The Untamed – ปรมาจารย์ลัทธิมาร - Mo Dao Zu Shi (ม๋อเต้าจู่ซือ)
ผู้แต่ง: โม่เซียงถงซิ่ว

แปล: อลิส

สำนักพิมพ์: Bakery Book



*** คำเตือน อาจจะมีสปอยล์นะคะ แบบที่ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ดังนั้นใครที่ไม่ชอบถูกสปอยล์ก็อย่าเพิ่งเข้ามาอ่าน เราเตือนคุณแล้ว***



ใครจะว่าเราเรียกแขกด้วยการหยิบนิยายเรื่องดังมาเขียนทั้งๆ ที่ สนพ. ยังแปลออกมาไม่ครบจนจบ ก็ช่างนะคะ เพราะจริงๆ มีเหตุผลที่เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนก่อนอยู่หลายประการ ข้อแรก นี่เป็นนิยายจีนเรื่องแรกที่เราตัดสินใจอ่าน หลังจากที่ไม่ได้อ่านนิยายจีนมานานกว่า 20 ปี เนื่องจากความเข้าใจแบบผิดๆ ว่า มันอ่านยาก แค่จำชื่อก็จะแย่แล้ว แล้วเป็นไงล่ะ หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก็เรียกได้ว่างานเข้า เพราะนอกจากเนื้อเรื่องยาวมาก ตัวละครก็เยอะ แถมตัวละครเด่นๆ ตัวนึง นี่ก็ปาเข้าไปสามชื่อ ไหนจะนามหลัก นามรอง ไหนจะฉายา ตัวสำคัญรองๆ ลงมาก็ต้องมีอย่างน้อยๆ สองชื่อไปอีก ไหนจะชื่อเมือง ชื่อสถานที่ ชื่อสกุล ชื่อเหตุการณ์ นับว่าท้าทายในการหยิบมาอ่านอย่างยิ่ง เหตุผลที่สองเพราะจู่ๆ ก็มีคลิปที่ตัดสั้นๆ จาก WE TV ของตัวซีรี่ย์ ที่ขึ้นมาเป็นคลิปแนะนำหราอยู่ข้างๆ แทบทุกครั้งที่เข้า YouTube แล้วเอาจริงๆ นะ หน้าของนักแสดงที่มารับบทตัวเอกของเรื่องสองคน มันดีงามมากจนต้องคลิกเข้าไปดู สุดท้ายก็ติดหนึบจนต้องดูให้จบจนได้ และเหตุผลที่สาม ถามคนรู้จักแล้ว มีแต่คนบอกว่า พี่... ดูเถอะ ไม่งั้นพี่ก็หาหนังสือมาอ่านก็ได้ แต่ยังแปลภาษาไทยไม่จบหรอกนะ แต่พี่จะชอบแน่ๆ

เนื่องจากแต่เดิมเราเป็นคนขี้เกียจดูซีรี่ย์มาก แถมเรื่องนี้ยาวหลายตอน ก็เลยคิดว่างั้นไปหามาอ่านดีมั้ยนะ เพราะรู้สึกมันดังเหลือเกิน ใครๆ ก็พูดถึง แต่... สนพ. ยังแปลภาษาไทยออกมาตอนนั้นแค่ 2 เล่มเองมั้ง เลยเอายังไงดี ไม่อยากจะติดค้างในใจ ก็เลยตัดสินใจแบบบ้าเลือดมาก นั่นก็คือ ขอเข้าไปอ่านในเว็ปที่มีแฟนนิยายเรื่องนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษดูก่อนดีมั้ยนะ ก็เข้าไปค่ะ แล้วก็ได้เห็นแล้วว่าแปลดีมาก ทักษะการแปลเลิศเลอเหลือเกิน ต้องขอบอกไว้ก่อนนะคะ ว่าเราทำงานเป็นทั้งล่าม ทั้งนักแปล ดังนั้นการจะเข้าไปหาอ่านนิยายเป็นภาษาอังกฤษนั้น ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ปัญหาอย่างเดียวก็คือ การอ่านภาษาจีนแบบ Pinyin มันช่างยากเย็นยิ่งนัก แล้วมือใหม่อย่างเรา ลำพังชื่อจีนที่สะกดเป็นภาษาไทยก็จำยากจะแย่ นี่เริ่มอ่านนิยายจีนจากภาษาอังกฤษ ก็พูดได้คำเดียวว่า กล้ามาก ใครที่อยากจะอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่แปลตั้งแต่ต้นจนจบไปจนถึงตอนพิเศษด้วยนั้น ก็สามารถตามเข้าไปดูใน Link นี้ได้เลยค่ะ
https://exiledrebelsscanlations.com/novels/grandmaster-of-demonic-cultivation/
 
นั่นล่ะค่ะ พอเข้าไปอ่านได้ซักเกือบๆ 100 หน้า ก็ตัดสินใจทันทีว่า จะต้องอ่านจนจบ แต่ด้วยความที่ไม่สามารถทนอ่านอะไรยาวๆ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ จึงตัดสินใจรวบรวมทั้งหมด จัดหน้าใหม่แล้วก็ส่งไปให้ที่ร้านพริ้นต์เอ๊าท์ออกมาพร้อมเย็บเล่มเสร็จ รวมทั้งสิ้น 5 เล่ม ความหนาทั้งหมดเกิน 1000 หน้ากระดาษ A4 ส่วนเรื่องชื่อที่ยังอ่านได้ไม่คล่อง การแวะเวียนเข้าไปดูซีรี่ย์บ้าง ช่วยได้มากค่ะ สิริรวมแล้วเราอ่านไปทั้งหมด 3 รอบ รอบแรกก็ได้ภาพรวมของนิยายทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ทั้งหมด รอบที่ 2 เก็บรายละเอียด และรอบที่ 3 แค่อยากอ่านซ้ำเพราะชอบมากแค่นั้นเอง หลังจากนั้นถึงค่อยตามมาดูซีรี่ย์อีกที แต่เพราะดูตอนสั้นๆ ในซีรี่ย์ไปแล้วประมาณนึง ทำให้ภาพของเว่ยอิงในหัวก็คือเซียวจ้าน และภาพของหลานจ้านก็คือหวังอี้ป๋อค่ะ ไม่ต้องจินตนาการอะไรมากเลย เพราะสองคนนี้คือเว่ยอิงกับหลานจ้านที่เหมาะที่สุดในโลกแล้วแหละ ดังนั้นรีวิวนี้ ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าคงจะต้องมีการพาดถึงซีรี่ย์ไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ นะคะ

ตอนที่ได้ยินชื่อ ปรมาจารย์ลัทธิมาร ครั้งแรกก็คิดปรุงแต่งไปก่อนแล้วว่า น่าจะเป็นซีรี่ย์กำลังภายไหนที่หนีไม่พ้นแนวธรรมะปราบอธรรมแน่ๆ คือก็รู้มาบ้างว่า นิยายน่ะจะออกแนววาย ส่วนซีรี่ย์เนื่องจากไม่สามารถทำออกมาแนวนี้ได้เลยเพราะต้องไม่ผ่านเซ็นเซอร์ของจีนแน่ๆ ก็เลยต้องนำมาดัดแปลงให้ออกมาเป็นแนวมิตรภาพ แต่พออ่านนิยายแล้วมาดูซีรี่ย์จบ คืออยากจะกราบคนเขียน รวมทั้งผู้กำกับและทีมงานของซีรี่ย์เป็นอย่างมาก คือนิยายเรื่องนี้สนุกมาก ในขณะที่ซีรี่ย์ก็ทำออกมาได้ดีมาก ส่งเสริมกันสุดๆ ขนาดถูกดัดแปลง ยังอยากจะคารวะทีมงานเหลือเกิน ถึงกะเคยอ่านเจอคอมเม้นต์แฟนต่างประเทศบอกว่า “นี่คือซีรี่ย์ไม่วายที่วายที่สุดเรื่องนึงเลย” แนะนำให้ไปดูกันค่ะ


เหมือนวิทยานิพนธ์เลยมั้ยล่ะคะ

ทีนี้เรามาพูดถึงนิยายกันหน่อยดีกว่าค่ะ ตอนที่เริ่มอ่านได้ไม่กี่หน้า ยอมรับเลยว่าพล็อตเรื่องน่าติดตามมาก ก็เลยทำให้หยุดอ่านไม่ได้ พออ่านๆ ไปอีกก็จะมีงงๆ อยู่บ้าง ตั้งแต่เรื่องชื่อ ไปจนถึงการเล่าเรื่องที่จะมีการ Flashback ไปมา แต่พออ่านไปนานเข้า จะเริ่มเข้าใจค่ะ ต้องอย่าลืมว่าเราอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ เลยต้องใช้เวลาหน่อย แต่เรารู้สึกว่ามันจะต้องน่าสนุกแน่ๆ เลย ตอนที่พอได้อ่านช่วงเริ่มเรื่องที่มีคนพูดถึงเว่ยอิง หรือเว่ยอู๋เซี่ยน ว่าเป็นปรมาจารณ์อี๋หลิง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจอมมารโฉดชั่วที่แสนจะโหดร้าย ไหนจะมีคนย้ำอีกว่าดีแล้วที่ตายไปเสียได้ แต่พอวิญญาณของเว่ยอิงกลับมาเกิดใหม่ในร่างของ โม่เสวียนอวี่ แล้วเราเริ่มได้ทำความรู้จักกับตัวละครตัวนี้ผ่านความคิดของของเว่ยอิงเอง เรากลับรู้สึกชอบเว่ยอิงมาก รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มันน่ารักและกวนตีนดี แล้วไหงถึงได้กลายมาเป็นปรมาจารย์อี๋หลิงได้วะ ความรู้สึกอยากติดตามมันเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกชอบตัวละครตัวนี้นี่ล่ะค่ะ

พอเปิดตัวเว่ยอิงแล้ว ก็ถึงเวลาที่เปิดตัวหลานจ้าน หรือหลานวั่งจี ที่ตอนต้นเรื่องกึ่งๆ จะถูกปูให้คนอ่านเข้าใจว่า เป็นศัตรูคู่แค้นของเว่ยอิง เอาง่ายๆ ก็คือ เว่ยอิงเป็นจอมมารฝ่ายอธรรม แล้วหลานจ้านก็เป็นจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะนั่นล่ะ ถ้าตามสูตรแล้วคู่นี้ยังไงก็จะต้องเป็นศัตรูคู่แค้นในระดับที่จะต้องฟาดฟันกันถึงตายแน่ๆ แต่ถ้าเรื่องราวมันง่ายปานนั้น นิยายเรื่องนี้คงไม่โด่งดังขนาดนี้หรอกค่ะ อันนี้ขอยกเครดิตให้กับชั้นเชิงในการวางพล็อตเรื่องของผู้แต่งคือ โม่เซียงถงซิ่ว คือวางพล็อตเก่งมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าไม่ได้คิดแค่จะแต่งนิยายวายให้คนอ่านได้ฟินกันแค่นั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว หรือแม้แต่ตัวละครที่โผล่มาแต่ละตัว แต่ละช่วงนี่คือวางแผนมาอย่างดีจริงๆ

เอาแค่แบ่งกลุ่มตัวละครให้เป็นตระกูลใหญ่ที่มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันถึง 4-5 ตระกูลแบบลงรายละเอียดมากมายนี่ก็น่าทึ่งมากแล้ว ไม่ว่าจะสกุลหลานแห่งกูซู สกุลเจียงแห่งอวิ๋นเมิ่ง สกุลเนี่ยแห่งชิงเหอ สกุลจินแห่งหลานหลิง หรือสกุลเวินแห่งฉีซาน ไหนจะสกุลเล็กสกุลน้อยที่ปรากฏอยู่เป็นระยะ การสร้างตัวละครแต่ละตัวก็มีความสำคัญอย่างมาก และทำให้คนจดจำได้จริงๆ โดยเฉพาะบุคลิกของตัวละครหลัก (ที่แฟนๆ เรียกว่าพระเอกนายเอก) เว่ยอิงจะเป็นคนร่าเริงสดใส เป็นคนรักอิสระ คิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ส่วนหลานจ้านจะเป็นคนพูดน้อยถึงไม่พูดเลย ใส่ใจเรื่องกฎระเบียบ ง่ายๆ ก็คือเป็นคนที่เป๊ะทุกกระเบียดนิ้วเข้าขั้นเป็นผู้ชายทื่อๆ คนนึง เพราะฉะนั้นถึงจะหล่อเหลางดงามระดับติดท็อปชาร์ต ก็ยังคงเป็นรองพี่ชายตัวเอง ที่หล่อเป๊ะเหมือนกันแต่นิสัยดีกว่านั่นล่ะค่ะ แต่โดยพื้นฐานแล้ว ตัวละครทั้งสองตัวมีความมุ่งมั่นตั้งใจเหมือนกัน นั่นก็คือการช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า หรือเป็นจอมยุทธ์ผู้มีคุณธรรมนั่นแหละเรียกง่ายๆ

นอกจากเรื่องราวซับซ้อนสนุกซ่อนเงื่อนแล้ว ความแตกต่างของตัวละครหลักทั้งสองก็ก่อให้เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากเช่นกัน ตอนที่เราอ่านๆ ไปเนี่ย เราก็จะเห็นแหละว่าเว่ยอิงมีนิสัยที่โคตรจะต่างจากหลานจ้านมาก แต่เว่ยอิงดูจะถูกใจหลานจ้าน อันนี้ถ้าแบบไม่คิดลึกซึ้งเป็นอื่น ก็น่าจะแบบเหมือนปลื้มคนเก่งประมาณนั้น แต่ก็อดจะหมั่นไส้ไม่ได้ เหมือนพวกเด็กหลังห้อง พอเห็นเด็กเรียนเก่งแล้วจะอดไปป่วนไปแกล้งแหย่เค้าไม่ได้นั่นล่ะค่ะ เว่ยอิงถึงได้กวนโมโหหลานจ้านตลอด ในขณะที่หลานจ้านจะหงุดหงิดและโกรธเว่ยอิงวันละหลายรอบ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าต่างคนต่างก็เริ่มสนิทกันไปเองโดยไม่มีการพูดกันชัดเจนว่าเราเป็นสหายกันหรืออะไรก็ตามแต่ ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่สองคนนี้รู้จักกันใหม่ๆ ยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลยค่ะ แล้วมันจะมีเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างฝ่ายต่างจับสังเกตุกันแล้วก็เกิดเป็นความประทับใจที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เฉยเลย

ทีนี้มีมันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย โดยที่ทั้งสองคนต้องเข้าไปมีเอี่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ ก็เลยเริ่มสนิทกันขึ้นมา ในขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นแล้วว่าชีวิตของเว่ยอิงเริ่มจะมีอะไรต่างๆ เข้ามาสร้างผลกระทบแล้ว และมันมีผลต่อหนทางที่เว่ยอิงเลือกเดินอย่างมากชนิดที่ว่าต้องแลกกับชีวิตของคนรอบตัวและชีวิตของตัวเองเลยล่ะค่ะ แต่ตอนนี้แหละ ที่ทำให้เราเห็นว่าฉายาปรมาจารย์อี๋หลิงนั้น เว่ยอิงได้มายังไง ซึ่งมันช็อกเรามากตรงที่ เฮ้ย... คนที่ได้ชื่อว่าเป็นมารร้ายในเรื่องนี้ มันไม่ใช่มารนี่หว่า แล้วมันทำให้เราตั้งคำถามกับพวกที่บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะอย่างมาก มันมีคำพูดมากมายนะคะทั้งจากในนิยายและในซีรีย์ที่เว่ยอิงเอ่ยออกมาแล้วมันดีมาก ชวนให้คิดตามมากด้วย มันสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินคนอื่นแบบผิดๆ แบบพวกมากลากไป คือตอนอ่านนี่แบบ เคืองแทนเว่ยอิงอ่ะค่ะ แล้วมันทำให้เราเอาใจช่วยปรมาจารย์อี๋หลิงไปเลย แบบไม่ใช่เพราะรู้ว่าเว่ยอิงเป็นหนึ่งในพระเอกด้วยนะ แต่เราได้เห็นการเติบโตของตัวละครตัวนี้ ได้เห็นว่าเว่ยอิงต้องเจอกับอะไร และเพราะอะไรถึงตัดสินใจแบบนี้หรือเลือกหนทางแบบนี้ เพราะเราเชื่อว่าลึกๆ แล้วถ้าเลือกได้ เว่ยอิงคงอยากให้มันเป็นไปอีกแบบมากกว่า แต่เมื่อถูกบีบคั้นมากๆ มันก็ต้องเลือกในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ซึ่งที่จริงก็ยังอยู่บนหนทางที่ว่าช่วยเหลือผู้อ่อนแอและไม่มีอะไรต้องละอายใจแต่เดิมนั่นหละ เพียงแต่ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ตัดสินไปแล้วว่าคนดีๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้ เว่ยอิงจึงถูกประนามหยามเหยียดอย่างยิ่ง เราเองก็ไม่ได้คิดว่าเว่ยอิงทำถูกไปเสียทั้งหมดนะคะ เพราะเอาจริงๆ เวลาเว่ยอิงโหดขึ้นมาก็อำมหิตเหลือเกิน ถึงแม้ในใจจะบอกว่าอีกฝ่ายสมควรโดนก็เถอะ นี่ก็เรียกว่าฉีกขนบพระเอกไปเลยเหมือนกัน แต่นิยายเรื่องนี้ก็ฉีกขนบฝ่ายธรรมะซะแหลกลาญไปเลยเหมือนกันเถอะ

ในขณะเดียวกันฝ่ายหลานจ้านเอง จากคนที่เชื่อมั่นในกฎวินัยอย่างเคร่งครัดเท่าชีวิต เป็นคนที่มองโลกแบบเป็นสีขาวและสีดำไปเลย ก็เริ่มที่จะได้เรียนรู้แล้วว่าโลกไม่ได้ถูกแบ่งให้มีแค่คนดีและคนเลว ยิ่งพอได้เห็นว่าเว่ยอิงไม่มีทางจะเป็นคนชั่วร้ายได้เด็ดขาด แต่เพราะฝ่ายที่มองว่าตัวเองถูกต้องคอยตัดสินว่าเว่ยอิงชั่วร้าย ก็ยิ่งทำให้หลานจ้านรู้สึกขัดแย้งในใจมาก ที่จริงหลานจ้านเองก็ถูกบีบคั้นไม่น้อยเหมือนกัน เพราะตัวเองก็เหมือนเป็นตัวแทนหลักของฝ่ายธรรมะที่ทุกคนยกย่อง มันจึงเหมือนเป็นหน้าที่ว่า ต้องกำจัดมารร้ายในยุทธภพสิ แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นมารร้ายกลับกลายเป็นคนที่ตัวเองให้ความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่สุดนี่สิ แล้วหลานจ้านเป็นคนไม่พูด ไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย มีอะไรก็เก็บเอาไว้ในใจคนเดียว ดังนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่าเขาเองก็เป็นทุกข์อย่างยิ่งเกินกว่าที่ใครจะรู้ได้นั่นล่ะ

เราว่าสิ่งนึงที่ทำให้คนอ่านรู้สึกประทับใจกับคู่เว่ยอิงหลานจ้านมากก็คือ ความกำกวมของความสัมพันธ์นี้ในช่วงชีวิตก่อนที่เว่ยอิงจะตาย จนตอนที่เว่ยอิงตายไปต่อหน้า หลานจ้านคือคนที่ได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้มากกว่าใคร ถึงขนาดตามหาวิญญาณของเว่ยอิงไปด้วย เฝ้าโทษตัวเองไปด้วย แหกกฏสกุลไปก็หลายข้อแต่ก็ไม่สนใจ และมีชีวิตอยู่ด้วยความเสียใจอย่างที่สุดตลอดระยะเวลานานถึง 16 ปี จนกระทั่งเว่ยอิงฟื้นขึ้นมาในร่างของโม่เสวียนอวี่ แม้เว่ยอิงจะพยายามทุกทางเพื่อที่จะหนีให้ไกลจากหลานจ้าน เพราะเข้าใจไปเองว่าหลานจ้านเกลียดตัวเองมาตลอด ดังนั้นสู้ไม่ต้องเจอกันเสียเลยดีกว่าจะดีที่สุด ก็เป็นหลานจ้านนี่แหละที่รู้ก่อนใครได้เองว่า แท้ที่จริงเป็นวิญญาณของเว่ยอิงที่อยู่ในร่างของโม่เสวียนอวี่ แล้วเจ้าตัวก็ตามติดชีวิตเว่ยอิงจนเป็นเงาตามตัว ช่วยเหลือทุกอย่าง ถึงขั้นพาไปดินแดนไร้เมฆาของตระกูล เว่ยอิง (ในร่างโม่เเสวียนอวี่) ก็พยายามจะป่วนหลานจ้านทุกทางให้ทนไม่ได้ แล้วจะได้ปล่อยตัวเองไปซะ แต่ปรากฏว่า หลานจ้านที่เว่ยอิงไม่เจอมา 16 ปีนิสัยเปลี่ยนไปจากหลานจ้านคนก่อนมาก เพราะไม่ว่าจะป่วน จะแหย่ยังไง หลานจ้านก็ไม่เคยโกรธ ได้แต่ทำหน้านิ่งๆ แล้วก็เอ่ยออกมาว่า “อืม” สั้นๆ แล้วก็ตามติดต่อไป ไม่ยอมห่าง แถมยังตามใจเว่ยอิงทุกอย่าง ใครจะว่ายังไงก็ไม่สน เรียกว่าจากกันไป 16 ปี หลานจ้านได้ใจสาววายไปค่อนโลกเลยค่ะ อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดก็คือเรื่องผ้าคาดศีรษะของสกุลหลานของหลานจ้าน อันนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ เรียกว่าเป็นตัววัดพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งหลานจ้านและเว่ยอิงที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่องเลยเหมือนกัน

การเดินเรื่องในนิยายจะเป็นการตัดสลับเรื่องราวก่อนที่เว่ยอิงจะตาย กับเว่ยอิงที่เกิดใหม่ในร่างของโม่เเสวียนอวี่ ไปตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งตื่นตาตื่นใจมากค่ะ อ่านสนุกอ่ะ แล้วก็จะมีเรื่องราวสั้นๆ ที่แทรกอยู่ในโครงเรื่องหลักด้วย และที่โขมยซีนมากที่สุดก็คือเรื่องราวโศกนาฏกรรมเมืองอี้ ที่แบบ อ่านแล้ว... มันพีคค่ะ จุกในอกมาก แค่ตอนนี้ตอนเดียว สามารถตัดไปเขียนเป็นไซด์โปรเจ็กต์ได้อีกเรื่องเลยนะ อ่านสนุกมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่จะไม่ขอย้อนกลับไปอ่านอีกแล้ว เพราะอะไรก็ขอให้ลองไปอ่านกันดูนะคะ มันดีมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวซ่งหลาน เสี่ยวชิงเฉิน เซวียหยาง หรือแม้แต่อาฉิง ล้วนแล้วแต่น่าสนใจค่ะ แถมในเมืองอี้ยังได้ทีมรุ่นจูเนียร์ของแต่ละตระกูลมาร่วมสร้างสีสันด้วย ทั้งตระกูลหลานที่มีหลานซีจุย และหลานจิงอี๋ จินหลิงที่มีศักดิ์เป็นหลานของเว่ยอิง นอกจากนี้แล้วนะคะ การสร้างตัวละครต่างๆ ในเรื่องก็ล้วนสำคัญแบบขาดใครไปไม่ได้เลยจริงๆ

ตั้งแต่อ่านนิยายหรือดูซีรีย์มา เรื่องนี้นี่คือตัวละครโคตรเยอะ (ตายไปก็เยอะ) แต่กลับทำให้เราจดจำแต่ละตัวได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเจียงเฉิง ที่แสนเจ้าอารมณ์ กับศิษย์พี่เจียงเยียนหลี ที่เป็นพี่น้องของเว่ยอิง หลานซีเฉิน พี่ชายสุดหล่อของหลานจ้าน เนี่ยหวายซัง จินกวงเหยา เวินหนิง และอีกมากมายซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญแตกต่างกันไป แต่ก็ทำให้นิยายเรื่องนี้มีมิติมากขึ้นไปอีก เพราะมันไม่ได้เป็นตัวละครที่แบบคนนี้ดีอย่างเดียว คนนี้เลวอย่างเดียว คนนี้น่าสงสารแล้วจบแค่นั้น แต่มันซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก ตัวละครที่เราคิดว่าดีมาตลอด แต่กลับมีด้านมืดที่น่ากลัวซ่อนอยู่ซึ่งชวนให้คนเกลียดชังเหลือเกิน สุดท้ายกลับเกลียดไม่ลงเพราะเหตุผลที่ทำกลับน่าสงสารและน่าเห็นใจ ตัวละครบางตัวดูไม่เอาไหน ราวกับเป็นคนขี้แพ้มาตลอดทั้งเรื่อง แต่ที่จริงกลับฉลาดลึกซึ้งกว่าใคร บางคนดูน่าสงสารอ่อนแอ แต่กลับมีพลังแข็งแกร่งซ่อนอยู่ หรือแม้แต่ตัวละครหลักทั้ง 2 ในเรื่องอย่างหลานจ้านและเว่ยอิงก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรเลย ต่างคนต่างก็มีข้อเสียอยู่ด้วยกันทั้งนั้น

ยิ่งตอนจบที่เฉลยปมทุกอย่างออกมาหมดนี่ ถึงกับทำให้ต้องร้องเช้ดดดดดดด.... คือ โอ้โห ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก แล้วทำดีทั้งนิยายและซีรี่ย์เลยนะคะ เพราะว่าดูจนจบมาขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้พูดถึงด้วยก็คงไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ในวันที่เขียนรีวิวนิยายเรื่องนี้ (28 พ.ค. 2020) ฉบับแปลภาษาไทยยังไม่จบสมบูรณ์ (น่าจะขาดไปอีก 2 เล่ม) แต่ก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ดูได้อ่านมาบ้างแล้ว คงพอจะรู้รายละเอียดกันหมดแล้ว แต่แม้แต่เราทั้งอ่านและดูซีรีย์จนจบ ก็ยังอยากจะซื้อฉบับภาษาไทยมาเก็บเอาไว้ เพราะก็น่าจะได้อรรถรสไปอีกแบบ ที่สำคัญฉบับแปลภาษาไทย ทำหน้าปกออกมาสวยมาก ตั้งแต่ภาพวาดไปจนถึงการเคลือบสีพิเศษเป็นเมทัลลิก น่าสะสมมากค่ะ

เอาจริงๆ การรีวิวนิยายที่ชอบมากๆ นี่ก็ยากอยู่นะคะ ยิ่งถ้าเรารู้รายละเอียดเยอะ จะหยิบจับอะไรมาเขียนก็ดูจะยืดยาวไปซะหมด ที่เขียนนี่ก็คือเจาะไปในประเด็นที่เห็นว่าน่าสนใจเป็นการส่วนตัวเท่านั้นนะคะ พยายามที่จะเลี่ยงไม่ไปเล่าเรื่องหรือสปอยล์อะไรมาก แต่เพราะไม่แน่ใจนี่ล่ะค่ะเลยต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ถ้าใครไม่อยากรู้เรื่องเยอะก่อนอ่านก็จะได้ระวังไว้ แต่ถ้าใครที่เคยอ่านแล้ว หรือไม่มายด์ถ้าจะมีคนมาเล่าอะไรให้อ่าน ก็หวังว่าจะให้ความบันเทิงได้บ้างนะคะ ก่อนหน้าที่จะหลงเข้ามาวงการนี้ ก็เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “หลงอยู่ในกูซู ทุกวันนี้ยังออกไม่ได้” อยู่บ่อยครั้ง มาวันนี้เข้าใจแล้วค่ะ เชื่อว่าถึงตอนนี้ก็ยังคงมีคนหลงอยู่ในนั้นและออกไม่ได้จำนวนมากทีเดียว

เข้ามาแชร์กันได้นะคะสำหรับคนที่เป็นแฟนรวมถึงคนที่อยากจะกลายเป็นแฟนนิยายเรื่องนี้ เพราะมันสนุกและน่าติดตามจริงๆ เราเองเคยขียนนิยายมาก่อน ก็รู้อยู่แล้วว่านิยายดีๆ ซักเรื่อง กว่าจะเขียนออกมานั้นไม่ง่าย แต่สำหรับ ปรมาจารณ์ลัทธิมาร นี่ เรายอมใจเลยค่ะ เพราะเขียนดีจริงๆ วางพล็อตวางอะไรเก่งมาก รายละเอียดทุกอย่างดีงามไปซะทุกสิ่งอย่าง ถึงตอนนี้ยังหานิยายเรื่องไหนมาโค่นลงได้ยากมากจริงๆ ในความเห็นส่วนตัวของเรา

ก่อนจะจบรีวิว บอกไว้ก่อนว่างานของ โม่เซียงถงซิ่ว ยังมีอีกเรื่องที่เราตั้งใจจะเขียนถึงเหมือนกัน ขอดูจังหวะก่อนนะคะ แล้วจะมารีวิวให้อ่านกันอีกที ส่วนครั้งหน้าจะมารีวิวเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกันต่อคราวหน้าค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามกันค่ะ
 



Create Date : 29 พฤษภาคม 2563
Last Update : 3 มิถุนายน 2563 9:54:00 น.
Counter : 235 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 
ดรุณีผีสิง : วรการ สามปอยหลวง
(6 ส.ค. 2563 09:59:35 น.)
โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน สุขใจพริ้ว
(28 ก.ค. 2563 00:12:48 น.)
พิมพการัง : ช่อลัดา สามปอยหลวง
(17 ก.ค. 2563 12:49:11 น.)
ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/2 ขุนช้างขอนางพิม 0000
(16 ก.ค. 2563 08:56:00 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณnewyorknurse

  
fingers-crossed Book Blog ดู Blog
โหวต โหวต แม้ส่วนตัวจะไม่ชอบแนววายค่ะ

โดย: หอมกร วันที่: 29 พฤษภาคม 2563 เวลา:12:45:42 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Fingers-crossed.BlogGang.com

fingers-crossed
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]