และอีกหนึ่งเรื่องรัก (อัศจรรย์ข้ามขอบฟ้า) ที่คงต้องเล่าให้ลูกหลานและเพื่อนๆ ฟัง


เคยไหมที่หลายครั้ง "ความรู้สึกภายในส่วนลึกของจิตใจ” ก็นำทาง "ความจริง" บางอย่างเข้ามาในชีวิตของเรา …
สิ่งที่ควรทำหลายครั้งจึงเป็นเพียงแค่ ใช้ความกล้าที่จะแสวงหาความเชื่อ เพื่อจะมองเห็นสิ่งนั้นที่มุ่งหวังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางความมืดมิดและพายุที่ถาโถมเข้ามาอย่างแรงกล้า รวมทั้งที่จะใช้ความพากเพียรเพื่อจะรักษาและทำให้สิ่งที่มุ่งหวังนั้นได้เติบใหญ่และเป็นจริง อย่างไรก็ตาม มันคงเป็นการยากเต็มทีที่จะสมหวังกับสิ่งที่จิตใจปรารถนา หากปราศจาก "ความมุ่งมั่น” อย่างแท้จริงที่จะสร้างความฝันนั้นให้เป็นจริง แม้ในท่ามกลางอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่อาจทำให้หัวใจของเราต้องรอคอยแล้วรอคอยเล่าว่า เมื่อไรหนอ “วันของเรา” จะมาถึงสักที และในเรื่องของ “ความรัก” ก็เช่นเดียวกัน ที่เมื่อวันเวลายิ่งผ่านไปเนิ่นนานสักเท่าไร ความรู้สึกภายในส่วนลึกที่นำ “ใครบางคนที่จริงแท้” นี้เข้ามาในชีวิต ก็ยิ่งต้องการสิ่งที่เรียกว่า “ความรักแท้” เข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงความรู้สึกถึงใครคนนั้น ให้เติบใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นความมั่นคงที่ไม่หวั่นไหว โดยมีความหวังว่า สักวันหนึ่ง หัวใจของเราทั้งสองดวงนี้จะสามารถหลอมรวม และกลายเป็นหนึ่งเดียวของกันและกันได้อย่างแท้จริง
หลังจากที่สามีของเรา ซึ่งเวลานั้นในเดือนสิงหาคม ปี 2006 เขาเป็นเพียงแค่ชายแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเท่านั้น โดยที่ ณ เวลานั้น เขาได้มาเยี่ยมเยี่ยนคริสตจักรในฐานะแขกรับเชิญชาวต่างประเทศ ที่ต้องการเดินทางมาเพื่อศึกษาและเรียนรู้งานภายในองค์กรที่เราทำงานอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่เต็มเวลาในขณะนั้น อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่เขาได้เดินทางกลับประเทศเยอรมนีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เกิดความรู้สึกบางอย่างดลใจให้อธิษฐานกับพระเจ้าเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ ความรู้สึกที่พิเศษ แบบนี้เราก็มีความแน่ใจว่าไม่ได้เกิดจากความอ่อนไหวใดๆ แบบที่เราเรียกๆ กันว่า “รักแรกพบ” เพราะว่าตั้งแต่แรก ที่เจอหน้ากันที่สนามบินดอนเมือง (ซึ่งในสมัยนั้น ท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงดำรงฐานะเป็นท่าอากาศยานแห่งชาติอยู่เลย) เราก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ที่เป็นพิเศษแบบนั้นกับมาร์คุสโดยทันที ทั้งนี้เพราะหน้าที่ต้อนรับเพื่อนชาวต่างประเทศที่เดินทาง มาดูงานภายในองค์กรก็เป็นสิ่งที่เรารับผิดชอบเป็นประจำอยู่แล้ว รวมถึงการคิดฝันแบบสไตล์สาวน้อยก็ไม่ใช่วิสัยของเราแต่อย่างใด และเราก็ค่อนข้างแน่ใจว่าสามีของเราในเวลานั้นก็มิได้แสดงเจตนาอื่นใดกับเราในทำนองดังกล่าวเลย ดังนั้น ความรู้สึกที่กระตุ้นภายในจิตใจส่วนลึกในเวลานั้น เราจึงแน่ใจว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่พระเจ้าบรรจงใส่ไว้ให้เราทั้งสองคนอย่างสวยงาม
คำอธิษฐานแรกและประสบการณ์จุดประกายความสัมพันธ์เมื่อเกิดความรู้สึกพิเศษภายในขับเคลื่อนจิตใจเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เรามีเวลารู้จักเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ หรือน้อยกว่านั้น ทั้งนี้เพราะในความจริงแล้ว เราได้เจอเขาอีกครั้งหลังจากวันแรกที่ไปต้อนรับเขาที่สนามบินดอนเมืองเพียงแค่ในสองวันสุดท้ายที่เขาอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เราก็ต้องอธิษฐานกับพระเจ้าตามความเชื่อของเราในฐานะคริสเตียนว่า หากพระเจ้าอยากให้เราได้รู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น ก็ขอให้ผู้ชายคนนี้เขียนอีเมลล์มาหาเราก่อนภายในเวลาหนึ่งเดือน จะเขียนมาด้วยเรื่องใดๆ ก็ว่าไป แต่เราเองจะไม่เขียนหรือส่งข่าวสารใดๆ ไปหาเขาก่อนอย่างแน่นอน และหากภายในหนึ่งเดือนนี้เขาไม่ได้เขียนอีเมลล์อะไร มาหาเราเลย ก็เป็นอันแน่ใจแก่ตัวเราว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษอีกต่อไป หรืออาจจะเป็นเพียงแค่สัญญาณว่า ลักษณะคนแบบนี้กระมังคือ คนแบบที่เราประทับใจ
หลังจากที่เราได้ร่อนคำอธิษฐานดังกล่าวไปสู่สวรรค์แล้ว เราก็ดำเนินชีวิตปกติธรรมดาทั่วไป คือ ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งมั่นอยู่ที่ การงานที่มักจะล้นมืออยู่เสมอ แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะบอกว่า ทุกครั้งที่เปิดดูอีเมลล์ เราก็รู้สึกตื่นเต้นมากว่าจะมีจดหมายทักทาย จากมาร์คุสมาบ้างไหมหนอ … แต่จนแล้วจนรอดตลอดเกือบทั้งเดือนกันยายน ปี 2006 ก็ไม่มีจดหมายอิเล็กโทรนิคส์จากคนที่ชื่อมาร์คุสร่อนมาใส่กล่องจดหมายอิเล็กโทรนิคส์ของเราเลยสักฉบับเดียว จนกระทั่งวันสุดท้ายของเดือนกันยายนก็มาถึงเราก็เดินทางมาทำงานตามปกติ โดยก่อนที่เราจะเริ่มต้นวันทำงานในวันใหม่นี้ เราก็อธิษฐานกับพระเจ้าแบบที่มักจะทำเป็นประจำอยู่แล้วทุกวันก่อนทำงาน แต่ในวันนี้เราก็มีความตั้งใจอย่างมากเป็นพิเศษที่จะขอบคุณพระเจ้าและต้องการที่จะปิดหัวข้อที่เราอธิษฐานเกี่ยวกับมาร์คุสไว้กับพระองค์ ด้วยความแน่ใจแล้วที่ว่า ความรู้สึกพิเศษที่มีต่อมาร์คุสนั้น คงเป็นเพียงสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับเรา เพียงเพื่อสำแดงให้เราได้เข้าใจแบบเป็นตัวอย่างว่า คนในลักษณะแบบมาร์คุสนี่แหละที่เราน่าจะประทับใจ …
เมื่ออธิษฐานกับพระเจ้าเสร็จ ก็ถึงเวลาทำงานเสียที และเนื่องด้วยหน้าที่การงานที่เรามักจะได้รับมอบหมายให้ติดต่อกับองค์กรภายนอกบ่อยๆ จึงเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องเปิดอีเมลล์ดูทุกวันว่ามีข่าวสารอะไรจากองค์กรใดบ้าง ที่ส่งมาถึงเจ้านายของเรา ดังนั้น เราจึงทำการเปิดอีเมลล์เพื่อเช็คข่าวสารเหล่านั้นอย่างเป็นเรื่องปกติ และจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ความรักอันอัศจรรย์ที่พระเจ้าประทานให้กับเราก็ได้เริ่มต้นขึ้น !!! นั่นก็คือในกล่องข่าวสารอิเล็กโทรนิคส์ของเราในวันนั้นมีชื่อของผู้ส่งที่มีนามว่า มาร์คุส มอทส์ คือ เรากระพริบตาเท่าไหร่ ชื่อนี้ นามสกุลนี้ ก็ยังอยู่ในอีเมลล์ของเราอยู่ดี จำได้ว่า เรารู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ซะจนเกือบจะไม่กล้าเปิดอ่านจดหมายของมาร์คุสฉบับแรกนี้เลย
… แต่อย่าเพิ่งคิดไปว่า อีเมลล์ฉบับแรกที่เราได้รับจากมาร์คุส หลังจากที่เขาเดินทางกลับประเทศเยอรมนีได้หนึ่งเดือนไปแล้วนี้จะเป็นจดหมายบอกรัก หรือเต็มไปด้วยความโรแมนติกแบบสีชมพูเรื่อๆ ทั้งนี้เพราะจดหมายฉบับนี้ เป็นจดหมายที่ถูกเขียนเพียงเพื่อถามเราว่า เพราะอะไรเราจึงส่งฟอร์เวิร์ดเมลล์เกี่ยวกับการเมืองไทยในภาษาไทยให้กับเขา !!! เขาอ่านไม่ออกนะ เราได้อ่านคำถามของเขา แล้วก็รู้สึกตกใจปนขำขันนิดหน่อย เพราะอย่างที่เกริ่นให้เพื่อนๆ ได้ฟังในตอนต้นว่า เราจะไม่มีทางส่งอีเมลล์ใดๆ ไปหาเขาก่อนอย่างแน่นอน และเราก็ไม่ได้ทำจริงๆ รวมถึงเมื่อเราได้ทำการตรวจเช็คอีเมลล์ฉบับดังกล่าวที่เป็นที่มาของคำถามของมาร์คุสก็พบว่า ไม่มีชื่อเขาในรายชื่อของฟอร์เวิร์ดเมลล์ฉบับนี้จริงๆ เรานั่งเช็คแล้วเช็คอีกหลายสิบรอบมากๆ และก็ได้รับการยืนยันทุกครั้งว่าไม่มีชื่อของมาร์คุสอยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นในช่อง To:, CC:, หรือแม้กระทั่ง BCC: ก็ตาม แล้วใครส่งล่ะเนี่ย !!! จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เมื่อนั่งดูอีเมลล์ฉบับนี้อย่างละเอียดอีกหลายๆ ครั้ง เรากับมาร์คุสก็ยังคงรู้สึกอัศจรรย์ใจกับประสบการณ์ในครั้งนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้เพราะเราทั้งสองคนก็ไม่เคยที่จะพบชื่อของสามีคนดีคนนี้ของเราในฟอร์เวิร์ดเมลล์ฉบับนี้สักครั้งเลย …
ความรัก ความอัศจรรย์ และความจริงใจ ไม่มีสิ้นสุดตั้งแต่วันที่เราพบอีเมลล์ฉบับแรกของมาร์คุส หลังจากที่เขาเดินทางกลับประเทศเยอรมนีไปแล้วนั้น เราก็ตอบอีเมลล์ของเขา ไปด้วยความตื่นเต้นว่า “เออ ... คือว่าไม่ได้เป็นคนส่งฟอร์เมลล์ฉบับนี้ให้เธอนะ ... ” และก็เพียงไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบโดยทั่วไป ในทำนองเดียวกัน มาร์คุสก็ตอบจดหมายของเรากลับมาด้วยความตื่นเต้นโดยทันทีเช่นกัน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการโต้ตอบจดหมายอิเล็กโทรนิคส์ที่แสนจะคลาสสิคของเราทั้งสองคน โดยที่เกือบจะทุกวันในเวลานั้น เราทั้งสองคนจะได้รับอีเมลล์ของกันและกันคนละหนึ่งฉบับ ซึ่งสำหรับเราแล้ว มันเป็นอะไรที่ดีต่อใจเป็นอย่างมาก โดยทั้งๆ ที่เนื้อหาที่เราทั้งสองคนเขียนถึงกันเนี่ยจะเรียกว่าเป็น “รายงานประจำวัน” ของแต่ละคนเท่านั้นเอง คือ ไม่มีถ้อยคำจีบกันหรือถ้อยคำที่ทำให้แต่ละฝ่ายต้องมานั่งเพ้อฝันหรือตีความแบบไม่เป็นอันทำงานทำการแต่อย่างใดเลย จะมีก็แต่เพียงให้กำลังใจกันและกันในบางปัญหา ที่แต่ละคนแบ่งปันว่าไปเจออะไรมาบ้างเท่านั้น โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ เราทั้งสองคนก็พยายามที่จะไม่ล้ำเส้นจากคำว่า “เพื่อน” ... จนกระทั่งสามเดือนให้หลังผ่านไป เราสองคนในฐานะที่ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วเนี่ยก็เริ่มตระหนักว่า ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ในลักษณะที่ เราทั้งสองคนเขียนอีเมลล์คุยกันเกือบทุกวันเนี่ย มันเรียกว่าอะไร แม้ว่าเนื้อหาการคุยจะไม่ได้เข้าข่ายการบอกรักหรือจีบกันแบบที่เล่าให้เพื่อนๆ ฟังในตอนต้นๆ แต่การคุยกันทุกวันแบบนี้เนี่ย มันก็คงไม่ใช่เรื่องปรกติที่คนเขาจะทำกันหากไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกันเลย รวมถึงในเรื่องลักษณะนี้เนี่ยเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่สามารถสร้างความอ่อนไหวต่อความรู้สึกได้อย่างง่ายได้และมากทีเดียว หากเราทั้งสองคนไม่ระวังให้ดี ในที่สุดมันก็จะเป็นเหมือนกับการเล่นกับความรู้สึก ที่หากเราทั้งสองคนไม่ใช่คนที่ใช่ของกันและกัน เราทั้งสองคนก็จะรู้สึกเจ็บปวดและเสียดายเวลาเปล่าๆ รวมถึงเมื่อว่าด้วยความรักข้ามขอบฟ้าแบบนี้ หากจะทำให้เป็นเรื่องง่ายก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็ไม่ใช่วิถีและแนวทางชีวิตของเราและมาร์คุสที่จะทำเช่นนั้น ...
หลังจากที่เราได้คิดทบทวนแล้ว ทบทวนอีกว่า ตกลงเรารู้สึกอย่างไรกับมาร์คุสกันแน่ และเพราะอะไร เราก็พบว่า เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เราก็มีความรู้สึกประทับใจในความสุภาพ ความตรงไปตรงมา ความเป็นผู้ใหญ่ และความตั้งใจดีที่จะร่วมทำงานอาสาสมัครให้กับคริสตจักรท้องถิ่นในเมืองที่เขาอยู่ และมาร์คุสก็ยอมรับกับเราว่า เขามีความรู้สึกที่ดีๆ กับเราเช่นกัน อย่างไรก็ดี เราทั้งสองคนก็ไม่ต้องการให้อารมณ์ความรู้สึกนำหน้าจนลืมความจริงต่างๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงที่ว่า เราอยู่แสนไกลจากกันและกัน และไม่มีทางที่จะรู้ รวมถึงมั่นใจได้เลยว่า แท้จริงเราแล้ว ในความเป็นจริงเราทั้งสองคนเนี่ยเป็นคนอย่างไรกันแน่ และเราทั้งสองคนจะเป็นคู่แท้จริงๆ ของกันและกันหรือไม่?
ความรู้สึกที่สับสนเช่นนี้ นำเราโดยส่วนตัวแบบไม่คิดจะบอกให้มาร์คุสรู้เลยในเวลานั้้นไปสู่การอธิษฐานในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นโดยความสามารถที่ปราศจากความอัศจรรย์ได้ยากที่สุด 3 ประการ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ ได้กลายเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราทั้งสองคนในเวลาต่อมา และแน่นอนว่าประสบการณ์ที่แสนจะโรแมนติค และไม่น่าเชื่อเหล่านี้ได้ทำให้เราได้มั่นใจว่า มาร์คุส คือคนที่เป็นคู่แท้ของเรา และแน่นอนว่ามาร์คุสก็มีความมั่นใจที่แสนจะพิเศษแบบนี้เช่นกัน
คำอธิษฐานประการแรกของเราที่มีต่อพระเจ้าในเรื่องของมาร์คุสนั้น เราได้อธิษฐานว่า "หากมาร์คุสคู่แท้ของเราอย่างแท้จริง ขอให้เยอรมนีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่เราได้ไปเยือน …"
คำอธิษฐานประการที่สอง คือ "หากมาร์คุสเป็นคู่แท้ของเราอย่างแท้จริง ขอให้เราได้เดินทางไปยังประเทศเยอรมนีทุกปี และขอให้ได้พบกับมาร์คุสทุกปี …"
และคำอธิษฐานประการสุดท้ายของเราที่มีต่อมาร์คุสก็คือ หากมาร์คุสเป็นคู่แท้ของเราอย่างแท้จริง เขาได้เดินทางมาเมืองไทย โดยเราจะไม่ขอร้องเขาให้มา หรือจะไม่เอ่ยถึงความปรารถนานี้แก่เขาเลย พูดง่ายๆ ก็คือ มาร์คุสต้องตัดสินใจที่จะเดินทางมาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อเราโดยการตัดสินใจของเขาเอง และเท่าที่เรารู้จักมาร์คุสเนี่ย การมาประเทศไทยอีกครั้ง แทบจะไม่ใช่ความปรารถนาของเขาเลย ทั้งนี้เพราะเขาเคยมาเยือนที่นี่แล้ว รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจขึ้นเครื่องบินมาประเทศไทยได้ตามที่ใจต้องการ
เราบอกกับพระเจ้าอีกว่า หากพระเจ้าตอบคำอธิษฐานเหล่านี้ของข้าพเจ้าเราทุกประการ บนความพยายามที่จะทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่ของเรา นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า เราและมาร์คุส นั้นเป็นคู่แท้ของกันและกัน
อย่างที่บอกไปในข้างต้นว่า คำอธิษฐานสามประการนี้ยิ่งใหญ่มากนะ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นความต้องการในสิ่งที่ ยากมากที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เนื่องจากในเวลานั้น เราก็เป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ในองค์กรเพื่อสังคมแห่งหนึ่งเท่านั้น ที่แม้ว่าจะได้โอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 สามารถเดินทางไปร่วมสัมมนาหนึ่งๆ ได้ในประเทศสาธารณรัฐเช็คฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศเยอรมนีด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความจับพลัดจับผลูแบบจะได้ขึ้นเครื่องบินไปยุโรปครั้งแรก เราก็ได้ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินจากสายการบินออสเตรีย แบบที่ปลายทางเราต้องลงเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเยอรมนีก่อน แล้วจึงจะได้เดินทางไปยังที่หมายที่เมืองปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็คฯ ต่อไป เรียกว่าอัศจรรย์เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราจะต้องขอวีซ่าเข้าประเทศเยอรมนี ซึ่งใครต่อใครก็กล่าวขานถึงความยากที่จะได้วีซ่าจากประเทศนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่เดินทางสู่ประเทศเยอรมนีเป็นครั้งแรกและเดินทางคนเดียวแบบเราเนี่ย อย่างไรก็ตาม เราก็ได้วีซ่านี้มาอย่างไม่ยากเย็นนัก รวมถึงยังได้เดินทางมาเหยียบประเทศเยอรมนีเป็นประเทศแรกในทวีปยุโรปอย่างที่ได้อธิษฐานกับพระเจ้าเอาไว้อย่างเจาะจงเสียด้วย พอลงจากเครื่องบินปุ๊บ คนจากงานสัมมนาที่เมืองปรากก็มารับเราทันทีด้วยโดยรถยนต์ โดยในงานสัมมนานี้เราก็ได้พบมาร์คุสเป็นครั้งที่สองในชีวิตหรือครั้งแรกในยุโรป หลังจากที่เราได้เจอและพบกันครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อกลางปี 2006 ซึ่งนี่หมายความว่า เป็นเวลาครบหนึ่งปีแล้วสินะที่เราทั้งสองคนได้รู้จักกัน และพระเจ้าจะเปิดทางให้เราพบกันทุกปีอย่างที่เราได้อธิษฐานเป็นประการที่สองหรือไม่ เรามาดูกันต่อไปในงานสัมมนาที่เมืองปรากนี้ เรากับมาร์คุสก็ได้เจอกันอีกครั้งแบบหน้าต่อหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกของเราที่มีในเวลานั้นก็คือ มีความรู้สึกทั้งดีใจ ตื่นเต้น และกลัว แต่ดูเหมือนว่าความกลัวจะมีมากกว่าเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งนี้เพราะเราก็ถูกกำชับมาจากหัวหน้างานว่า “กรุณาอย่าพูดคุยกับมาร์คุสให้มากนัก มิฉะนั้น เธอจะทำให้ผู้หญิงไทยและคริสตจักรเสียชื่อเสียง” ดังนั้น เมื่อถูกกำกับแบบเข้มงวดขนาดนี้ คนที่มีความรักครั้งแรกอย่างเราก็ต้องสับสนมากเป็นธรรมดา และเราก็สร้างเรื่องวุ่นวายใจ ให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเราเองและมาร์คุสเป็นอย่างยิ่ง นั้นก็คือ ในตลอด 1 สัปดาห์ของงานสัมมนาในเมืองปรากนี้ เราก็ตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปคุยกับมาร์คุสเลย ซึ่งมารู้ภายหลังจากมาร์คุสว่า มาร์คุสเองก็รู้สึกเสียใจที่ทำไมเราไม่เข้าไปคุยกับเขาเลย อย่างไรก็ดี ด้วยความที่มาร์คุสก็เป็นผู้ใหญ่พอ และเป็นผู้ชายที่ให้เกียรติเรามากกว่าสิ่งอื่นใด เขาก็ไม่ต้องการที่จะกดดันหรือสร้างปัญหาให้กับเราในเวลานั้น
หลังจากงานสัมมนาที่เมืองปราก เราก็เดินทางกลับไปยังประเทศเยอรมนีกับเพื่อนๆ ชาวเยอรมันคนอื่นๆ เพื่อเดินทางไปยังเมืองสตุ๊ทการ์ทและเมืองอื่นๆ ในตอนกลางของประเทศต่อไป ซึ่งในเวลานี้เราก็คิดถึงมาร์คุส พร้อมทั้งรู้สึกผิดอย่างจับใจที่ทำให้มาร์คุสเสียใจ ในเวลาเดียวกันนี้มาร์คุส พร้อมทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ในกลุ่มของเขาก็เดินทางต่อไปยังประเทศอิตาลีเพื่อทำการพักผ่อนในฤดูร้อนอย่างที่พวกเขาทำกันแทบทุกปี ดังนั้นก็ดูเหมือนว่า เราทั้งสองคนคงจะไม่มีโอกาสที่จะพบกันอีกต่อไปแล้วอย่างแน่นอน เราก็รู้สึกเศร้าเพราะอุตส่าห์ได้มาเจอกันทั้งที แต่เราทั้งสองคนก็ไม่เคยได้คุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยสักครั้ง และก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรเราจะได้เจอกันอีก มันเป็นอนาคตที่มองไม่เห็นและคาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความรักที่ดลใจ มาร์คุสเป็นคนบอกเราเช่นนั้น เขาก็ตัดสินใจเดินทางกลับจากประเทศอิตาลีโดยทันที โดยที่เขาได้ตัดสินใจบอกกับครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาอย่างกระทันหันว่า เขาจะต้องมาพบเราอีกครั้งให้ได้ โดยมาร์คุสบอกว่า มันเป็นอะไรที่แปลกมากที่ครอบครัวและเพื่อนๆ ของเขาไม่มีทีท่าโต้แย้งกับการตัดสินใจอย่างเร่งด่วนของเขาเลยสักนิด ทุกคนทำตามที่มาร์คุสบอกคือ ทุกคนพร้อมใจกันเดินทางกลับเยอรมนีทันที ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งจะไปที่อิตาลีได้ไม่ทันครบสัปดาห์เลย
หลังจากนั้น มาร์คุสก็ทำการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของเพื่อนชาวเยอรมันคนหนึ่งที่กำลังเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ใจกลางประเทศเยอรมนีกับเรา เพื่อไปเยี่ยมเยี่ยนคริสตจักรและกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่นั่น โดยใจความของข้อความของเขาในเวลานั้นก็มีว่า มาร์คุสจะมารับเราและเพื่อนๆ ของเขาที่ร่วมทางไปกับเราที่สถานีรถไฟในเมืองสตุ๊ทการ์ท และนั่นก็เป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะต้องบินกลับเมืองไทย ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง และการพบกันในครั้งนี้ ทำให้เรามีโอกาสได้กล่าวขอโทษด้วยความเสียใจในสิ่งที่เราได้ทำไปกับมาร์คุส นั่นคือ การพยายามที่จะหนีความจริงว่า เรามีความรู้สึกที่ดีกับมาร์คุสและ มันไม่ใช่ความผิดอะไรเลยที่จะมีความรักและอยากที่จะรู้จักคนที่เรารักมากขึ้น รวมถึงเราก็ได้เรียนรู้อีกว่า หากเราคิดจะรักใครสักคนหนึ่ง เราควรจะมีความมั่นใจใจตนเองและไม่ควรที่จะยอมให้การตัดสินจากสังคมหรือคนบางคนมามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเราเอง ดั่งความเข้าใจหนึ่งที่ว่า “ใครจะเข้าใจเรามากกว่าตัวเราที่จะ (พยายาม) เข้าใจตัวเอง” นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในทริปยุโรปครั้งแรกของเราก็มีผลให้ความรักและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับมาร์คุสพัฒนาขึ้นอีกหนึ่งขั้น นั่นก็คือ การที่เราได้อนุญาติให้มาร์คุสโทรศัพท์คุยกับเราได้สัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้ มันเป็นอะไรที่โรแมนติค แบบคลาสสิคที่สุดก็คือ ภายในระยะหนึ่งปีแรกที่เราได้รู้จักกันนั้น เราทั้งสองคนได้แต่เพียงเขียนจดหมายอิเล็คโทรนิกส์ถึงกันและกันแบบวันละฉบับเท่านั้น !!! ทั้งที่ในเวลานั้น ก็มีเทคโนโลยีการแชทแล้ว ไม่ว่าจะเป็น MSN หรือว่าYAHOO (แบบว่าโบราณมากใช่ไหม) ตลอดการเดินทางกลับประเทศไทยในครั้งนั้น สิ่งที่เราทำในตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนเครื่องบินก็คือ อธิษฐานและบันทึกความในใจว่า เรายอมรับอย่างเต็มหัวใจแล้วว่า เรารักมาร์คุสและจะมุ่งมั่นด้วยความเต็มใจที่จะทำให้ความรักที่เราทั้งสองมีต่อกันผลิบาน
สรุปเป็นอันว่า พระเจ้าตอบคำอธิษฐานประการแรกของเราแล้วอย่างอัศจรรย์ … ยะฮู้ !!!
สำหรับคำอธิษฐานประการที่สองที่ว่า “หากมาร์คุสเป็นคู่แท้ของเราอย่างแท้จริงแล้ว ก็ขอให้เราได้เดินทางไปเยือนประเทศเยอรมนีทุกปี และได้พบมาร์คุสทุกปี” นั้น ก็ยากและท้าทายมากกว่าคำอธิษฐานประการแรกของเราเข้าไปอีก เพราะใครจะมีทั้งเวลา โอกาส และเงิน ที่จะได้เดินทางออกนอกประเทศทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปเยือนประเทศในยุโรปอย่างเยอรมนี !!!
อย่างไรก็ดี หากสิ่งที่เราได้อธิษฐานเป็นความต้องการของพระเจ้าด้วยแล้ว ทำไมมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ล่ะ ทั้งนี้ในเดือนกรกฎาคม (อีกครั้ง) แต่เป็นในปี 2008 หรือนั้นก็หมายถึงอีกหนึ่งปีต่อมาแล้วสินะ เราก็ได้รับทุนจากองค์กรทางการเมืององค์กรหนึ่งของประเทศเยอรมนีที่มีสาขาอยู่ในประเทศไทยให้ไปเยือนและเข้าร่วมสัมมนาในเมืองหนึ่งที่ชื่อว่ากุมเมอร์สบาร์ค หรือ Gummersbach ที่ประเทศเยอรมนี โดยองค์กรนี้ได้จัดการออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้แก่เราไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบินจากสายการบินห้าดาวอย่างลุฟฮันซ่า (Lufthansa) ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร พ๊อกเก็ตมันนี่ ซึ่งการได้รับคัดเลือกให้รับทุนในครั้งนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้เพราะเราจะต้องทำการแข่งขันตอบคำถามและร่วมกิจกรรมในสัมมนาออนไลน์กับคู่แข่งที่มาจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย และรวมถึงในประเทศไทยด้วยกันเอง ผลของการแข่งขันก็คือ เราซึ่งเป็นคนไทยเพียงคนเดียวได้รับทุนในการไปสัมมนาที่ประเทศเยอรมนีในครั้งนี้ โดยหลังจากที่สัมมนาที่ว่านี้สิ้นสุดลง เราก็มีโอกาสอีกครั้งในการเดินทางไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรที่มาร์คุสเป็นหนึ่งในทีมผู้นำเยาวชนในเมืองสตุ๊ทการ์ทอีกเป็นเวลาสองสัปดาห์ซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นที่แน่นอนว่า เราก็ได้มีโอกาสได้พบมาร์คุสอีกครั้ง โดยนับได้ว่าเป็นครั้งที่สามของปีที่สามที่เราได้พบกันแบบสบสายตากันได้โดยตรง โดยเรียกได้แล้วว่าเริ่มจะเป็นประจำทุกปี มันช่างอัศจรรย์ดีแท้ “เจ้าความรัก” และในครั้งนี้เราก็ไม่ยอมทำความผิดพลาดแก่หัวใจของเราทั้งสองคนอีกครั้ง ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่จริงๆ ในการรู้จักกันและกันในท่ามกลางเพื่อนๆ และชุมชนที่น่ารักของพระเจ้าที่เมืองสตุ๊ทการ์ทแห่งนี้
ในที่สุดก็มาถึงคำอธิษฐานประการที่สามของเราที่ว่า “หากมาร์คุสเป็นคู่แท้ของเราอย่างแท้จริงแล้ว เราก็ขอให้มาร์คุสเนี่ยเดินทางมาประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยความปรารถนาของเขาเอง โดยที่เราจะไม่มีทางที่จะขอร้องหรือบอกความต้องการนี้กับเขาอย่างแน่นอน” คำอธิษฐานแบบนี้มีความยากอยู่ที่ว่า จิตใจของแต่ละคนเป็นสิ่งที่อิสระต่อกันและย่อมเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรารวมถึง ตามที่เรารู้จักนิสัยของมาร์คุสเป็นอย่างดีว่า เขาเป็นคนที่จะไม่มีทางทำในสิ่งที่เขารู้สึกไม่มั่นใจและจะไม่ทำในสิ่งที่เขา ไม่ได้รับการนำภายในจิตใจจากพระเจ้าอย่างเด็ดขาด ซึ่งลักษณะของเขาแบบนี้เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ดังนั้น ในคำอธิษฐานข้อนี้ก็เป็นการวัดทั้งใจพระเจ้าและใจเขาว่ามีเพื่อเราจริงหรือไม่? แล้วสิ่งอัศจรรย์ที่อยู่ด้วยกับความรักข้ามขอบฟ้าของเราทั้งสองคนก็ปรากฏขึ้น … นั่นก็คือ ภายหลังจากที่เราได้เดินทางกลับมาจากสัมมนาในประเทศเยอรมนีได้ประมาณหนึ่งเดือน มาร์คุสก็เขียนอีเมลล์มาบอกเราว่า เขาจะเดินทางมาเมืองไทยในเดือนสิงหาคม ปี 2008 โดยเป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ เขาต้องการเดินทางมาคุยกับผู้นำคริสตจักร หัวหน้างาน และครอบครัวของเราเรื่องการขอเราแต่งงาน !!! เราก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยายอย่างทันที เพราะในชีวิตก็ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะมีชายหนุ่มที่ดีที่รักเราอย่างสุดซึ้งและด้วยความจริงใจถึงกระทั่งยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา และที่สำคัญ เรากำลังจะถูกขอแต่งงานหรือนี่ !!! แน่นอนว่า เรารู้สึกดีใจมาก เมื่อมาร์คุสเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว เขาก็แสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามหลักการและความถูกต้องทุกอย่างที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา เรารู้สึกประทับใจมากเพราะเขาได้ใช้ความกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาจากประเทศเยอรมนีเพียงคนเดียว แบบที่ก็ยังไม่รู้ว่าผลตอบลัพท์ของคนไทย สังคมไทยที่อยู่รายล้อมตัว ของเราจะตอบสนองต่อความปรารถนาของเขาอย่างไร นอกจากนี้ การมาประเทศไทยของมาร์คุสในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เห็นการสนับสนุนจากเบื้องบนอย่างแท้จริง ก็เพราะอย่างที่เกริ่นไปในเบื้องต้นว่า การคิดจะมาเมืองไทยไม่ใช่ว่าจะมีความยากในเรื่องของการตัดสินใจที่ต้องมาจากความมั่นใจในความรักจริงๆ เท่านั้น แต่ความยากของการมาเมืองไทยเนี่ย ก็เป็นเรื่องของการเงินด้วย มาร์คุสได้แบ่งปันประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์กับเราว่า ในกลางปี 2008เขาต้องการที่จะเดินทางมาเมืองไทยอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อมาทำเรื่องราวความรักของเราทั้งสองคน ให้เป็นจริงบนพื้นฐานของความถูกต้องให้ได้ ซึ่งเขาก็ได้บอกต่อไปว่า เขาได้อธิษฐานกับพระเจ้าอย่างมากมายเกี่ยวกับตัวเราเช่นกัน และเขาก็มีความมั่นใจว่า เราทั้งสองคนเป็นคู่แท้ต่อกัน โดยที่หนึ่งในประสบการณ์ของเขาเหล่านั้นก็คือ การที่เขาได้รับงานสอนเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพ หรือ Quality Management ให้กับบริษัทๆ หนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วศาสตราจารย์ของเขาต่างหากที่ควรจะได้รับงานและค่าจ้างจากงานนี้ แต่ปรากฎว่าท่านศาสตราจารย์ท่านนี้ของมาร์คุสล้มป่วยลงในช่วงเวลาก่อนงานสัมมนานั้น ดังนั้น ท่านศาสตราจารย์ท่านนี้จึงได้มอบหมายให้มาร์คุสซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านให้ไปสอนพนักงานในบริษัทแห่งนี้แทนท่าน โดยมาร์คุสก็สามารถรับค่าจ้างทั้งหมดแทนท่านศาสตราจารย์๋ท่านนี้ได้ และด้วยค่าตอบแทนจากการทำสอนในครั้งนี้ก็ทำให้มาร์คุสมีเงินอย่างเพียงพอที่จะ เดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้ ครอบครัวของเราประทับใจในอัธนาศัย ความจริงใจ และความกล้าหาญของมาร์คุสเป็นอย่างมาก โดยในท่ามกลางการทานอาหารร่วมกันภายในครอบครัวของเราที่มีคุณพ่อ คุณแม่ น้องสาว และญาติสนิทที่เคารพของเราก็อยู่ที่นั่นด้วยกันทั้งหมด มาร์คุสก็ใช้โอกาสนี้ในการประกาศและกล่าวสู่ขอเรากับครอบครัวให้แต่งงานกับเขา รวมถึงเขายังให้คำสัญญากับครอบครัวของเราว่าจะดูแลเราอย่างดีตลอดชีวิต …
หลังจากที่เราได้พบกันในเมืองไทยในครั้งนี้นั้น เราก็ได้เห็นการอัศจรรย์จากพระเจ้าอีกสองประการที่ทำให้เราได้ยิ้มอย่างมีสันติสุขในจิตใจภายในและรวมถึงได้รู้แล้วว่า เราทั้งสองนั้นเป็นคู่แท้ที่เบื้องบนนำทางและรับรองความรักของเราอย่างแท้จริง ประสบการณ์ที่น่ายินดีที่เป็นเหมือนเสียงกระซิบบอกเราว่า เบื้องบนอยู่ด้วยกับความรักของเราอย่างแท้จริงตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบเจอก็คือ สิ่งที่ปรากฎในหนังสือเดินทางของมาร์คุส โดยที่วันเวลาที่มาร์คุสมาเมืองไทยในปี 2008 ตามที่ถูกบันทึกในหนังสือเดินทางของเขานั้น ตรงกับวันเวลาที่เขาเดินทางมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกในปี 2006 อย่างมิได้วางแผนให้เป็นเช่นนั้น !!!และประสบการณ์ที่สองที่นำมาซึ่งความอัศจรรย์ใจและเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษากันและกันอย่างแท้จริงก่อนที่เราจะแต่งงานกันในฤดูใบไม้ผลิในอีกหนึ่งปีต่อมานั่นก็คือ การที่เราได้รับคำตอบจากศาสตราจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ทพร้อมจดหมายรับรองการเดินทางให้ไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ประเทศเยอรมนี ในเดือนตุลาคม ปี 2008 ฮาเลลูยา !!! อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งคิดว่า การที่ได้ไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกของเราที่ประเทศเยอรมนีในครั้งนี้นั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือของมาร์คุส ทั้งนี้หากมาร์คุสจะช่วยได้ในเวลานั้น ก็ช่วยได้ในฐานะกำลังใจและบุรุษไปรษณีย์ที่ดีที่คอยนำเอกสารการสมัครเข้าเรียนของเราไปมอบให้กับศาสตราจารย์ของเราก็เท่านั้นเอง ทั้งนี้หากรู้จักคนนิสัยใจคอของคนเยอรมันเป็นอย่างดีแล้วจะรู้ว่าคนเยอรมันนั้นชื่นชมระบบที่ตรงไปตรงมา ขนาดเราในเวลานั้นอยากแค่ที่จะมอบของที่ระลึกจากเมืองไทยให้กับศาสตราจารย์ที่ปรึกษาของเราภายหลังจากที่เจอกันในครั้งแรก ท่านยังถามเราเลยว่า "มิสเสน่หา คุณอยากจะให้สินบนผมหรอ" ศาสตราจารย์ท่านนี้ถามคำถามนี้กับเราแบบว่าทั้งกึ่งจริงและกึ่งเล่นเลยนะ รวมทั้งหากใครอ่านเรื่องราวความยากของการสอบเข้าในระดับปริญญาเอกของเราจากเนื้อเรื่องบทที่ 1 แล้วก็คงจะรู้เป็นอย่างดีแล้วถึงความหฤโหดของระบบการสอบเข้าและการเรียนในระดับปริญญาเอกของที่นี่ สำหรับเรื่องการเงิน ครอบครัวอันเป็นที่รักของเราก็สนับสนุนเราเป็นอย่างดีเสมอมา ท้ายที่สุดนี้ เราก็อยากบอกกับเพื่อนๆ ว่าการเล่าให้ฟังแบบมีความจำกัดที่หน้ากระดาษแบบนี้ อาจทำให้ไม่เห็นสถานการณ์จริงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ความสับสน รวมถึงความไม่เห็นด้วยของคนรอบข้าง อันก่อให้เกิดความทุกข์บ้างในบางครั้งจนกระทั่งในบางครั้งนั้นที่มีความทุกข์อันเกิดจากความไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
ครั้งหนึ่ง เราก็ตัดสินใจแบบกัดฟันบอกกับมาร์คุสไปว่า หากความสัมพันธ์ของเรามันดูเหมือนจะยากลำบากนัก และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้อยู่ด้วยกัน ทั้งนี้เพราะระยะทางที่อยู่ห่างไกลกัน รวมถึง เราทั้งสองคนต่างก็ไม่มีทางรู้อนาคตข้างหน้าเลย ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้ความสัมพันธ์ของเราจบลงด้วยการเป็นเพื่อนกันต่อไปเถิด มาร์คุสก็ตอบเราอย่างที่ทำให้เราจดจำและบันทึกข้อความนั้นไว้ในแผ่นจารึกในจิตใจของเราอย่างซาบซึ้งมาจนถึงทุกวันนี้ว่า "หากเขาจะต้องรอเราอีก 7 ปี หรือจะนานสักเท่าไหร่ เขาก็จะรอ" และด้วยถ้อยความที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความจริงใจของเขาที่มีต่อเราเช่นนี้ ก็ทำให้น้ำตาแห่งความปิติยินดีของเราไหลออกมาอย่างไม่หยุดยั้งเลยทีเดียว มาถึงท้ายสุดของบทแห่งความรักนี้แล้ว เราก็ขอมอบความรักและความดีให้กับพระเจ้าในทุกสิ่ง ขอบคุณพระองค์สำหรับความรักมั่นคงที่หลั่งลงมาทุกยามเช้าและไม่เคยยั้งหยุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพใด จะดี หรือทำผิดพลาดไปบ้าง แต่พระองค์ก็ทรงอยู่เคียงข้างและไม่เคยหยุดที่จะนำหน้าชีวิตของเรา ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการดูแลชีวิตของเราอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่เล็กจนโต ดูเหมือนต้องเผชิญกับความยากลำบากในบางครั้ง แต่ชีวิตของเราก็ไม่เคยที่จะขัดสนในสิ่งดีใดๆ เลย ขอบคุณพระองค์สำหรับสามีที่รักที่พระองค์ประทานให้ เรามีพื้นฐานครอบครัวที่คล้ายกัน ความชอบที่คล้ายกัน ความต่างที่เกื้อหนุนกัน และสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารักกันมากขึ้นทุกวัน ขอบคุณพระเจ้าที่เป็นศูนย์กลางในชีวิตและอยู่กับลูกๆ ที่น่ารักของเราเสมอ ครั้งหนึ่งมาร์คุสกล่าวกับเราด้วยถ้อยคำจากหัวใจว่า … “เราจะรักกันตลอดไปจนแก่เฒ่า และหากในวันที่เราได้ไปอยู่กับพระเจ้า และพระเจ้าอนุญาตให้ผมได้เลือกคนหนึ่งคนที่จะทำงานด้วยในสวรรค์ ผมจะเลือกคุณ และเราจะทำงานที่นั่นอย่างมีความสุขด้วยกัน” …
นี่เป็นคำกล่าวของมาร์คุสที่มีต่อเราในครั้งที่เราไปเยี่ยมสุสานของคุณปู่คุณย่าของเขาด้วยกัน และเราก็เห็นด้วยอย่างสุดใจ …




Create Date : 10 ธันวาคม 2559
Last Update : 10 ธันวาคม 2559 23:53:32 น.
Counter : 88 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

onceuponatime
Location :
  Germany

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



ชีวิตของผู้หญิงไทยในต่างแดนคนหนึ่ง ที่เป็นทั้งคุณแม่ลูกสามที่มีดีกรีด๊อกเตอร์จากประเทศเยอรมนี เปิดบันทึกเพื่อเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ผจญภัยที่แสนจะตื่นเต้นของเธอในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็น การสอบเข้าและเรียนปริญญาเอกที่สุดหิน ความรักข้ามขอบฟ้าที่แสนโรแมนติก การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น แถมพ่วงด้วยลูกเล็กอีกสามที่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีอย่างเหลือเชื่อ พร้อมทั้งแบ่งปันเคล็ดลับและแรงดลบันดาลใจที่นำไปสู่ความสำเร็จแบบ
"นกอินทรีต้องบินสูง" ของเธอ
ธันวาคม 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
21
25
26
31
 
All Blog