♥ Love is the beauty of the Soul ♥ –Saint Augustine-
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
23 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 

THE DIARY OF ANNE FRANK






"ฉันปรารถนาจะยังมีชีวิตอยู่ แม้ตัวเองตายไปแล้ว"




THE DIARY OF A YOUNG GIRL

--ANNE FRANK--


The diary of a young girl-- 1 ใน 10 หนังสือที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลก

ตอนยังไม่ได้อ่าน คิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดำเนินเรื่องโดยผู้หญิงคนหนึ่ง นามว่า Anne Frank ซึ่งจริงๆก็เป็นแบบนั้น ต่างกันที่ว่า Anne Frank คนนี้เป็นเด็กผู้หญิง อายุเพียง 13 ปี

ด้วยความที่เกิดเป็นชาวยิว ทำให้ Anne Frank และครอบครัวต้องใช้ชีวิตแบบหลบซ่อน เพื่อไม่ให้ถูกจับและถูกส่งไปยังค่ายกักกันตามสถานที่ต่างๆและรอวันถูกสังหาร โดยใช้ห้องลับในอาคารหลังหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง เป็นสถานที่พักพิงของเธอและคนอื่นๆรวม 8 ชีวิต ซึ่งเธอเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า "ที่ซ่อนลับ"

ในวันเกิดครบรอบ 13 ปี Anne Frank ได้รับสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเป็นของขวัญ จากนั้นเธอก็เริ่มเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างที่หลบซ่อนอยู่นั้นรวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่างๆของเธอตั้งแต่นั้นมา ด้วยเหตุผลว่า..

เธอต้องการใครสักคนที่เธอไว้ใจได้ และสามารถคุยด้วยได้ทุกเรื่อง

และเธอก็เลือกสมุดบันทึกเล่มนี้เป็นเพื่อนสนิท ด้วยความคิดที่ว่า

"กระดาษนั้น อดทนกว่ามนุษย์ สามารถฟังเรื่องทุกเรื่องของเธอได้โดยไม่โต้แย้ง"



หลังจากได้อ่านบันทึกของ Anne Frank รู้สึกทึ่งและหลงรักเด็กคนนี้ เพราะในขณะที่ต้องอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดนั้น เธอยังเข้มแข็ง มองโลกในแง่ดี และมีความหวัง..เสมอ

ในทุกๆวัน Anne และพรรคพวกที่หลบซ่อนอยู่ในที่ซ่อนลับด้วยกัน ต้องเจอกับเหตุการณ์เศร้าสลดต่างๆมากมาย รวมถึงการได้รู้ได้เห็นการถูกจับตัวและส่งไปค่ายกักกันของเพื่อนร่วมเชื้อชาติไม่เว้นแต่ละวัน เธอรู้ว่า การถูกจับและส่งไปค่ายกักกันนั้น หมายถึงการถูกส่งไปเข้าเครื่องประหารซึ่งเป็นเตาแก็สขนาดใหญ่ โดยสุมรวมกันเข้าไปเพื่อสังหารครั้งละเป็นร้อยคน ในขณะที่ทุกคนรู้สึกรันทดหดหู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น Anne Frank กลับมีความคิดว่า

"ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่รอด ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องมีชีวิตด้วยความร่าเริงเท่าที่เป็นไปได้"

การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่ลับและหลบซ่อนตัวตลอดเวลา ไม่สามารถออกไปแสวงหาสิ่งบันเทิงเริงรมย์ที่ไหนได้ สำหรับเด็กอายุเพียง 13 ปี คงเป็นเรื่องทรมานใจไม่น้อย แต่สำหรับ Anne Frank เธอเข้าใจและรับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี จะเรียกว่าดีกว่าผู้ใหญ่อีกหลายคนในสถานการณ์ปกติก็ว่าได้ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่นอกเหนือจากงานประจำที่ได้รับมอบหมายไปกับการอ่านและเขียนหนังสือ เธอบรรยายไว้ว่า

"คนที่ใช้ชีวิตปกติธรรมดาจะไม่รู้สึกดอกว่าหนังสือนั้นมีความหมายมากเพียงใด สำหรับเราผู้ถูกขังอยู่ที่นี่ การอ่าน การเขียน และวิทยุเท่านั้น ที่เป็นสิ่งบันเทิงใจของเรา"



ตลอดเวลาที่ได้อ่านบันทึกของ Anne Frank ฉันสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจอันงดงามของเธอ บ่อยครั้งที่เธอแสดงความซาบซึ้งในน้ำใจที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ และหลายเหตุการณ์ที่เธอเขียนแสดงความเห็นใจผู้ตกทุกข์ได้ยากซึ่งเธอมองว่า มากกว่าที่เธอประสบอยู่

วันหนึ่งเธอฝันเห็นเพื่อนเก่าของเธอซึ่งจากกันตั้งแต่เด็กในสภาพเสื้อผ้ารุ่งริ่ง ร่างกายทรุดโทรม เธอรู้สึกสงสารเพื่อนมากถึงกับรำพันว่า

"..ฉันอยากช่วยเธอให้พ้นทุกข์ และมาร่วมในความสุขของฉันเท่าที่มี.."

ฉันไม่รู้ว่า ในสภาวะการณ์เช่นนั้น เธอมีความสุขมากขนาดไหน แต่ที่รู้คือ..มากพอที่เธอยังคิดจะแบ่งปัน..

เธอเขียนไว้ในบันทึกของเธอตอนหนึ่งว่า

"…ตราบใดที่ฉันยังมองเห็นท้องฟ้า ดวงดาว และภูมิประเทศอันงดงามข้างนอกได้ จะพูดว่าตัวเองไม่เป็นสุขได้อย่างไร"

ทั้งๆที่..เธอชมความงามของธรรมชาติเหล่านั้นผ่านทางช่องหน้าต่างของที่ซ่อนลับเท่านั้นเอง


เธอเป็นเด็กยึดมั่นในศาสนา เธอเชื่อว่า..การมีศรัทธาและความเชื่อในเรื่องศาสนาจะนำให้คนเดินในทางที่ถูก ไม่ใช่เพราะกลัวพระเจ้าจึงจะต้องประพฤติดี แต่ประพฤติดีเพื่อเกียรติและจิตสำนึกในความผิดชอบชั่วดีของตน..

หากทุกคนมีแนวคิดโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับเธอ โลกใบนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นอีกไม่น้อย

Anne Frank เป็นตัวอย่างที่ดีของคนมองโลกในมุมงาม มีความหวังเป็นที่ตั้ง และไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของชีวิต เธอจะหัวเราะและมองด้านสนุกขบขันของทุกสิ่ง แม้ขณะที่ชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย ในบันทึกของเธอตลอดเวลาเกือบ 2 ปี ที่อยู่ใน "ที่ซ่อนลับ" ไม่เคยมีวันไหนที่แสดงถึงอาการทดท้อต่อชะตาชีวิตของเธอเลย แม้สักวันเดียว

หลายครั้งฉันอดประหลาดใจไม่ได้ว่า นี่..คือความคิดของเด็กอายุ 14 ปีหรือ

เธอบรรยายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับเธอและสมาชิกในที่ซ่อนลับแห่งนั้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันหนึ่ง..เรื่องราวในบันทึกของเธอก็สิ้นสุดลง เมื่อ "ที่ซ่อนลับ" ของเธอ ไม่เป็น "ที่ซ่อนลับ" อีกต่อไป

มีเพียงข้อความบอกกล่าวทิ้งท้ายไว้โดยผู้แปลว่า..

"บันทึกของ Anne Frank จบลงเพียงนี้"





...รู้สึกใจหาย

เหมือนได้คุยกับเด็กคนหนึ่งทุกคืนก่อนนอนมาเป็นระยะเวลาพอสมควรจนเกิดเป็นความคุ้นเคย แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เด็กคนนั้นก็หายไปโดยไม่ได้กล่าวลา จากนั้นไม่นาน ก็ได้ข่าวว่าเธอเสียชีวิตแล้ว.. ความรู้สึกขณะนั้น รู้สึกได้ถึงความสูญเสีย รู้สึกเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และรู้สึกเศร้าใจไปกับชะตาชีวิตของเธอกับสมาชิกทั้งเจ็ดในที่ซ่อนลับ รวมถึงชาวยิวอีกนับล้านชีวิต..

สงคราม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครที่ไหน ก็มีแต่ความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะ หรือผู้แพ้ แต่ในความคิดของ Anne Frank ผู้มองโลกในแง่ดี จะเป็นผู้ชนะเสมอ..

เธอจากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 15 ปี ก่อนค่ายกักกันที่เธอถูกส่งตัวไปจะได้รับการปลดปล่อยเพียง 2 เดือนเท่านั้น ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้ Anne Frank จะมีอายุ 84 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่สำหรับฉันและผู้อ่านบันทึกของเธออีกหลายสิบล้านคนทั่วโลก Anne Frank ยังมีชีวิตอยู่ สมดังความปรารถนาของเธอที่กล่าวไว้ในบันทึกเล่มนี้ ว่า

"ฉันปรารถนาจะยังมีชีวิตอยู่ แม้ตัวเองตายไปแล้ว"

และ ถึงแม้เธอจะไม่มีโอกาสสร้างสรรค์งานให้กับโลกวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่บันทึกของเธอ ณ ที่ซ่อนลับแห่งนี้ กลายเป็นวรรณกรรมอันล้ำค่าเล่มหนึ่งของโลก สมดังปณิธานอันแน่วแน่ของเธอที่ต้องการจะเป็นนักเขียนอีกเช่นกัน



การได้รับรู้ความเป็นไปรวมถึงความโหดร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นกับชาวยิว ระหว่างสงครามครั้งนั้นจากการอ่าน “The diary of a young girl” ยังไม่มากเท่ากับการได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงอันน่าทึ่งของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีความกล้าหาญ และกำลังใจเป็นเลิศ นามว่า Anne Frank คนนี้

ทำให้ฉันหันกลับมามองตัวเองว่า หากสลับที่กันระหว่างฉันขณะนี้ กับ Anne Frank ขณะนั้น ฉันจะเข้มแข็งได้อย่างเธอไหม ฉันจะรับได้ไหมกับการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในตึกทึบอับตลอดเวลา

จะรับอากาศได้เพียงแค่แง้มหน้าต่างเฉพาะเวลากลางคืน และขณะที่แง้มหน้าต่างออกไปนั้น ฉันจะสามารถมองเห็นดวงดาวพราวระยับอย่างเธอไหม

จะทนได้หรือไม่กับอาหารที่ได้รับจากการปันส่วนเน่าบ้างดีบ้างซึ่งลดน้อยลงทุกวัน โดยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีพอหรือไม่

ฉันอยู่ในโลกของทุนนิยม ในช่วงสงครามเศรษฐกิจ ในยุค Globalization ที่ทุกเชื้อชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างเสรี (อย่างน้อยทฤษฎีก็ว่าไว้แบบนั้น) ฉันต้องเผชิญกับการแก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบเพื่อการอยู่รอด หรือเพื่อการอยู่แบบเหนือกว่าของสัตว์เศรษฐกิจทั้งหลายทั้งปวง

ที่สำคัญ ฉันหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า "ฉันเห็นดาวบนท้องฟ้าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"

ฉันหวังว่า การได้รู้จักกับ Anne Frank โดยผ่าน "The diary of a young girl" เล่มนี้ จะทำให้ฉันสามารถปรับมุมในการมอง และสามารถเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ซึ่งอาจทำให้โลกและชีวิตของฉันสดใสชึ้นได้ไม่มากก็น้อย..



..หนังสือดี น่าอ่านมากค่ะ..




THE DIARY OF A YOUNG GIRL

ผู้เขียน : ANNE FRANK
ผู้แปล : สังวรณ์ ไกรฤกษ์
สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ
ฉบับพิมพ์ : ครั้งที่ 4 แก้ไขและเพิ่มเติม (ปกแข็ง) พฤศจิกายน 2554
จำนวน : 464 หน้า
ราคา : 421 บาท





 

Create Date : 23 ตุลาคม 2556
2 comments
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 15:54:13 น.
Counter : 2395 Pageviews.

 

อ่านสรุปเรื่องแล้ว น่าสนใจมากครับ

 

โดย: Insignia_Museum 3 พฤศจิกายน 2556 21:47:55 น.  

 

น่าติดตามมากค่ะ

 

โดย: ไผ่สวนตาล 5 มกราคม 2557 21:04:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


กระต่ายธาตุไม้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add กระต่ายธาตุไม้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.