ออกจดหมายให้เราอย่างง่ายๆ นอกจากนี้ เท่าที่รู้ๆมาจากเพื่อนๆ ร่วมงานในเวลานั้น ท่านผู้นำองค์กรเหล่านี้ก็ยังแสดงอาการละเลยต่ออีเมลล์ของหัวหน้าผู้ที่่เข้าใจว่าเราได้จดหมายรับรองการไปเรียนต่อจากองค์กรด้วยเล่ห์กลนั้นด้วยการไม่สนใจที่จะอ่านเนื้อหาต่างๆที่หัวหน้าคนนี้ได้พยายามเขียนเกี่ยวกับตัวเราในแง่ลบเลยรวมถึงยังได้คุยกันในองค์กรอีกว่าประเด็นที่ถูกเขียนขึ้นมาในอีเมลล์ฉบับนั้นช่างไม่มีสาระเสียจริงซึ่งก็เป็นอันว่าสถานการณ์ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้ถูกช่วยกู้เป็นอย่างดีอีกครั้งและมาถึงตอนนี้ โดยทั่วไปเราก็เกิดความรู้สึกที่้ฮึกเหิมมากขึ้น ภายในจิตใจและไม่ได้รู้สึกต้องจมปลักอยู่กับความเสียใจและหมดกำลังใจอีกต่อไปแล้วแต่หากจะเปรียบกับการร้องเพลงเราก็อยากจะเลือกเพลงนี้“ก็เรามันสู้คน” ขึ้นมาร้องเลยทีเดียว(กี่ปีมาแล้วเนี่ยเพลงนี้ !!!)

ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญมากสำหรับการสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาเอกก็คือการเขียนโครงงานวิจัยในหัวข้อที่ต้องเป็นที่สนใจของทั้งตัวเราเองและศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เราสนใจจะทำงานวิจัยร่วมด้วยพอมาถึงตรงนี้ก็อยากจะอธิบายเพิ่มเติมว่าในประเทศเยอรมนีนั้นจะมีระบบการเรียนในระดับปริญญาเอกที่ค่อนข้างแตกต่างกับประเทศอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่ใช้ระบบการศึกษาแบบอเมริกันนั่นก็คือการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีจะไม่มีชั้นเรียนใดๆ เพื่อปูพื้นฐานสู่การเขียนงานวิจัยเลยดังนั้น สิ่งที่ต้องเน้นทำเป็นอันดับแรกก็คือการติดต่อศาสตราจารย์ที่คาดว่า จะมีความสนใจในโครงงานของเราเป็นการส่วนตัวเสียก่อนหากศาสตราจารย์ท่านนั้นๆสนใจในงานวิจัยของเราจริงๆ ก็จะออกจดหมายรับรองที่ได้การอนุมัติจากภาควิชาและคณะนั้นให้แก่เราเพื่อให้เราได้เดินทางมาแสดงตัวตนกับท่าน หรือติอต่อเพื่อให้เราส่งเอกสารสำคัญต่างๆสำหรับการสมัครเข้าเรียนมาให้ท่านได้พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการในคณะ และภาควิชาต่อไปโดยศาสตราจารย์ร่วมด้วยคณะกรรมการประจำภาควิชาและคณะเหล่านี้ก็จะพิจารณากันว่ามีความเป็น ไปได้หรือไม่และด้วยเงื่อนไขใดที่จะสามารถบรรจุเราให้เป็นนักศึกษาปริญญาเอกในคณะได้ทั้งนี้สำหรับนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ก็จะต้องสอบปากเปล่าในวิชาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยสองวิชาโดยกำหนดเวลาให้ 30นาทีต่อหนึ่งวิชาหลังจากนั้น หากสอบผ่านการสอบปากเปล่าทั้งสองวิชาแล้ว(ย้ำว่าต้องผ่านทั้งสองวิชาก่อน)ขั้นตอนต่อไปของการสอบคัดเลือก ให้เป็นนักเรียนด๊อกเตอร์ในประเทศเยอรมนีนี้ก็คือการเขียนงานในระดับเทียบเท่าปริญญาของเยอรมนีในสมัยก่อนที่เรียกว่าDiplomarbeitอีกจำนวน60หน้าทั้งนี้หัวข้อสำหรับการเขียนงานในระดับนี้ก็ควรจะเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ที่เรามีความสนใจหรือได้เสนอโครงการไปแล้วในเบื้องต้นกับศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเรานั่นเองโดยทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า จะต้องเขียนให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนดหากผ่านขั้นตอนนี้ไปได้เราก็จะได้สถานะที่เรียกว่านักศึกษาปริญญาเอกหรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่าDoktorandหรือDoktorandinซึ่งขั้นตอนทั้งหมดเหล่านี้เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่าAnerkennung หรือการเทียบเท่าซึ่งเท่าที่บรรยายให้เพื่อนๆฟังมาทั้งหมด ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ ดูซับซ้อนและไม่ง่ายเลยใช่ไหม เราก็ขอรับรองจากประสบการณ์จริงๆของตัวเองเลยว่ามันเป็นประสบการที่ยากมากอย่างน่าประทับใจจริงๆที่เรา สามารถผ่านมาโดยมาร์คุสในฐานะที่เป็นคนเยอรมันได้รับรองในเรื่องนี้กับเราว่าขนาดคนเยอรมันเองนั้นก็ไม่ใช่ทุกคน ที่อยากเรียนในระดับปริญญาเอกจะได้รับการยอมรับให้ได้เรียนนะ!

ก่อนที่จะไปดูกันว่าแล้วเราผ่านขั้นตอนที่สุดหินของการสอบเข้าเรียนต่อในระดับด๊อกเตอร์ในประเทศเยอรมนีมาได้อย่างไร เราก็ขออธิบายก่อนว่าการเรียนปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีเนี่ยคนที่นี่ถือว่ามันไม่ใช่ระดับการศึกษาที่เป็น“การเรียน” นะ แต่มันเป็นการค้นคว้าเพื่อหาความสุดยอดทางวิชาการและความสามารถที่จะนำเสนอออกมาเป็นผลงานวิจัยของตนเอง โดยทั้งนี้ต้องทำงานร่วมกันกับศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราดังนั้นความยากของการเรียนในระดับนี้ของที่นี่้จึงอยู่ที่ “หนึ่ง: ไม่มีชั้นเรียน”และ “สอง: นักเรียนด๊อกเตอร์ของที่นี่ต้องทำการศึกษาค้นคว้าและบริหารเวลาด้วยตัวเอง” ซึ่งเอาเข้าจริงๆในความคิดเห็นส่วนตัวของเราเองเราก็ชอบระบบการเรียนปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีมากทั้งนี้เพราะระบบดังกล่าวได้ให้อิสระมากพอแก่นักศีกษาด๊อกเตอร์ในการจัดการรับผิดชอบกับตัวเองทั้งในเรื่องการบริหารเวลา และเสนอแนวคิดอย่างเป็นอิสระให้กับงานวิจัยของตนเองอีกทั้งในแนวทางดังกล่าวยังช่วยให้นักศึกษาด๊อกเตอร์เหล่านี้ ได้ฝึกความเป็นผู้ใหญ่ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองซึ่งศาตราจารย์ที่ปรึกษาก็คงช่วยแนะแนวทางการทำงานวิจัยบ้างแต่เอาเข้าจริงๆหากไม่มีการสัมมนาเสนอหัวข้อและงานวิจัยประจำสัปดาห์เราก็จะได้พบและพูดคุยกับศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราโดยเฉลี่ยเพียงแค่หนึ่งครั้งต่อหนึ่งเทอมการศึกษาเท่านั้นเองครั้งหนึ่งเราก็เดินๆอยู่หน้าห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัย และก็โดยความบังเอิญเราก็เห็นศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราซึ่งกำลังเดินอย่างเร่งรีบอยู่บริเวณนั้นพอดีเราก็รู้สึกดีใจ ที่จะมีโอกาสได้ทักทายท่านสักหน่อยเพราะโอกาสที่จะได้พบเจอท่านบ่อยๆก็คงมีไม่มาก ดังนั้นเราก็เลยเดินเข้าไปหา ท่านอย่างทันทีโดยคิดเพียงแค่ว่าจะทักทายท่านแบบสั้นๆเท่านั้นเองแต่ศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเรานั้นอาจจะเข้าใจเรา ผิดไปว่าเราน่าจะมาขอคำปรึกษาเรื่องงานวิจัยกับท่านในเวลานั้นท่านก็เลยรีบบอกเราในทันทีอย่างตรงไปตรงมาสั้นๆว่า “ไม่มีเวลาและเดินอย่างรีบเร่งจากเราไปในทันที

จากที่กล่าวมาในเบื้องต้นนี้จึงสรุปได้ว่าด้วยลักษณะการทำงานวิจัยระดับปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการเรียนต่อในระดับแห่งความสุดยอดในประเทศแห่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยโดยความหินแบบสุดยอดนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ระบบการสอบเข้าเลยทีเดียวระบบการสอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาเอกในประเทศแห่งน้ำเบียร์นี้ จัดว่าไม่ใช่ลักษณะของการสอบแข่งขันโดยตรงแต่เป็นลักษณะของการค้นหาและการได้รับการยอมรับจากศาสตราจารย์หรือบิดาทางวิชาการหรือที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่าDoktorvaterเสียก่อนนั่นเองซึ่งต้องยอมรับว่าการค้นหาศาสตราจารย์ ที่ว่านี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยากมากแล้วทั้งนี้เพราะการค้นหานั้นต้องมีศูนย์กลางอยู่ที่ความสามารถที่จะค้นพบศาสตราจารย์หนึ่งๆในสาขาวิชาที่เราสนใจก่อนรวมถึงศาสตราจารย์ท่านนี้ต้องตอบรับความสนใจในหัวข้อหรือประเด็นทางวิชาการที่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับเราด้วยโดยทั้งนี้ต้องตระหนักว่าการที่ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งๆได้ให้ความสนใจกับข้อเสนองานวิจัยของเรานั้น ท่านจะให้ความสนใจในลักษณะที่ต้องการ“ร่วมงานกับเรา” นั่นหมายความว่าหากศาสตราจารย์ท่านหนึ่งๆแสดงความสนใจที่จะยอมรับข้อเสนองานวิจัยของเรานั้นท่านจะไม่ได้ยอมรับเราในฐานะ“นักเรียน” ตามที่เรามักจะเข้าใจว่าเราต้องมารับวิชาจากอาจารย์เท่านั้นนะแต่ท่านจะยอมรับเราในฐานะ"ผู้ร่วมงาน"ต่างหากนั่นหมายถึงเราต้องมีความสามารถและความมั่นใจอย่างเพียงพอที่จะนำเสนอผลงานวิชาการรวมถึงมีลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ทางวิชาการที่ไม่เพียงคาดหวังที่จะมารับประโยชน์และความรู้จากการเรียนในระดับปริญญาเอกที่นี่เท่านั้นแต่เราควรจะมีความคาดหวังที่จะให้และมุ่งที่จะเพิ่มพูน ความรู้ แนวคิดใหม่ๆทางวิชาการที่น่าสนใจให้กับศาสตราจารย์ภาควิชา คณะที่เราศึกษารวมถึงสังคมทางวิชาการของเรา ณ ที่นั้นๆ อีกด้วย ดังนั้นด้วยเหตุนี้การที่จะสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีนี้จึงมีความยากตั้งแต่ ในระดับเริ่มแรก นั่นก็คือการที่เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าหัวข้องานวิจัยที่เราได้นำเสนอต่อศาสตราจารย์ท่านหนึ่งๆไปนั้น มีความน่าสนใจเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจและได้รับการยอมรับให้ร่วมงานกับท่านหรือไม่ถ้าไม่แล้ว ขั้นตอนต่อๆ ไป ก็คงมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้ทดลองความรู้กัน

ทีนี้พอเราผ่านความยุ่งยากของปัญหากวนใจที่เกิดจากการที่ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจผิดหรือมีอคติในส่วนตัวของใครก็ตาม เราก็รักษาใจไม่ให้หวั่นไหวหรือเลิกรารวมถึงยังคงเดินหน้าต่อด้วยการสานฝันให้เป็นจริงต่อไปโดยสิ่งที่เราได้ลงมือ ทำในเวลานั้นคือการออกแบบและเขียนโครงร่างนำเสนองานวิจัยในระดับปริญญาเอกซึ่งก็เรียกได้ว่า เราได้ใช้วิชา ความรู้ความสามารถรวมถึงประสบการณ์ทั้งหมดของการเป็นนักวิชาการสายสังคมศาสตร์มานานหลายปีมากลั่นกรอง เป็นโครงร่างงานวิจัยหนึ่งชิ้นในภาษาอังกฤษด้วยความพยายามอย่างมากที่จะให้สมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเสร็จจากขั้นตอนนี้แล้วเราก็จัดการค้นหามหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศเยอรมนี รวมถึงในประเทศต่างๆในยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์,นอร์เวย์,สวีเดนเป็นต้น อีกด้วยแต่เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นความสำคัญอันดับแรก ในจิตใจของเราก็คือมหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ทแห่งเมืองสตุ๊ทการ์ทประเทศเยอรมนีบวกกับความสำคัญของคำอธิษฐานของเราต่อพระเจ้าที่ว่าหากมาร์คุสใช่คนที่เป็นคู่ของเราจริงๆก็ได้โปรดเถิดพระเจ้าได้โปรดอวยพรให้เราได้ไปเรียนด๊อกเตอร์ที่นั่นและได้รู้จักมาร์คุสแบบตัวตนจริงๆมากขึ้นในดินแดนแห่งพญานกอินทรีนี้ที่มีเมืองน่ารักเมืองหนึ่งมีม้าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อว่า “สตุ๊ทการ์ท” ด้วยเถิดเราอธิษฐานทุกวันแบบนี้ทุกวันบนความแน่นอนที่ว่าเราได้ทำส่วนของเราอย่างเต็มที่และสุดกำลังไปด้วย

และแล้วหนึ่งในบรรดาสิ่งอัศจรรย์บนพื้นฐานความพยายามอย่างสุดกำลังที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราก็คือการที่ศาสตราจารย์ ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ทตอบรับที่จะเป็นบิดาแห่งวิชาการหรือDoktorvaterให้กับเราถือว่าเป็นข่าวดีที่เราสามารถกรีดร้องได้อย่างเสียงดังเลยทีเดียวเชียวและสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่ทำให้จิตใจภายในของเรายินดีมากก็คือศาสตราจารย์ ท่านนี้ถือได้ว่าเป็นศาสตราจารย์ท่านแรกในบรรดาหลายๆท่านจากหลายๆมหาวิทยาลัยในหลายประเทศที่เราได้เขียนอีเมลล์ติดต่อไปคงไม่ต้องบรรยายใช่ไหมว่าเรารู้สึกดีใจมาก แต่ด้วยความดีใจนี้ก็ยังต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่รบกวนใจ จากคุณหัวหน้าคนเดิมของเราอีกครั้งซึ่งแทนที่พวกเขาจะร่วมแสดงความยินดีกับเรารวมถึงแสดงความยอมรับในศักยภาพ ที่มีอยู่ของเราผ่านผลลัพท์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นความคิดว่าการที่งานวิจัยของเราได้รับการยอมรับจากศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ทท่านนี้น่าจะเกิดจากการที่มาร์คุสซึ่งเป็นคนเยอรมันได้ช่วยใช้เส้นสาย(อันไม่ค่อยจะมี)ของเขา มาช่วยให้เรามีโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยแห่งนี้พอเราได้ทราบข่าวนี้เราก็เกิดความเศร้าในใจ อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พบว่าพวกเขายังได้เขียนอีเมลล์เกี่ยวกับความคิดเห็นของพวกเขาเช่นนี้และยังได้ แพร่กระจายอีเมลล์ฉบับนี้ไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเราในเวลานั้นอีกด้วยเรียกได้ว่า เราก็ต้องเผชิญกับ ความยุ่งยากใจซึ่งอาจจะนำความเข้าใจผิดและการตัดสินจากสังคมมาสู่ชีวิตเราอีกครั้งโดยไม่มีการพูดคุย สอบถามหรือ ให้ความเป็นธรรมกับเราในเรื่องนี้ทั้งสิ้นลองคิดดูว่า หากในเวลานั้นจิตใจของเราไม่แข็งแกร่งและยึดมั่นในเป้าหมายอย่างแท้จริงเราก็คงเลิกราไปนานแล้วกับความตั้งใจในชีวิตต่างๆที่มี ในกรณีดังกล่าวนี้เราก็ขออธิบายว่าสิ่งที่พวกเขาปรามาสนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดทั้งนี้เพราะมาร์คุสในเวลานั้นเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง และที่สำคัญ การกล่าวหาเช่นนี้นอกจากจะกระทำเพราะมีอคติแล้วยังแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ขาดความรู้ความเข้าใจในสังคมและ คนเยอรมันอย่างแท้จริงทั้งนี้เพราะจำนวนเปอร์เซ็นคอร์รัปชั่นในสังคมเยอรมันนั้นจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมากและโดยลักษณะธรรมชาติของคนเยอรมันแท้ๆโดยส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้เส้นสายในการทำงานนอกจากความรู้ความสามารถที่แท้จริงเท่านั้นและนี่ก็เป็นเหตุทำให้ประเทศของพวกเขาเจริญเนื่องจากเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสามารถไม่ใช่เส้นสาย และสังคมของพวกเขาเรียนรู้ที่จะเคารพกฏหมายและกฏเกณฑ์ต่างๆเหนือสิ่งอื่นใดด้วยนั่นเองอย่างไรก็ดี หากเหตุการณ์ เช่นนี้ได้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆบ้าง ไม่มากก็น้อยเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆที่จะบอกว่า จงให้ความสนใจกับคนที่รักเราและ คนที่เรารักเถิด เพราะคนที่เขาไม่รักเราไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางที่จะรักและหวังดีกับเราได้อย่างง่ายๆรวมถึง วันเวลาย่อมจะพิสูจน์ตัวเราเองเหมือนกับคำกล่าวคลาสสิคที่ว่า“ระยะทางพิสูจน์ม้าวันเวลาพิสูจน์คน”และด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้เราปรารถนาที่จะเขียนหนังสือที่เป็นบันทึกแห่งชีวิตของเราเล่มนี้ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่อยากเป็นส่วนหนึ่ง จากชีวิตที่เล็กน้อยนี้ที่อาจจะสามารถจุดประกายไฟในใจของเพื่อนๆให้ลุกขึ้นได้ด้วยความเชื่อและพลังแห่งความคิดแง่บวก เหนือเป้าหมายต่างๆในชีวิตที่บอกว่า “คุณทำได้

ที่นี้พอโครงร่างการวิจัยที่ได้นำเสนอไปได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากศาสตราจารย์ที่เรียกได้ว่าท่านเป็นที่รักและ เคารพภายในใจของเราเสมอเราก็อยากบอกว่าความอัศจรรย์และการท้าทายจากความจำกัดและปัญหาต่างๆก็ยังไม่หมดไป ทั้งนี้เพราะศาสตราจารย์ท่านนี้ก็อยากเจอตัวเราแบบเป็นๆเพื่อจะสัมภาษณ์และวัดความรู้ความสามารถของเราก่อน ที่จะดำเนินเรื่องอย่างเป็นทางการกับมหาวิทยาลัยให้กับเราเห็นไหมว่ามาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่มีอะไรที่จะรับรองได้เลยว่า เราจะได้เรียนปริญญาเอกในประเทศเยอรมนี!ทีนี้ก็เป็นเรื่องล่ะสิทั้งนี้เพราะเท่าที่รู้กันอยู่ว่าการทำงานที่เกี่ยวกับการอุทิศ ตัวเพื่อสังคมนั้นค่าตอบแทนแต่ละเดือนก็คงมีไม่มากครอบครัวก็ด้วยกล่าวคือพ่อกับแม่ของเรานั้นมีลูกหลายคน ครั้นที่จะเอ่ยปากขอไปประเทศเยอรมนีแบบกระทันหันเป็นครั้งๆไป โดยไม่มีอะไรที่รับรองว่าจะประสบความสำเร็จกลับมานั้นเราก็ต้องคิดเยอะเช่นกันอย่างไรก็ตามความอัศจรรย์ในชีวิตก็มีไม่สิ้นสุดตราบที่เรายังคงมีความหวังและความปรารถนา ที่แรงกล้าที่จะพิชิตความฝันนั้นๆสิ่งที่อัศจรรย์ในเวลานั้นก็คืออยู่ๆ ในกลางเดือนพฤษภาคมปี 2008เราก็ได้รับเชิญ ให้เข้าร่วมการแข่งขันในด้านความรู้ที่เกี่ยวกับการเมืองจากองค์กรทางการเมืองที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแห่งหนึ่งของ ประเทศเยอรมนีซึ่งมีสาขาอยู่ในประเทศไทยโดยการแข่งขันความรู้ด้านการเมืองในครั้งนี้เนี่ยไม่ได้ทำการแข่งขันเพียงแค่ ในกลุ่มคนไทยด้วยกันเองเท่านั้นแต่ระดับของการแข่งขันนั้นขยายขอบเขตไปถึงในระดับเอเชียเลยทีเดียวโดยกติกาของ การแข่งขันก็คือทุกๆ วันในระยะเวลาหนึ่งเดือนผู้เข้าแข่งขันต้องเข้ามาล๊อกอินในเว๊ปไซต์ขององค์กรเพื่อศึกษาข้อมูลและความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยตามที่องค์กรได้กำหนดไว้ให้โดยในแต่ละวันจะมีคำถามให้ผู้เข้าแข่งขันได้ตอบคำถามและอภิปรายออนไลน์กับผู้เข้าแข่งขันอื่นๆทั้งที่มาจากประเทศไทยด้วยกันและกับชาติอื่นๆผู้ที่ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ จะไดัรับเชิญให้เดินทางไปร่วมสัมมนาในประเทศเยอรมนีร่วมกับเพื่อนๆผู้ชนะการแข่งขันชาติอื่นๆอีกประมาณ 20กว่าคน เป็นเวลา 2สัปดาห์โดยทางองค์กรนี้จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางค่าที่พัก ค่าอาหาร รวมถึง แม้แต่ค่าใช้จ่ายประจำวันหรือที่เรียกว่าพ๊อกเก็ตมันนี่ อีกด้วย

สำหรับเพื่อนๆหากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็น่าจะเดาได้ว่าผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้คือใครใช่ไหมถูกต้องแล้ว เราเองที่เป็นผู้ชนะการแข่งขันความรู้ด้านการเมืองแบบออนไลน์ในครั้งนี้และเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงคนเดียว ที่ได้เดินทางไปยังประเทศเยอรมนีเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาในหัวข้อการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์(เน้นเรื่องการเมือง) ในเมืองโคโลญจ์ซึ่งสิ่งที่ยิ่งอัศจรรย์ไปมากกว่าการได้ไปร่วมสัมมนาถึงเมืองนอกเมืองนาในครั้งนี้ก็คือช่วงเวลาที่เราได้เดินทางไปประเทศเยอรมนีจากการชนะการแข่งขันการตอบคำถามทางการเมืองในครั้งนี้นั้นเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับวันเวลา ที่ศาสตราจารย์ของเราต้องการให้เราไปพบเป็นการส่วนตัวอย่างพอดิบพอดี!ซึ่งการเดินทางไปพบศาสตราจารย์ของเรา ในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรทางการเมืองที่เราได้ไปร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นอย่างดีและด้วยความเป็นมิตร อย่างสูงอีกด้วยต้องขอขอบคุณจากใจและด้วยความระลึกถึงอีกครั้ง

หลังจากที่ได้ไปพบศาสตราจารย์ที่มีความสนใจในโครงร่างงานวิจัยของเราที่มหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ทแล้วเราก็ได้รับ คำแนะนำว่าจะต้องเตรียมตัวสอบปากเปล่าสองวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยโดยท่านศาสตราจารย์ ได้เขียนรายชื่อหนังสือให้กับเราเพื่อให้เราไปค้นคว้าศึกษาด้วยตนเองโดยมีเงื่อนไขว่าเราจะต้องกลับมาประเทศเยอรมนี อีกครั้งในอีก 3เดือนข้างหน้าเพื่อมาดำเนินการสอบอย่างเป็นทางการหากสอบไม่ผ่านนั่นก็หมายความว่าเราก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จที่จะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่นี่และจะต้องกลับบ้านสถานเดียวเท่านั้น!

ในที่สุดเมื่อสัมมนาจากองค์กรทางการเมืองนี้ได้สิ้นสุดลงในประมาณกลางเดือนกรกฎาคมปี 2008เราก็เดินทางกลับประเทศไทยโดยอย่างที่ได้เล่าให้เพื่อนๆฟังในข้างต้นว่าเราจะต้องเดินทางกลับมายังประเทศเยอรมนีอีกครั้งในอีกสามเดือนข้างหน้านั่นก็คือในเดือนตุลาคมเพื่อทำการสอบปากเปล่าวิชาสองวิชาคือ วิชา การเมืองเปรียบเทียบและทฤษฎีการเมืองหากสอบไม่ผ่านเราก็ต้องกลับประเทศไทยสถานเดียวทั้งนี้เพราะวีซ่าที่เราได้รับในเวลานั้นเป็นเพียงวีซ่าชั่วคราวสามเดือนเท่านั้นเองจำได้เป็นอย่างดีว่าวันที่7ตุลาคมปี 2008คือวันที่เราเดินทางกลับมายังประเทศเยอรมนีอีกครั้งหนึ่ง โดยมีกระเป๋าใบที่สำคัญที่สุดในชีวิตในเวลานั้นก็คือกระเป๋าใบที่บรรจุบรรดาหนังสือต่างๆสำหรับใช้ในการสอบปากเปล่านั่นเอง!

พอเดินทางจากสนามบินเมืองมิวนิคมาถึงสถานีรถไฟประจำเมืองสตุ๊ทการ์ทในเวลาประมาณเกือบสองทุ่มในเวลานั้น มาร์คุสก็มารอรับเราด้วยใบหน้าทีเปื้อนยิ้มที่แสนหวานของเขาพอทักทายกันแบบเขินๆ เสร็จแล้วมาร์คุสก็พาเราไปยังหอพักนักศึกษาซึ่งเขาอุตสาห์เป็นธุระในการติดต่อประสานให้โดยเราได้ห้องพักจำนวนสองห้องนอนซึ่งเพื่อนร่วมหอพักของเรานั้นเป็นเพื่อนสาวชาวจีนที่นิสัยดีมากอีกทั้งยังเป็นคริสเตียนอยู่คริสตจักรเดียวกับมาร์คุสในเวลานั้นอีกด้วยทุกอย่างดูดีไปหมดแบบว่าหากไม่มีแรงกดดันว่าถ้าเราสอบไม่ผ่านก็ต้องกลับประเทศไทยในทันที!นั้นก็เรียกได้ว่า ชีวิตใหม่ในต่างแดนนี้ ช่างมีความสุขมากเสียจริงๆอย่างไรก็ดีเมื่อกลับมาสู่โหมดแห่งความเป็นจริงที่แสนจะกดดันนั่นก็คือ สิ่งที่เราต้องทำ เป็นส่วนใหญ่เลยในเวลานั้นก็คือการที่เราต้องอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนรวมถึงการที่เราต้องเข้านอกออกในห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัยเป็นประจำเพื่อทำการค้นคว้าและเตรียมตัวไปสู่การสอบปากเปล่าที่แสนจะระทึกในเวลาอันใกล้โดยที่เวลานั้น เราก็ดำรงสถานะเป็นเพียงแค่คนนอกที่ไม่ใช่นักศึกษาของสถาบันแต่อย่างใดเท่านั้นสิ่งที่ค้นพบกับตัวเองไปพร้อมกับความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในเวลานั้นนั่นก็คือเมื่อเราอ่านไปอ่านมาก็พบว่ายิ่งอ่านเท่าไรเราก็ยิ่งไม่เข้าใจและ ไม่เกิดความจดจำอะไรแต่อย่างไรเลยทั้งนี้เนื่องหนังสือวิชาการที่เราอ่านนั้นเป็นที่แน่นอนว่าทุกเล่มถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษและบางเล่มเขียนด้วยภาษาอังกฤษในแบบฉบับที่เรียกว่าเข้าใจได้ยากมากทั้งนี้เป็นเพราะความรู้เชิงนามธรรมที่ต้องสร้างภาพและสัญลักษณ์ในสมองเสียก่อนแล้วค่อยแปลเป็นความเข้าใจตามมาและความยากก็ยังอยู่ที่คำศัพท์เทคนิคต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออธิบายทฤษฎีเฉพาะต่างๆของวิชาการเมืองเปรียบเทียบและทฤษฎีการเมืองซึ่งเราไม่ได้จบเอกในด้านเหล่านี้มา โดยตรงเสียด้วย!แม้ว่าจะมีความมั่นใจบ้างนิดหน่อยที่เกิดจากประวัติการเรียนที่เราภูมิใจนั่นก็คือ ตอนสมัยที่เรียนปริญญาตรีนั้นเราเป็นเพียงคนเดียวในท่ามกลางนิสิตจำนวน100กว่าคนของภาควิชารัฐศาสตร์ในเวลานั้นที่ได้เกรดAในวิชาทฤษฎีการเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าอาจารย์ประจำวิชามักจะให้คะแนนแบบว่าโหดมากและเกรดอันดับสองของวิชานี้มีเพียงBเท่านั้นไม่ใช่ B+ อย่างไรก็ตามเรามีเวลาในการเตรียมตัวสอบในครั้งนี้เพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น!

ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ง่ายเช่นนี้เราก็เกิดความรู้สึกเครียดและเกิดความกลัวว่าเราจะไม่สามารถผ่านการสอบปากเปล่าในครั้งได้และต้องเดินทางกลับประเทศไทยในที่สุดแล้วจะทำอย่างไรดี!อย่างไรก็ตามด้วยเลือดนักสู้ที่ไม่ค่อยจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ เราก็พยายามสร้างแรงใจให้กับตัวเองและพลันนึกได้ว่าที่จริงตัวเองก็เคยมีประสบการณ์มาก่อนว่าตอนที่เราอยู่ ม.6นั้น เราเคยท่องจำหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีความหนากว่า500หน้าเกือบทั้งเล่มได้และเกิดแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นได้ว่า การท่องจำยั้น มักจะนำมาซึ่งความจำและความจำ หากหมั่นคิดวิเคราะห์ต่อไปมันก็จะนำมาซึ่ง “ความเข้าใจ” และด้วยความเข้าใจนี้แหละจะนำมาซึ่งความสามารถในการตอบคำถามแบบฉลาดที่สร้างความกระจ่างแบบเข้าถึงข้อมูลจริงๆ ได้รวมถึงยังสามารถเชื่อมโยงความรู้แบบนักคิดนักวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดีแบบที่ไม่ได้เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาจำเพียงอย่างเดียว อีกด้วย เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วแรงจูงใจของเราก็พุ่งสูงเลยทีเดียวในลักษณะที่ว่า เอาอะไรมาฉุดเราไว้ก็จะรั้งความอุตสาหะ ของเราที่ต้องการจะชนะตัวเองและเชื่อว่าจะผ่านการสอบปากเปล่าครั้งนี้ไปไม่ได้ สิ่งที่เราลงมือทำภายหลังที่ลุกขึ้นฮึดสู้ บนยุทธวิธีดังกล่าวคือการที่เราจัดการย่อเนื้อหาสำคัญจากหนังสือทฤษฏีต่างๆแบบว่ามีเป้าหมายคือการย่อหนึ่งบทความ ให้อยู่ในจำนวนเพียงหนึ่งแผ่นกระดาษA4เท่านั้นและเนื้อหาของการสรุปความนั้นจะต้องอยู่ในในลักษณะแบบข้อความสำคัญที่พอเห็นเราเห็นกระดาษ A4ที่เราเขียนเนื้อหาไว้แล้วเราจะเห็นรายละเอียดของใจความสำคัญที่หมดของบทความและ วิชานั้นๆแบบเหมือนเรดาร์ปรากฏแบบดิจิตอลขึ้นมาในสมองทันทีเลยไม่น่าเชื่อว่าด้วยวิธีการดังกล่าวนี้นั้นได้ผลลัพท์ที่ดี มากจริงๆโดยเราได้ท่องจำและทำความเข้าใจแบบทบทวนเนื้อหาต่างๆแบบทั้งวัน ทั้งคืนกิน นอน เข้าห้องน้ำ นอนหลับ และฝันถึงข้อสอบทั้งสองวิชากันเลยทีเดียวทั้งนี้รวมถึงเวลาที่ได้เจอมาร์คุสนั้นเราก็ขอร้องให้มาร์คุสทดสอบตั้งคำถาม ตามแผ่นวิชาที่เราได้สรุปความไว้ทุกครั้งเพื่อเราจะได้ลับฝีมือของเราก่อนที่เวลาแห่งการสอบจริงๆจะมาถึง ซึ่งมาร์คุสก็สนับสนุนเราด้วยความเต็มใจเป็นอย่างดีในที่สุดความสามารถที่แท้จริงก็สร้างความมั่นใจที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ จนมาร์คุสต้องยอมรับกับเราว่าในช่วงแรกๆ ของการเตรียมตัวสอบปากเปล่าของเรานั้นเขาก็ยังมีความไม่มั่นใจว่า เราจะสอบผ่านไหม แต่ ณเวลานี้ เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเราจะสามารถทำได้!โดยในส่วนตัวของเราในเวลานั้น ความมั่นใจที่มากขึ้นอันเกิดจากความรู้ความเข้าใจในเนื้่อหาที่ศึกษาที่เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างแม่นยำของเรานี้ได้พัฒนากลายเป็นความรู้สึกที่เราอยากที่จะทำข้อสอบแทบทุกวันเลยทีเดียวในลักษณะความคิดที่ว่า“...มาเลยเจ้าข้อสอบมาเลยเราจะพิสูจน์ให้เจ้าดู!!!“

ในที่สุดวันและเวลาหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราก็มาถึง…

กลางเดือนพฤศจิกายนปี 2008เราจำได้ว่าในวันสอบปากเปล่าวิชาแรกคือ วิชาทฤษฎีการเมืองนั้นเราตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่เลยและตั้งใจไม่จับเอกสารใดๆที่เกี่ยวกับวิชานี้อีกเลยในเวลานั้นทั้งนี้เพราะเราคิดและรู้สึกว่าเรามีความมั่นใจแล้วอย่างเต็มเปี่ยมเกิน100%ที่จะพิชิตวิชานี้ให้ราบคาบแล้วและสิ่งที่ช่วยเราเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้มากขึ้นอีกในเวลานั้นก็คือ ความตั้งใจที่จะแต่งตัวให้สวยเป็นพิเศษในวันสอบวันแรกนี้เราใส่สูทสีดำ กรีดตาอย่างเฉียบคมมาด้วยนะก่อนถึงเวลาเข้าสอบเพียงเล็กน้อยก็ส่งข้อความหามาร์คุสซึ่งกำลังทำงานอยู่ในเวลานั้นว่าเราพร้อมแล้ว ช่วยอธิษฐานเผื่อเราด้วย!นี่ถ้าไม่รวมว่า เราหลงทางนิดหน่อยก่อนจะไปถึงห้องของภาควิชาที่คณะก็จะถือว่าวันนั้นเราเตรียมตัวได้สมบูรณ์แบบมาก

เมื่อเดินทางมาถึงห้องสอบประจำภาควิชานักศึกษาปริญญาโทของภาควิชาคนหนึ่งก็ออกมาทำการต้อนรับเราเป็นอย่างดี โดยจัดให้เรานั่งคอยในห้องโถงแห่งหนึ่งที่มีเพียงโต๊ะกลมสีขาวและบนโต๊ะกลมสีขาวนี้ก็มีเพียงกระดาษเพื่อจดบันทึกคะแนนและความสามารถในการตอบคำถามของเราสักพักศาสตราจารย์ท่านหนึ่งซึ่งไม่ใช่ศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเรา ก็เดินเข้ามาดด้วยมาดของนักวิชาการที่เคร่งขรึมแต่แฝงไว้ซึ่งความใจดีและมีร้อยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของท่านแบบประปรายท่านก็ทำการทักทายเราเป็นอย่างดีและเวลาแห่งความตื่นเต้นก็มาถึงเมื่อท่านเริ่มต้นกล่าวกับนักศึกษาปริญญาโท ผู้ช่วยของท่านว่า“ได้เวลาเริ่มต้นการสอบแล้วช่วยเตรียมการบันทึกและจับเวลาการสอบจำนวน30นาทีด้วย” ในเวลานั้น เราจำได้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมากแต่คติประจำใจของเราที่ว่าTheshow must go on! อีกแล้วครับท่าน! ก็ปรากฏชัดในแววตาและจิตใจที่มุ่งมั่นของเราผลปรากฏว่า เราก็สามารถตอบคำถามได้ดีเลิศทุกข้อเลย ผลสอบออกมา ก็แน่นอนว่า“ดีมาก”แถมยังได้รับคำชื่นชมอย่างมากมายจากท่านศาสตราจารย์เจ้าของวิชาว่าท่านไม่เคยเห็นใครที่มี ความมุ่งมั่นพยายามอย่างมากมายเท่าเรามาก่อนเลยเรารู้สึกภูมิใจและปลื้มใจมากจริงๆจากนี้ไปอีกประมาณ 2วันก็ถึง เวลาของวิชาการเมืองเปรียบเทียบซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของขั้นตอนการสอบปากเปล่าแล้วและยังเป็นวิชาประจำ ของศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราอีกด้วย

และแล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่เราต้องสอบวิชาสุดท้ายคือ วิชาการเมืองเปรียบเทียบกับศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราเอง ก่อนที่จะเข้าห้องสอบท่านก็ทักทายเราอย่างยินดีด้วยความเป็นกันเองว่า“โอวว ได้ยินข่าวว่าคุณทำคะแนนได้ดีากในวิชา ของศาสตราจารย์การ์เบรียลใช่ไหมเราก็ดีใจมากที่แบบว่าได้ยินถึงชื่อเสียงที่ดีของตัวเองจากศาสตราจารย์ที่ปรึกษา ก็เลยตอบไปแบบเขินๆ ว่า“ก็เป็นเช่นนั้นละค่า”อย่างไรก็ตามด้วยความทียังต้องรู้สึกระมัดระวังที่จะไม่ประมาทจนเกินไป รวมถึงยังคงมีความกังวลภายในจิตใจในเวลานั้้นว่าเราอาจจะตอบคำถามวิชาสุดท้ายได้ไม่ดีพออย่างที่คาดหวังก็ได้นะ อย่างไรก็ตาม ความฮึกเหิมแบบTheshow must go on! ก็ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายของคำถาม ของศาสตราจารย์ที่ปรีกษาของเราในตลอดระยะเวลา30นาทีและก็เช่นเคย สำหรับวิชาการเมืองเปรียบเทียบนี้ เราก็ตอบคำถามได้ทุกข้อตรงประเด็น ชัดเจนจนได้รับคำชมอย่างมากมายจากศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราอีกครั้ง แน่นอนว่าเรารู้สึกดีใจมากจนถึงมากที่สุดที่ในที่สุดเราก็สามารถสอบผ่านฉลุยทั้งสองวิชารวมถึงมาร์คุสด้วยที่เขาบอกกับเราว่าพอได้รับข้อความจากเราว่าเราสอบผ่านทั้งสองวิชาด้วยคะแนนที่ดียอดเยี่ยมแล้วเขาก็แทบจะกระโดดตัวลอยเลยทีเดียว


อย่างไรก็ดีขั้นตอนทั้งหมดของการสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาเอกในประเทศเยอรมนีของเรานี้ยังไม่เสร็จสิ้น! เห็นไหมว่าการเรียนปริญญาเอกที่นี่นั้นเรียกได้ว่ามีความยากมากตั้งแต่ขั้นตอนการสอบเข้าเลยทีเดียวทั้งนี้เพราะ ในเวลานี้เราก็ยังไม่ได้เป็นนักศึกษาปริญญาเอก หรือภาษาเยอรมันที่ว่า Doktorandinหรอกนะเพราะว่าเรายังต้องพิสูจน์ ความสามารถของตนเองต่อไปกับขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือ การเขียนงานหรือวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาของเยอรมนีที่เรียกว่าDiplomหรือปริญญาตรี ควบปริญญาโทในระบบการเรียนของเยอรมนีสมัยก่อนที่จะปรับให้เป็นระบบแบบอเมริกา ที่แยกปริญญาตรีและปริญญาโทออกจากกันอย่างที่เรียนกันในปัจจุบันนี้โดยงานเขียนวิชาการนี้จะต้องเขียนในจำนวน60หน้าในหัวข้อที่ใกล้เคียงกับโครงร่างงานวิจัยที่เราได้นำเสนอศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราไปก่อนหน้านี้แล้วสำหรับขั้นตอนนี้ บางคนใช้เวลานานกว่าจะผ่านเป็นปีเลยก็มีหรือไม่มีทางที่จะผ่านและได้รับสถานะนักศึกษาปริญญาเอกเลยก็มีและนั่นในที่สุดพวกเขาก็ต้องกลับประเทศของตนเองและนั่นก็คือการเสียเวลาไปปล่าวๆ นั่นเอง

สำหรับเราแล้วเราไม่ต้องการที่จะเสียเวลาไปปล่าวๆไปสักวินาทีเดียว ดังนั้นเราก็เลยจัดการอ่าน ค้นคว้าและนั่งเขียนงานแบบที่เรียกว่าทั้งวันทั้งคืนอีกครั้งจนในที่สุดเราก็ใช้เวลาเพียงประมาณเกือบ3เดือนเท่านั้นในการเขียนงานแบบที่เรียก ในภาษาเยอรมันว่า Diplomarbeitจำนวน60หน้าในภาษาอังกฤษและได้นำผลงานนี้ส่งไปยังศาสตราจารย์ของเราโดยทันทีหลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือนเราก็ได้รับผลการสอบอย่างเป็นทางการคือวิทยานิพนธ์จำนวน 60หน้าฉบับแรกที่เราเขียน ในประเทศเยอรมนีนั้นผ่านฉลุยและเป็นที่แน่นอนว่าเราได้รับการยอมรับให้เป็นนักเรียนด๊อกเตอร์ของมหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ท อย่างเป็นทางการและเต็มภาคภูมิแล้วตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเย้!!!

และแล้วหลังจากนี้บทเรียนชีวิตบทใหม่ของเราก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองเบียร์และคนก็ถือได้ว่าเย็นชาสุดขั้วจะจริงแค่ไหนและเราดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไปในฐานะของทั้งนักเรียนปริญญาเอกคุณภรรยา และคุณแม่ลูกสามโปรดติดตามได้ในตอนที่ เมื่อคุณแม่ลูกสามมีดีกรีด๊อกเตอร์ในประเทศเยอรมนีค่ะ




Create Date : 30 ธันวาคม 2559
Last Update : 30 ธันวาคม 2559 18:01:26 น.
Counter : 556 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

onceuponatime
Location :
  Germany

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



ชีวิตของผู้หญิงไทยในต่างแดนคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งคุณแม่ลูกสามที่มีดีกรีด๊อกเตอร์จากประเทศเยอรมนี เปิดบันทึกเพื่อเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ผจญภัยที่แสนจะตื่นเต้นของเธอในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็น การสอบเข้าและเรียนปริญญาเอกที่สุดหิน ความรักข้ามขอบฟ้าที่แสนโรแมนติก การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น แถมพ่วงด้วยลูกเล็กอีกสามที่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีอย่างเหลือเชื่อ พร้อมทั้งแบ่งปันเคล็ดลับและแรงดลบันดาลใจที่นำไปสู่ความสำเร็จแบบ
"นกอินทรีต้องบินสูง" ของเธอ
ธันวาคม 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
21
25
26
31
 
All Blog