พระร่วงลูกนาค สำนวนที่ ๑



ความจาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ หน้า ๗ - ๑๕

พระพุทธศักราชได้ ๕๐๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๘๖ ปีกุญ พระยาอภัยคามินีศีลาจารย์บริสุทธิ์ อยู่ในเมืองหริภุญไชยนคร ย่อมออกไปจำศีลอยู่ในเขาใหญ่ จึงร้อนถึงอาศนนางนาคอยู่มิได้ ก็ขึ้นมาในภูเขาใหญ่นั้น ก็มาพบพระยาอยู่จำศีล เธอก็มาเสพเมถุนด้วยนางนาค ๆ อยู่ได้เจ็ดวันแล้วจะลาไป

พระยาจึงให้ผ้ารัตตกัมพล แลพระธำมรงค์ไปแก่นางนาคให้ชมต่างพระองค์ นางนาคก็กลับลงไป พระยาก็เข้ามาเมืองดังเก่า แลนางนาคก็มีครรภ์แก่ แลนางนาคก็ว่าลูกตูนี้มิใช่เปนไข่ แลจะเปนมนุษย์ทีเดียว แลจะคลอดในเมืองนี้มิได้

แล้วจึงขึ้นมาถึงภูเขาที่อาศนแห่งพระยานั้น ก็ประสูตรกุมาร ผ้าแลแหวนนั้นนางก็ไว้แก่ลูกตนแล้วก็หนีลงไปเมืองนาค แลมีพรานพเนจรคนหนึ่ง ออกไปหาเนื้อในป่า ได้ยินเสียงกุมารร้องไห้ แลพรานเข้าไปก็เห็นกุมาร แล้วพรานก็สัญญาว่า ลูกท้าวหลานพระยาแลเห็นตูมากลัวตู แลซัดลูกเสีย พรานจึงเอากุมารนั้นไปให้ภรรยาตนเลี้ยงไว้เปนบุตรบุญธรรม


แลสมเด็จพระเจ้าอภัยคามินีราช ใช้ให้เสนาอำมาตย์สร้างพระมหา ปราสาท จึงให้เกณฑ์เอาชาวบ้านมาถากไม้ตั้งเสาพระมหาปราสาท แลพรานนั้นก็ต้องเกณฑ์มาถากไม้ จึงเอากุมารนั้นเข้ามาไว้ด้วย แลร้อนด้วยรัศมีพระอาทิตย์ พรานนั้นจึงเอากุมารเข้ามาไว้ในร่มพระมหาปราสาท ๆ ก็โอนไปเปนหลายที

พระยาเห็นก็หลากพระไทย จึงให้เอาพรานนั้นเข้ามาถามดู แลพรานจะพรางมิได้ก็บอกว่าลูกเขาซัดเสียในป่า แลข้าพเจ้าเอามาเลี้ยงไว้เปนลูก พระยาจึงถามว่ามีอันใดอยู่ด้วยกุมารนั้นบ้าง จึงกราบทูลว่ามีแหวนแลผ้าอยู่ด้วยกัน

แลพระยาจึงให้พรานเอามาดูก็รู้ว่าเปนราชบุตรแห่งตน พระองค์จึงให้รางวัลแก่พรานนั้น แล้วพระองค์จึงให้หาชะแม่นม รับเอากุมารนั้นมาเลี้ยงไว้แล้ว พระองค์ให้ชื่อกุมารนั้นว่าเจ้าอรุณราชกุมาร


แล้วยังมีกุมารผู้หนึ่งอันเกิดร่วมชาติมนุษย์ ด้วยนางอรรคมเหษีชื่อว่าเจ้า ฤทธิกุมาร เปนน้องเจ้าอรุณราชกุมาร แลเจ้าพี่น้องทั้งสองร่วมใจกัน แลเจ้าอรุณราชกุมาร ได้พุทธทำนายพระพุทธเจ้า เมื่อไปฉันเพนนอกบ้านปัญจมัชฌคาม

แลพระยาอภัยคามินีมาคิดแต่ในพระไทยว่า เมืองใดจะสมควรแก่ลูกแห่งกูนี้ จึงเห็นแต่เมืองสัชนาไลยยังแต่พระราชธิดา แลพระราชบุตรหามิได้ แลพระยาอภัยคามินีจึงเอาเจ้าอรุณราชกุมารเปนพระยาในเมืองสัชนาไลย ก็ได้นามชื่อพระยาร่วง


แลพระองค์จึงให้สร้างพระวิหารทั้ง ๕ ทิศ สร้างพระจำลองไว้แทนพระองค์ ติดพระมหาธาตุแลพระรเบียงสองชั้น แล้วเอาแลงทำเปนค่าย แลเสาโคมรอบพระวิหาร แลพระองค์ก็ให้หาช่างทองมาทุกบ้านทุกเมือง

จึงให้เอาทองแดงมาทำเปนลำพระขรรค์ยาว ๘๘ ศอกกึ่ง ต้น ๕ ศอกกึ่ง ปลาย ๓ ศอก แลแก้วใส่ยอด ๑๕ ใบ แลบัลลังก์แท่นรองยอดใหญ่ ๙ กำ ตระกูลทองดี ๑๐ ชั้นแลหุ้มทองแดง ขลิบขนุนลงมาถึงตีนคูหา แลสร้างอุโบสถให้เปนทานแก่พระสงฆเจ้า แลให้สร้างที่ต้นรังพระธาตุเปนวิหารแลพระเจดีย์ จึงให้ชื่อว่าวัดเขารังแร้ง


แลพระเจ้าอรุณราชคือพระยาร่วงนั้น แลท้าวพระยาประเทศเมืองใด ๆ จะทนทานอานุภาพพระองค์ก็หามิได้ มาถวายบังคมทั่วสกลชมพูทวีป เพราะพระองค์ต้องพุทธทำนายพระพุทธเจ้า แลอายุพระองค์เจ้าได้ ๕๐ ปี

พอคำรบพระพุทธศักราชได้ ๑,๐๐๐ ปี จุลศักราช ๑๑๙ ปีมโรงนพศก จึงคนอันเปนใหญ่กว่าทั้งหลาย นำเอาช้างเผือกงาดำกับเขี้ยวงูมาถวายแก่พระองค์ ด้วยบุญที่พระองค์ทำหุ่นช้างใส่ดอกไม้ ถวายแก่พระพุทธเจ้าแต่ชาติก่อน

แลเมื่อพระองค์จะลบศักราชพระพุทธเจ้า จึงให้นิมนต์พระอชิตเถร แลพระอุปคุตเถร แลพระมหาเถรไลยลายคือพราหมณ์ เปนเชื้อมาแต่พระรามเทพ แลพระอรหันต์เจ้าทั้ง ๕๐๐ พระองค์

ทั้งพระพุทธโฆษาจารย์วัดรังแร้ง แลชุมนุมพระสงฆเจ้าทั้งหลาย ณวัดโคกสิงคาราม กลางเมืองสัชนาไลย แลท้าวพระยาในชมพูทวีปคือไทยแลลาวมอญจีนพม่าลังกาพราหมณ์เทศเพศต่าง พระองค์เจ้าให้ทำหนังสือไทยเฉียงมอญพม่าไทยแลขอมเฉียงขอมมีมาแต่นั้น


พระยาร่วงมีพระราชโองการตรัสแก่เจ้าฤทธิกุมาร ว่าพระยากรุงจีนเหตุใดจึงมิมาช่วยลบศักราช มาเราพี่น้องจะไปเอาพระยา กรุงจีนมาเปนข้าเราให้ได้ ครั้นพระยาทั้งสองพี่น้องคิดด้วยกันแล้ว จึงบังคับอำมาตย์ทั้งหลาย ให้แต่งเรือลำหนึ่งยาวแปดวาปากกว้างสี่ศอก

ครั้นได้ฤกษ์วันอาทิตย์เสด็จออกไปด้วยกำลังน้ำ แลอันเปนชาติแห่งนางช้างวลาหกเทวบุตร แลนอกนั้นเทวบุตรไปด้วย พระองค์ทั้งสองมีแต่พระขรรค์ธนูศิลป์ ทั้งพระภูมิ์แลพระพายเจ้าก็พัดพาไป แลนางเมขลาเจ้าสมุทก็ยินดีรักษามิให้เปนอันตราย แลไปได้เดือนหนึ่งจึงถึงกรุง จีน

แลวันเมื่อไปถึงนั้นบังเกิดเปนอัศจรรย์ ให้เปนหมอกตกมิให้เห็นพระจันทร์พระ อาทิตย์ แลจีนทั้งหลายให้ขนลุกหนังหัวพองทั้งเมือง สท้านสเทือนหวั่นไหวนักหนา แลพระยากรุงจีนจึงให้หาเสนาอำมาตย์มาชุมนุมในท้องพระโรง แลพิพากษาด้วยกันแล้ว

จึงใช้ให้ขุนแก้วการจีนพิจารณาดูในท้องมหาสมุท แลขุนแก้วการจีนไปข้างใต้ข้างเหนือ มิได้เห็นสำเภาลำใดลำหนึ่งในท้องทเลมิได้ แลเห็นแต่เรือน้อยลำหนึ่ง มีไทยสองคนขี่ลอยมา

แลขุนแก้วการจีนได้เห็นแล้ว จึงกลับไปทูลพระเจ้ากรุงจีน ๆ ก็รู้ในพระไทยแห่งพระองค์ด้วยมีพระพุทธทำนายไว้แต่ก่อนอยู่ในเมืองแห่งกู ว่ามีไทยสองคนพี่น้องจะข้ามทเลมาแสวงหาเมีย แลชายผู้หนึ่งจะเปนเจ้าแก่ชาวชมพูทวีป แลจะลบศักราชพระพุทธเจ้าแล้ว แลมาถึงกูนี้เที่ยงแท้แล้ว


ครั้นพระยากรุงจีนรู้ในพระไทยแล้ว จึงใช้พลจีนออกมารับพระองค์ขึ้นมาถึงเรือนหลวงแล้ว จึงให้นั่งบนแท่นแก้ว แลพระยากรุงจีนจึงถวายบังคมแล้วจึงชวนเจรจาแลพระยาร่วงก็ทรงภาษาได้ทุกประการ แลพระเจ้ากรุงจีนจึงนำเอาพระราชธิดามาถวายให้เปนพระอรรคมเหษี

ด้วยเหตุว่านางนั้นได้ทำบุญไว้ด้วยพระองค์แต่ชาติก่อนมา ได้สร้างพระไตรปิฎกทั้งสามไว้ในพระพุทธสาสนาพระพุทธเจ้ากกุสนธ์ แลเมื่อพระพุทธเจ้าเราไปนั่งฉันจันหันในบ้านปัญจมัชฌคาม เปนนาคให้น้ำเปนทานแก่พระพุทธเจ้าเรา ๆ ก็ทำนายไว้ว่า

นาคนี้จะได้ลบศักราชพระตถาคตเมื่อถ้วน ๑๐๐๐ ปี ได้แก่พระยาร่วงเจ้านี้ แลพระยากรุงจีนก็รู้ทุกประการ จึงตามพระไทยพระยาร่วงทุกประการ อันจะขัดนั้นมิได้ จึงให้นางราชกัลยาณีแก่พระองค์เจ้า แลพระยากรุงจีนใช้ให้อำมาตย์แต่งสำเภาเภตราลำหนึ่งกับเครื่องบรรณาการ

แลพระยากรุงจีนจึงผ่าตรามังกรออกเปนสองภาค แลข้างหางให้มาแก่พระราชธิดา ถ้าแลเมื่อน่าไปจะมีราชสาสนถึงกันแล้ว ให้เอาตราประกับกันดู ถ้าแลเปนดวงเดียวกัน จึงสันทัดว่าราชสาสนพระราชธิดา พระเจ้าร่วงจึงมาสู่สำเภากับด้วยนางพสุจเทวี แลเจ้าฤทธิราชกุมาร แลฝูงจีนทั้งหลาย ๕๐๐ เปนบริวาร

ใช้สำเภาไปได้เดือนหนึ่งจึงถึงด้วยอานุภาพแห่ง เทพยดา ครั้นถึงเมืองสัชนาไลยแล้ว ขณะนั้นน้ำทเลขึ้นมาถึงเมืองสัชนาไลย จึงใช้สำเภาไปมาหากันได้


พระองค์เสด็จขึ้นถึงเรือนหลวงแห่งพระองค์เจ้าแล้ว แลท้าวพระยาทั้งหลายกราบถวายบังคม แลจีนทั้งหลายก็ทำถ้วยชามถวาย จึงมีเกิดถ้วยชามแต่นั้นมา ท้าวไททั้งสองก็อยู่เย็นเปนศุข ตั้งแต่ทำบุญให้ทานรักษาศีล แลถือความสัจอยู่มิให้พลาดพลั้ง

จึงมีตระบะเดชะว่าสิ่งใดก็เปนสิ่งนั้นทุกอัน แลพระองค์ก็จึงให้เอาพสุจกุมารผู้เปนน้อง ตั้งพระราชวังอยู่นอกเมืองแลเจ้าพสุจกุมาร เจ้าฤทธิกุมาร เปนอันรักใคร่กันเปนนักหนามิได้ฉันทาโทษาแก่กัน ไปมาด้วยกัน เข้าไปถวายบังคมด้วยกันมิได้ขาดในพระราชวัง


แลเมืองพิไชยเชียงใหม่มีแต่พระราชธิดา แลหาพระราชบุตรมิได้ แต่อำมาตย์เมืองพิไชยเชียงใหม่ จึงกราบทูลขอพระราชทานเจ้า ฤทธิกุมารจะให้เสวยราชสมบัติสืบตระกูลมิให้ขาดเสียได้ แลสมเด็จพระอรุณราช จึงพระราชทานเจ้าฤทธิกุมารผู้เปนน้อง เสด็จขึ้นไปด้วยกัน

แลให้เจ้าพสุจกุมารอยู่รักษาเมืองกับนางพสุจเทวี พระองค์ทรงช้างเผือกงาดำมีฤทธิยิ่งนักหนากับด้วยอำมาตย์เสนาเสด็จประพา ศตีนพนมใหญ่กึ่งกลางหน แลจึงเจ้าฤทธิกุมารผู้น้องผันหน้าช้างเข้าต่อกันแล้ว พระองค์จึงจับเอาคนทีทองเต็มไปด้วยน้ำ ทรงอธิษฐานให้เปนแดนแว่นแคว้นแห่งเจ้า

แต่วันนี้ไปพระองค์จึงทรงเทน้ำในคนทีทองลงไปเปนสำคัญ แล้วจึงเอาตะปูทองแดงใหญ่ ๓ กำ ๓ วา ๓ ตัว ปักไว้เปนประธาน ครั้นพระองค์ปักแดนไว้ให้แล้ว ก็เสด็จขึ้นถึงเมืองแล้ว นางมลิกาลูกเจ้าเมืองเชียงใหม่มาต้อนรับเสด็จเข้าไปในเรือนหลวงแล้วท้าว พระยาอำมาตย์เสนาทั้งหลาย ก็กราบถวายบังคมแก่พระองค์เจ้าแล้ว

แลขณะนั้น พระอรหันต์เจ้านับได้เปนหลายพระองค์ แลพระมหากระษัตริย์เจ้า จึงให้ไปว่านางมลิกาเทวีผู้นี้เปนไฉน อำมาตย์จึงให้ไปถามพระอรหันต์เจ้า ๆ จึงเล็งด้วยทิพยจักษุรู้แล้ว จึงบอกแก่อำมาตย์ว่า อุบาสิกาเขาได้ให้ทานเข้าบิณฑบาต อันรายไปด้วยดอกมลิแลทานเชื่อเองแล้ว

อำมาตย์จึงไปทูลแก่พระองค์ก็ชื่นชมยินดีนักหนา จึงราชาภิเศกเจ้าฤทธิกุมารให้เปนพระยาลือกับด้วยนางมลิกาเทวี เมืองพิไชยเชียงใหม่จึงคิดกระตัญญูแต่นั้นมา แลลาวผู้หญิงจึงสู่ขอเอาผัวเปนจารีตสืบมา แลพระยาร่วงจึงกลับคืนลงมาเมืองพระองค์ดังเก่า


แลพระยาร่วงขณะนั้นคะนองนัก มักเล่นเบี้ยแลเล่นว่าว ไม่ถือตัวว่าเปนท้าวเปนพระยา เสด็จไปไหนก็ไปคนหนึ่งคนเดียว แลพระองค์เจ้าก็รู้ทั้งบังเหลื่อม รู้จักไตรเพททุกประการ ว่าให้ตายก็ตายเอง ว่าให้เปนก็เปนเอง อันหนึ่งขอมผุดขึ้นมาแล้วก็กลายเปนหินแลง แลขอมก็ขึ้นไม่ได้ด้วยวาจาสัจแห่งพระองค์ ๆ ได้ทำบุญแต่ชาติก่อนมา แลเดชะแก้วอุทกประสาทพระยากรุงจีนหากให้มาแก่พระองค์ ๆ จะไปได้ ๗ วันน้ำมิเสวยก็ได้


ในกาลวันหนึ่งพระองค์ก็ทรงว่าวคว้าลงขาดลอยไปถึงเมืองตองอู แลพระยาตองอูนั้นเปนข้าพระร่วงเจ้า แต่ก่อนชื่อนายอู ไปคล้องลิงเผือกให้แล้วจึงเอาบ้านเมือง ด้วยเดชะคล้องลิงเผือกอันเปนทิพย์จึงได้เปนพระยานั้น แลว่าวพระยาร่วงเจ้าขาดลอยไปตกอยู่บนปราสาทพระยาร่วงเจ้าตามไปถึงเมืองตองอู

แลพระยาร่วงเจ้านั่งอยู่ในบรรณ ศาลานอกเมือง ครั้นค่ำพระองค์ก็ลอบเข้าไปทำชู้ด้วยธิดาพระยาตองอูอยู่ในปราสาทอันแล้วไป ด้วยเหล็กดาดลงมาทุกชั้นแต่เมื่อพระร่วงเจ้าจะ ขึ้นเอาว่าวนั้น พระองค์เจ้าให้พระยาตองอูยืนขึ้น พระองค์ก็เหยียบบ่าพระยาตองอูขึ้นเอาว่าว

ครั้นเอื้อมหยิบมิถึงพระหัดถ์ พระองค์ก็เหยียบศีศะขึ้นเอาว่าว ด้วยพระองค์คิดว่าเปนข้ามิได้ถือความ แลพระองค์เอาว่าวได้แล้วพระองค์ก็หนีมา แลลูกสาวจึงบอกแก่พระยาตองอูผู้บิดา ๆ จึงรู้ จึงให้ไปตามเอาตัวพระองค์คืนมา แลสาวไส้พระองค์ออกใส่พานทองไว้

จึงส่งตัวพระองค์มาจากเมือง แลพระองค์ก็ไม่รู้ว่าเขาเอาไส้ไว้ ด้วยกรรมที่พระองค์เปนกา แลพระยาตองอูเปนปลา แลกาลากไส้ออกไว้จะกินก็บมิกิน แต่นั้นมาลาวมักเปนผีกินไส้กินพุงคนทั้งหลาย


ครั้นพระร่วงเจ้ามาถึงเมืองสัชนาไลย แลมา ยังพระอรรคมเหษีแลพระสนมทั้งหลาย ถวายบังคมแล้วก็เปลื้องอาภรณ์ออกจากพระองค์ไว้แล้ว แลเจ้าพสุจกุมารก็เข้าไปถวายบังคม จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าพสุจกุมาร ว่า

กูจะไปอาบน้ำมิเห็นกูมาเจ้าเปนพระยาแทนพี่เถิด แลเจ้าพสุจกุมารก็ไม่รู้แลสำคัญว่า ๆ เล่น ครั้นพระองค์ลงไปอาบน้ำที่กลางแก่งเมืองก็อันตรธานหายไปไม่ปรากฎ


ในพุทธศักราช ๑๒๐๐ พระยาร่วงสิ้นทิวงคต จุลศักราช ๑๕๗ ปีชวดสัปตศก เสนาอำมาตย์ท้าวพระยาทั้งหลาย ก็ร้องไห้ร่ำไรไปมา ทั้งพระสนมชาวแม่ทั้งหลายเปนทุกข์นักหนา แลเจ้าพสุจกุมารจึงให้ราชทูตถือ ข่าวสาสน ขึ้นไปทูลพระยาลือกุมารราชนครเมืองพิไชยเชียงใหม่ผู้เปนน้องพระองค์

พระยาลือรู้แล้วจึงลงมาราชาภิเศกเจ้าพสุจกุมารให้เปนพระยาในเมืองสัชนาไลย แล้ว ครั้นพระร่วงเจ้าทิวงคตวันหนึ่งแล้ว ช้างอันเกิดร่วมชาตินั้นก็ตายคนละวัน แลพระยาลือกุมารขึ้นไปเมืองพิไชยเชียงใหม่ดังเก่า


ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


สิริสวัสดิ์จันทรวาร มานชื่นมโนเฉิดเลิศฉายฉานนะคะ



Create Date : 27 ธันวาคม 2553
Last Update : 27 ธันวาคม 2553 8:25:12 น.
Counter : 1021 Pageviews.

1 comments
ตะพาบประจำหลักกิโลเมตรที่ 230 "ความกลัว" newyorknurse
(17 มิ.ย. 2562 06:52:19 น.)
สนามรบ อาจารย์สุวิมล
(2 มิ.ย. 2562 06:09:46 น.)
🕛 วันวานที่สนามหลวง 🕛 โอน่าจอมซ่าส์
(4 มิ.ย. 2562 11:32:30 น.)
🐢🐇สถานี รถไฟ เมื่อวันวาน 🐢🐇 โอน่าจอมซ่าส์
(30 พ.ค. 2562 19:22:11 น.)
  
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาโหวตให้นะคะ
ด้วยความยินดีอย่างยิ่งค่ะ
โดย: sirivinit วันที่: 13 มกราคม 2554 เวลา:0:37:34 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด