ความจริง หรือ ความรู้สึกกันแน่??? เชิญพิจารณาตัดสินกันว่าอะไรจริง อะไรเท็จ
หนึ่งปี รัฐประหาร “การข่าวและการกรองข่าว ของชาติ ต้องดีกว่านี้”


หนึ่งปี รัฐประหาร “การข่าวและการกรองข่าว ของชาติ ต้องดีกว่านี้”



โรค ต้มยำกุ้ง ระบาดอีกแล้ว

ไม่ค่อยอยากจะด่าทหารมากมายนัก เหมือนทุกคนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ สาเหตุก็เพราะมองๆดูแล้ว คนไทยบ้ากันไปหมด สองสามปีที่ผ่านมา และมันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากจุดเดียว ที่เล็กๆ คือ ทักษิณทะเลาะกับเพื่อน ไม่ยอมช่วยเพื่อนเรื่องหนี้ และโกรธกันไป และมันก็ซวยจริงๆ ที่เพื่อนทักษิณเป็น Master Propaganda และ Master Black Operations ที่มีสื่อในมือ เป็น Multi-Media จากน้ำผึ้งหยดเล็กๆ เหมือน Tom Yom Koong Descease ไม่มีผิด ที่ มันลามปามไปทั่วโลก หนนี้มันก็ลามปามไปทั่วไทย



ทหารอ่อนปัญญา และ กิเลสหนา

จะไม่ลงในลายละเอียดมากนัก ว่า สนธิและพันธมาร ผิดอะไรกันบ้าง แต่จะเขียนในภาพใหญ่ดีกว่า และภาพแรกคือ ทหาร ปัญญาอ่อนไปหน่อย และวิเคราะห์ผิดไปมาก ที่ไปฟังพันธมาร จนสติแตกวิ่งออกจากกรมกองออกมา “แล้วตะโกนไปทั่วว่าชาติกำลังย่อยยับ ถึงเวลาฉันจัดการ” จริงๆแล้ว ถ้าฟังข่าวกรองเขาสักหน่อย ชาตินะไม่มีปัญหาอะไรมาก ที่มีปัญหามาก นะคือทักษิณ แต่พอเอาความปัญญาอ่อนของตัวเอง มาบวกกับกิเลส ที่ต้องการให้ไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เป็นสูตรสำเร็จ สำหรับรัฐประหาร ปัญหานะคือ เหมือนเดิม “คือฟังข่าวกรองน้อยไป คือฟัง “อีโก้ของตัวเอง” บอกว่าอำนาจมันจัดการได้หมด ทำให้คนรักประชาธิปไตยหันมารักอำนาจนิยมได้ เลยไม่ฟัง “ข่าวกรองที่บอกว่าเอา เสรีภาพ อยู่ยาก”



ทหารยังหลอกตัวเอง

แล้วสติกลับมาอยู่กับตัวหรือยัง มันก็พูดยาก วันนี้ บางกอกโพสไปคุยกับพี่อนุพงมา ผมก็กะจะซื้อมาอ่านแล้ว แต่พอเห็นตัวดำๆคำโตในกรอบว่า พี่อนุพงแกบอกว่า “ผมจะไม่ใช้ไม้อ่อนกับทักษิณ ถึงจะเป็นเพื่อนกัน และผมจะไม่เล่นการเมือง นำทหารเข้ากองกรม” จากที่จะซื้อมาอ่าน ตกลงผมส่ายหัว ไม่ซื้อหมดความสนใจ “คือถ้าจะไม่เล่นการเมือง มาสนใจอะไรกับทักษิณ ถึงขนาดเลือกไม้กัน ว่าจะอ่อนแข็งขนาดไหน” และตรงนี้ก็คือจุดบอกที่สองของไทย คือประชาชนคนไทย “อ่านข่าวและกรองข่าวน้อยไป” จนถูกสื่อชักจูง



สื่อวิ่งตามก้นกันเป็นส่วนมาก

และสิ่งนี้อันตรายต่อการพัฒนา อย่าว่าแต่ประชาธิปไตย ที่ไม่ง่ายเลย เอาแค่พัฒนาคนให้ฟังและคิดเสียก่อนเถิดดีไหม เพราะถ้าคนมันคิดไม่เป็นกรองข่าวไม่เป็น ถึงจะเอาธรรมระดับสูงอย่างประชาธิปไตย กรอกหูเช้าสายบ่ายเย็น เช้าขึ้นมาไม่รู้อีกแล้วแน่นอน ที่มันอันตรายก็เพราะสื่อไทยนั้น 80-90% ไปทางเดียวกันตลอดเวลา คือมันไม่มี Check and Balance ในอุตสาหกรรมสื่อไทย แล้วช่วงนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล เขามีอิธิพลมาก แทบทุกสื่อตามเขา แล้วพอเรามานึกกัน ว่า คนทั่วๆไป ตามสื่อไม่ทันและเชื่อสื่อ “คือกรองข่าว” ไม่เก่ง มันก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ ไม่เชื่อลองนึกไปถึงไม่กี่วันมานี้ ผู้จัดการลงว่าทักษิณ มีบัญชีในสวิส อีกวันแทบทุกสื่อออกมาแบบนั้น คือมีแน่นอน แล้วพอกลายเป็น รอยเตอร์แปลผิดมา มีใครออกมาขอโทษ บ้าง ไม่มี เรื่องหายไป เปรียบเสมือนยังไม่ตาย ในผู้อ่าน เพียงแต่ยังไม่มีอะไรใหม่ สรุปตรงนี้ คือ ปชช “ต่อสู้กับอำนาจของสื่อ” ไม่ได้เลย



ก็สามจุดแล้วนะ “การข่าวและกรองข่าว” ของ ทหาร สื่อ และ ประชาชน ต้องดีขึ้น นี่โชคดีนะ ที่สื่อต่างประเทศ และพวก สื่ออิสระใน อินเตอร์เนต เขาถ่วงดุล สื่อไทยอยู่ แล้วช่วงหลังนี้ก็มีไทยรัฐ แต่ถ้าไม่มีหละก็ พันธมาร อาจจะเอาคนออกมาเป็นหมื่นเพื่อเหยียบ บัง เรื่อง สพรั่ง ไปแล้ว แต่นี่มันปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่ออื่นเขาไม่เอาด้วย ลองคิดดูสิว่าถ้าสื่อเป็นแบบนี้ คือตรวจสอบ กันเอง ตลอดเวลา



นักวิชาการ ทั้งวิชาพื้นฐาน

แล้วถ้าจะให้ผมกล่าวถึงต่อ ก็คงจะเป็น “การกรองข่าวและการข่าว” ของนักวิชาการและอาจารย์ ช่วงพันธมารแบ่งบาน มันเหลืออยู่จุดเดียวจริงๆในไทย ที่ไม่ไปตามกระแส นั่นก็คือในพันทิพย์ กระดานราชดำเนิน และสื่ออินเตอร์เน็ตหยิบมือเดียว แต่นักวิชาการ แทนที่จะถามว่า การที่แทบทุกคนคิดไปทางหนึ่ง มันอันตรายหรือไม่ และเป็นสติและปัญญา หรือมันเป็นอารมณ์และความคลั่ง อาจารย์และนักวิชาการส่วนมาก กลับ เข้าไปร่วมกับกระแสหลัก จนอาจราย์ มธ และ จุฬา สนับสนุนการรัฐประหารกัน ให้ได้อับอายไปทั่วแวดวงวิชาการโลก และยังดื้อรั้นมาถึงทุกวันนี้ นี่แสดงว่าใน “การข่าวและกรองข่าว” แย่มาก คือ “ไม่มีไม่ใช้เลย” หายไปไหน พื้นฐานของการทำวิจัย ที่บอกว่าให้หาข้อมูลมาให้ครบทุกด้าน และแยกแยะว่าอะไรคือ ข้อมูล และ อะไร มันคือ ความเชื่อ ข่าวลือ แย่จริงๆ วันนี้ก็ยังรั้น ดูธีรยุทธบุญมี บอก คมช สอบผ่าน โน่นไปถามคน แก่และผู้หญิง ที่ถูกตำรวจกระทืบจนเลือดอาบตัว หน้าบ้านป๋า ว่าคิดยังไงกับธีรยุทธ



เสียสติไปกับกระแสสังคม

กับ ทหาร ปชช และ สื่อ นี่ผมเข้าใจได้ง่ายว่าทำไม ไม่กรองข่าวและการข่าวไม่ดี แต่ระดับ อาจารย์ จุฬาและ มธ และ นักวิชาการ แบบ ทีดีอาร์ไอ แทนที่จะเลือกให้สติแก่สังคม กลับออกมาปลุกกระแสอารมณ์ เช้าข้างพันธมารกันไปเกือบหมกตะกล้า โอยมันน่ากลัวจริงๆอนาคตไทย แล้วมันเหลือใครอีกหล่ะ นอกจากนักธุรกิจ ข้าราชการ และ สังคม แต่การข่าวของคนพวกนี้ และการกรองข่าว มันก็ถูกกลบหมด ไร้น้ำหนักไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เป็นการข่าวการกรองข่าวแบบ เครือข่ายหรือ Social and Business Network ระดับนี้ นั่งเออออกัน อะไรก็ได้ ขอให้ธุรกิจมันดี แล้ว ปาร์ตี้กันสนุก กลุ่มนี้เขากรองอะไรกันหละ สนอยู่อย่างเดียว “หุ้นการเมือง ไม่ก็บาทการเมือง ไม่ก็ดอกเบี้ยการเมือง” แล้วใครจะไปพึ่งได้



ปัจเจกชนก็มีจุดอ่อน

สุดท้ายก็ต้องขอว่า “คนกลุ่มที่ใกล้กับผม” นั่นก็คือ ปัจเจกชนในโลกของอินเตอร์เนต คือเก่งกันจังที่จะทำสงครามข่าวกับ คมช แต่พอมันถึงเวลา วางมือจากคอม แล้วจับเป้สนาม ไปสนามหลวง แทบจะไม่มีเลย ยิ่งด่า คมช กับ พันธมาร สนุกมากขึ้นแค่ไหน ในห้องราชดำเนิน คนออกไปประท้วงจริงๆ น้อยลงไปเป็นสัดส่วน แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเรื่องมีข้อมูลและข่าวสารและการกรองหละก็ ห้องราชดำเนินนั้น เป็นตัวอย่างที่ คนทั้งชาติน่าจะเอามาเป็นตัวอย่าง ในการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องการข่าว



การข่าวพรรคการเมือง เอาชนะมากไป

สั้นๆ คือพรรคการเมือง เขากรองและดูข่าวมันหมดนะ ปัญหามันคือ แข่งขันกันมากไปหน่อย ที่แย่งกันก็พื้นที่ “กลางๆ” ที่ยังเหลือ แล้วก็เล่นละครให้แฟนตัวเองดู แต่ส่วนมาก มันจะการข่าวและกรองข่าวสำหรับแฟนที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้เบนเข็มมาที่ Blue Ocean หรือ พวกกลางๆ ตลาดใหม่ แล้วลองศึกษาดูสิว่าจริงๆ สื่อให้เข้าถึงเขา “อย่างไรดี” รับรอง ต้นต่อของข่าว “ลวงc]tข่าวโกหก” ในประเทศไทย จะหายไปมาก และจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นทันที ทุกคน” เพราะแบบ ออกมาบอกว่ามีใบเสร็จ ทักษิณโอนเงินหมื่นล้านมาให้ พปช นะ คนกลางๆเขางงกัน ว่านี่มันคนบ้าพูดแน่นอน ส่วนแฟนตัวเอง ชอบแน่ รวมถึงศัตรู ทักษิณ แต่มันเข้าไม้ถึง Blue Ocean หลอก



สื่อรัฐไม่ให้ปัญญาสังคม

สุดท้ายขอนิดเดียวเกี่ยวกับการข่าวของสื่อรัฐและสื่อทหาร “ไม่เอาไหนเลย” คือบทสรุป “ไม่ได้เติมอะไรให้เต็มร้อยขึ้นมาเลย” ไม่ได้ ทำให้อะไรกระจ่างขึ้นเลย ไปตรงกันข้ามเลย แทนให้ความรู้สังคม กลับสุมหมอกควันมาปกคลุม ให้สมองและตามันมัวอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ด่าเลยนะ แต่อ่านข่าวทางอินเตอร์เนต ห้านาที ได้มากกว่าดูข่าวทีวีรัฐ “ทั้งวัน” แย่เอามากๆเลย ยิ่งเอารายการผลิตโดย คมช มาออก แล้วเรียกว่า “ข่าว” แล้วยังขอบคุณเขาอีก ที่เอามาให้ออก “เวรกรรมจริงๆ”



สรุป

ลองคิดดูสิ นักวิชาการ กรองข่าวดีๆ แยกแยะอะไรจริงอะไรข่าวลือ นักข่าว กรองข่าว และ ตรวจสอบกันและกัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือง่ายๆ ทหาร กรองข่าวดีๆว่าอำนาจมีพลังขนาดไหนจริงๆ จะไม่มองตัวเองว่า เข็นได้หมดทุกอย่าง นักธุรกิจ สังคม ข้าราชการ เอาจริงกับข่าวที่ไกลตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่วงตัวเอง และสุดท้าย ปชช กรองข่าว ก็จะถูกนำจมูกไม่ได้ง่ายๆอีก



ส่วนปัจเจกชนของห้องราชดำเนิน ก็ขอเชิญชวนออกมาประท้วงบ่อบขึ้น แบบผมนะ พยายามไปตลอด ถึงใจจริงๆแล้ว มันอยากนั่งอ่าน ไทย อี นิวส์ ไม่ ก็ ไฮ ทักษิณ ไม่ก็มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มากกว่าขนาดไหนก็ตาม


//www.thai-journalist-democratic-front.com/tavivootswritings.htm



Create Date : 28 กันยายน 2550
Last Update : 28 กันยายน 2550 21:34:58 น.
Counter : 397 Pageviews.

0 comments
สมยศ เชาวลิต พลิกชีวิตติดลบสู่ไอทีพันล้าน[JIB Computer Group] นายแว่นขยันเที่ยว
(12 ก.ค. 2564 18:02:59 น.)
ฉากกั้นห้อง Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
(23 มิ.ย. 2564 13:29:19 น.)
รีวิวจี้ชาร์มPANDORAอีกนิดหน่อย กระเป๋าLESPORTSACใช้คะแนนสะสมไปแลกมา OKANEMOCHI
(13 มิ.ย. 2564 05:31:35 น.)
OR : รายย่อย 'เราชนะ' ผู้ชายในสายลมหนาว
(15 ก.พ. 2564 21:03:38 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Vision-focus.BlogGang.com

thipch
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด