หากประเทศไทยยังปล่อยให้สื่อที่ไร้จรรยาบรรณทั้งหลายชี้นำผิดๆ ล่มสลายภายในสองปีแน่
Sharks in Action
เมื่อวันก่อน สมัครต่อว่านักข่าวจากหลายสำนัก ระหว่างการปราศรัยใหญ่ ก็ปล่อยออกมาหลายมุข ที่เรียกเสียงตบมือและหัวเราะได้จากคนเป็นหมื่นวันนั้น คงยากที่จะทราบจุดมุ่งหมายของสมัคร แต่ก็อาจจะเป็นเพียงว่า ต้องการความเห็นใจจาก ปชช ที่ฟัง เพราะสมัครกำลังถูกสื่อกระแสหลักส่วนมากโจมตีอย่างหนัก เช่นวันนี้เอง ใครก็ตามที่ฟัง ทางช่อง 3 ช่วงเช้า ก็จะเห็นว่า นักข่าวพูดชัดเจน ถึงข้อแตกต่างระหว่างการหาเสียงของสองพรรคใหญ่ แล้วก็ขึ้นมาร์ค ที่บอกว่าเขาพูดแต่นโยบาย ส่วนพปช นั้น โจมตีพรรคอื่นอย่างเดียว แล้วก็เอาภาพสมัครกำลังโจมตีคนอื่นออกเป็นภาพ ปัญหาคือใครก็ตามที่ฟังสมัครปราศรัยใหญ่ มาสักครั้งสองครั้ง เช่นที่วงเวียนใหญ่เมื่อคืนวาน นี้เอง ก็จะเห็นสมัครใช้เวลากว่าครึ่ง พูดถึงนโยบาย ถึงนั่นจะคือความจริงที่เกิดขึ้น แต่ภาพใหญ่ภาพรวมที่ออกมาเช้านี้ทางช่อง 3 “คือสมัครโจมตีคนอื่นอย่างเดียว ส่วนมาร์คไม่ทะเลาะกับใคร พูดถึงแต่นโยบาย สิ่งเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน ตลอดเวลา ทางสื่อหลัก ฉะนั้นก็สมควรจะถามได้ ว่าแล้ว “นักข่าวคือใคร” ถึงออกมาบิดเบือนข่าวได้ตลอดเวลา ด้วยนัยยะแอบแฝง “คือสนับสนุนให้มาร์ค เป็นนายก”



ทำเป็นทีมด้วยความ “รู้ตัว”



ถ้าถามว่าแล้วนักข่าวช่อง 3 เช่น สรยุทธ ทราบหรือไม่ว่าคืนก่อนเอง สมัครได้ใช้เวลาปราศรัยถึงนโยบายพรรค อยู่นานทีเดียว คำตอบคือ ทราบแน่นอน คือในการปราศรัยใหญ่ แน่นอนว่านักข่าวของ ช่อง 3 ต้องไปตั้งแต่สมัครกำลังปราศรัยแล้วนำกลับมาเป็นข่าว นี่คือจุดแรกที่ทราบความจริง แล้วเทปการปราศรัยของสมัคร และข่าวประกอบ ก็ถูกเก็บเอาไว้ วันรุ่งขึ้น “ทีมงานของช่อง 3 เข้ามา ก็อ่านสิ่งที่นักข่าวรายงานเมื่อคืน แล้วในสูตรของช่อง 3 คือเอาข่าวในหนังสือพิมพ์ มานำการรายงานในตอนเช้า ก็แน่นอนว่าต้องเจอการปราศรัยของสมัคร เมื่อวันวาน ในหนังสือพิมพ์ ก็ยากที่จะบอกว่า ในหนังสือพิมพ์ ห้าหกฉบับหลักที่ สรยุทธใช้ทุกเช้า จะไม่มีข่าวการปราศรัยใหญ่ของสมัคร ที่สมัคร พูดรวมถึงนโยบายใหญ่ๆ เช่นรถไฟฟ้าสำหรับธนบุรี และปัญหาของการต่อออกไปจากสะพานตากสิน คืนนี่คือสองจุดแล้ว ที่ ช่อง 3 ไม่มีทางพลาดจาก “ความจริง” ไปได้เลย แล้วในการประชุมข่าวของรายการ ช่วงเช้านั้น ก็ต้องมีการ นำประเด็น ที่จะพูดถึง มาหา ภาพ ที่ถ่ายไว้ เพื่อทำเป็นรายงานผสมภาพข่าว และแน่นอน ในจุดนี้ ก็ต้องเจอความจริงอีก ว่าสมัครพูดถึงนโยบายพรรค สรุปสักหน่อย คือมีถึง “สามสี่จุด ที่ความจริงปรากฏให้เห็น”



แต่ สรยุทธ ยัง”เสนอความจริงออกมาว่า” สมัครโจมตีคนอื่น แต่มาร์คพูดถึงนโยบาย และที่น่าแปลกใจที่สุด มาร์คพูดหน้าตาเฉย ว่า ถ้าเลือกสมัครก็คือเลือกคนเข้าไปมีปัญหาทะเลาะกับคนอื่น เช่นเดียวกับที่ทำตอนปราศรัย แต่ถ้าเลือก ปชป ก็คือการเลือกคนที่พูดถึงนโยบาย ถ้าเลือก ปชป คือเลือกคนเข้าไปทำงาน ไม่ใช่ทะเลาะ คือมันก็แปลกดี ที่ปล่อยให้ มาร์ค โจมตีสมัครเป็นชุดๆแบบนั้น โดยไม่แปลกใจแม้แต่นิด ว่า “มาร์ดก็กำลังโจมตีสมัครอยู่นั่นเอง เพียงแต่หลอกทุกคน ที่ไม่มีสติ ว่าไม่ได้โจมตี เพราะตัวเอง ก็โจมตีสมัครสุดๆเหมือนกัน”



สรุปคือ นักข่าว “รู้ตัวกันดีว่ากำลัง บิดเบือนข่าว ให้ความเท็จ สร้างกระแส เอนเอียง แกล้งโง่ และเลือกข้าง”



สัญญาประชาคม



เมื่อไม่นานมานี่เราก็ได้เห็นนักข่าวเนชั่น และสมัคร “ปะทะ” กันอย่างรุนแรง นักข่าวเนชั่นนั้นถือว่าเป็นนักข่าว และก็กดดันสมัครอย่างรุนแรง พยายามให้สมัครคายความ “บางอย่างที่ตัวนักข่าวเองสงสัย” พยายามให้สมัครพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา หลังจากนั้นในโลกของไซเบอร์ คนที่ดูการ “ปะทะ” นั้น ก็ต่อว่า นักข่าวเนชั่นกันอย่างรุนแรง จนนักข่าวคนนั้นต้องออกมา “แก้ตัว” ว่าทำเพราะอะไร และคำแก้ตัวอันนี้ ก็คือเหตุผลหลัก ที่ทำให้คนแบบนักข่าวเนชั่นคนนั้น หรือ สรยุทธ สามารถ “ทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง” เหตุผลที่ใช้อ้าง ก็คือ “สื่อเป็นตัวแทนประชาชนที่จะตรวจสอบบุคคลสาธรนะ”



สิ่งนี้ก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง เป็นข้ออ้างที่มีเหตุผลมาก เพียงแต่ว่า เมื่อสื่ออ้าง ปชช ก็แสดงว่า มี “สัญญาประชาคม” อยู่ระหว่างนักข่าวและ ปชช คือ ปชช ให้สิทธิตรวจสอบไปที่นักข่าว เพราะตัวเองไม่สามารถทำเองได้ ปัญหาคือ “สัญญาประชาคมนี้” ไม่มีที่เขียนไว้ ว่า ปชช “ให้สิทธนักข่าวที่จะบิดเบือน เอนเอียง เสนอด้านเดียว เสนอความเท็จ หรือ กดดันและไร้มรรยาท กับแหล่งข่าว” แน่นอนว่าถ้ามีการสอบถามไปที่ ปชช ว่า อำนาจที่ตัวเองมอบไปให้นักข่าว ที่นักข่าวอ้างตลอดเวลา ว่าได้มา ถ้าถาม ปชช ว่า รวมถึงการเสนอ “เอนเอียงหรือไม่ยุติธรรมหรือไม่” คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คงจะเป็น “แน่นอนเราไม่ให้เอาชื่อเราไปอ้างเพื่อเสนอความเท็จ”



ส่วนที่สอง ก็คือคำว่าบุคคลสาธรนะ ว่าจะถูกตรวจสอบเข้มระดับไหน แน่นอนทุกคนทราบว่าเครือเนชั่นนั้นอิงอะไรและต่อต้านอะไร เช่นในขณะที่เราไม่แปลกใจเลย ที่สมัครถูกนักข่าวเนชั่น ตามจิกอย่างกับสมัครเป็นอาชยากร แต่ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเห็นนักข่าวคนเดียว ทำกับ มาร์ค อย่างเช่นที่ทำกับสมัคร คำตอบคือถ้าเราเห็น นักข่าวคนนี้ พูดคุยกับมาร์ค ภาพที่ออกมา ก็จะเป็นอีกแบบไปเลย



ที่สอนกัน ตาม มหาวิทยาลัย ไทย “ล้มเหลว”



ไม่มีใครสามารถที่จะบอก สรยุทธ ได้ว่า “วันนี้เธอเสนอข่าวเอนเอียงนะ หรือพูดกับนักข่าวเนชั่นว่า วันนี้เธอ ตามจิกและดูถูก แหล่งข่าวมากเกินไปนะ” ถามว่าสาเหตุมาจากอะไร ก็ต้องกล่าวถึงโครงสร้าง การข่าวไทย และโครงสร้างนี้ก็ถือกำเนิดมาจาก “การสอนและการพัฒนา” วิชาชีพนี้ และอุตสาหกรรมนี้ ของมหาวิทยาลัยไทยต่างๆ สิ่งที่เราเห็นชัดกันมากหลังรัฐประหาร คือ Divergence ระหว่างสื่อกรแสหลักไทย และสื่อกระแสหลักของต่างชาติ ที่ทำข่าวเมืองไทย ไทยจะออกมาในแนวสนับสนุนการยึดอำนาจ ส่วนต่างประเทศสนับสนุนอำนาจเก่า เช่นวันหนึ่งสมาคมนักข่าวไทยแถลงการณ์ว่ายุคทักษิณ คุกคามสื่อมากที่สุด แต่เพียงอีกสองวัน HRW กล่าวว่า ทหารคุกคามมากที่สุด



สิ่งที่สองที่ต่างกันมาก คืออายุของนักข่าวที่มีความรับผิดชอบสูง ต่างชาติจะอายุมากกว่าไทย สามสี่เท่า เช่นที่ทำเนียบขาว จะ 50 กันเกือบหมด แต่ ที่ทำเนียบรัฐบาลไทย 20-30 ส่วนมาก สิ่งที่สามที่ต่างกันมาก คือกฏหมายคุ้มครองการถูกละเมิดสิทธิ คือในต่างประเทศ แทบทุกข่าวสำคัญ จะต้องผ่านมือทนายความก่อน เพราะการถูกฟ้องร้องนั้นง่ายมาก และค่าเสียหายสูงมาก สิ่งที่สี่คือในต่างประเทศ มีการสร้างนักข่าวเฉพาะด้านและเฉพาะเชื้อชาติและเฉพาะปรัชญากันมาก เช่น Berkley University จะเน้นแต่การสร้างนักข่าวมาให้สำนักข่าวชุมชนต่างๆ และ เชื้อชาติที่หลากหลาย นอกจากนี้ สำนักข่าวในต่างประเทศ กระจายไปตามเมืองและชุมชนต่างๆ จะหาเช่นไทย ที่แทบทุกสื่อกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพนั้นไม่มี



และสุดท้ายๆ แรกเลย วงการสื่อก็คือเหมือนกับแทบทุกอุตสาหกรรมอื่น คือในสายวิชาชีพ จะหาคนที่อยู่ในวิชาชีพนั้นได้สัก 10-20 ปี เพื่อสร้างสมประสบการณ์ เฉพาะด้านนั้น แทบไม่มีให้เห็นเลย ส่วนมากจะวิ่งเข้าหาการบริหาร หรือการทำธุรกิจสื่อ เช่นนักข่าว หลังจากทำข่าวสักพัก ก็จะไปทำอย่างอื่นกันหมด ประสพการณ์และการพัฒนาสายวิชาชีพ จึงขาดการพัฒนา และสุดท้ายคือสื่อในไทยยังเป็นของรัฐหรือกลไกรัฐเช่นทหารมากเกินไป จึงทำให้เกิดการทับซ้อน วาระแอบแฝง และ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน เข้ามาเกี่ยวข้องกับสื่อ



ฉลามเต็มเมืองที่ “สร้างกันแต่กระแส”

ถ้าจะให้สรุปจากห้าหกประเด็นข้างต้น คือ ระหว่างคำพูดของนักข่าว ว่า เป็นหูเป็นตา “ให้ ปชช แทน ปชช เพื่อ ปชช” แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ตัวเชื่อม” ปชช และ สื่อ เข้าด้วยกัน “ไม่มีอยู่จริง” แต่กลับเป็นว่า “ตัวเชื่อม” กลายเป็นธนกิจการเมือง กลายเป็นนักข่าวประสบการณ์น้อย กลายเป็นการเล่นการเมืองของนักข่าวเสียเอง



ไม่มีใครมาเถียงเลย ว่าความหลากหลายทางความคิดและการเสนอข่าวไม่ดี ไม่มีใครมาเถียงเลย ว่าการมีจุดยืนต่อต้านไว้ก่อน ไม่เชื่อไว้ก่อน เป็น “สันดานที่ดีของนักข่าว” ไม่มีใครมาว่าอะไรเลย ว่านักข่าวก็คือคนที่มีจุดยืนและอารมณ์กันได้ แต่ปัญหาของไทยคือ “กระแส” ถ้าจะเปรียบวงการข่าวสารกันให้เป็นทะเลแล้ว ใครๆก็บอกว่าสื่อไทยนั้นเสรีภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “นั่นนะดีแล้ว” แต่ผลของ “เสรีภาพ” นั่นนะคืออะไรหล่ะ ถ้าเป็นทะเล ประเทศแบบสหรัฐคงจะเป็น Tropical Ocean ที่มีปลาหรือสื่อ หลากหลายชนิด ที่ทำให้ระบบนิเวศ มันอุดมสมบูรณ์ ทุกคนอยู่กันได้ สวยงาม ส่วนไทยนั้น ภาพอุตสาหกรรมสื่อ มันคือ การรวมกลุ่มของปลาฉลามเป็นร้อยๆตัว เพื่อกินทุกอย่างที่ขวางหน้า และในระแวกนั้น มีแต่ “ความกลัว ความไม่ปรอดภัย” เป็นกระแสหลัก

Sharks in Action

เอาหล่ะก็จะเลือกตั้งกันอยู่แล้ว ใครแพ้ใครชนะก็ว่าไป ใครจะไปรู้ ปีหน้าตอนนี้ PTV อาจจะมาอยู่ช่อง 9 แทนเนชั่นและมติชน แล้วสื่อสายอำนาจเก่าอีกเพียบอาจจะบุกเข้ายึดพื้นที่อื่นๆแบบถล่มทลาย แต่ถามจริงๆเถอะ พวกสื่อในกระแสหลักนะ การบุกไปประท้วงหน้าบ้านป๋านะ มันสมควรที่คนแก่ เด็ก และ ผู้หญิง จะโดนกระบองฟาดหัวหรือเปล่า คือถามจริงๆเถอะ จากสื่อมุมอำนาจเก่าแบบผม ผมงงจริงๆว่าไปประท้วงบ้านเขา แล้วทำไมเจอกระบองจนเลือดอาบออกมากันได้ คือพวกพี่ๆน้องๆในสื่อกระแสหลัก คิดว่าป๋า “ยิ่งใหญ่และสำคัญ” ถึงขนาดยอมให้เขาเอากระบองมาฟาดคนแก่เลยหรือ และสุดท้ายจริงๆ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ “ที่บิดเบือนข่าว” ให้ออกมา”ดี” ต่อ คมช และ “แย่” ต่อ นปก



และนี่ก็คือบทสรุปนะครับ และมันส่อถึงว่าทำไมไทยถึงมีปัญหากับสือมากมายนัก คือสื่อกระแสหลัก จับมือทหาร บิดเบือนข่าว แล้วลงกระบอง จนคนแก่เลือดอาบตัวไปหลายคน เพราะไปประท้วงป๋า

//www.thai-journalist-democratic-front.com/tavivootswritings.htm



Create Date : 19 ธันวาคม 2550
Last Update : 19 ธันวาคม 2550 19:38:29 น.
Counter : 492 Pageviews.

0 comments
วันนี้ละแวกบ้านปิดถนนเพื่องานสินค้าแฮนเมด สมาชิกหมายเลข 4149951
(22 ส.ค. 2564 12:46:22 น.)
สมยศ เชาวลิต พลิกชีวิตติดลบสู่ไอทีพันล้าน[JIB Computer Group] นายแว่นขยันเที่ยว
(12 ก.ค. 2564 18:02:59 น.)
ประเมินพฤติกรรมการทำงาน wbj
(3 ก.ค. 2564 20:26:08 น.)
ตอนที่ 5 มาลุ้นกันหน่อย Lease รถแล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น ใครจะดีกว่ากัน เวลาสามปี newyorknurse
(7 ม.ค. 2564 06:35:18 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Vision-focus.BlogGang.com

thipch
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด