มีนาคม 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
23 มีนาคม 2548

ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนสิบ

ผนวกตอนสิบที่นี่ค่ะ...



ในขณะที่อังกฤษกำลังวุ่นวายกับการเปลี่ยนผู้นำใหม่นั้น (8 พฤษภาคม) เมืองท่า Hague ในประเทศ
เนเธอร์แลนด์ คือ จุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อไป เพราะอยู่ใกล้กับเกาะอังกฤษอย่างที่สุด
ฉะนั้น..จะเก็บเอาไว้ใย?
วันที่ 9 พฤษภาคม..ทางกองทัพเยอรมันภายใต้การนำของนายพล ไกเทล ได้เตรียมแต่งทัพกันเป็นการใหญ่ สำหรับการเคลื่อนพลในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 10 และ..ได้เตรียมส่งสาสน์นำไปก่อน ถึง
สมเด็จพระราชินี Wilhelmina ว่า..
กองทัพเยอรมัน มีความต้องการที่จะเดินทัพผ่านเส้นทางในประเทศของพระองค์..
จึงกราบบังคมทูลขอความร่วมมือแต่โดยดี และขอให้ทหารจงอยู่ในความสงบเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะด้วยกำลัง
และกระหม่อมขอรับรองเสถียรภาพความปลอดภัยของพระองค์และพระราชวงศ์ ด้วยเกียรติยศ

ลงชื่อ ฮิตเล่อร์

และจดหมายฉบับนี้ได้เตรียมจัดส่งแบบจู่โจม โดยมีการจัดส่งคนนำไปถวาย แต่ก่อนไปก็ต้องไปขอวีซ่าเข้าประเทศจากสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเบอร์ลิน..แต่ก็ไม่ได้รอดพ้นสายตา
ของท่าน ผบ. Wilhelm Canaris หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของเยอรมันไปได้..
นายพลคานาริส คนนี้.. ไม่ชอบนาซีอย่างแรง..แต่ต้องแกล้งฝืนเพราะตัวเองคือสายลับสองหน้าอย่างแท้จริง..และคือตัวการสำคัญที่คอยจ้อง
ล้มบัลลังค์ฮิตเล่อร์อยู่ในแทบทุกขณะจิต
อีกทั้งรับจ๊อบเป็นสายสืบให้กับอังกฤษอีกต่างหาก
เขาจึงส่งข่าวไปกองทัพดัทช์ ให้จับและกักตัวคนส่งสาสน์ ในตอนประทับตราเข้าประเทศ
และ..ผลคือ จากการค้นตัว..ได้พบจดหมายสำคัญในใจความดังกล่าว
ชาวดัทช์แตกฮือ..ภายใน 24 ชั่วโมง..ทุกถนนถูกสั่งปิดกั้น.. ทหารเตรียมตัวพร้อมรับศึก..
และ...พวกเขาเตรียมไม้ตาย..นั่นคือ เตรียมพร้อมที่จะเปิดเขื่อนกั้นน้ำ ปล่อยลงมาให้ท่วมถนนทั้งหมด..
ดูเด๊ะ..ว่า มันจะเดินทัพไปได้ไกลแค่ไหนฟะ?

ทันทีที่รู้ข่าวว่าพวกดัทช์เตรียมรับมือ..ฮิตเล่อร์ ถึงกับงงเต๊ก..ว่ามันผิดแผนไปได้อย่างไร เพราะตามแผนนั้นกะว่าทางพวกดัทช์รับจดหมายเสร็จ ทัพเยอรมันก็จ่อที่ปากประตูเมืองแล้ว..
แต่นี่ ทำไมข่าวจึงรั่วเร็วจังหว่า ??
เกอริง..แนะนำให้ยืดเวลาไปอีกสองสามวัน เพื่อจะได้มีเวลาเปลี่ยนแผนใหม่..
ฮิตเล่อร์บอกว่า..ไม่ได้ ต้องเป็นวันที่ 10 เท่านั้น..เข้าใจป่าว ???
ดังนั้น..แผนใหม่จึงต้องจัดด่วน เป็นอันว่า..
ด่านแรกคือ เข้ายึดเมืองท่า Hague ให้เสร็จเรียบร้อย และรวดเร็ว..
ต่อมาคือเข้าเมืองหลวง และ เข้าควบคุมองค์สมเด็จพระราชินี จากนั้นทุกอย่างก็จะเรียบร้อย

ว่าแล้ว..เยอรมันก็ทำตามขั้นตอนเป๊ะ..แต่ทว่า ทหารและประชาชนชาวดัทช์ พร้อมใจกันสู้อย่างขาดใจ
ในวันที่ 10 ดังว่า..
การสู้รบอย่างยิบตานั้นนานถึงสองวัน เล่นเอาเยอรมันต้องกลับไปตั้งตัวใหม่ และกลับมาพร้อมกับกองทัพปันเซ่อร์ทั้งฝูง
แต่..ชาวดัทช์ทั้งประเทศต่างพากันลุกฮือ..สู้แบบตายเป็นตาย ถึงไหนถึงกัน..
กองทัพปันเซ่อร์ที่ว่าแน่ๆ..ก็ต้องถอยกลับไปตั้งตัวใหม่อีกครั้ง..
ล่วงไปสี่วัน..คราวนี้..เยอรมันต้องใช้แผนเด็ด..นั่นคือ ส่งฝูงบินมาบอมบ์ด้วยระเบิดซะให้เข็ด ในแผนการรบแบบใหม่เอี่ยม
เริ่มที่เมือง Rotterdam..... ผลคือ คนตาย 800 บาดเจ็บนับหมื่น บ้านพัง 78,000 หลัง
และนี่คือ..ครั้งแรกที่ชาวยุโรปได้ประจักษ์ต่อพิษสงของสงครามในรูปแบบใหม่ที่ร้ายแรงจนไม่มีใครได้เห็นและคาดคิดมาก่อน
วันต่อมา..เนเธอร์แลนด์ ก็ต้องยกธงขาวให้กับเยอรมัน..ยอมแพ้อย่างราบคาบ..

แต่..ไม่ใช่สมเด็จพระราชินี เพราะพระองค์ได้หนีไปสู่ประเทศอังกฤษได้อย่างปลอดภัย แบบเฉียดฉิวในเสี้ยววินาที
เยอรมัน..ก็ได้เตรียมกางแผนที่สำหรับเป้าหมายต่อไป คือ ฝรั่งเศส อันเป็นสำคัญ !!

เอาแผนที่มาลงให้ดู ประกอบกับความเข้าใจ
ตรงข้างบนที่มีขีดแดงเส้นสั้นๆ นั่นคือ เขื่อนที่พูดถึง

เคยพูดถึงแผนปฏิบัติการสายฟ้าแลบของเยอรมันมาแล้ว..ขอขยายตรงนี้เลยนะคะว่า มันคือ Blitzkreig หรือ อ่านว่า บริทซ์ครีค
ความจริงแผนพิฆาตนี้ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ในยุคนั้นมีแต่ทฤษฏี..ขาดภาคปฏิบัติ เพราะตัวกลไกขับเคลื่อนเร็ว แถมการสื่อสารก็ยังไม่พัฒนา

พอตกมาถึงในยุคปลาย 1920 จนถึง 1930 ต้นๆ กลุ่มนายพลระดับเสนาธิการยังค์เติร์ก อย่าง.. Charles De Gaulle, Hans von Seekt, Heinz Guderian ได้สนใจศึกษาถึงเรื่องนี้กันมาก โดยเฉพาะผู้พัน(ยศในตอนนั้น)ชาร์ลส เดอ โกลล์ ได้เขียนเป็นตำราพิชัยยุทธรวมเล่มเอาไว้ (เคยเล่าแล้ว ในเรื่องไวน์ ไวน์) เสนอให้รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงเอาไปใช้ในกองทัพของประเทศ แต่ทุกคนหัวเราะเยาะ ขำกลิ้ง หาว่า เพ้อเจ้ออีกต่างหาก

ส่วนผู้พัน Hans von Seekt, และผู้พัน Heinz Guderian ของเยอรมัน ได้ทำอย่างเดียวกันและ ได้รับการขานรับจากต้นสังกัดเป็นอย่างดี
ฉะนั้น..ในปี 1933 จนถึง 1939 เยอรมันจึงมีรถถังติดตั้งปืนใหญ่ที่ทันสมัยขนาดเล็กแบบเคลื่อนที่เร็ว อีกทั้งฝูงบินโจมตีอย่างมากมายเตรียมพร้อมทำสงคราม

แผนนี้ได้ทำการทดลองใช้ครั้งแรกในตอนที่เกิดสงครามกลางเมืองสเปน 1936-38 อย่างเห็นผล ที่ทัพอากาศเข้าโจมตี
และทัพบกเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็วทันใจ
ต่อมา..ตอนที่บุกโปแลนด์ กันยายน 1939 นั้น ก็ใช้แผนนี้เช่นกัน แต่องค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติการเช่นนี้ "หัวใจ"คือการสื่อสารอย่างฉับไวด้วยวิทยุส่งไปมาระหว่างศูนย์บัญชาการกลางและหน่วยโจมตี
นี่คือที่มาและเป็นที่รู้จักในนามของ บริทซ์ครีค (เป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อนี้)
แต่มาในการรุกรานประเทศอื่นๆตอนล่างและฝรั่งเศสที่กำลังจะพูดถึงนี่ มีการแถมกองทัพพลร่ม(Fallschirmjaeger) เข้าไปเสริมอีกต่างหาก
แผนนี้ใช้ได้ผลกับหลายๆประเทศที่กล่าวมาในช่วงของ 1939-1942

สาเหตุมาเริ่มเป๋ปัดเอา...ก็อีตอนที่ฮิตเล่อร์กำแหงเปิดศึกสองด้านกับรัสเซีย ในปี 1941 เพราะขาดการส่งกำลังบำรุงแบบต่อเนื่อง
ทำให้สงครามทางอาฟริกาเหนือ ของยอดบุรุษ Erwin Rommel พลอยพังยับตามไปด้วย
อย่างไรเสีย..ภาษิตโบราณนั้นใช้ได้เสมอ ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ถ้าทหารทั้งหิวทั้งหนาว
(และทั้งร้อนยังกะนรก) จะไปสู้รบอะไรกะใครเขาได้..



จะว่าไปแล้ว..บริทซ์ครีค ก็คือบรรพบุรุษของการสู้รบในปัจจุบันนะ..
ไล่มาจาก นายพลอเมริกัน George Patton นำมาเป็นดาบนั้นคืนสนองให้แก่เยอรมัน
ในช่วงใกล้แพ้สงครามเต็มที่ 1944
เรื่องของนายพลแพตตัน นี่มี"ฮา"เยอะ ไว้จะเล่าเมื่อถึงตอน (ทวงด้วยละกัน)

ต่อมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้ว..อิสราเอลก็นำไปใช้กับอริประเทศในกลุ่มอาหรับ

อเมริกา ก็เอาไปใช้ใน สงครามทะเลทราย (Desert Storm)คราวที่แล้วนั่น..


อ้อ..ทฤษฏีของ Blitzkrieg ก็คือ

1. เริ่มจากทัพอากาศโจมตีแนวด่านของข้าศึก ไล่ไปถึงการทำลายถนนสายสำคัญ เส้นทางคมนาคมอื่นๆ, ทำลายศูนย์สื่อสารให้เรียบ
ในขณะเดียวกันกับที่ทัพบกส่งหน่วยรถถังใหญ่โจมตีตามเก็บให้สิ้นซาก ผู้ที่ถูกโจมตีในตอนนั้นจะสับสนไม่รู้จะเตรียมตัวรับทางไหน บก หรือ อากาศ
2. จากนั้นหน่วยรถถังเล็กเร็ว จะขับเคลื่อนเลื่อนลึกเข้าไปในใจกลางของเมือง เข้าควบคุมทุกจุดเพื่อไม่ให้มีการรวมตัวต่อต้านต่อไป
3. ทหารกองหน้าหน่วยเคลื่อนเร็ว เข้าทำการปฏิบัติหน้าที่แบบตัดตอนโดย เข้าค้นและควบคุมหน่วยกำลังสำคัญของข้าศึกทั้งหมด
4. ทัพบกเข้าทำการกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่เป็นวงกลม เท่ากับเป็นการล้อมปิดกั้นทั้งทางออกและทางเข้า
5. การสื่อสารติดต่อของการปฏิบัติการนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยสามารถส่งได้ถึงกันหมด

จากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ทำการสู้รบแบบกินนอนในคูเพลาะ นานๆค่อยโผล่หัวออกไปยิงกันทีนั่น มาถึงแผนบริทซ์ครีคที่ว่ามานี้
มันช่างต่างกันราวกับฟ้ากับเหว..
คิดดู๊..เมื่อก่อน ฮิตเล่อร์ยังวิ่งส่งสาสน์หน้าตั้ง
กระโดดหลบลูกปืนแผล๋วๆ
มาถึงตอนนี้..เขาสั่งยิงกันทางโทรศัพท์ แสนสะดวกสบาย ไม่ชนะตอนนี้แล้วจะไปชนะกันตอนไหน ?



แผนบริทซ์ครีคนี้ โจมตีเร็วชนิดที่ เนเธอร์แลนด์มีเขื่อนยักษ์ขนาดใหญ่ พร้อมที่จะปล่อยน้ำมาให้ท่วมเมือง
แถมยังรู้ล่วงหน้าอีก ยังสั่งการทำอะไรไม่ทัน ทหาร ตำรวจ ตั้งตัวไม่ติด
ในช่วงต้นพฤษภา(ทมิฬ) แห่งการรุกรานของเยอรมันนั้น กองทัพได้แผ่ออกไปในหลายเขตพรมแดนของชาวบ้านชาวช่องเขา รวมไปถึงเบลเยี่ยมที่ประกาศปาวๆว่า..เป็น ณูช่วล เฟ้ย ซะด้วย..
เรื่องของเบลเยี่ยมนั้น..ทางรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ต่อให้ข้าศึกมายังไงก็ไม่สามารถตีป้อมปราการชายแดน Eben Emael ได้แน่ๆ เพราะ เป็นการก่อสร้างที่ทันสมัยยิ่งนัก
กล่าวคือ สามารถจุทหารประจำการในนั้นได้ถึง 1200 กองร้อย และ ทำด้วยคอนกรีตหนาแน่น พร้อมสู้รบกันทั้งปีอย่างต่อเนื่อง
แถมยังมีแนวแม่น้ำ Dyle และ แม่น้ำ Meuse (อ่านว่า มียูส หรือ มาซ อันเป็นสำเนียงพื้นเมือง) กั้นไว้ซะอีก
เท่านั้นไม่พอ..ทหารของสพม. อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้มาช่วยเข้าเสริมกำลังควบคุมพื้นที่ในแนวแม่น้ำนี้อย่างแข็งแรง..
เยอรมัน บอกว่า ได้เลย..จะลองของให้ดู ว่าแล้ว..ก็ส่ง หน่วยรบกล้าตาย 78 หน่วยที่มาพร้อมเครื่องร่อนข้ามแม่น้ำมาหน้าตาเฉย..
ทันที่ที่สะบัดเครื่องร่อนให้หลุดออกจากตัว..หน่วยทหารนั้นก็ สาธิตวิธีสู้รบแบบใหม่จากเยอรมันให้ดูเป็นขวัญตา
โดยใช้ระเบิดแก๊สที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในหลุม หย่อนลงไปในป้อม..ตามด้วยปืนพ่นไฟ..ทำให้เกิดเป็นทะเลเพลิงในป้อม แบบวินาศสันตะโร..
เข้าทำการยึดและระเบิดทำลายฐานของป้อมปืนที่หมุนได้รอบทิศ อันเป็นอาวุธสำคัญของป้อม
เพียงชั่วโมงเดียวเอง..ทุกอย่างก็เรียบร้อยโรงเรียนเยอรมัน

ทหารเบลเยี่ยมที่เหลือรอดตายในป้อม ต่างเดินเรียงแถว ชูมือยกธงขาวออกมาหรา..
ภายในวันที่ 11 พฤษภาคม ป้อม Eben Emael ที่ลือลั่นว่า ไม่มีใครสามารถทำให้แตกหักได้ ก็เหลือเป็นเพียงแค่เรื่องขบขันในประวัติศาสตร์

ทำไม..เยอรมันจึงได้เก่งกล้าสามารถนัก
คำตอบคือ..ฮิตเล่อร์ได้เอาตัวอย่างของป้อมนี้ไปสร้างก๊อปปี้ให้เหมือนที่เยอรมัน และ จัดให้ทหารทำการฝึกการทำลายล้างจนค้นพบวิธีที่ได้ผลน่ะซิ !

ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม เยอรมันก็สามารถยึดสะพานหลักๆสี่สะพานที่สามารถข้ามจากเบลเยี่ยมไปฝรั่งเศสได้
และไม่ใช่แค่นั้น..พวกเขาได้เตรียมกองทัพอย่างพร้อมเพรียง โดยการจัดฝูงปันเซ่อร์ยักษ์ๆ ตั้งเป็น 3 ตอน
ซึ่งมีมากมายเสียจนหางแถวยาวไปเกือบทะลุไปถึงเยอรมันโน่นน..
พร้อมที่จะเดินทัพเข้าสู่ฝรั่งเศส

ในวันที่ 14 เยอรมันสามารถตีด่านหน้าของฝรั่งเศสแตกอย่างง่ายดาย และได้เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายนั่นคือ ดินแดนที่ช่องแคบอังกฤษ
ตอนที่จะข้ามสะพานมาน่ะ..RAF ได้ส่งฝูงบินมากะว่าจะบอมบ์สะพานซะให้สิ้นซาก แต่ เยอรมันภายใตัการนำของนายพล
Guderian ผบ.ฝูงปันเซอร์ที่ 19 ได้ตั้งมั่นจัดกองกำลังหน่วยต่อสู้อากาศยานรอรับอย่างเรียบร้อย

ผลปรากฏว่า..เครื่องบิน 71 ลำที่อังกฤษส่งมา หล่นผล็อยราวใบไม้ร่วง..รถถังที่ฝรั่งเศสส่งมาปะทะ ก็กลายเป็นเศษเหล็กไปในพริบตา
เพราะ ความล้าสมัยในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเทียบกันไม่ได้
และครั้งนี้นี่เอง..ที่เยอรมันกำลังจะให้บทเรียนถึงสงครามในรูปแบบใหม่ให้ฝ่ายสพม.ได้รู้จักและสำนึกเอาไว้..

กำลังทหารของสพม.แทบทั้งหมดนั้นได้เตรียมพร้อมตั้งมั่นรับมือกับหน่วยปันเซอร์ฝูงที่ 16 ของนายพล von Reichenau
ที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ ซึ่งตรงนั้นได้มีการสู้รบแบบสมน้ำสมเนื้อหน่อย เพราะ สามารถยันปะทะไว้ได้
นายพล Gamelin แห่งฝรั่งเศส ถึงกับออกข่าวสภาพการสู้รบแบบ"โว" ไปทั่ว
ส่วนนายพล Halder ของเยอรมัน ยิ้มนิดๆ ในใจคงคิดว่า.. " เออ..ฝันไปเหอะ เมิ๊งงงง เดี๋ยวก็จะรู่ซึ๊กก"
เพราะ ทหารของสพม..ได้หลั่งไหลไปสมทบอยู่ตรงนั้น..จนไม่เหลือกองหนุนไว้คอยป้องกันด้านหลังเลย
นอกจากตรงส่วนที่ประจำรักษาอยู่ที่บริเวณช่องแคบอังกฤษ

ดังนั้น..หน่วยปันเซอร์ที่ตีอ้อมทะลุจากป่าทึบทางใต้ สามารถเดินทัพเอ้อระเหยมาจนเกือบถึงกรุงปารีสในวันที่ 16
นั้น เล่นเอา นายพล กาเมแลง และท่านนายก พอล เรโนลด์ ถึงกับอ้าปากค้าง..นั่งตะลึงจนแทบทำอะไรไม่ถูก
วันนั้น..เอง คือวันที่เชอร์ชิลล์ ได้อยู่ในกรุงปารีส เพราะมาสังเกตการณ์ในเรื่องสงครามครั้งนี้ ทราบข่าวว่า
เยอรมันได้บุกเมืองได้แล้วนั้น..ถึงกับตะโกนใส่หน้า ถามนายพล กาเมแลงว่า
" Ou'est la masse de manoeuvre?" แปลว่า..." กองทัพกองหนุนอยู่ที่ไหนกันฟะ?"
"Aucune," เสียงแหบๆดังออกจากปากนายพล แปลว่า.."ม่ะมีง่ะ"

(สาเหตุที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส เพราะเอาตามสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ช่วงนั้นจริงๆ..มันสะจัยยยดี)




แต่หรือเทพยดาแห่งเมืองอังกฤษจะมีจริง..มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย..จะไล่เล่าไปทีละอย่างนะ..
เชอร์ชิลล์ ต้องรีบกลับไปยังอังกฤษทันทีเพราะรู้ตัวแล้วว่า..สถานะการณ์ย่อมต้องเลวร้ายไปกว่านี้แน่ๆ ด้วยเครื่องบินเล็ก..
และนับว่าเป็นการเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกยิงตกโดยลุฟท์วัฟฟ์ หากแต่ไม่มีทางเลือกอย่างใดมากไปกว่านั้น
ชีวิต ขึ้นอยู่กับ นักบินเพียงคนเดียว..
ขณะที่กำลังอยู่บนท้องฟ้านั้น..จู่ๆ..นักบินดึงเครื่องบินขึ้นสูงจนผิดสังเกต จนเขาถามว่า มีอะไรเหรอ?
นักบินบุ้ยใบ้ลงไปข้างล่าง..ว่า..มีเครื่องบินเยอรมันลำหนึ่งกำลังแล่นเอื่อยๆ สังเกตการณ์ภาคพื้นดินอยู่
ซึ่งเล่นเอาใจหายใจคว่ำ กว่าจะรอดชีวิตกลับไปยังอังกฤษได้ และการรอดของท่านเชอร์ชิลล์ครั้งนี้
ส่งผลกลับมาช่วยชีวิตทหารนับแสนๆคน ที่ Dunkirk !!

และเรื่องที่กองทัพฝรั่งเศสไม่มีกองหนุนนี้ ไปบอกใครไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ ฮิตเล่อร์เอง..
สงครามที่เกือบจะได้ชัยชนะแบบชนิดที่ไม่ต้องลงแรงครั้งนี้ของหน่วยปันเซ่อร์ของทัพบกนั้น ทำให้ เกอริงอดรนทนไม่ได้ เพราะ ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ย่อมต้องไม่ชื่อของเขาบันทึกอยู่
เขาจึงเข้าพบกับท่านผู้นำด้วยใจความว่า..
"น่าจะเป็นกลศึกของสพม.เป็นแน่แท้ ที่จะล่อให้ฝูงปันเซ่อร์ทั้งหมดไปที่นั่น..แล้วจัดการถล่มซะให้ราบเรียบไปในคราวเดียวกัน
เพราะหน่วยข่าวกรองของลุฟท์วัฟฟ์ส่งมาบอกว่า..ฝรั่งเศสกำลังเคลื่อนทัพด้วยทหารกองหนุนครั้งใหญ่ยิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เชียวนะ"
ฮิตเล่อร์..เชื่อสนิท เพราะ เผอิญมาตรงกันกับข่าวของนายพล von Rundstedt ผบ.หน่วยทัพบกที่คุมอยู่ชายแดนเบลเยี่ยมพอดี
ฮิตเล่อร์มานั่งทบทวนดูว่า..จะทำอย่างไรดี ถ้าเกิดเป็นว่าถูกโจมตีเข้าจริงๆ เยอรมันเสียเปรียบแน่นอนเพราะการส่งกำลังบำรุงนั้น
ห่างไกลนักถ้าการรบต้องล่าช้าออกไปแบบเยิ่นเย้อ
และที่สำคัญ คือ ถ้ายับเยินมา..จะได้อับอายเขาไปทั่ว..ทางที่ดี รอดูสถานะการณ์ก่อนดีกว่า !!
เกอริง..รีบเสริมว่า..ไม่เป็นไร..หน่วยลุฟท์วัฟฟ์ควบคุมเกมส์ได้อยู่แล้ว..ไม่มีปัญหา ตอนนี้ให้พวกฝูงปันเซอร์หยุดพักรบไปก่อน
ฮิตเล่อร์เห็นดีด้วย..เลยสั่งการไปทาง นายพล von Brauchitsch และ นายพล Halder ให้หยุดอยู่แค่ครงนั้น..
รอการสั่งการจากเขาคนเดียว !!

นายพลเยอรมันสองคน คือ ฟอน เบราชิทสช์ และ นายพล ฮัลเดอร์ ทันทีที่ได้รับคำสั่งให้หยุดแค่ตรงนั้น ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก รายยว๊าาา ??
เพราะชัยชนะอยู่ข้างหน้าเห็นๆ ทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ต่างรอคอยมัจจุราชที่ที่ริมหาดนั้น นับแสนๆคน
แต่ด้วยวินัย..นายสั่งอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น..
และนี่คือการคำนวนสถานะการณ์ที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของฮิตเล่อร์ เพราะแทนที่จะเป็นกองทัพกองหนุนโผล่มาสู้รบ กลับกลายเป็นเรือรบ และเรือทุกชนิดที่ลอยน้ำได้..ทุกชนิด ทุกขนาด กว่า 850 ลำของอังกฤษต่างแห่กันมารับทหารกว่าสามแสนของตัวกลับไปจนหมดในวันที่
26 พฤษภาคม นั่นเอง ด้วยฝีมือของ เชอร์ชิลล์ ในแผนที่ชื่อว่าปฏิบัติการไดนาโม (Dynamo Operation)
ส่วนทหารฝรั่งเศสที่เหลือ ก็ชูมือยอมแพ้เดินเรียงแถวเข้าค่ายนักโทษสงครามไปตามระเบียบ ตามไปอ่านได้ในเรื่องไวน์

ตอนนั้น ฮิตเล่อร์รู้ได้ทันทีว่าพลาดไปอย่างถนัดใจ..ก็ได้สั่งการให้มีการเดินหน้าโจมตี
แต่..ฝูงปันเซอร์ทั้งหลายนั่น เสียศูนย์ไปแล้ว คิออ่านทำการอะไรก็ไม่ทัน..
ส่วนลุฟท์วัฟฟ์ของเกอริง..ที่ว่าจะเข้ามาดูแลเองนั้น ก็อัมพาตรับประทานไปอย่างสนิทเนื่องจาก ทัศนวิสัยที่เลวร้าย ไม่สามารถส่งเครื่องบินขึ้นไปได้เลย
ภายใน วันที่ 1 มิถุนายน ทหารอังกฤษกว่าสามแสนคนก็ได้ขึ้นเรือกลับบ้านกันอย่างปลอดภัย..

และ..ภายในวันที่ 17 มิถุนายน..ฝรั่งเศสในรัฐบาลใหม่ นำโดย นายพลผู้เฒ่า อดีตวีรบุรุษแห่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง..Marshal Henri Phillipe
Petain (อ่านว่า มาเชล อองรี ฟิลลีป เปอะแต็ง แต่เป็นที่รู้กันในการพูดคุยส่วนใหญ่ว่า เปเตน ตามสำเนียงมะกัน จะเขียนตามนี้นะ เพราะ ง่ายดี)
ท่านผู้นำเปเตน ได้ขอเซ็นสัญญาสงบศึกกับเยอรมันอย่างง่ายดาย
ฮิตเล่อร์ ถึงกับขำกลิ้ง..สงบศึกน่ะเหรอ 555555 กร๊ากกกก..!!! และพูดต่อว่า..
"ไม่รุนะ ต้องขอคุยกับพรรคพวกดูก่อน ท่านเบนิโต มุสโสลินีง่ะ"
เนื่องจาก ในระยะที่เบลเยี่ยมแตกลง อิตาลีขอเข้ามาร่วมเป็นภาคีกับฮิตเล่อร์ เพราะ มองเห็นแล้วว่ามีแต่ได้กับได้..!

และ..ด้วยความแสบของฮิตเล่อร์จอมวางแผน นั่นก็คือ ให้ทหารไปลากตู้โบกี้รถไฟ(คันเก่าที่เยอรมันเคยมาเซ็นสัญญาสงบศึก เพราะแพ้สงครามในคราวที่แล้ว 1918)
ไปตั้งที่ตรงหน้า"อนุสาวรีย์"ชนะศึกของฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง.. ที่ชายป่าของเมืองชายแดน Compiegne
ก่อนที่ ฮิตเล่อร์จะก้าวขึ้นไปบนตู้โบกี้ นั้น..เขาแวะไปที่อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะนั้น..พร้อมทั้งปรายตาอ่านข้อความที่จารึกไว้ ด้วยความสะใจในการแก้แค้นครั้งนี้
ข้อความนั้น เขียนไว้ว่า..

HERE ON THE ELEVENTH OF NOVEMBER 1918
SUCCUMBED THE CRIMINAL PRIDE OF THE GERMAN EMPIRE---- VANQUISHED BY THE FREE
PEOPLE WHICH IT TRIED TO ENSLAVE

และจากนั้น เขาก็ก้าวเข้าไปในตู้โบกี้ที่ใช้เตรียมไว้เป็นที่ลงนามสัญญายอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆของฝรั่งเศส
หลังจากนั้น...เขาก็ได้ให้ทหารนำตู้รถไฟโบกี้นั้นกลับไปยังเยอรมัน เพื่อไปตั้งเป็นอนุสรณ์สงคราม

เช้าวันรุ่งขึ้นต่อมา..เพราะอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นเลยมัง..เขาทั้งหลาย ต่างก็พากันเดินเที่ยวในย่านกรุงปารีสอย่างสบายใจ ไม่ว่า จะเป็นหอไอเฟล ,ฌ็องส์ เอลิเซ่
และ..ฮิตเล่อร์ได้ไปเยี่ยมที่ฝังศพของนโปเลียนมหาราชซะด้วย แต่จะแสดงความคารวะหรือเปล่านั้น ไม่มีใครทราบ
นอกจากในภาพที่เห็น นั่นคือ เขาบังอาจเอื้อมเอามือไปแตะต้องในส่วนที่ต้องห้าม ที่สงวนไว้ให้แต่องค์สังฆราชเท่านั้น
และ เขาได้บอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่า..นี่คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดในชีวิตอย่างไม่มีสิ่งใดปานเปรียบ
เพราะมาถึงตรงนี้..ยุโรปเกือบทั้งหมดได้ตกเป็นของเยอรมันอย่างเรียบร้อย
จะเหลือก็แต่..เกาะเล็กๆตรงข้ามช่องแคบไปนั่น เท่านั้นเอง..
เกาะนั้นคือ ประเทศอังกฤษ ที่มีคนที่ฮิตเล่อร์ "กลัวใจ" หนักหนา ที่เป็นชายร่างอ้วนกลมเป็นผู้นำ นามว่า..
Winston Spencer Churchill นั่นเอง..


ที่พิพิทธภัณฑ์ลุฟว์  ในกรุงปารีส ก็รู้งานซะไม่เมียะ...เก็บภาพศิลปก้องโลกไปซ่อนเรียบ...เพราะกลัวว่าเยอรมันจะมาขนไป..

ที่อังกฤษ...กรุงลอนดอน

วันที่ 6 มิถุนายน เชอร์ชิลล์ได้ทำงานอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินถนน Browning อันเป็นที่ที่เขาใช้เฉพาะสำหรับการบัญชาการรบในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
และเขากำลังนั่งอ่านรายงานปฏิบัติการไดมาโมที่เพิ่งผ่านมา ตัวเลขที่ปรากฏมีดังนี้
คือ ทหาร 337,131 คนด้วย เรือ 850 ลำ นั่นคือ สิ่งที่น่าพอใจ
แต่สิ่งที่น่าตกใจ..นั่นก็คือ ที่มากับเรือ คือ รถถังและอาวุธเพียงหยิบมือ
สิ่งที่ทิ้งอยู่เบื้องหลัง..นั่นก็คือ รถ 120,000 คัน ปืนใหญ่ 2,300 กระบอกพร้อมกระสุน ปืนกล 8,000 กระบอก ปืนยาว 90,000 กระบอก
วัตถุระเบิด 7,000 ตัน.....นับว่าเสียหายยับเยินที่สุดในประวัติศาสตร์
และ จากนี้ไป หมายถึงว่า อังกฤษจะต้องสู้ด้วยตัวเอง...อย่างโดดเดี่ยวจริงๆ

เชอร์ชิลล์..บอกกับคนใกล้ชิดว่า...อย่างไรก็ต้องสู้สุดชีวิต..ต่อให้ไม่มีปืนสักกระบอก เอาขวดเหล้าตีกระบาลมันก็ยังไหวว้อย !!

แต่..ก่อนอื่น เขาต้องตัดสินใจทำงานใหญ่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง..นั่นคือ การเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษ
เขาเรียกประชุมคณะทำงานใกล้ชิด และ ขยายความให้ฟังว่า
"การทำงานครั้งนี้ จะใช้ชื่อว่า Operation Fish อันหมายถึงการที่เขาจะเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของประเทศที่มีมูลค่ากว่า 7 พันล้าน(เทียบดอลล่าร์)
รวมไปถึงทรัพย์สินอันมีค่าอื่นๆของพระราชวงศ์ ไปยังประเทศแคนาดา เพื่อเป็นการรักษาเก็บไว้ให้ปลอดภัยจากเงื้อมมือของผู้ที่จะเข้ามาบุกรุก"
ทุกคนตะลึง..อ้าปากค้าง แต่ต่างก็เข้าใจดีถึงสถานะการณ์อันจำเป็นครั้งนี้

ภายในสองสามวันจากนั้น คณะทำงานต่างทำการบรรจุ"ข้าวของ"ที่ว่า กล่องแล้ว กล่องเล่า ด้วยปากที่เย็บสนิท และจัดการนำส่งไปยังท่าเรือทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของสก๊อตแลนด์ Firth of Clyde ขนขึ้นเรือเดินทะเล ชื่อว่า Emerald
กล่อง"ข้าวของ"ที่เต็มไปด้วยทองคำแท่ง 2230 กล่อง และ กล่องที่ใส่สมบัติมีค่าอื่นๆอีกว่า 400 กล่อง ถูกลำเลียงไปวางไว้ภายใต้ท้องเรือ
ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า ของเหล่านี้จะถึงแคนาดาอย่างปลอดภัย รอดพ้นสายตาของเรือดำน้ำเยอรมันไปได้..
ในช่วงนั้น เดือนนั้น เรือของสพม. จำนวน 57 ลำ ได้ถูกจมในทะเลแอตแลนติคแบบไม่เว้นแต่ละวัน
และ..ในวันที่ 24 มิถุนายน 1940 เรือ Emerald ได้ล่องออกไปสู่ทะเลแอตแลนติค พร้อมทั้งหน่วยขบวนเรือพิฆาตคุ้มกันอีกฝูงหนึ่ง..
และนี่คือการเดินทางแบบคอนวอยเป็นครั้งแรกของอังกฤษ ซึ่ง ขบวนต่อๆไปกำลังจะเกิดตามขึ้นอีกในไม่ช้า..
กัปตันของเรือ คือ Captain Francis C. Flynn ได้รับรายงานมาว่า เรือดำน้ำเยอรมันสองลำได้ผ่านไปในบริเวณรัศมีไม่ไกลนัก ในเวลาไม่นานมานี้
ซึ่ง..เล่นเอาใจหายใจคว่ำสำหรับกัปตัน เพราะ ใครจะมั่นใจได้บ้างว่า ข่าวของการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินครั้งนี้ จะไม่ถึงหูของฮิตเล่อร์

แต่..48 ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากลูกเรืออ้วกแตก อ้วกแตน เพราะ การเร่งสปีดอย่างสุดชีวิตของเหล่าเรือทั้งฝูง
จนในวันที่สามของการเดินทาง..อากาศเริ่มใสสว่าง..การเดินเรือเต็มไปด้วยความราบรื่น
จนกระทั่ง..วันที่ 1 กรกฏาคม เรือ Emerald ก็เดินทางถึงจุดหมาย Halifax, Nova Scotia

สิบสองชั่วโมงที่ถึงท่าเรือ ทุกอย่างถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ส่งขึ้นรถไฟไปยังเมือง Montreal อันเป็นจุดนัดพบแรกกับรัฐมนตรีคลังแคนาดา นาย Sydney J. Perkins และนาย David Mansur ประธานของ Bank of Canada จากนั้น ทุกอย่างก็ลำเลียงเข้าสู่
เมือง Ottawa อันเป็นศูนย์ทำการของรัฐบาล โดยมีตราประทับว่า
" The United Kingdom Security Deposit"

จากนั้นมามีการขน"ข้าวของ"ที่ว่าในขบวนคอนวอยอย่างนี้อีกหลายครั้ง..จนภารกิจได้เสร็จสิ้น
สมบัติอันมีมูลค่ามหาศาลของอังกฤษ(รวมทั้งบัลลังค์ของพระมหากษัตริย์ในพระวิหารเซนต์ ปอล) ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย อย่างไม่มีอุปสรรคใดๆ
ภารกิจครั้งสำคัญครั้งนี้ มีผู้ร่วมปฏิบัติงานนับร้อยซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการสาบานตน และ..ทุกคนได้รักษาในสัจจะอย่างเคร่งครัด
จนไม่มีข่าวใดๆเล็ดลอดไปถึงหูของสายลับเยอรมันได้เลยแม้แต่นิด
อย่างนี้..ถือว่า ปาฏิหาริย์มั๊ยเนี่ยยย??


มารู้จักเชอร์ชิลล์กันหน่อยก่อนดีกว่า..ว่า..เขาคือใครกัน ?

Winston Leonard Spencer Churchill เป็นลูกชายของ ท่านลอร์ด Randolph Churchill มารดาเป็นชาวอเมริกัน
การศึกษาขั้นต้นที่ Harrow จากนั้นก็เข้าสู่โรงเรียนนายร้อย Sandhurst จากนั้นก็อยู่รับราชการทหารเรื่อยมา จน
ในปี 1900 เขาได้ก้าวขึ้นมาสู่ชีวิตของนักการเมืองในพรรคจารีตนิยม {Conservative}
และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเรือของอังกฤษ ในปี 1911
แต่จากการพ่ายทัพของอังกฤษในปี 1915 ที่แพ้ให้กับอัตตาเติร์ค  ตรงการพ่ายแพ้ตรงนี้ของอังกฤษเรียกได้ว่าเป็นจุดดำมืดของประวัติศาสตร์ของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษเลยทีเดียวเพราะนั่นคือการพ่ายแพ้
ของกองทัพร่วมของผ่ายสัมพันธมิตรในสงครามที่กัลลิโปลี (สงคราม Gallipoli หรือ ยุทธภูมิ Dardanelles) ซึ่งตลอดการรบเกือบ ๑ ปีนั้น สุดท้ายกองทัพร่วมของอังกฤษ, นิวซีแลนด์ และ
ออสเตรเลียกลับบ้านมือเปล่า แถมยังต้องสูญเสียทหารไปกว่าสองแสนนายด้วยฝีมือของนายพลอัตตาเตอร์ก (Mustafa Kamel)ของตุรกี

การพ่ายแพ้ของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ไม่ใช่แค่ทำให้เก้าอี้ตำแหน่งทางทหารหลุดจากก้นของเชอร์ชิลเท่านั้น
แต่มันยังมีส่วนทำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษในตอนนั้น คือนาย เฮอร์เบิร์ต แอสควิธ ต้องหลุดจากตำแหน่งในปี 1916 ด้วย
ตรงนี้แหละที่นาย ลอยด์ จอร์จ ได้มานั่งเก้าอี้แทน
จากนั้น..เชอร์ชิลล์จึงลาออกจากตำแหน่งทหารมาเป็นนักการเมืองอิสระ
จนในปี 1940 ของสงครามโลกครั้งที่สองครั้งนี้เขาได้ถูกเรียกให้กลับมารับตำแหน่งเดิมพร้อมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคราวเดียวกัน..เพราะ พระเจ้า George Vl ทรงเห็นแล้วว่าไม่มีใครที่สามารถจะพาชาติให้พ้นภัยครั้งนี้ไปได้ นอกจากเชอร์ชิลล์คนนี้

ขอให้เข้าใจว่าในยุคก่อนหน้านั้นไม่นานอังกฤษเองก็แสนจะวุ่นวายในการผลัดแผ่นดิน จะเล่าแถมไปเพราะนี่คือชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ที่ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงนักในสมัยนี้
และที่สำคัญควรแก่การสนใจ นั่นก็คือ ชิ้นส่วนนี้ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเยอรมันซะด้วยซิ  (เปิดกระทู้ ลอดลายรั้ว...วินด์เซอร์ ให้เป็นกระทู้คู่ขนานไปให้แล้วนะคะ)

คือเมื่อเดือนธันวาคม 1936 ประชาชนอังกฤษต้องถึงกับตะลึงงัน ที่ได้ทราบข่าวว่าพระเจ้า เอ็ดเวิร์ด ที่ 8 ที่เพิ่งครองบัลลังก์เพียงไม่กี่เดือน ได้ประกาศสละราชสมบัติเพื่อที่จะไปแต่งงานกับหญิงสามัญชนชาวอเมริกันสุดที่รัก
แถมมิหนำซ้ำ หล่อนยังเป็นหญิงม่ายสองซ้ำสองซ้อน นามว่า Wallis Simpson
และนี่เป็นสาเหตุให้พระอนุชาองค์ถัดไปที่อยู่ในตำแหน่ง Duke of York ในเวลานั้น ต้องก้าวขึ้นมานั่งบัลลังค์แทนในนามของพระเจ้า George VI
ซึ่งทำให้เจ้าหญิงพระธิดาองค์โต คือ อลิซาเบ็ธ ได้มาอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทลำดับต่อไป(สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สองในปัจจุบัน)

หลังจากที่สละราชสมบัติแล้ว..พระองค์ยังคงต้องคอยเนื่องจาก แม่ม่ายวิลสันยังหย่าสามีไม่เสร็จ ต้องรอไปจนถึงเดือน มิถุนายน 1937
จึงได้ฤกษ์แต่งงาน..ระหว่างชายผู้สูงศักดื์และ แม่ม่ายโนเนมชาวอเมริกัน..
พระองค์ได้รับพระยศเป็น Duke of Windsor ที่ประทานแต่งตั้งให้โดยพระอนุชาที่เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และส่วนแม่ม่ายวอลลิสนั่น ได้เป็น
Duchess of Windsor เทียบเท่า หม่อม โดยไม่สามารถที่จะเคลมฐานันดรศักดิ์อะไรให้ได้มากไปกว่านั้น..และ..ไม่อนุญาตในการใช้
HRH หรือ Her Royal Highness นำหน้าชื่อ ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ราชาศัพท์..
ซึ่งเหตุนี้เอง..สร้างความเดือดดาลให้กับเจ้าชายพระสวามียื่งนัก..พระองค์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ดัชเชสได้รับการยกย่องที่เท่าเทียม !!
แต่ก็ยังปราศจากผลอันใด มิหนำซ้ำพระมารดา สมเด็จพระราชินี แมรี่..ถึงกับประกาศว่า ให้พระองค์พาหม่อมออกไปจากประเทศเสียให้ไกลๆ
(ทั้งคู่ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส) และถ้าหากกลับมาอังกฤษโดยไม่ได้รับอนุญาตละก้อจะงดจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงรายปีให้หมด ดูซิว่าจะมีหน้าอยู่กันได้อย่างไร?
เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้น ทรงโปร-เยอรมัน อยู่ไม่น้อย เพราะ ตามสายเลือดแต่บรรพบุรุษแล้ว พระองค์ก็ถือว่าเป็นเยอรมันเข้าไปครึ่งพระองค์
แถมยังสามารถตรัสภาษาเยอรมันได้เท่าๆกับภาษาอังกฤษ
ฉะนั้น..พระองค์และหม่อมจึงตกลงรับคำเชิญในการไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับฮิตเล่อร์และพรรคพวกที่รังพญานกอินทรีย์
ในยามที่เสด็จประพาสเยอรมันในปี 1937

การพบพาในครั้งนั้นได้สร้างความสดชื่นรื่นเริงแก่พระองค์ยิ่งนัก เพราะ สถานที่นั้น.กับ..คนกลุ่มนั้น
ได้ยกย่องหม่อมวอลลิส ด้วยถ้อยคำอันเป็นการยกย่องเทียบเท่าพระราชวงศ์ อีกทั้ง..ในทุกคำขาน ได้มีคำว่า
"Your Royal Highness" ประดับให้ชื่นหูอยู่ทุกประโยค..
แต่..การพบพาครั้งนี้เช่นกัน ที่ทำให้เป็นที่โกรธเกรี้ยวของสถาบันราชวงศ์อังกฤษอย่างแทบจะให้อภัยไม่ได้..
เพราะกฏหมายจำกัดสิทธิของยิวแห่งนูเรมเบอร์ค เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆ ทั่วโลกก็ต่างพากันสาปแช่ง...
แต่แล้วใยอดีตกษัตริย์ของอังกฤษประเทศที่พระอาทิตย์ไม่มีวันตก..ดังสมญาอันเป็นที่ยกย่องจากประเทศราชน้อยใหญ่
จึงไปร่วมวงสนทนากับหมู่มาร..ราวเพื่อนสนิท..!!
(แขกรับเชิญในวันนั้น คือ คู่ของเกอริง, คู่ของเฮสส์, คู่ของริบเบนทรอป, และ ฮิตเล่อร์)

ในหนังสือบางเล่ม กล่าวว่า เจ้าชายทรงใช้วิธีนี้เพื่อเป็นการแก้แค้นเอาคืนกับพระราชวงศ์ เพราะฮิตเล่อร์ถือว่าพระองค์คือเพื่อนคนหนึ่ง (มีบันทึกไว้)
และจะมอบแผ่นดินอังกฤษให้ปกครอง หากว่า เมื่อไหร่เยอรมันเข้าครอบครองได้และเมื่อนั้น หม่อมก็จะได้เป็นพระราชินี..

แต่จะเป็นด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตามที..หรือพระองค์อาจไม่รู้มาก่อนว่า..หม่อมวอลลิส นั้น ได้ถูก FBI สาวเรื่องเบื้องหลังมาได้ว่า
ในปี 1936 เคยมีสัมพันธสวาทกับนาย ฟอน ริบเบนทรอปเมื่อครั้งไปรับตำแหน่งทูตที่อังกฤษ และ ได้ส่งดอกคาร์เนชั่นให้เธอทุกวัน วันละ 17 ดอก
อันเป็นเครื่องเตือนใจถึงจำนวนที่ได้"หลับนอน"
และในยามนั้น..ทั้งคู่ได้ตกเป็นจำเลยของสังคม โดยข้อหาว่า เจ้าชายและหม่อมเป็นผู้ที่นำความลับของประเทศไปขายให้แก่ศัตรู
ถึงกับมีการสืบสวนกันอย่างคร่ำเคร่งทั้งใต้ดินและบนดิน..จนเชอร์ชิลล์ต้องจัดการให้พระองค์ไปประทับอยู่ให้ห่างไกลผู้ไกลคนที่ Bahamas
อันเป็นเกาะหนึ่งในทะเลคาริบเบียน
ผลของการสืบสาว..เลยได้ใจความว่า..หลายปีของการแต่งงานบันลือโลกตามที่เล่ามา..หม่อมวอลลิสได้มีชายอื่นแอบซ่อนอยู่ ซึ่ง..พระสวามีก็ทรงทราบ
จนบั้นปลายของชีวิต ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสงบที่พระตำหนักตอนใต้ของฝรั่งเศส
ซึ่ง..พระตำหนักนี้ ได้ถูกขายทิ้งไปโดยพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง(องค์ปัจจุบัน)

และผู้ที่ซื้อไป..ทำท่าว่าจะเอาไปเป็นของขวัญให้ลูกชายตอนแต่งงาน...นั่นคือนาย โมหะหมัด ฟาเยตต์ พ่อของโดดี้ สหายชายของเจ้าหญิงไดอะน่า (ที่เสียชีวิตทันทีในอุบัติเหตุครั้งนั้น)


อยากจะเพิ่มเติมให้ด้วยว่าสายตระกูลของเชอร์ชิลล์นี่ไม่ธรรมดา เพราะต้นตระกูลของเชอร์ชิลล์คือ ดยุคแห่งมาร์ลโบโร่ หรือจอห์น เชอร์ชิล
ซึ่งนับได้ว่าเป็นขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุค 1600's เลยทีเดียว

Marlborough Estate


ความจริง..เชอร์ชิลล์เกือบได้พบกับฮิตเล่อร์ ในปี 1932 มาครั้งหนึ่งแล้ว..โดยการจัดการให้พบกันโดย นาย Ernst (Putzi) Hanfstangl ในตอนที่เชอร์ชิลล์และครอบครัวได้เที่ยว
(ความจริงแล้วเพื่อไปดูสมรภูมิที่บรรพบุรุษขุนศึกแห่งตระกูล  Gallipoli ได้เคยสู้รบมาเพื่อที่จะนำมาเขียนหนังสือประวัติของตัวเองให้สมบูรณ์)
หากแต่..ฮิตเล่อร์ไม่ยอมไปพบ
โดยอ้างถึงสาเหตุของสงครามที่อังกฤษพ่ายมาจากกัลลิโปลิ ว่า ทำไมต้องไปพบ..เชอร์ชิลล์มีความสำคัญอะไร เป็นแค่ตาแก่ขี้เมาคนหนึ่ง..ก็เท่านั้นเอง
และเท่านั้นไม่พอ..ฮิตเล่อร์ยังคงไปปรากฏตัวที่โรงแรมที่พักของเชอร์ชิลล์ด้วย หากแต่ไปนั่งเต๊ะจุ้ยอยู่ในอีกห้องหนึ่ง..ทำให้รู้เลยว่า..ไม่สน
ตอนนั้น ฮิตเล่อร์เพิ่งปฏิเสธตำแหน่งรองนายกมาหมาดๆ (ใหญ่โตมากกกก..)
แต่ส่วนนาย Putzi ได้ให้การต้อนรับรับรองเป็นอย่างดี
ทั้งๆที่หน้าแตกยับเยิน เพราะได้ให้ข้อแก้ตัวแทนฮิตเล่อร์..ว่า..ไม่ได้อยู่ในเมือง
อย่างไรก็ตาม เชอร์ชิลล์ได้ฝากข้อความไปบอกกับฮิตเล่อร์ว่า..
"ความคิดที่จะต่อต้านยิว..นั้น นับว่าเป็นการริเริ่มที่ดี แต่ถ้าเอามายึดถือปฏิบัติเมื่อไหร่..จะกลายเป็นตราบาปแห่งเวรแห่งกรรม"

เพราะการมีชัยเหนือฝรั่งเศสอย่างง่ายดายนั้น..ฮิตเล่อร์ถึงกับคอยนับวันที่อังกฤษจะมางอนง้อขอสัญญาสงบศึก ซึ่งเขาเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ซึ่งระหว่างรอคอยเขาได้วางแผนสำหรับสงครามทางฝั่งตะวันออกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
เพราะ เขาเชื่ออย่างหมดใจว่า..ฝั่งตะวันตกนั้น..ยังไงเสียก็ไม่มีทางจะมาสู้ ไม่ใช่เฉพาะฮิตเล่อร์ที่เชื่ออย่างนั้น
คนทั่วโลก..ก็มองเห็นไปในรูปการณ์เช่นนั้นเช่นกัน

หากแต่..คนที่คิดเช่นนี้..รู้จักชาวอังกฤษ"น้อยไป" เพราะ จนในวันที่ 13 มิถุนายน เสียงของชาวอังกฤษทั้งเกาะต่างก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์..ว่า..ไม่มียอมแพ้..
ไม่มีวันยอมขอการสงบศึกใดๆ
ตายเป็นตาย(ซิวะ)
หากแต่ฮิตเล่อร์ที่อยู่อีกทางฝั่งหนึ่ง ยังเพ้อเจ้อวาดวิมานในอากาศอยู่..ว่าจะแบ่งอาณานิคมของอังกฤษอย่างไร และ จะตั้งใครไปครอง
โดยไม่ฟังเสียง จอมพยัคฆ์เชอร์ชิลล์คำรามมาให้เข้าหูว่า..พวกเราจะสู้จนวินาทีสุดท้าย..
เล่นเอาพระสงฆ์องค์เจ้าวิ่งกันวุ่น..พระสังฆราช ได้ยื่นพระหัตถ์ข้ามาไกล่เกลี่ย ขอร้องให้มีการออมชอม
พระเจ้าแผ่นดินของสวีเดน ก็ทรงพยายามเช่นกัน..
ทูตเยอรมันในสหรัฐได้จัดการให้มีการสัมภาษณ์ฮิตเล่อร์ โดยนาย Karl von Weigand (จากหนังสือพิมพ์กลุ่ม Hearst อันโด่งดัง)
ซึ่ง ฮิตเล่อร์ ได้ออกปากว่า พร้อมเสมอที่จะมีการทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษ
แต่..ใครเล่าจะเชื่อว่า เชอร์ชิลล์ ตอกหงายกลับมาว่า..
"สงบศึกเหรอ ด๊ายย..ย่อมได้ แต่หมายความว่าเยอรมันจะต้องถอนทัพออกจาก เชคโก โปแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ค ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม และ ฝรั่งเศส ให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน"
ฮิตเล่อร์..ได้ฟังถึงกับเซ่อไปเลย..!!

จนวันที่ 1 กรกฎาคม ก็ยังไม่มีวี่แววที่ อังกฤษจะยอมสยบ..
ฮิตเล่อร์จัดการเรียกนายพลทั้งหลายเข้าประชุมทันที..หัวข้อญัตติที่ว่า จะข้ามช่องแคบไปบุกอังกฤษกันยังไงดี..?

วันที่ 11 กรกฎาคม..นายพลทัพเรือ Raeder เข้าพบเป็นส่วนตัว..เพื่อรายงานให้ทราบจากจุดอ่อนของการสู้รบในเบลเยี่ยมที่ผ่านมา
ว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เรือดำน้ำอันเป็นปัจจัยหลัก ในการที่จะเข้าตัดตอนการส่งเรือสินค้าเข้าออกของอังกฤษ
ซึ่ง..ฮิตเล่อร์ ยังไม่ค่อยแน่ใจ หากแต่รับไว้พิจารณา
ต่อมาในวันที่ 13 เขาได้เรียกประชุมอีกครั้ง..คราวนี้ เป็นการมาระดมสมองช่วยกันวิเคราะห์หน่อยซิว่า..
อังกฤษมันมีดีอะไร ถึงกล้าปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญาสงบศึก..เอ๊..หรือว่า..จะไปผูกมิตรกับรัสเซีย.มาดัดหลังเรา ?
แค่ความคิดนี้..ฮิตเล่อร์ก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเชียว..เขาสรุปผลทันทีว่า
แผนการโจมตีครั้งนี้ จะให้เชื่อว่า ยุทธการสิงโตทะเล (Operation Sea Lion) และจะเริ่มในกลางเดือนสิงหาคม

ดังนั้น..ในตอนเย็นของวันที่ 19 ฮิตเล่อร ได้ออกกระจายเสียงในวิทยุว่า..
" เรา..ในฐานะผู้ชนะ ได้พยายามให้โอกาสเพื่อสันติสุข(แก่อังกฤษ)มาโดยตลอด ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำ
แต่เราจะไม่ขอร้อง เพียงแต่ อยากให้มองเห็นถึงเหตุและผล ว่า..จะมาสู้กับสงครามครั้งนี้เพื่ออะไร?"

หลังจากที่ข้อความนี้ได้ออกอากาศไป..ไม่ต้องรอให้ถึงเชอร์ชิลล์ที่จะมาแถลงตอบ ชาวอังกฤษทั้งเกาะต่างเป็นเดือดเป็นแค้น
รัฐมนตรีต่างประเทศ Lord Halifax ตอบสวนในสามวันต่อมา ยืนยันว่า ไม่ต้องการเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น(ว้อย) !!
ฮิตเล่อร์ถึงกับอึ้ง..เขาแปลกใจอย่างที่สุด ว่า..ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับจากประเทศอื่นๆที่เดี๋ยวนี้ต่างติดธงสวัสดิกะของนาซีไปทั่วยุโรปแล้วเนี่ยนะ..
อังกฤษมันไม่เห็นหรืออย่างไร..สงสัยอยากจะเจ็บตัวม๊างงง ??
แต่ลึกๆแล้ว..ฮิตเล่อร์และเหล่าขุนพลทั้งหลายก็รู้ดีเช่นกัน ว่า..การที่จะโจมตีเกาะนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ

หนึ่ง...ประชาชนมีความสามัคคี มีเลือดแห่งความเป็นนักรบมาโดยแท้แต่โบราณ มีความปลูกฝังถึงความกล้าหาญที่ถือว่า ยอมตาย แต่จะไม่ยอมแพ้

สอง...มีน้ำทะเลกั้นขวางเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ เพราะถึงจะโจมตีด้วยบอมบ์จากทัพอากาศนั่นก็ได้แต่ชายแดนริมเกาะฝั่งตรงข้ามช่องแคบเท่านั้น
อัตราเสี่ยงของการสิ้นเปลืองและสูญเสียกำลังทางอากาศก็มีสูงเช่นกัน

สาม...ทางทัพเรือ (ที่เยอรมันไม่มีความชำนาญ) อังกฤษก็เป็นต่อ เพราะ ความสามารถและประสบการณ์การคำนวนสภาพลมและดินฟ้าอากาศในแอตแลนติคนั้น ต้องถือว่า ทัพเรือของอังกฤษเป็นเต้ย

สี่...อันเป็นเรื่องสำคัญ..นั่นคือ โจมตีแล้วงัย....จะยกพลขึ้นบกยังไงที่จะไม่โดนตื๊บซะก่อน เพราะเรือสำหรับบรรทุกยานยนตร์นำทหารขึ้นฝั่งก็ไม่มี ถึงมี..ก็ไม่สามารถนำทหารไปได้มากมายขนาดนั้น..เพราะกว่าจะถึงฝั่ง..ก็คงโดนถล่มมาซะก่อน
(ตัวอย่างจากวันดี-เดย์ที่ สพม.ยังต้องเลือกวันบุกขึ้นฝั่งในวันที่"ฟ้าปิด"ที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง..เพราะความชำนาญของการเดินเรืออันเป็นสำคัญ)
ฮิตเล่อร์ เริ่มเครียด..จนถึงขนาดเครียดจัด จนในที่สุด เขาก็สรุปผลมาได้ว่า
"ไหนๆอังกฤษก็ไม่ได้คิดจะต่อสู้เพื่อชัยชนะอยู่แล้ว..กะอีแค่เพื่อ"รักษาหน้า"ของความเป็นมหาอำนาจที่จำเป็นต้องมีการป้องกันเอกราชของประเทศที่จะมายอมแพ้ง่ายๆได้กระไร..ใช่ป่ะ?" แล้วพูดต่อไปว่า
"งั้นพวกเราก็เอาแผนปฏิบัติการสิงโตทะเลไปกระทุ้งหน่อยละกัน เอาเป็นว่า ทางอากาศ ก็ถล่มให้เรียบ..ทางเรือก็ตัดกำลังปล่อยให้อดตายทั้งเกาะ
อีกหน่อยไม่ได้รับวัตถุดิบมาสร้างอาวุธ แล้วจะมาต่อสู้ยังไง..มันก็ต้องยอมแพ้ไปอยู่แหง๋ๆ"

เกอริง..ก็รับคำอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า..โอ๊ย..ของตาย..ขอให้เชื่อในศักยภาพของลุฟท์วัฟฟ์เหอะ..อังกฤษแค่นี้เรื่องขี้ผง รับรองว่าจะต้องสยบให้พวกเราภายในสามวัน..เจ็ดวัน"
ฮิตเล่อร์ได้ยินในน้ำคำของเกอริง..ขุนพลคู่ใจ ถึงกับ เชื่อสนิท !!

ทัพเรือ (การปิดอ่าว)..นี่คือสิ่งที่เชอร์ชิลล์มีความกริ่งเกรงหนักใจอย่างที่สุดเพราะความต้องการในการนำเข้าวัตถุดิบของการผลิตยุทธปัจจัยที่จะต้องมีการส่งมาจาก อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย..รวมไปถึงสินค้าค้าขายส่งออกอื่นๆอีกสารพัดที่จะได้มาซึ่งเงินตรา นี่คือ ลมหายใจของประเทศ
แต่ด้วยความเตรียมพร้อม อังกฤษและฝ่าย สพม. ได้เริ่มทำสร้างและส่งเรือรบ อีกทั้งดัดแปลงเรือสินค้าเดินสมุทรทั้งหมดให้กลายเป็นเรือรบกันอย่างพร้อมเพรียง
และจัดการการเดินเรือในรูปของคอนวอยที่มีเรือคุ้มกันหนาแน่น..
ซึ่งทางเยอรมันก็กะใช้แผนนี้นี่แหละที่จะสยบอังกฤษให้อยู่แทบเท้าได้ ด้วยอานุภาพของเรือดำน้ำ นายพลเรือ Donitz ได้ย้ำกับฮิตเล่อร์อีกทีว่า..
เขายังต้องการ ยูโบ๊ท อีกมากมายในการปฎิบัติงานให้สำเร็จตามเป้า
แต่ฮิตเล่อร์ ..บอกว่า รอไปก่อนเหอะ
เพราะ ท่านเกอริงเค้าสัญญาไว้แล้วไง ว่า ลุฟท์วัฟฟ์ของเขา"เอาอยู่"แน่นอน !!



จะว่าไปแล้ว อังกฤษไม่ได้นิ่งนอนใจงอมืองอเท้าแต่ประการใด มีความระแวงระไวเสมอว่าประเทศของตัวอยู่ในเป้าหมายใหญ่
ในขณะเดียวกับที่ฮิตเล่อร์ขยันออกอากาศนัก..ว่า..ไม่ต้องการสงคราม..อยากอยู่อย่างสันติ เจงเจง !!

1939 ปีแห่งความคุกรุ่นของสงครามนั้น
พระเจ้าจอร์จ ที่หก และพระราชินี ได้เสด็จประพาสแคนาดา-อเมริกาเป็นครั้งแรก ในเดือน มิถุนายนถึงหกอาทิตย์..
หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจที่ แคนาดา สองพระองค์ก็เสด็จสู่ วอชิงตัน,อเมริกา โดยเป็นแขกรับเชิญส่วนตัวของประธานาธิบดีรูสเวลต์ และ ภรรยา
การพบปะในครั้งนี้ ..ถ้าตามข่าว ก็จะว่า เป็นการไปเที่ยวงาน World's Fair แต่จริงๆแล้วประมุขของทั้งสองประเทศได้ปรึกษาหารือกันถึงในเรื่องสงครามที่กำลังคุกคามโลกอยู่ในขณะนั้น อย่างคร่ำเครียด ที่คฤหาสน์บ้านพักของท่านประธานาธิบดีที่ Hyde Park, New York.
สองพระองค์ได้เสด็จกลับสู่อังกฤษในเดือน มิถุนายน และเดือนต่อมา..รัฐบาลได้รับเงิน(กู้จากอเมริกา)ถึง ห้าร้อยล้านปอนด์ เพื่อนำมาสร้างเสริมกำลังของกองทัพ

นับว่านี่คือการคาดเดาแบบไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก เพราะเพียงเดือนเดียวต่อมา คือ สิงหาคม เยอรมันได้ลงนามเป็นภาคีกับรัสเซียในสนธิสัญญา
"ต่างคนต่างอยู่" อีกทั้ง..เยอรมันได้นำเครื่องบินแบบใหม่ออกมาให้โลกได้ดูเป็นขวัญตา..นั่นคือเครื่องบินไอพ่น หรือที่เรียกว่า "Jet"
และ ในช่วงนี้ที่เคยเขียนไว้ว่าเป็น สงครามขี้จุ๊ หรือ Phony War นั้น ด้วยเหตุว่า หลังจากที่เยอรมันบุกโปแลนด์
อังกฤษได้ประกาศสงครามกับเยอรมัน..แต่ไม่มีการสู้รบใดๆ
ก็คือช่วงนี้แหละ ที่อังกฤษได้เตรียมจัดการเรื่องในประเทศให้เรียบร้อย
ติดตั้งเรดาร์ สัญญาณบอกภัยทางอากาศไปทั่วเกาะ..ฝึกนักบินให้มีประสิทธิภาพ ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานในจุดที่สำคัญๆ
จัดสถานีรถไฟใต้ดินให้เป็นที่หลบภัยแก่ประชาชน และ จัดโครงการส่งเด็กเล็กออกนอกเมืองไปอยู่ในชนบท และ รัฐบาลได้แจก
หน้ากากป้องกันแก๊สพิษแก่เด็กๆทุกคนด้วย

ในวันที่ 3 กันยายน 1939 คือวันแรกที่ได้มีการทดลองผลงานของเรดาร์ที่นำมาติดตั้ง..ผลที่ได้รับเป็นที่พอใจ..คือ เสียงหวอได้ดังสนั่นไปทั้งเกาะ !!
พระเจ้าจอร์จ ทรงมีพระกระแสรับสั่งออกอากาศแก่ประชาชนว่า..
"เราได้ทำในสิ่งที่เห็นสมควรแล้วทุกอย่าง....ที่เหลือ..ขอให้ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองของพระเจ้า"

และเรื่อง speech เนี่ยะนะ ท่านเชอร์ชิลล์พูดได้กินใจมาก ยากที่จะหานักการเมืองที่ไหนในโลกเทียบได้ สั้นๆและกินใจไปถึงไหนๆ..
ยกตัวอย่าง..ตอนที่กำลังเขียนถึงเนี่ย(victory at all cost วลีเด็ด ที่ถ้าจะแปลก็คงแบบว่า ฉิบหายเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้ชนะก็แล้วกัน)..
ท่านยังได้บอกกับชาวอังกฤษว่า
"You always can take one with you"
พูดง่ายๆ แต่ความหมายนั้น"สะใจ" มากกกก..
หมายถึง ถ้าจะตาย..มันต้องตายไปกับเราด้วย หรือ ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต

และ..คำพูดของท่านครั้งนั้นที่ออกอากาศในอเมริกา 1941 ว่า
" We will not waver,we will not tire, we will not falter, and we will not fail"
อันเป็นที่จับใจนัก..
แต่หนอยยยย..อีตอนที่อเมริกาถูกถล่มตึก 9/11
อีตาบุช..ออกอากาศลอกเลียนแบบคำพูดหน้าตาเฉย
ใครฟังแล้ว คิดอย่างไร ฉันไม่รู้ แต่สำหรับตัวเองแล้วต้องขำกึ่งสมเพช ที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะหาใครมาร่างสุนทรพจน์ให้เป็นแบบของตัวเองไม่ได้เจียวหรือ..
เขาว่ายังงี้..
" We shall not fail or falter; we shall not weaken or tire"

ขอเล่าเสริมนะคะ เกี่ยวกับเรื่องเชอร์ชิลล์เนี่ยะ เขามีบิดาที่เก่งมาก..และเคี่ยวเข็ญลูกชายอย่างสุดชีวิต.. ความจริงก็น่าจะเข้าใจผู้ใหญ่เพราะเชอร์ชิลล์ตอนเด็กๆก็แก่นกะโหลกกะลาเล่นอะไรแผลงๆ
จนเกือบตายหลายครั้ง เช่นกระโดดจากสะพานตกแอ้กลงมาสลบไปหลายวัน..ยังไม่นับอีกสารพัดเรื่อง..ที่ต่างล้วนแล้วแต่ผิดวิสัยลูกผู้ดี
ซึ่งเขามาเขียนในทีหลังว่า..
เป็นเพราะ เทพยดาฟ้าดินเบื้องบนที่กางปีกคุ้มครอง
เพื่อให้เขาอยู่เพื่อปฏิบัติภารกิจอันสำคัญ
(เพราะในช่วงสงคราม..หลังจากที่เขาเดินออกจากออฟฟิสไปไม่กี่นาทีที่นั่นก็โดนระเบิดเต็มๆ)
บอกแค่ประวัติของเขาเฉยๆน่ะไม่สนุกหรือซาบซึ้งหรอก เพราะมีชีวิตอยู่ราวกับเจ้าชายน้อยๆ เทียบกับสตาลิน หรือ ฮิตเล่อร์ แล้ว
ต่างกันราวกับฟ้ากะเหวต้องอ่านต่อเนื่องไปตั้งแต่ Duke of Marlborough ที่เก้า ซึ่งเป็นญาติ(ลุง) มาก่อนที่ต้องแต่งงานกับลูกผู้ดีอังกฤษ(ที่ไปตั้งรกรากในอเมริกา) แสนร่ำรวยเพื่อที่จะได้สินสมรสจากพ่อตาถึงสองล้านเหรียญ (ก็คงประมาณว่าพันล้านในสมัยนี้กระมัง) เพื่อนำไปซ่อมแซม
วัง Blenheim เอาไว้รักษาหน้าและพยุงสังคม (เชอร์ชิลล์ก็เกิดและเติบโตมาในวังนี้)
สาวคนนั้นคือ..Consuelo Vanderbilt
ต่อมาได้มาหย่ากันในทีหลัง..เธอมาเขียนหนังสือเล่าอย่างค่อนข้างละเอียด หนังสือออกมาในปี 1952 ชื่อว่า
The Glitter and The Gold
(ป.ล.ท่านเชอร์ชิลล์ ได้รับรางวัลโนเบล 1953 ในสาขาอักษรศาสตร์..........วิวันดา)

อ้ะ..เล่าต่อ..

ภายในเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม อังกฤษได้ติดตั้งเครื่องกีดขวางไปทั่วบริเวณเสี่ยงภัย เตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่อาจยืดเยื้อ
เรือรบ Iron Duke และ เรือรบ HMS Hood ได้รับการตบแต่งติดตั้งอาวุธใหม่รอรับมือ
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ เพื่อนรักของเชอร์ชิลล์ได้จัดการส่งรถถังจำนวน 250 คันมาให้ อีกทั้ง..ระดมการต่อเรือรบจำนวนมากสำหรับสงครามบริเตนครั้งนี้..
(เพราะเชื่อว่า เรือจำนวนไม่น้อยที่จะต้องถูกจมลงด้วยฝีมือของเรือดำน้ำ...... แล้วก็จริงๆซะด้วยซิ)
หน่วยรบก็ได้เพิ่มกำลังพลที่ส่งมาจาก ออสเตรเลีย,อาฟริกาใต้,แคนาดา
ส่วนประชาชนนับล้านๅคน ได้เข้าร่วมโครงการต้านภัยทั้งหญิงและชาย มีการฝึกอาวุธปืนทั้งสั้นและยาว แม้กระทั่งกระบอง แต่ทุกคนฝึกอย่างเอาจริงเอาจัง
พร้อมที่จะสละทุกอย่างเพื่อชาติ

ท่าน รมต.ริบเบนทรอป ทราบข่าวของการตระเตรียมของชาวอังกฤษมาบ้าง ถึงกับหัวเราะแบบเหยียดหยาม เปรยกับ เคานท์ จีอาโน แห่งอิตาลี ว่า
"ทู่เรศ..หนอย..แค่เราส่งทหารไปเพียงกองพลเดียว อังกฤษก็จะไม่เหลือซาก"
เชอร์ชิลล์ได้เขียนบันทึกไว้ว่า
"เราสงสัยจริงๆว่า..ถ้าทหารเยอรมันบุกขึ้นฝั่งมาสักสองแสนคน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่การนองเลือดแบบท่วมหาดจากการต่อต้านของพวกเราที่พร้อมสู้ในทุกรูปแบบ"

ในตอนนั้น ฮิตเล่อร์ได้เลื่อนตำแหน่งบรรดานายพลอย่างปรูดปราด แถม ในช่วงฤดูร้อนนั้น เขาได้ย้ายศูนย์บัญชาการไปไว้ที่ รังพญานกอินทรีย์โดยหนีบเอานายพล Jodl และ Keitel ไปเขียนแผนงานด้วยเลย
แต่..หลังจากนั้น เขาก็อนุญาตให้สองนายพลนั่นลาพักร้อนกลับบ้าน
ไกเทล..ถึงกับได้บอกกับตัวเองทันทีที่ถึงยังบ้านเกิดในชนบทว่า
"ดีใจเหลือเกิน ที่จะได้มาเป็นชาวไร่อีกที แม้ว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตก็ตาม..."
ส่วนเกอริงก็เช่นกัน..เขาเตรียมพร้อมฝึกนักบินวัยกะเตาะนับร้อยๆนาย..เพื่อส่งไปพลีชีพเพื่อชาติ(?)

ผู้ฝูง Werner Kreipe แห่งกองบินเสืออากาศเกอริง เอ๊ยย..ไม่ใช่ เยอรมันน่ะ ได้เข้าพบและรายงานต่อ นายพล Keitel ว่า..
หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายทัพนั้น..ทหารอังกฤษและสพม.ก็ได้ถูกตีถอยร่นไปจนรวมตัวกันอยู่ที่ชายหาดดังเคิร์คนับแสนๆคนนั้น..
เขาและฝูงบินได้นำเครื่องบินขึ้น กะไปบอมบ์ให้ราบเรียบ เพราะเห็นอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายนั้นไม่มีทางหนีรอด
แต่ยังไม่ทันถึงไหน หรือ อย่างไร
ฝูงบินโดเนียร์(เครื่องบินรุ่น Donier)ของเขาต้องถูกกระสุนระดมยิงมาจากทางด้านหลัง..ที่มี ฝูงบินหน่วยสปิตไฟร์
(Spitfire) ของอังกฤษที่ไล่ล่า ยิงกันเพื่อไม่ให้พวกเขาได้ทำอันตรายกับพวกทหารพวกนั้น

Spitfire 

Donier 

ในที่สุด พวกเขาก็ต้องกลับไปตั้งหลักกันใหม่ เพราะ ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนว่าจะต้องเจอกับหน่วยป้องกันที่หนาแน่น
และทันที่ที่กลับถึงหน่วย ผู้ฝูงได้รีบลงไปสำรวจสภาพเครื่องบิน และได้พบว่า ที่เครื่องมีรอยกระสุน 86 รู และพบว่า..
เครื่องร่วงไปหนึ่ง พังไปสอง
พวกเขาจึงพากันแห่ไปใหม่ คราวนี้ เปลี่ยนทิศไปทางชายหาดด้าน Nieuport
คราวนี้ พวกเขาก็ได้พบกับฝูงสปิตไฟร์ที่รอต้อนรับอยู่เช่นเดิม..ทั้งๆที่ ฝูงโดเนียร์ของเยอรมันได้มีการส่งเครื่องบินคุ้มกันมาก็ตาม
แต่..การระดมยิงของอังกฤษนั้น เล่นเอาโดเนียร์เสียศูนย์ ทิ้งระเบิดกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พลาดเป้าไปหมด
กลับไปยังศูนย์บัญชาการ เขาได้พบว่า..เครื่องร่วงไปสาม ยับเยินไปห้า
รวมเบ็ดเสร็จ..ในวันนั้นเพียงวันเดียว ฝูงบินโดเนียร์ของเยอรมันเสียหายไปสิบเอ็ดลำ จากจำนวนยี่สิบเจ็ดลำ

ผู้ฝูง..ได้รายงานเรื่องนี้โดยละเอียดแก่นายพลไกเทล พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า
"นับตั้งแต่ได้ยึดประเทศไหนๆมา..ไม่มีครั้งใดเลยที่ฝูงบินของเราเป็นฝ่ายถูกล่า..คู่ต่อสู้ของเราครั้งนี้ไม่หมูนะครับท่าน..
กระผมของเตือน"
นายพลไกเทล ก็ได้แต่รับฟัง เพราะ เขาและใครต่อใครก็ยังเชื่อว่า อีกไม่นานอังกฤษก็ต้องขอยอมยกธงขาวแต่โดยดี
แต่หลายๆวันผ่านไป..อังกฤษก็ยังเงียบ..จนทุกคนเริ่มข้องใจ

หากแต่นายพลเกอริงยังระรื่น..ยังคงฟาดยาพาราโคดีนวันละสามสิบเม็ดเช่นเดิม แถมน้ำหนักเริ่มเหยียบสามร้อยปอนด์
จนต้องออกแบบเครื่องแบบตัวเองใหม่..
ในขณะที่ฮิตเล่อร์ได้ย้ำขอความมั่นใจจากเขาว่า
"แน่ใจนะ..ลุฟท์วัฟฟ์น่ะ..เราจะได้เริ่มลงมือทำงาน เพราะ ท่านคือกำลังอันสำคัญ"
เกอริงต้องไปนำตัว ผู้พัน Josef Schmid จากหน่วยข่าวกรองมายืนยันว่า..
อังกฤษมีกำลังผลิตเครื่องบินต่อสู้ขนาดใหญ่ แค่ 300 ลำ เครื่องบินสำหรับวางระเบิด 150 ลำ นั่นคืออัตราต่อเดือน
ทั้งเกอริงและฮิตเล่อร์ต่างได้ยินก็ยิ้มหวานกันไปตามๆกัน..
โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่า ข้อมูลนั้นผิดพลาดไปอย่างมากมาย
จำนวนจริงๆแล้ว..อังกฤษได้ผลิตได้ถึงเดือนละ 500 ลำ (เพราะประชาชนทั้งชายและหญิงต่างทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ
เชอร์ชิลล์ได้เตรียมการรับมือทางภาคอากาศไว้อย่างทั่วเกาะ)
อีกทั้ง ผู้พันชมิดท์ ได้เสริมข้อมูลอีกว่า..ในเดือนสิงหา จากวันที่ 12-19 นั้น เครื่องบินอังกฤษได้ร่วงไป 103 ลำ
ที่เหลือก็คงเป็นเพียงจำนวนน้อยนิด


แต่เกอริง..ได้แต่มองตัวเลขของคนอื่น ไม่ได้ดูของตัวเองว่า..ในเดือน กรกฏาคม เยอรมันได้มีกำลังผลิตเครื่องบินแค่ 227 ลำ
พอมาในเดือน กันยายน ได้ลดจำนวนมาเหลือแค่ 177 เพราะ ฮิตเล่อร์ไม่ได้อนุมัติวัตถุดิบเพิ่มมาให้
และเกอริงเองก็ไม่ได้เคร่งครัดในการขอ..เท่าไหร่นัก
เท่ากับว่า..อังกฤษได้ผลิตเครื่องบินมากกว่าถึง 43% เหนือเยอรมัน
อีกทั้ง..อังกฤษได้เพิ่มกำลังพล และมีการฝึกนักบินอย่างหนักทั้งวันทั้งคืนเป็นจำนวนมากมาย
ขณะที่..เยอรมัน..ที่คอยแต่นั่งกระดิก..ไม่ต้องเร่งรีบอะไร..เพราะวางใจเต็มที่ว่า ชนะแหง๋ๆ !!


ในกรณีที่หลายคนชอบเทียบ นโปเลียนกับฮิตเล่อร์ (ความจริงแล้ว ฮิตเล่อร์เองก็ชอบเทียบตัวเองเช่นนั้นเช่นกัน)
ไม่เหมือนก็ตรงที่ว่า นโปเลียนนำทัพออกไปสู้รบเอง
ไม่ได้สั่งงานทางวิทยุหรือโทรศัพท์อย่างฮิตเล่อร์ที่เปลี่ยนคำสั่งไปมาจนทหารหัวหมุนไปหมด
และ..นโปเลียนไม่ได้วางแผนสงครามในระบบซีอีโอ ที่มอบส่งงานให้รับผิดชอบไปเป็นหน่วยๆ อย่างฮิตเล่อร์ที่มอบความไว้วางใจในสงครามบริเตนครั้งนี้ให้กับ
เกอริง..ที่ประกาศปาวๆด้วยความยะโสว่า..
" If Berlin is bombed, my name is Meyer"
หมายความให้กระจ่างว่า..
"ถ้าศัตรูหน้าไหนก็ตาม สามารถเข้ามาบอมบ์เบอร์ลินได้ละก้อ..ว่าชี้หน้าเรียกชั้นว่า ไอ้ชาติห-มมมม-าาาา ได้เลย"
คำว่า meyer หรือ meir ในภาษาเยอรมัน มีไว้เรียก ชาวยิว ซึ่งเป็นที่เกลียดชัง หรือลำดับชั้นว่าต่ำสุดๆอย่างไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้
แต่ก็จริงๆด้วยนะ ที่ประวัติศาสตร์ของการเดินทัพของนโปเลียนในการที่ไปตีรัสเซียและ ยุทธภูมิ Trafalgar ที่นโปเลียน
พ่ายแพ้ให้กับคนแขนเดียว ตาเดียว ก็แสนละเอียดละออ ( เขาคือ..Lord Horatio Nelson)
ฮิตเล่อร์ก็ยังไม่รู้จักจดจักจำ
เพราะเขาเชื่อในเรื่องประสิทธิภาพของอาวุธมากกว่าอานุภาพแห่ง"มันสมอง"ของคน..
และนี่คือ ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ !!


    Lord Horatio Nelson   


Create Date : 23 มีนาคม 2548
Last Update : 12 กรกฎาคม 2556 5:33:46 น. 19 comments
Counter : 2578 Pageviews.  

 


เคยพูดถึงแผนปฏิบัติการสายฟ้าแลบของเยอรมันมาแล้ว..ขอขยายตรงนี้เลยนะคะว่า มันคือ Blitzkreig หรือ อ่านว่า บริทซ์ครีค
ความจริงแผนพิฆาตนี้ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ในยุคนั้นมีแต่ทฤษฏี..ขาดภาคปฏิบัติ เพราะตัวกลไกขับเคลื่อนเร็ว แถมการสื่อสารก็ยังไม่พัฒนา

พอตกมาถึงในยุคปลาย 1920 จนถึง 1930 ต้นๆ กลุ่มนายพลระดับเสนาธิการยังค์เติร์ก อย่าง.. Charles De Gaulle, Hans von Seekt, Heinz Guderian ได้สนใจศึกษาถึงเรื่องนี้กันมาก โดยเฉพาะผู้พัน(ยศในตอนนั้น)ชาร์ลส เดอ โกลล์ ได้เขียนเป็นตำราพิชัยยุทธรวมเล่มเอาไว้ (เคยเล่าแล้ว ในเรื่องไวน์ ไวน์) เสนอให้รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงเอาไปใช้ในกองทัพของประเทศ แต่ทุกคนหัวเราะเยาะ ขำกลิ้ง หาว่า เพ้อเจ้ออีกต่างหาก

ส่วนผู้พัน Hans von Seekt, และผู้พัน Heinz Guderian ของเยอรมัน ได้ทำอย่างเดียวกันและ ได้รับการขานรับจากต้นสังกัดเป็นอย่างดี
ฉะนั้น..ในปี 1933 จนถึง 1939 เยอรมันจึงมีรถถังติดตั้งปืนใหญ่ที่ทันสมัยขนาดเล็กแบบเคลื่อนที่เร็ว อีกทั้งฝูงบินโจมตีอย่างมากมายเตรียมพร้อมทำสงคราม

แผนนี้ได้ทำการทดลองใช้ครั้งแรกในตอนที่เกิดสงครามกลางเมืองสเปน 1936-38 อย่างเห็นผล ที่ทัพอากาศเข้าโจมตี
และทัพบกเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็วทันใจ
ต่อมา..ตอนที่บุกโปแลนด์ กันยายน 1939 นั้น ก็ใช้แผนนี้เช่นกัน แต่องค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติการเช่นนี้ "หัวใจ"คือการสื่อสารอย่างฉับไวด้วยวิทยุส่งไปมาระหว่างศูนย์บัญชาการกลางและหน่วยโจมตี
นี่คือที่มาและเป็นที่รู้จักในนามของ บริทซ์ครีค (เป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อนี้)
แต่มาในการรุกรานประเทศอื่นๆตอนล่างและฝรั่งเศสที่กำลังจะพูดถึงนี่ มีการแถมกองทัพพลร่ม(Fallschirmjaeger) เข้าไปเสริมอีกต่างหาก
แผนนี้ใช้ได้ผลกับหลายๆประเทศที่กล่าวมาในช่วงของ 1939-1942

สาเหตุมาเริ่มเป๋ปัดเอา...ก็อีตอนที่ฮิตเล่อร์กำแหงเปิดศึกสองด้านกับรัสเซีย ในปี 1941 เพราะขาดการส่งกำลังบำรุงแบบต่อเนื่อง
ทำให้สงครามทางอาฟริกาเหนือ ของยอดบุรุษ Erwin Rommel พลอยพังยับตามไปด้วย
อย่างไรเสีย..ภาษิตโบราณนั้นใช้ได้เสมอ ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ถ้าทหารทั้งหิวทั้งหนาว
อิ๊บอ๋า(และทั้งร้อนอิ๊บอ๋า) จะไปสู้รบอะไรกะใครเขาได้..

จะว่าไปแล้ว..บริทซ์ครีค ก็คือบรรพบุรุษของการสู้รบในปัจจุบันนะ..
ไล่มาจาก นายพลอเมริกัน George Patton นำมาเป็นดาบนั้นคืนสนองให้แก่เยอรมัน
ในช่วงใกล้แพ้สงครามเต็มที่ 1944
เรื่องของนายพลแพตตัน นี่มี"ฮา"เยอะ ไว้จะเล่าเมื่อถึงตอน (ทวงด้วยละกัน)

ต่อมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้ว..อิสราเอลก็นำไปใช้กับอริประเทศในกลุ่มอาหรับ

อเมริกา ก็เอาไปใช้ใน สงครามทะเลทราย (Desert Storm)คราวที่แล้วนั่น..


อ้อ..ทฤษฏีของ Blitzkrieg ก็คือ

1. เริ่มจากทัพอากาศโจมตีแนวด่านของข้าศึก ไล่ไปถึงการทำลายถนนสายสำคัญ เส้นทางคมนาคมอื่นๆ, ทำลายศูนย์สื่อสารให้เรียบ
ในขณะเดียวกันกับที่ทัพบกส่งหน่วยรถถังใหญ่โจมตีตามเก็บให้สิ้นซาก ผู้ที่ถูกโจมตีในตอนนั้นจะสับสนไม่รู้จะเตรียมตัวรับทางไหน บก หรือ อากาศ
2. จากนั้นหน่วยรถถังเล็กเร็ว จะขับเคลื่อนเลื่อนลึกเข้าไปในใจกลางของเมือง เข้าควบคุมทุกจุดเพื่อไม่ให้มีการรวมตัวต่อต้านต่อไป
3. ทหารกองหน้าหน่วยเคลื่อนเร็ว เข้าทำการปฏิบัติหน้าที่แบบตัดตอนโดย เข้าค้นและควบคุมหน่วยกำลังสำคัญของข้าศึกทั้งหมด
4. ทัพบกเข้าทำการกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่เป็นวงกลม เท่ากับเป็นการล้อมปิดกั้นทั้งทางออกและทางเข้า
5. การสื่อสารติดต่อของการปฏิบัติการนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยสามารถส่งได้ถึงกันหมด

จากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ทำการสู้รบแบบกินนอนในคูเพลาะ นานๆค่อยโผล่หัวออกไปยิงกันทีนั่น มาถึงแผนบริทซ์ครีคที่ว่ามานี้
มันช่างต่างกันราวกับฟ้ากับเหว..
คิดดู๊..เมื่อก่อน ฮิตเล่อร์ยังวิ่งส่งสาสน์หน้าตั้ง
กระโดดหลบลูกปืนแผล๋วๆ
มาถึงตอนนี้..เขาสั่งยิงกันทางโทรศัพท์ แสนสะดวกสบาย ไม่ชนะตอนนี้แล้วจะไปชนะกันตอนไหน ?







โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:6:42:33 น.  

 


แผนบริทซ์ครีคนี้ โจมตีเร็วชนิดที่ เนเธอแลนด์มีเขื่อนยักษ์ขนาดใหญ่ พร้อมที่จะปล่อยน้ำมาให้ท่วมเมือง
(ดูตรงที่เขียนว่า DIKE สีแดง ในแผนที่)
แถมยังรู้ล่วงหน้าอีก ยังสั่งการทำอะไรไม่ทัน ทหาร ตำรวจ ตั้งตัวไม่ติด
ในช่วงต้นพฤษภา(ทมิฬ) แห่งการรุกรานของเยอรมันนั้น กองทัพได้แผ่ออกไปในหลายเขตพรมแดนของชาวบ้านชาวช่องเขา รวมไปถึงเบลเยี่ยมที่ประกาศปาวๆว่า..เป็น ณูช่วล เฟ้ย ซะด้วย..
เรื่องของเบลเยี่ยมนั้น..ทางรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ต่อให้ข้าศึกมายังไงก็ไม่สามารถตีป้อมปราการชายแดน Eben Emael ได้แน่ๆ เพราะ เป็นการก่อสร้างที่ทันสมัยยิ่งนัก
กล่าวคือ สามารถจุทหารประจำการในนั้นได้ถึง 1200 กองร้อย และ ทำด้วยคอนกรีตหนาแน่น พร้อมสู้รบกันทั้งปีอย่างต่อเนื่อง
แถมยังมีแนวแม่น้ำ Dyle และ แม่น้ำ Meuse (อ่านว่า มียูส หรือ มาซ อันเป็นสำเนียงพื้นเมือง) กั้นไว้ซะอีก
เท่านั้นไม่พอ..ทหารของสพม. อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้มาช่วยเข้าเสริมกำลังควบคุมพื้นที่ในแนวแม่น้ำนี้อย่างแข็งแรง..
เยอรมัน บอกว่า ได้เลย..จะลองของให้ดู ว่าแล้ว..ก็ส่ง หน่วยรบกล้าตาย 78 หน่วยที่มาพร้อมเครื่องร่อนข้ามแม่น้ำมาหน้าตาเฉย..
ทันที่ที่สะบัดเครื่องร่อนให้หลุดออกจากตัว..หน่วยทหารนั้นก็ สาธิตวิธีสู้รบแบบใหม่จากเยอรมันให้ดูเป็นขวัญตา
โดยใช้ระเบิดแก๊สที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในหลุม หย่อนลงไปในป้อม..ตามด้วยปืนพ่นไฟ..ทำให้เกิดเป็นทะเลเพลิงในป้อม แบบวินาศสันตะโร..
เข้าทำการยึดและระเบิดทำลายฐานของป้อมปืนที่หมุนได้รอบทิศ อันเป็นอาวุธสำคัญของป้อม
เพียงชั่วโมงเดียวเอง..ทุกอย่างก็เรียบร้อยโรงเรียนเยอรมัน

ทหารเบลเยี่ยมที่เหลือรอดตายในป้อม ต่างเดินเรียงแถว ชูมือยกธงขาวออกมาหรา..
ภายในวันที่ 11 พฤษภาคม ป้อม Eben Emael ที่ลือลั่นว่า ไม่มีใครสามารถทำให้แตกหักได้ ก็เหลือเป็นเพียงแค่เรื่องขบขันในประวัติศาสตร์

ทำไม..เยอรมันจึงได้เก่งกล้าสามารถนัก
คำตอบคือ..ฮิตเล่อร์ได้เอาตัวอย่างของป้อมนี้ไปสร้างก๊อปปี้ให้เหมือนที่เยอรมัน และ จัดให้ทหารทำการฝึกการทำลายล้างจนค้นพบวิธีที่ได้ผลน่ะซิ !

ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม เยอรมันก็สามารถยึดสะพานหลักๆสี่สะพานที่สามารถข้ามจากเบลเยี่ยมไปฝรั่งเศสได้
และไม่ใช่แค่นั้น..พวกเขาได้เตรียมกองทัพอย่างพร้อมเพรียง โดยการจัดฝูงปันเซ่อร์ยักษ์ๆ ตั้งเป็น 3 ตอน
ซึ่งมีมากมายเสียจนหางแถวยาวไปเกือบทะลุไปถึงเยอรมันโน่นน..
พร้อมที่จะเดินทัพเข้าสู่ฝรั่งเศส

ในวันที่ 14 เยอรมันสามารถตีด่านหน้าของฝรั่งเศสแตกอย่างง่ายดาย และได้เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายนั่นคือ ดินแดนที่ช่องแคบอังกฤษ
ตอนที่จะข้ามสะพานมาน่ะ..RAF ได้ส่งฝูงบินมากะว่าจะบอมบ์สะพานซะให้สิ้นซาก แต่ เยอรมันภายใตัการนำของนายพล
Guderian ผบ.ฝูงปันเซอร์ที่ 19 ได้ตั้งมั่นจัดกองกำลังหน่วยต่อสู้อากาศยานรอรับอย่างเรียบร้อย

ผลปรากฏว่า..เครื่องบิน 71 ลำที่อังกฤษส่งมา หล่นผล็อยราวใบไม้ร่วง..รถถังที่ฝรั่งเศสส่งมาปะทะ ก็กลายเป็นเศษเหล็กไปในพริบตา
เพราะ ความล้าสมัยในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเทียบกันไม่ได้
และครั้งนี้นี่เอง..ที่เยอรมันกำลังจะให้บทเรียนถึงสงครามในรูปแบบใหม่ให้ฝ่ายสพม.ได้รู้จักและสำนึกเอาไว้..

กำลังทหารของสพม.แทบทั้งหมดนั้นได้เตรียมพร้อมตั้งมั่นรับมือกับหน่วยปันเซอร์ฝูงที่ 16 ของนายพล von Reichenau
ที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ ซึ่งตรงนั้นได้มีการสู้รบแบบสมน้ำสมเนื้อหน่อย เพราะ สามารถยันปะทะไว้ได้
นายพล Gamelin แห่งฝรั่งเศส ถึงกับออกข่าวสภาพการสู้รบแบบ"โว" ไปทั่ว
ส่วนนายพล Halder ของเยอรมัน ยิ้มนิดๆ ในใจคงคิดว่า.. " เออ..ฝันไปเหอะ เมิ๊งงงง เดี๋ยวก็จะรู่ซึ๊กก"
เพราะ ทหารของสพม..ได้หลั่งไหลไปสมทบอยู่ตรงนั้น..จนไม่เหลือกองหนุนไว้คอยป้องกันด้านหลังเลย
นอกจากตรงส่วนที่ประจำรักษาอยู่ที่บริเวณช่องแคบอังกฤษ

ดังนั้น..หน่วยปันเซอร์ที่ตีอ้อมทะลุจากป่าทึบทางใต้ สามารถเดินทัพเอ้อระเหยมาจนเกือบถึงกรุงปารีสในวันที่ 16
นั้น เล่นเอา นายพล กาเมแลง และท่านนายก พอล เรโนลด์ ถึงกับอ้าปากค้าง..นั่งตะลึงจนแทบทำอะไรไม่ถูก
วันนั้น..เอง คือวันที่เชอร์ชิลล์ ได้อยู่ในกรุงปารีส เพราะมาสังเกตการณ์ในเรื่องสงครามครั้งนี้ ทราบข่าวว่า
เยอรมันได้บุกเมืองได้แล้วนั้น..ถึงกับตะโกนใส่หน้า ถามนายพล กาเมแลงว่า
" Ou'est la masse de manoeuvre?" แปลว่า..." กองทัพกองหนุนอยู่ที่ไหนกันฟะ?"
"Aucune," เสียงแหบๆดังออกจากปากนายพล แปลว่า.."ม่ะมีง่ะ"

(สาเหตุที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส เพราะเอาตามสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ช่วงนั้นจริงๆ..มันสะจัยยยดี)









โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:6:49:02 น.  

 


แต่หรือเทพยดาแห่งเมืองอังกฤษจะมีจริง..มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย..จะไล่เล่าไปทีละอย่างนะ..
เชอร์ชิลล์ ต้องรีบกลับไปยังอังกฤษทันทีเพราะรู้ตัวแล้วว่า..สถานะการณ์ย่อมต้องเลวร้ายไปกว่านี้แน่ๆ ด้วยเครื่องบินเล็ก..
และนับว่าเป็นการเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกยิงตกโดยลุฟท์วัฟฟ์ หากแต่ไม่มีทางเลือกอย่างใดมากไปกว่านั้น
ชีวิต ขึ้นอยู่กับ นักบินเพียงคนเดียว..
ขณะที่กำลังอยู่บนท้องฟ้านั้น..จู่ๆ..นักบินดึงเครื่องบินขึ้นสูงจนผิดสังเกต จนเขาถามว่า มีอะไรเหรอ?
นักบินบุ้ยใบ้ลงไปข้างล่าง..ว่า..มีเครื่องบินเยอรมันลำหนึ่งกำลังแล่นเอื่อยๆ สังเกตการณ์ภาคพื้นดินอยู่
ซึ่งเล่นเอาใจหายใจคว่ำ กว่าจะรอดชีวิตกลับไปยังอังกฤษได้ และการรอดของท่านเชอร์ชิลล์ครั้งนี้
ส่งผลกลับมาช่วยชีวิตทหารนับแสนๆคน ที่ Dunkirk !!

และเรื่องที่กองทัพฝรั่งเศสไม่มีกองหนุนนี้ ไปบอกใครไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ ฮิตเล่อร์เอง..
สงครามที่เกือบจะได้ชัยชนะแบบชนิดที่ไม่ต้องลงแรงครั้งนี้ของหน่วยปันเซ่อร์ของทัพบกนั้น ทำให้ เกอริงอดรนทนไม่ได้ เพราะ ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ย่อมต้องไม่ชื่อของเขาบันทึกอยู่
เขาจึงเข้าพบกับท่านผู้นำด้วยใจความว่า..
"น่าจะเป็นกลศึกของสพม.เป็นแน่แท้ ที่จะล่อให้ฝูงปันเซ่อร์ทั้งหมดไปที่นั่น..แล้วจัดการถล่มซะให้ราบเรียบไปในคราวเดียวกัน
เพราะหน่วยข่าวกรองของลุฟท์วัฟฟ์ส่งมาบอกว่า..ฝรั่งเศสกำลังเคลื่อนทัพด้วยทหารกองหนุนครั้งใหญ่ยิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เชียวนะ"
ฮิตเล่อร์..เชื่อสนิท เพราะ เผอิญมาตรงกันกับข่าวของนายพล von Rundstedt ผบ.หน่วยทัพบกที่คุมอยู่ชายแดนเบลเยี่ยมพอดี
ฮิตเล่อร์มานั่งทบทวนดูว่า..จะทำอย่างไรดี ถ้าเกิดเป็นว่าถูกโจมตีเข้าจริงๆ เยอรมันเสียเปรียบแน่นอนเพราะการส่งกำลังบำรุงนั้น
ห่างไกลนักถ้าการรบต้องล่าช้าออกไปแบบเยิ่นเย้อ
และที่สำคัญ คือ ถ้ายับเยินมา..จะได้อับอายเขาไปทั่ว..ทางที่ดี รอดูสถานะการณ์ก่อนดีกว่า !!
เกอริง..รีบเสริมว่า..ไม่เป็นไร..หน่วยลุฟท์วัฟฟ์ควบคุมเกมส์ได้อยู่แล้ว..ไม่มีปัญหา ตอนนี้ให้พวกฝูงปันเซอร์หยุดพักรบไปก่อน
ฮิตเล่อร์เห็นดีด้วย..เลยสั่งการไปทาง นายพล von Brauchitsch และ นายพล Halder ให้หยุดอยู่แค่ครงนั้น..
รอการสั่งการจากเขาคนเดียว !!


โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:6:51:31 น.  

 


นายพลเยอรมันสองคน คือ ฟอน เบราชิทสช์ และ นายพล ฮัลเดอร์ ทันทีที่ได้รับคำสั่งให้หยุดแค่ตรงนั้น ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก รายยว๊าาา ??
เพราะชัยชนะอยู่ข้างหน้าเห็นๆ ทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ต่างรอคอยมัจจุราชที่ที่ริมหาดนั้น นับแสนๆคน
แต่ด้วยวินัย..นายสั่งอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น..
และนี่คือการคำนวนสถานะการณ์ที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของฮิตเล่อร์ เพราะแทนที่จะเป็นกองทัพกองหนุนโผล่มาสู้รบ กลับกลายเป็นเรือรบ และเรือทุกชนิดที่ลอยน้ำได้..ทุกชนิด ทุกขนาด กว่า 850 ลำของอังกฤษต่างแห่กันมารับทหารกว่าสามแสนของตัวกลับไปจนหมดในวันที่
26 พฤษภาคม นั่นเอง ด้วยฝีมือของ เชอร์ชิลล์ ในแผนที่ชื่อว่าปฏิบัติการไดนาโม (Dynamo Operation)
ส่วนทหารฝรั่งเศสที่เหลือ ก็ชูมือยอมแพ้เดินเรียงแถวเข้าค่ายนักโทษสงครามไปตามระเบียบ ตามไปอ่านได้ในเรื่องไวน์

ตอนนั้น ฮิตเล่อร์รู้ได้ทันทีว่าพลาดไปอย่างถนัดใจ..ก็ได้สั่งการให้มีการเดินหน้าโจมตี
แต่..ฝูงปันเซอร์ทั้งหลายนั่น เสียศูนย์ไปแล้ว คิออ่านทำการอะไรก็ไม่ทัน..
ส่วนลุฟท์วัฟฟ์ของเกอริง..ที่ว่าจะเข้ามาดูแลเองนั้น ก็อัมพาตรับประทานไปอย่างสนิทเนื่องจาก ทัศนวิสัยที่เลวร้าย ไม่สามารถส่งเครื่องบินขึ้นไปได้เลย
ภายใน วันที่ 1 มิถุนายน ทหารอังกฤษกว่าสามแสนคนก็ได้ขึ้นเรือกลับบ้านกันอย่างปลอดภัย..

และ..ภายในวันที่ 17 มิถุนายน..ฝรั่งเศสในรัฐบาลใหม่ นำโดย นายพลผู้เฒ่า อดีตวีรบุรุษแห่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง..Marshal Henri Phillipe
Petain (อ่านว่า มาเชล อองรี ฟิลลีป เปอะแต็ง แต่เป็นที่รู้กันในการพูดคุยส่วนใหญ่ว่า เปเตน ตามสำเนียงมะกัน จะเขียนตามนี้นะ เพราะ ง่ายดี)
ท่านผู้นำเปเตน ได้ขอเซ็นสัญญาสงบศึกกับเยอรมันอย่างง่ายดาย
ฮิตเล่อร์ ถึงกับขำกลิ้ง..สงบศึกน่ะเหรอ 555555 กร๊ากกกก..!!! และพูดต่อว่า..
"ไม่รุนะ ต้องขอคุยกับพรรคพวกดูก่อน ท่านเบนิโต มุสโสลินีง่ะ"
เนื่องจาก ในระยะที่เบลเยี่ยมแตกลง อิตาลีขอเข้ามาร่วมเป็นภาคีกับฮิตเล่อร์ เพราะ มองเห็นแล้วว่ามีแต่ได้กับได้..!

และ..ด้วยความแสบของฮิตเล่อร์จอมวางแผน นั่นก็คือ ให้ทหารไปลากตู้โบกี้รถไฟ(คันเก่าที่เยอรมันเคยมาเซ็นสัญญาสงบศึก เพราะแพ้สงครามในคราวที่แล้ว 1918)
ไปตั้งที่ตรงหน้า"อนุสาวรีย์"ชนะศึกของฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง.. ที่ชายป่าของเมืองชายแดน Compiegne
ก่อนที่ ฮิตเล่อร์จะก้าวขึ้นไปบนตู้โบกี้ นั้น..เขาแวะไปที่อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะนั้น..พร้อมทั้งปรายตาอ่านข้อความที่จารึกไว้ ด้วยความสะใจในการแก้แค้นครั้งนี้
ข้อความนั้น เขียนไว้ว่า..

HERE ON THE ELEVENTH OF NOVEMBER 1918
SUCCUMBED THE CRIMINAL PRIDE OF THE GERMAN EMPIRE---- VANQUISHED BY THE FREE
PEOPLE WHICH IT TRIED TO ENSLAVE


และจากนั้น เขาก็ก้าวเข้าไปในตู้โบกี้ที่ใช้เตรียมไว้เป็นที่ลงนามสัญญายอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆของฝรั่งเศส
หลังจากนั้น...เขาก็ได้ให้ทหารนำตู้รถไฟโบกี้นั้นกลับไปยังเยอรมัน เพื่อไปตั้งเป็นอนุสรณ์สงคราม

เช้าวันรุ่งขึ้นต่อมา..เพราะอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นเลยมัง..เขาทั้งหลาย ต่างก็พากันเดินเที่ยวในย่านกรุงปารีสอย่างสบายใจ ไม่ว่า จะเป็นหอไอเฟล ,ฌ็องส์ เอลิเซ่
และ..ฮิตเล่อร์ได้ไปเยี่ยมที่ฝังศพของนโปเลียนมหาราชซะด้วย แต่จะแสดงความคารวะหรือเปล่านั้น ไม่มีใครทราบ
นอกจากในภาพที่เห็น นั่นคือ เขาบังอาจเอื้อมเอามือไปแตะต้องในส่วนที่ต้องห้าม ที่สงวนไว้ให้แต่องค์สังฆราชเท่านั้น
และ เขาได้บอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่า..นี่คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดในชีวิตอย่างไม่มีสิ่งใดปานเปรียบ
เพราะมาถึงตรงนี้..ยุโรปเกือบทั้งหมดได้ตกเป็นของเยอรมันอย่างเรียบร้อย
จะเหลือก็แต่..เกาะเล็กๆตรงข้ามช่องแคบไปนั่น เท่านั้นเอง..
เกาะนั้นคือ ประเทศอังกฤษ ที่มีคนที่ฮิตเล่อร์ "กลัวใจ" หนักหนา ที่เป็นชายร่างอ้วนกลมเป็นผู้นำ นามว่า..
Winston Spencer Churchill นั่นเอง..


โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:6:56:15 น.  

 


ที่อังกฤษ...กรุงลอนดอน

วันที่ 6 มิถุนายน เชอร์ชิลล์ได้ทำงานอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินถนน Browning อันเป็นที่ที่เขาใช้เฉพาะสำหรับการบัญชาการรบในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
และเขากำลังนั่งอ่านรายงานปฏิบัติการไดมาโมที่เพิ่งผ่านมา ตัวเลขที่ปรากฏมีดังนี้
คือ ทหาร 337,131 คนด้วย เรือ 850 ลำ นั่นคือ สิ่งที่น่าพอใจ
แต่สิ่งที่น่าตกใจ..นั่นก็คือ ที่มากับเรือ คือ รถถังและอาวุธเพียงหยิบมือ
สิ่งที่ทิ้งอยู่เบื้องหลัง..นั่นก็คือ รถ 120,000 คัน ปืนใหญ่ 2,300 กระบอกพร้อมกระสุน ปืนกล 8,000 กระบอก ปืนยาว 90,000 กระบอก
วัตถุระเบิด 7,000 ตัน.....นับว่าเสียหายยับเยินที่สุดในประวัติศาสตร์
และ จากนี้ไป หมายถึงว่า อังกฤษจะต้องสู้ด้วยตัวเอง...อย่างโดดเดี่ยวจริงๆ

เชอร์ชิลล์..บอกกับคนใกล้ชิดว่า...อย่างไรก็ต้องสู้สุดชีวิต..ต่อให้ไม่มีปืนสักกระบอก เอาขวดเหล้าตีกระบาลมันก็ยังไหวว้อย !!

แต่..ก่อนอื่น เขาต้องตัดสินใจทำงานใหญ่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง..นั่นคือ การเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ของเกาะอังกฤษ
เขาเรียกประชุมคณะทำงานใกล้ชิด และ ขยายความให้ฟังว่า
"การทำงานครั้งนี้ จะใช้ชื่อว่า Operation Fish อันหมายถึงการที่เขาจะเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของประเทศที่มีมูลค่ากว่า 7 พันล้าน(เทียบดอลล่าร์)
รวมไปถึงทรัพย์สินอันมีค่าอื่นๆของพระราชวงศ์ ไปยังประเทศแคนาดา เพื่อเป็นการรักษาเก็บไว้ให้ปลอดภัยจากเงื้อมมือของผู้ที่จะเข้ามาบุกรุก"
ทุกคนตะลึง..อ้าปากค้าง แต่ต่างก็เข้าใจดีถึงสถานะการณ์อันจำเป็นครั้งนี้

ภายในสองสามวันจากนั้น คณะทำงานต่างทำการบรรจุ"ข้าวของ"ที่ว่า กล่องแล้ว กล่องเล่า ด้วยปากที่เย็บสนิท และจัดการนำส่งไปยังท่าเรือทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของสก๊อตแลนด์ Firth of Clyde ขนขึ้นเรือเดินทะเล ชื่อว่า Emerald
กล่อง"ข้าวของ"ที่เต็มไปด้วยทองคำแท่ง 2230 กล่อง และ กล่องที่ใส่สมบัติมีค่าอื่นๆอีกว่า 400 กล่อง ถูกลำเลียงไปวางไว้ภายใต้ท้องเรือ
ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า ของเหล่านี้จะถึงแคนาดาอย่างปลอดภัย รอดพ้นสายตาของเรือดำน้ำเยอรมันไปได้..
ในช่วงนั้น เดือนนั้น เรือของสพม. จำนวน 57 ลำ ได้ถูกจมในทะเลแอตแลนติคแบบไม่เว้นแต่ละวัน
และ..ในวันที่ 24 มิถุนายน 1940 เรือ Emerald ได้ล่องออกไปสู่ทะเลแอตแลนติค พร้อมทั้งหน่วยขบวนเรือพิฆาตคุ้มกันอีกฝูงหนึ่ง..
และนี่คือการเดินทางแบบคอนวอยเป็นครั้งแรกของอังกฤษ ซึ่ง ขบวนต่อๆไปกำลังจะเกิดตามขึ้นอีกในไม่ช้า..
กัปตันของเรือ คือ Captain Francis C. Flynn ได้รับรายงานมาว่า เรือดำน้ำเยอรมันสองลำได้ผ่านไปในบริเวณรัศมีไม่ไกลนัก ในเวลาไม่นานมานี้
ซึ่ง..เล่นเอาใจหายใจคว่ำสำหรับกัปตัน เพราะ ใครจะมั่นใจได้บ้างว่า ข่าวของการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินครั้งนี้ จะไม่ถึงหูของฮิตเล่อร์

แต่..48 ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากลูกเรืออ้วกแตก อ้วกแตน เพราะ การเร่งสปีดอย่างสุดชีวิตของเหล่าเรือทั้งฝูง
จนในวันที่สามของการเดินทาง..อากาศเริ่มใสสว่าง..การเดินเรือเต็มไปด้วยความราบรื่น
จนกระทั่ง..วันที่ 1 กรกฏาคม เรือ Emerald ก็เดินทางถึงจุดหมาย Halifax, Nova Scotia

สิบสองชั่วโมงที่ถึงท่าเรือ ทุกอย่างถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว ส่งขึ้นรถไฟไปยังเมือง Montreal อันเป็นจุดนัดพบแรกกับรัฐมนตรีคลังแคนาดา นาย Sydney J. Perkins และนาย David Mansur ประธานของ Bank of Canada จากนั้น ทุกอย่างก็ลำเลียงเข้าสู่
เมือง Ottawa อันเป็นศูนย์ทำการของรัฐบาล โดยมีตราประทับว่า
" The United Kingdom Security Deposit"

จากนั้นมามีการขน"ข้าวของ"ที่ว่าในขบวนคอนวอยอย่างนี้อีกหลายครั้ง..จนภารกิจได้เสร็จสิ้น
สมบัติอันมีมูลค่ามหาศาลของอังกฤษ(รวมทั้งบัลลังค์ของพระมหากษัตริย์ในพระวิหารเซนต์ ปอล) ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย อย่างไม่มีอุปสรรคใดๆ
ภารกิจครั้งสำคัญครั้งนี้ มีผู้ร่วมปฏิบัติงานนับร้อยซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการสาบานตน และ..ทุกคนได้รักษาในสัจจะอย่างเคร่งครัด
จนไม่มีข่าวใดๆเล็ดลอดไปถึงหูของสายลับเยอรมันได้เลยแม้แต่นิด
อย่างนี้..ถือว่า ปาฏิหาริย์มั๊ยเนี่ยยย??



โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:6:59:41 น.  

 


มารู้จักเชอร์ชิลล์กันหน่อยก่อนดีกว่า..ว่า..เขาคือใครกัน ?

Winston Leonard Spencer Churchill เป็นลูกชายของ ท่านลอร์ด Randolph Churchill มารดาเป็นชาวอเมริกัน
การศึกษาขั้นต้นที่ Harrow จากนั้นก็เข้าสู่โรงเรียนนายร้อย Sandhurst จากนั้นก็อยู่รับราชการทหารเรื่อยมา จน
ในปี 1900 เขาได้ก้าวขึ้นมาสู่ชีวิตของนักการเมืองในพรรคจารีตนิยม {Conservative}
และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเรือของอังกฤษ ในปี 1911
แต่จากการพ่ายทัพของอังกฤษในปี 1915
(ที่แพ้ให้กับอะตาเติร์ค)
เขาจึงลาออกจากตำแหน่งทหารมาเป็นนักการเมืองอิสระ
จนในปี 1940 ของสงครามโลกครั้งที่สองครั้งนี้เขาได้ถูกเรียกให้กลับมารับตำแหน่งเดิมพร้อมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคราวเดียวกัน..เพราะ พระเจ้า George Vl ทรงเห็นแล้วว่าไม่มีใครที่สามารถจะพาชาติให้พ้นภัยครั้งนี้ไปได้ นอกจากเชอร์ชิลล์คนนี้

ขอให้เข้าใจว่าในยุคก่อนหน้านั้นไม่นานอังกฤษเองก็แสนจะวุ่นวายในการผลัดแผ่นดิน จะเล่าแถมไปเพราะนี่คือชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
ที่ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงนักในสมัยนี้
และที่สำคัญควรแก่การสนใจ นั่นก็คือ ชิ้นส่วนนี้ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเยอรมันซะด้วยซิ

คือเมื่อเดือนธันวาคม 1936 ประชาชนอังกฤษต้องถึงกับตะลึงงัน ที่ได้ทราบข่าวว่าพระเจ้า เอ็ดเวิร์ด ที่ 8 ที่เพิ่งครองบัลลังก์เพียงไม่กี่เดือน ได้ประกาศสละราชสมบัติเพื่อที่จะไปแต่งงานกับหญิงสามัญชนชาวอเมริกันสุดที่รัก แถมมิหนำซ้ำ หล่อนยังเป็นหญิงม่ายสองซ้ำสองซ้อน นามว่า Wallis Simpson
และนี่เป็นสาเหตุให้พระอนุชาองค์ถัดไปที่อยู่ในตำแหน่ง Duke of York ในเวลานั้น ต้องก้าวขึ้นมานั่งบัลลังค์แทนในนามของพระเจ้า George ที่หก
ซึ่งทำให้เจ้าหญิงพระธิดาองค์โต คือ อลิซาเบ็ธ ได้มาอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทลำดับต่อไป(สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สองในปัจจุบัน)

หลังจากที่สละราชสมบัติแล้ว..พระองค์ยังคงต้องคอยเนื่องจาก แม่ม่ายวิลสันยังหย่าสามีไม่เสร็จ ต้องรอไปจนถึงเดือน มิถุนายน 1937
จึงได้ฤกษ์แต่งงาน..ระหว่างชายผู้สูงศักดื์และ แม่ม่ายโนเนมชาวอเมริกัน..
พระองค์ได้รับพระยศเป็น Duke of Windsor ที่ประทานแต่งตั้งให้โดยพระอนุชาที่เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และส่วนแม่ม่ายวอลลิสนั่น ได้เป็น
Duchess of Windsor เทียบเท่า หม่อม โดยไม่สามารถที่จะเคลมฐานันดรศักดิ์อะไรให้ได้มากไปกว่านั้น..และ..ไม่อนุญาตในการใช้
HRH หรือ Her Royal Highness นำหน้าชื่อ ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ราชาศัพท์..
ซึ่งเหตุนี้เอง..สร้างความเดือดดาลให้กับเจ้าชายพระสวามียื่งนัก..พระองค์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ดัชเชสได้รับการยกย่องที่เท่าเทียม !!
แต่ก็ยังปราศจากผลอันใด มิหนำซ้ำพระมารดา สมเด็จพระราชินี แมรี่..ถึงกับประกาศว่า ให้พระองค์พาหม่อมออกไปจากประเทศเสียให้ไกลๆ
(ทั้งคู่ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส) และถ้าหากกลับมาอังกฤษโดยไม่ได้รับอนุญาตละก้อจะงดจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงรายปีให้หมด ดูซิว่าจะมีหน้าอยู่กันได้อย่างไร?
เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดนั้น ทรงโปร-เยอรมัน อยู่ไม่น้อย เพราะ ตามสายเลือดแต่บรรพบุรุษแล้ว พระองค์ก็ถือว่าเป็นเยอรมันเข้าไปครึ่งพระองค์
แถมยังสามารถตรัสภาษาเยอรมันได้เท่าๆกับภาษาอังกฤษ
ฉะนั้น..พระองค์และหม่อมจึงตกลงรับคำเชิญในการไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับฮิตเล่อร์และพรรคพวกที่รังพญานกอินทรีย์
ในยามที่เสด็จประพาสเยอรมันในปี 1937

การพบพาในครั้งนั้นได้สร้างความสดชื่นรื่นเริงแก่พระองค์ยิ่งนัก เพราะ สถานที่นั้น.กับ..คนกลุ่มนั้น
ได้ยกย่องหม่อมวอลลิส ด้วยถ้อยคำอันเป็นการยกย่องเทียบเท่าพระราชวงศ์ อีกทั้ง..ในทุกคำขาน ได้มีคำว่า
"Your Royal Highness" ประดับให้ชื่นหูอยู่ทุกประโยค..
แต่..การพบพาครั้งนี้เช่นกัน ที่ทำให้เป็นที่โกรธเกรี้ยวของสถาบันราชวงศ์อังกฤษอย่างแทบจะให้อภัยไม่ได้..
เพราะกฏหมายจำกัดสิทธิของยิวแห่งนูเรม
เบอร์ค เพิ่งออกมาสดๆร้อนๆ ทั่วโลกก็ต่างพากันสาปแช่ง...
แต่แล้วใยอดีตกษัตริย์ของอังกฤษประเทศที่พระอาทิตย์ไม่มีวันตก..ดังสมญาอันเป็นที่ยกย่องจากประเทศราชน้อยใหญ่
จึงไปร่วมวงสนทนากับหมู่มาร..ราวเพื่อนสนิท..!!
(แขกรับเชิญในวันนั้น คือ คู่ของเกอริง, คู่ของเฮสส์, คู่ของริบเบนทรอป, และ ฮิตเล่อร์)

ในหนังสือบางเล่ม กล่าวว่า เจ้าชายทรงใช้วิธีนี้เพื่อเป็นการแก้แค้นเอาคืนกับพระราชวงศ์ เพราะฮิตเล่อร์ถือว่าพระองค์คือเพื่อนคนหนึ่ง (มีบันทึกไว้)
และจะมอบแผ่นดินอังกฤษให้ปกครอง หากว่า เมื่อไหร่เยอรมันเข้าครอบครองได้และเมื่อนั้น หม่อมก็จะได้เป็นพระราชินี..

แต่จะเป็นด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตามที..หรือพระองค์อาจไม่รู้มาก่อนว่า..หม่อมวอลลิส นั้น ได้ถูก FBI สาวเรื่องเบื้องหลังมาได้ว่า
ในปี 1936 เคยมีสัมพันธสวาทกับนาย ฟอน ริบเบนทรอปเมื่อครั้งไปรับตำแหน่งทูตที่อังกฤษ และ ได้ส่งดอกคาร์เนชั่นให้เธอทุกวัน วันละ 17 ดอก
อันเป็นเครื่องเตือนใจถึงจำนวนที่ได้"หลับนอน"
และในยามนั้น..ทั้งคู่ได้ตกเป็นจำเลยของสังคม โดยข้อหาว่า เจ้าชายและหม่อมเป็นผู้ที่นำความลับของประเทศไปขายให้แก่ศัตรู
ถึงกับมีการสืบสวนกันอย่างคร่ำเคร่งทั้งใต้ดินและบนดิน..จนเชอร์ชิลล์ต้องจัดการให้พระองค์ไปประทับอยู่ให้ห่างไกลผู้ไกลคนที่ Bahamas
อันเป็นเกาะหนึ่งในทะเลคาริบเบียน
ผลของการสืบสาว..เลยได้ใจความว่า..หลายปีของการแต่งงานบันลือโลกตามที่เล่ามา..หม่อมวอลลิสได้มีชายอื่นแอบซ่อนอยู่ ซึ่ง..พระสวามีก็ทรงทราบ
จนบั้นปลายของชีวิต ทั้งคู่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างสงบที่พระตำหนักตอนใต้ของฝรั่งเศส
ซึ่ง..พระตำหนักนี้ ได้ถูกขายทิ้งไปโดยพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง(องค์ปัจจุบัน)

และผู้ที่ซื้อไป..ทำท่าว่าจะเอาไปเป็นของขวัญให้ลูกชายตอนแต่งงาน...นั่นคือนาย โมหะหมัด ฟาเยตต์ พ่อของโดดี้ สหายชายของเจ้าหญิงไดอะน่า








โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:7:06:21 น.  

 


อยากจะเพิ่มเติมให้ด้วยว่าสายตระกูลของเชอร์ชิลล์นี่ไม่ธรรมดา เพราะต้นตระกูลของเชอร์ชิลล์คือ ดยุคแห่งมาร์ลโบโร่ หรือจอห์น เชอร์ชิล
ซึ่งนับได้ว่าเป็นขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุค 1600's เลยทีเดียว


และที่อยากเพิ่มเติมให้อีกหน่อยก็ตรงที่คุณวิวันดาเขียนไว้ว่า....

"แต่จากการพ่ายทัพของอังกฤษในปี 1915
เขาจึงลาออกจากตำแหน่งทหาร มาเป็นนักการเมืองอิสระ"

ตรงการพ่ายแพ้ตรงนี้ของอังกฤษเรียกได้ว่าเป็นจุดดำมืดของประวัติศาสตร์ของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษเลยทีเดียวเพราะนั่นคือการพ่ายแพ้
ของกองทัพร่วมของผ่ายสัมพันธมิตรในสงครามที่กัลลิโปลี ซึ่งตลอดการรบเกือบ ๑ ปีนั้น สุดท้ายกองทัพร่วมของอังกฤษ, นิวซีแลนด์ และ
ออสเตรเลียกลับบ้านมือเปล่า แถมยังต้องสูญเสียทหารไปกว่าสองแสนนายด้วยฝีมือของนายพลอัตตาเตอร์ก (Mustafa Kamel)ของตุรกี

การพ่ายแพ้ของประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ไม่ใช่แค่ทำให้เก้าอี้ตำแหน่งทางทหารหลุดจากก้นของเชอร์ชิลนะครับ

แต่มันยังมีส่วนทำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษในตอนนั้น คือนาย เฮอร์เบิร์ต แอสควิธ ต้องหลุดจากตำแหน่งในปี 1916 ด้วย

ตรงนี้แหละคับที่นาย ลอยด์ จอร์จ ได้มานั่งเก้าอี้แทน

ปล.เห็นคุณวิวันดาพูดถึงตรงนี้เลยคันไม้คันมือน่ะคับ ยังไงถ้าเขียนจบภาคขุนพลของนาซีก็น่าจะเขียนถึงขุนพลฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยนะครับ โดยเฉพาะทั่นซูคอฟ
ยังไงคนนี้ก็เป็นคนเอาชนะบลิทซ์เคอร์กของเยอรมันได้นะครับ

จากคุณ : อย่ารู้เล้ยยยยยย -

ค่ะ สงคราม Gallipoli หรือ ยุทธภูมิ Dardanelles
นี้น่าอนาถใจนัก ส่วนประวัติของท่านผู้นี้ ยาวมากค่ะ
เฉพาะเหรียญตราที่ได้ ก็ยาวหน้านึงแล้ว..จนต้องขอลงคร่าวๆก่อน
วันหลังอาจจะเขียน เรื่อง ความต่างและความเหมือน
ของ เชอร์ชิลล์และฮิตเล่อร์ มั่ง

ความจริง..เชอร์ชิลล์เกือบได้พบกับฮิตเล่อร์ ในปี 1932 มาครั้งหนึ่งแล้ว..โดยการจัดการให้พบกันโดย นาย Ernst (Putzi) Hanfstangl ในตอนที่เชอร์ชิลล์และครอบครัวได้เที่ยว (ความจริงแล้วเพื่อไปดูสมรภูมิที่บรรพบุรุษขุนศึกแห่งตระกูล Marlborough ได้เคยสู้รบมาเพื่อที่จะนำมาเขียนประวัติของตัวเอง)
หากแต่..ฮิตเล่อร์ไม่ยอมไปพบ
โดยอ้างถึงสาเหตุของสงครามที่อังกฤษพ่ายมาจากกัลลิโปลิ ว่า ทำไมต้องไปพบ..เชอร์ชิลล์มีความสำคัญอะไร เป็นแค่ตาแก่ขี้เมาคนหนึ่ง..ก็เท่านั้นเอง
และเท่านั้นไม่พอ..ฮิตเล่อร์ยังคงไปปรากฏตัวที่โรงแรมที่พักของเชอร์ชิลล์ด้วย หากแต่ไปนั่งเต๊ะจุ้ยอยู่ในอีกห้องหนึ่ง..ทำให้รู้เลยว่า..ไม่สน
ตอนนั้น ฮิตเล่อร์เพิ่งปฏิเสธตำแหน่งรองนายกมาหมาดๆ (ใหญ่โตมากกกก..)
แต่ส่วนนาย Putzi ได้ให้การต้อนรับรับรองเป็นอย่างดี
ทั้งๆที่หน้าแตกยับเยิน เพราะได้ให้ข้อแก้ตัวแทนฮิตเล่อร์..ว่า..ไม่ได้อยู่ในเมือง
อย่างไรก็ตาม เชอร์ชิลล์ได้ฝากข้อความไปบอกกับฮิตเล่อร์ว่า..
"ความคิดที่จะต่อต้านยิว..นั้น นับว่าเป็นการริเริ่มที่ดี แต่ถ้าเอามายึดถือปฏิบัติเมื่อไหร่..จะกลายเป็นตราบาปแห่งเวรแห่งกรรม"

เพราะการมีชัยเหนือฝรั่งเศสอย่างง่ายดายนั้น..ฮิตเล่อร์ถึงกับคอยนับวันที่อังกฤษจะมางอนง้อขอสัญญาสงบศึก ซึ่งเขาเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ซึ่งระหว่างรอคอยเขาได้วางแผนสำหรับสงครามทางฝั่งตะวันออกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
เพราะ เขาเชื่ออย่างหมดใจว่า..ฝั่งตะวันตกนั้น..ยังไงเสียก็ไม่มีทางจะมาสู้ ไม่ใช่เฉพาะฮิตเล่อร์ที่เชื่ออย่างนั้น
คนทั่วโลก..ก็มองเห็นไปในรูปการณ์เช่นนั้นเช่นกัน

หากแต่..คนที่คิดเช่นนี้..รู้จักชาวอังกฤษ"น้อยไป" เพราะ จนในวันที่ 13 มิถุนายน เสียงของชาวอังกฤษทั้งเกาะต่างก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์..ว่า..ไม่มียอมแพ้..
ไม่มีวันยอมขอการสงบศึกใดๆ
ตายเป็นตาย(ซิวะ)
หากแต่ฮิตเล่อร์ที่อยู่อีกทางฝั่งหนึ่ง ยังเพ้อเจ้อวาดวิมานในอากาศอยู่..ว่าจะแบ่งอาณานิคมของอังกฤษอย่างไร และ จะตั้งใครไปครอง
โดยไม่ฟังเสียง จอมพยัคฆ์เชอร์ชิลล์คำรามมาให้เข้าหูว่า..พวกเราจะสู้จนวินาทีสุดท้าย..
เล่นเอาพระสงฆ์องค์เจ้าวิ่งกันวุ่น..พระสังฆราช ได้ยื่นพระหัตถ์ข้ามาไกล่เกลี่ย ขอร้องให้มีการออมชอม
พระเจ้าแผ่นดินของสวีเดน ก็ทรงพยายามเช่นกัน..
ทูตเยอรมันในสหรัฐได้จัดการให้มีการสัมภาษณ์ฮิตเล่อร์ โดยนาย Karl von Weigand (จากหนังสือพิมพ์กลุ่ม Hearst อันโด่งดัง)
ซึ่ง ฮิตเล่อร์ ได้ออกปากว่า พร้อมเสมอที่จะมีการทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษ
แต่..ใครเล่าจะเชื่อว่า เชอร์ชิลล์ ตอกหงายกลับมาว่า..
"สงบศึกเหรอ ด๊ายย..ย่อมได้ แต่หมายความว่าเยอรมันจะต้องถอนทัพออกจาก เชคโก โปแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ค ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม และ ฝรั่งเศส ให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน"
ฮิตเล่อร์..ได้ฟังถึงกับเซ่อไปเลย..!!

จนวันที่ 1 กรกฎาคม ก็ยังไม่มีวี่แววที่ อังกฤษจะยอมสยบ..
ฮิตเล่อร์จัดการเรียกนายพลทั้งหลายเข้าประชุมทันที..หัวข้อญัตติที่ว่า จะข้ามช่องแคบไปบุกอังกฤษกันยังไงดี..?

วันที่ 11 กรกฎาคม..นายพลทัพเรือ Raeder เข้าพบเป็นส่วนตัว..เพื่อรายงานให้ทราบจากจุดอ่อนของการสู้รบในเบลเยี่ยมที่ผ่านมา
ว่า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เรือดำน้ำอันเป็นปัจจัยหลัก ในการที่จะเข้าตัดตอนการส่งเรือสินค้าเข้าออกของอังกฤษ
ซึ่ง..ฮิตเล่อร์ ยังไม่ค่อยแน่ใจ หากแต่รับไว้พิจารณา
ต่อมาในวันที่ 13 เขาได้เรียกประชุมอีกครั้ง..คราวนี้ เป็นการมาระดมสมองช่วยกันวิเคราะห์หน่อยซิว่า..
อังกฤษมันมีดีอะไร ถึงกล้าปฏิเสธไม่ยอมทำสัญญาสงบศึก..เอ๊..หรือว่า..จะไปผูกมิตรกับรัสเซีย.มาดัดหลังเรา ?
แค่ความคิดนี้..ฮิตเล่อร์ก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเชียว..เขาสรุปผลทันทีว่า
แผนการโจมตีครั้งนี้ จะให้เชื่อว่า ยุทธการสิงโตทะเล (Operation Sea Lion) และจะเริ่มในกลางเดือนสิงหาคม

ดังนั้น..ในตอนเย็นของวันที่ 19 ฮิตเล่อร ์ได้ออกกระจายเสียงในวิทยุว่า..
" เรา..ในฐานะผู้ชนะ ได้พยายามให้โอกาสเพื่อสันติสุข(แก่อังกฤษ)มาโดยตลอด ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำ
แต่เราจะไม่ขอร้อง เพียงแต่ อยากให้มองเห็นถึงเหตุและผล ว่า..จะมาสู้กับสงครามครั้งนี้เพื่ออะไร?"






โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:7:12:48 น.  

 


หลังจากที่ข้อความนี้ได้ออกอากาศไป..ไม่ต้องรอให้ถึงเชอร์ชิลล์ที่จะมาแถลงตอบ ชาวอังกฤษทั้งเกาะต่างเป็นเดือดเป็นแค้น
รัฐมนตรีต่างประเทศ Lord Halifax ตอบสวนในสามวันต่อมา ยืนยันว่า ไม่ต้องการเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น(ว้อย) !!
ฮิตเล่อร์ถึงกับอึ้ง..เขาแปลกใจอย่างที่สุด ว่า..ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับจากประเทศอื่นๆที่เดี๋ยวนี้ต่างติดธงสวัสดิกะของนาซีไปทั่วยุโรปแล้วเนี่ยนะ..
อังกฤษมันไม่เห็นหรืออย่างไร..สงสัยอยากจะเจ็บตัวม๊างงง ??
แต่ลึกๆแล้ว..ฮิตเล่อร์และเหล่าขุนพลทั้งหลายก็รู้ดีเช่นกัน ว่า..การที่จะโจมตีเกาะนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ

หนึ่ง...ประชาชนมีความสามัคคี มีเลือดแห่งความเป็นนักรบมาโดยแท้แต่โบราณ มีความปลูกฝังถึงความกล้าหาญที่ถือว่า ยอมตาย แต่จะไม่ยอมแพ้

สอง...มีน้ำทะเลกั้นขวางเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ เพราะถึงจะโจมตีด้วยบอมบ์จากทัพอากาศนั่นก็ได้แต่ชายแดนริมเกาะฝั่งตรงข้ามช่องแคบเท่านั้น
อัตราเสี่ยงของการสิ้นเปลืองและสูญเสียกำลังทางอากาศก็มีสูงเช่นกัน

สาม...ทางทัพเรือ (ที่เยอรมันไม่มีความชำนาญ) อังกฤษก็เป็นต่อ เพราะ ความสามารถและประสบการณ์การคำนวนสภาพลมและดินฟ้าอากาศในแอตแลนติคนั้น ต้องถือว่า ทัพเรือของอังกฤษเป็นเต้ย

สี่...อันเป็นเรื่องสำคัญ..นั่นคือ โจมตีแล้วงัย....จะยกพลขึ้นบกยังไงที่จะไม่โดนตื๊บซะก่อน เพราะเรือสำหรับบรรทุกยานยนตร์นำทหารขึ้นฝั่งก็ไม่มี ถึงมี..ก็ไม่สามารถนำทหารไปได้มากมายขนาดนั้น..เพราะกว่าจะถึงฝั่ง..ก็คงโดนถล่มมาซะก่อน
(ตัวอย่างจากวันดี-เดย์ที่ สพม.ยังต้องเลือกวันบุกขึ้นฝั่งในวันที่"ฟ้าปิด"ที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง..เพราะความชำนาญของการเดินเรืออันเป็นสำคัญ)
ฮิตเล่อร์ เริ่มเครียด..จนถึงขนาดเครียดจัด จนในที่สุด เขาก็สรุปผลมาได้ว่า
"ไหนๆอังกฤษก็ไม่ได้คิดจะต่อสู้เพื่อชัยชนะอยู่แล้ว..กะอีแค่เพื่อ"รักษาหน้า"ของความเป็นมหาอำนาจที่จำเป็นต้องมีการป้องกันเอกราชของประเทศที่จะมายอมแพ้ง่ายๆได้กระไร..ใช่ป่ะ?" แล้วพูดต่อไปว่า
"งั้นพวกเราก็เอาแผนปฏิบัติการสิงโตทะเลไปกระทุ้งหน่อยละกัน เอาเป็นว่า ทางอากาศ ก็ถล่มให้เรียบ..ทางเรือก็ตัดกำลังปล่อยให้อดตายทั้งเกาะ
อีกหน่อยไม่ได้รับวัตถุดิบมาสร้างอาวุธ แล้วจะมาต่อสู้ยังไง..มันก็ต้องยอมแพ้ไปอยู่แหง๋ๆ"

เกอริง..ก็รับคำอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า..โอ๊ย..ของตาย..ขอให้เชื่อในศักยภาพของลุฟท์วัฟฟ์เหอะ..อังกฤษแค่นี้เรื่องขี้ผง รับรองว่าจะต้องสยบให้พวกเราภายในสามวัน..เจ็ดวัน"
ฮิตเล่อร์ได้ยินในน้ำคำของเกอริง..ขุนพลคู่ใจ ถึงกับ เชื่อสนิท !!

ทัพเรือ (การปิดอ่าว)..นี่คือสิ่งที่เชอร์ชิลล์มีความกริ่งเกรงหนักใจอย่างที่สุดเพราะความต้องการในการนำเข้าวัตถุดิบของการผลิตยุทธปัจจัยที่จะต้องมีการส่งมาจาก อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย..รวมไปถึงสินค้าค้าขายส่งออกอื่นๆอีกสารพัดที่จะได้มาซึ่งเงินตรา นี่คือ ลมหายใจของประเทศ
แต่ด้วยความเตรียมพร้อม อังกฤษและฝ่าย สพม. ได้เริ่มทำสร้างและส่งเรือรบ อีกทั้งดัดแปลงเรือสินค้าเดินสมุทรทั้งหมดให้กลายเป็นเรือรบกันอย่างพร้อมเพรียง
และจัดการการเดินเรือในรูปของคอนวอยที่มีเรือคุ้มกันหนาแน่น..
ซึ่งทางเยอรมันก็กะใช้แผนนี้นี่แหละที่จะสยบอังกฤษให้อยู่แทบเท้าได้ ด้วยอานุภาพของเรือดำน้ำ นายพลเรือ Donitz ได้ย้ำกับฮิตเล่อร์อีกทีว่า..
เขายังต้องการ ยูโบ๊ท อีกมากมายในการปฎิบัติงานให้สำเร็จตามเป้า
แต่ฮิตเล่อร์ ..บอกว่า รอไปก่อนเหอะ
เพราะ ท่านเกอริงเค้าสัญญาไว้แล้วไง ว่า ลุฟท์วัฟฟ์ของเขา"เอาอยู่"แน่นอน !!


จะว่าไปแล้ว อังกฤษไม่ได้นิ่งนอนใจงอมืองอเท้าแต่ประการใด มีความระแวงระไวเสมอว่าประเทศของตัวอยู่ในเป้าหมายใหญ่
ในขณะเดียวกับที่ฮิตเล่อร์ขยันออกอากาศนัก..ว่า..ไม่ต้องการสงคราม..อยากอยู่อย่างสันติ เจงเจง !!

1939 ปีแห่งความคุกรุ่นของสงครามนั้น
พระเจ้าจอร์จ ที่หก และพระราชินี ได้เสด็จประพาสแคนาดา-อเมริกาเป็นครั้งแรก ในเดือน มิถุนายนถึงหกอาทิตย์..
หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจที่ แคนาดา สองพระองค์ก็เสด็จสู่ วอชิงตัน,อเมริกา โดยเป็นแขกรับเชิญส่วนตัวของประธานาธิบดีรูสเวลต์ และ ภรรยา
การพบปะในครั้งนี้ ..ถ้าตามข่าว ก็จะว่า เป็นการไปเที่ยวงาน World's Fair แต่จริงๆแล้วประมุขของทั้งสองประเทศได้ปรึกษาหารือกันถึงในเรื่องสงครามที่กำลังคุกคามโลกอยู่ในขณะนั้น อย่างคร่ำเครียด ที่คฤหาสน์บ้านพักของท่านประธานาธิบดีที่ Hyde Park, New York.
สองพระองค์ได้เสด็จกลับสู่อังกฤษในเดือน มิถุนายน และเดือนต่อมา..รัฐบาลได้รับเงิน(กู้จากอเมริกา)ถึง ห้าร้อยล้านปอนด์ เพื่อนำมาสร้างเสริมกำลังของกองทัพ

นับว่านี่คือการคาดเดาแบบไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก เพราะเพียงเดือนเดียวต่อมา คือ สิงหาคม เยอรมันได้ลงนามเป็นภาคีกับรัสเซียในสนธิสัญญา
"ต่างคนต่างอยู่" อีกทั้ง..เยอรมันได้นำเครื่องบินแบบใหม่ออกมาให้โลกได้ดูเป็นขวัญตา..นั่นคือเครื่องบินไอพ่น หรือที่เรียกว่า "Jet"
และ ในช่วงนี้ที่เคยเขียนไว้ว่าเป็น สงครามขี้จุ๊ หรือ Phony War นั้น ด้วยเหตุว่า หลังจากที่เยอรมันบุกโปแลนด์
อังกฤษได้ประกาศสงครามกับเยอรมัน..แต่ไม่มีการสู้รบใดๆ
ก็คือช่วงนี้แหละ ที่อังกฤษได้เตรียมจัดการเรื่องในประเทศให้เรียบร้อย
ติดตั้งเรดาร์ สัญญาณบอกภัยทางอากาศไปทั่วเกาะ..ฝึกนักบินให้มีประสิทธิภาพ ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานในจุดที่สำคัญๆ
จัดสถานีรถไฟใต้ดินให้เป็นที่หลบภัยแก่ประชาชน และ จัดโครงการส่งเด็กเล็กออกนอกเมืองไปอยู่ในชนบท และ รัฐบาลได้แจก
หน้ากากป้องกันแก๊สพิษแก่เด็กๆทุกคนด้วย

ในวันที่ 3 กันยายน 1939 คือวันแรกที่ได้มีการทดลองผลงานของเรดาร์ที่นำมาติดตั้ง..ผลที่ได้รับเป็นที่พอใจ..คือ เสียงหวอได้ดังสนั่นไปทั้งเกาะ !!
พระเจ้าจอร์จ ทรงมีพระกระแสรับสั่งออกอากาศแก่ประชาชนว่า..
"เราได้ทำในสิ่งที่เห็นสมควรแล้วทุกอย่าง....ที่เหลือ..ขอให้ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองของพระเจ้า"







โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:7:18:16 น.  

 


และเรื่อง speech เนี่ยะนะ ท่านเชอร์ชิลล์พูดได้กินใจมาก ยากที่จะหานักการเมืองที่ไหนในโลกเทียบได้ สั้นๆและกินใจไปถึงไหนๆ..
ยกตัวอย่าง..ตอนที่กำลังเขียนถึงเนี่ย(victory at all cost วลีเด็ด ที่ถ้าจะแปลก็คงแบบว่า ฉิบหายเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้ชนะก็แล้วกัน)..
ท่านยังได้บอกกับชาวอังกฤษว่า
"You always can take one with you"
พูดง่ายๆ แต่ความหมายนั้น"สะใจ" มากกกก..
หมายถึง ถ้าจะตาย..มันต้องตายไปกับเราด้วย หรือ ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต

และ..คำพูดของท่านครั้งนั้นที่ออกอากาศในอเมริกา 1941 ว่า
" We will not waver,we will not tire, we will not falter, and we will not fail"
อันเป็นที่จับใจนัก..
แต่หนอยยยย..อีตอนที่อเมริกาถูกถล่มตึก 9/11
อีตาบุช..ออกอากาศลอกเลียนแบบคำพูดหน้าตาเฉย
ใครฟังแล้ว คิดอย่างไร ฉันไม่รู้ แต่สำหรับตัวเองแล้วต้องขำกึ่งสมเพช ที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะหาใครมาร่างสุนทรพจน์ให้เป็นแบบของตัวเองไม่ได้เจียวหรือ..
เขาว่ายังงี้..
" We shall not fail or falter; we shall not weaken or tire"

แต่บางคำที่เชอร์ชิลล์พูดผมก็อ่านไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ อย่างคำเนี้ยะ

"Never in the field of human conflict was so much owed by so many to so few"

>>>>>>>>>>>>>>>>>>
(อันนี้มาจากแฟนที่มาร่วมแจมค่ะ)

ยิ่งอ่านยิ่งงงอ่ะ คงเป็นเพราะว่าว่าเชอร์ชิลล์เลือกสรรค์คำมาใช้ที่ย่นย่อแต่จับใจได้ ภาษา E ระดับ Lower Intermediate อย่างผมถึงได้เอ๋อๆ

แต่เอาเต๊อะ อีกไม่นานเด๋วก็คงจะตีความได้ คุณวิวันดาไม่ต้องช่วยแปลนะฮับ บอกไว้ก่อน

ที่เชอร์ชิลล์มีพรสวรรค์ทางด้านการใช้ภาษาทั้งเขียนและอ่านคงเพราะว่าได้รับมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อแรนดอล์ฟกับพรแสวงที่เชอร์ชิลล์
เริ่มปูพื้นฐานตรงนี้ตั้งแต่อายุ ๒๑ ปี เพราะตอนนั้นเชอร์ชิลล์ก็มุอ่านงานและคำปราศรัยของลอร์ดแรนดอล์ฟ

แต่ผมว่าเชอร์ชิลล์นี่น่าสงสารนะครับ เพราะดูเหมือนว่าเชอร์ชิลล์จะมีพ่อตัวเองเป็นฮีโร่ในใจ สังเกตจากที่เชอร์ชิลล์ศึกษางานของพ่อตัวเอง
แต่ถึงกระนั้น ตัวเชอร์ชิลล์ก็เป็นลูกชังของคุณพ่อตัวเองตลอดชีวิต ขนาดตอนที่เชอร์ชิลล์สอบติดทหารครั้งที่ ๓ นอกจากจะไม่ยินดีปรีดาอะไรด้วยแล้ว
ยังสำทับว่า "อย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่ผู้บังคับหน่วยทหารม้าเท่านั้น" ซึ่งสำหรับตระกูลที่เลือดทหารแรงๆและสืบสายเลือดมาจากนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุโรป
ดยุคแห่งมาร์โบฯ(ไม่ใช่บุหรี่นะฮับ) ตำแหน่งแค่นี้คงกระจอกมากๆในสายตาลอร์ดแรนดอล์ฟ

แถมยังปิดท้ายด้วยว่า ชีวิตเชอร์ชิลล์จะตกต่ำอย่างชนิดที่ว่าน่าอัปยศอดสู

เอ๊ออออ เอากะท่านดิ

ตัวเชอร์ชิลล์เองก็ไม่มีโอกาสพิสูจน์ให้พ่อตัวเองเห็นถึงความสำเร็จของตัวเองได้เพราะลอร์ดแรนดอล์ฟก็ตายตอนเชอร์ชิลล์อายุ ๒๑ ปีเท่านั้น


น่าจ๋งจ๋านจังเยย

อ้าว โทษที พาหลงประเด็นอีกแระ

Go Ahead เลยฮับ เดินหน้าเต็มสปีด

จากคุณ : ไม่บอกหรอกครับ - [ 19 เม.ย. 47 13:18:48 A:203.88.245.152 X: ]

>>>>>>>>>>>>>>>>>

อันนี้ฉันตอบค่ะ..

ถ้าใครรู้สึกสนุกจะลงมาช่วยเขียนเรื่องแทรกมั่งก็ได้นะคะ
ขอให้อยู่ในท้องเรื่องเดียวกันก็จะดี เพราะ รู้่สึกว่าจะเป็นคอเดียวกัน
เรื่องเชอร์ชิลล์เนี่ยะนะ ที่คุณว่าพ่อไม่รักน่ะ ความจริงก็น่าจะเข้าใจผู้ใหญ่เพราะเชอร์ชิลล์ตอนเด็กๆก็แก่นกะโหลกกะลาเล่นอะไรแผลงๆ
จนเกือบตายหลายครั้ง เช่นกระโดดจากสะพานตกแอ้กลงมาสลบไปหลายวัน..ยังไม่นับอีกสารพัดเรื่อง..ที่ต่างล้วนแล้วแต่ผิดวิสัยลูกผู้ดี
ซึ่งเขามาเขียนในทีหลังว่า..
เป็นเพราะ เทพยดาฟ้าดินเบื้องบนที่กางปีกคุ้มครอง
เพื่อให้เขาอยู่เพื่อปฏิบัติภารกิจอันสำคัญ
(เพราะในช่วงสงคราม..หลังจากที่เขาเดินออกจากออฟฟิสไปไม่กี่นาทีที่นั่นก็โดนระเบิดเต็มๆ)

บอกแค่ประวัติของเขาเฉยๆน่ะไม่สนุกหรือซาบซึ้งหรอก เพราะมีชีวิตอยู่ราวกับเจ้าชายน้อยๆ เทียบกับสตาลิน หรือ ฮิตเล่อร์ แล้ว
ต่างกันราวกับฟ้ากะเหวต้องอ่านต่อเนื่องไปตั้งแต่ Duke of Marlborough ที่เก้า ซึ่งเป็นญาติ(ลุง) มาก่อนที่ต้องแต่งงานกับลูกผู้ดีอังกฤษ(ที่ไปตั้งรกรากในอเมริกา) แสนร่ำรวยเพื่อที่จะได้สินสมรสจากพ่อตาถึงสองล้านเหรียญ (ก็คงประมาณว่าพันล้านในสมัยนี้กระมัง) เพื่อนำไปซ่อมแซม
วัง Blenheim เอาไว้รักษาหน้าและพยุงสังคม (เชอร์ชิลล์ก็เกิดและเติบโตมาในวังนี้)
สาวคนนั้นคือ..Consuelo Vanderbilt
ต่อมาได้มาหย่ากันในทีหลัง..เธอมาเขียนหนังสือเล่าอย่างค่อนข้างละเอียด หนังสือออกมาในปี 1952 ชื่อว่า
The Glitter and The Gold

แหม..ถ้าอยู่ใกล้ๆกันนะ จะวางมือแหมะไว้บนหัวเข่า..
แล้วชวนให้อ่านด้วยกันเชียว..
แล้วหนังสือในกองนี้นะ..ตาแฉะแล้วแฉะอีกเลยเจียว
ขนาดแค่ The Last Lion ปฐมบท Vision of Glory 1874-1932
เล่มนี้ก็หนาเกือบพันหน้า..
ยังไม่นับกองที่เหลือ..
ที่เห็นนี่ คือส่วนหนึ่งของการสะสมละค่ะ พวกหนังสือที่ออกมาใหม่ๆก็เก็บไว้เยอะเหมือนกัน แต่มักพิมพ์ปกแข็งหนาหนัก พกพาไปไหนไม่สะดวก
ถ้ามาเจอคนที่ชอบอ่านและอภิเชษฐ์ในหนังสือเหมือนกัน จะไม่หวงเลยค่ะ

ป.ล.ท่านเชอร์ชิลล์ ได้รับรางวัลโนเบล 1953 ในสาขาอักษรศาสตร์

อ้ะ..เล่าต่อ..

ภายในเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม อังกฤษได้ติดตั้งเครื่องกีดขวางไปทั่วบริเวณเสี่ยงภัย เตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่อาจยืดเยื้อ
เรือรบ Iron Duke และ เรือรบ HMS Hood ได้รับการตบแต่งติดตั้งอาวุธใหม่รอรับมือ
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ เพื่อนรักของเชอร์ชิลล์ได้จัดการส่งรถถังจำนวน 250 คันมาให้ อีกทั้ง..ระดมการต่อเรือรบจำนวนมากสำหรับสงครามบริเตนครั้งนี้..
(เพราะเชื่อว่า เรือจำนวนไม่น้อยที่จะต้องถูกจมลงด้วยฝีมือของเรือดำน้ำ...... แล้วก็จริงๆซะด้วยซิ)
หน่วยรบก็ได้เพิ่มกำลังพลที่ส่งมาจาก ออสเตรเลีย,อาฟริกาใต้,แคนาดา
ส่วนประชาชนนับล้านๅคน ได้เข้าร่วมโครงการต้านภัยทั้งหญิงและชาย มีการฝึกอาวุธปืนทั้งสั้นและยาว แม้กระทั่งกระบอง แต่ทุกคนฝึกอย่างเอาจริงเอาจัง
พร้อมที่จะสละทุกอย่างเพื่อชาติ

ท่าน รมต.ริบเบนทรอป ทราบข่าวของการตระเตรียมของชาวอังกฤษมาบ้าง ถึงกับหัวเราะแบบเหยียดหยาม เปรยกับ เคานท์ จีอาโน แห่งอิตาลี ว่า
"ทู่เรศ..หนอย..แค่เราส่งทหารไปเพียงกองพลเดียว อังกฤษก็จะไม่เหลือซาก"
เชอร์ชิลล์ได้เขียนบันทึกไว้ว่า
"เราสงสัยจริงๆว่า..ถ้าทหารเยอรมันบุกขึ้นฝั่งมาสักสองแสนคน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่การนองเลือดแบบท่วมหาดจากการต่อต้านของพวกเราที่พร้อมสู้ในทุกรูปแบบ"

ในตอนนั้น ฮิตเล่อร์ได้เลื่อนตำแหน่งบรรดานายพลอย่างปรูดปราด แถม ในช่วงฤดูร้อนนั้น เขาได้ย้ายศูนย์บัญชาการไปไว้ที่ รังพญานกอินทรีย์โดยหนีบเอานายพล Jodl และ Keitel ไปเขียนแผนงานด้วยเลย
แต่..หลังจากนั้น เขาก็อนุญาตให้สองนายพลนั่นลาพักร้อนกลับบ้าน
ไกเทล..ถึงกับได้บอกกับตัวเองทันทีที่ถึงยังบ้านเกิดในชนบทว่า
"ดีใจเหลือเกิน ที่จะได้มาเป็นชาวไร่อีกที แม้ว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตก็ตาม..."
ส่วนเกอริงก็เช่นกัน..เขาเตรียมพร้อมฝึกนักบินวัยกะเตาะนับร้อยๆนาย..เพื่อส่งไปพลีชีพเพื่อชาติ(?)

ผู้ฝูง Werner Kreipe แห่งกองบินเสืออากาศเกอริง เอ๊ยย..ไม่ใช่ เยอรมันน่ะ ได้เข้าพบและรายงานต่อ นายพล Keitel ว่า..
หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายทัพนั้น..ทหารอังกฤษและสพม.ก็ได้ถูกตีถอยร่นไปจนรวมตัวกันอยู่ที่ชายหาดดังเคิร์คนับแสนๆคนนั้น..
เขาและฝูงบินได้นำเครื่องบินขึ้น กะไปบอมบ์ให้ราบเรียบ เพราะเห็นอย่างชัดเจนว่า เป้าหมายนั้นไม่มีทางหนีรอด
แต่ยังไม่ทันถึงไหน หรือ อย่างไร
ฝูงบินโดเนียร์(เครื่องบินรุ่น Donier)ของเขาต้องถูกกระสุนระดมยิงมาจากทางด้านหลัง..ที่มี ฝูงบินหน่วยสปริตไฟร์
(Splitfire) ของอังกฤษที่ไล่ล่า ยิงกันเพื่อไม่ให้พวกเขาได้ทำอันตรายกับพวกทหารพวกนั้น

ในที่สุด พวกเขาก็ต้องกลับไปตั้งหลักกันใหม่ เพราะ ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนว่าจะต้องเจอกับหน่วยป้องกันที่หนาแน่น
และทันที่ที่กลับถึงหน่วย ผู้ฝูงได้รีบลงไปสำรวจสภาพเครื่องบิน และได้พบว่า ที่เครื่องมีรอยกระสุน 86 รู และพบว่า..
เครื่องร่วงไปหนึ่ง พังไปสอง
พวกเขาจึงพากันแห่ไปใหม่ คราวนี้ เปลี่ยนทิศไปทางชายหาดด้าน Nieuport
คราวนี้ พวกเขาก็ได้พบกับฝูงสปริตไฟร์ที่รอต้อนรับอยู่เช่นเดิม..ทั้งๆที่ ฝูงโดเนียร์ของเยอรมันได้มีการส่งเครื่องบินคุ้มกันมาก็ตาม
แต่..การระดมยิงของอังกฤษนั้น เล่นเอาโดเนียร์เสียศูนย์ ทิ้งระเบิดกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พลาดเป้าไปหมด
กลับไปยังศูนย์บัญชาการ เขาได้พบว่า..เครื่องร่วงไปสาม ยับเยินไปห้า
รวมเบ็ดเสร็จ..ในวันนั้นเพียงวันเดียว ฝูงบินโดเนียร์ของเยอรมันเสียหายไปสิบเอ็ดลำ จากจำนวนยี่สิบเจ็ดลำ

ผู้ฝูง..ได้รายงานเรื่องนี้โดยละเอียดแก่นายพลไกเทล พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า
"นับตั้งแต่ได้ยึดประเทศไหนๆมา..ไม่มีครั้งใดเลยที่ฝูงบินของเราเป็นฝ่ายถูกล่า..คู่ต่อสู้ของเราครั้งนี้ไม่หมูนะครับท่าน..
กระผมของเตือน"
นายพลไกเทล ก็ได้แต่รับฟัง เพราะ เขาและใครต่อใครก็ยังเชื่อว่า อีกไม่นานอังกฤษก็ต้องขอยอมยกธงขาวแต่โดยดี
แต่หลายๆวันผ่านไป..อังกฤษก็ยังเงียบ..จนทุกคนเริ่มข้องใจ

หากแต่นายพลเกอริงยังระรื่น..ยังคงฟาดยาพาราโคดีนวันละสามสิบเม็ดเช่นเดิม แถมน้ำหนักเริ่มเหยียบสามร้อยปอนด์
จนต้องออกแบบเครื่องแบบตัวเองใหม่..
ในขณะที่ฮิตเล่อร์ได้ย้ำขอความมั่นใจจากเขาว่า
"แน่ใจนะ..ลุฟท์วัฟฟ์น่ะ..เราจะได้เริ่มลงมือทำงาน เพราะ ท่านคือกำลังอันสำคัญ"
เกอริงต้องไปนำตัว ผู้พัน Josef Schmid จากหน่วยข่าวกรองมายืนยันว่า..
อังกฤษมีกำลังผลิตเครื่องบินต่อสู้ขนาดใหญ่ แค่ 300 ลำ เครื่องบินสำหรับวางระเบิด 150 ลำ นั่นคืออัตราต่อเดือน
ทั้งเกอริงและฮิตเล่อร์ต่างได้ยินก็ยิ้มหวานกันไปตามๆกัน..
โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่า ข้อมูลนั้นผิดพลาดไปอย่างมากมาย
จำนวนจริงๆแล้ว..อังกฤษได้ผลิตได้ถึงเดือนละ 500 ลำ (เพราะประชาชนทั้งชายและหญิงต่างทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ
เชอร์ชิลล์ได้เตรียมการรับมือทางภาคอากาศไว้อย่างทั่วเกาะ)
อีกทั้ง ผู้พันชมิดท์ ได้เสริมข้อมูลอีกว่า..ในเดือนสิงหา จากวันที่ 12-19 นั้น เครื่องบินอังกฤษได้ร่วงไป 103 ลำ
ที่เหลือก็คงเป็นเพียงจำนวนน้อยนิด

แต่เกอริง..ได้แต่มองตัวเลขของคนอื่น ไม่ได้ดูของตัวเองว่า..ในเดือน กรกฏาคม เยอรมันได้มีกำลังผลิตเครื่องบินแค่ 227 ลำ
พอมาในเดือน กันยายน ได้ลดจำนวนมาเหลือแค่ 177 เพราะ ฮิตเล่อร์ไม่ได้อนุมัติวัตถุดิบเพิ่มมาให้
และเกอริงเองก็ไม่ได้เคร่งครัดในการขอ..เท่าไหร่นัก
เท่ากับว่า..อังกฤษได้ผลิตเครื่องบินมากกว่าถึง 43% เหนือเยอรมัน
อีกทั้ง..อังกฤษได้เพิ่มกำลังพล และมีการฝึกนักบินอย่างหนักทั้งวันทั้งคืนเป็นจำนวนมากมาย
ขณะที่..เยอรมัน..ที่คอยแต่นั่งกระดิก..ไม่ต้องเร่งรีบอะไร..เพราะวางใจเต็มที่ว่า ชนะแหง๋ๆ !!






โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:7:35:38 น.  

 


จากแฟนที่ติดตามอ่าน...>>>>>>

ดูข้อมูลเปรียบเทียบทางการผลิตแล้ว ลองมาหันดูข้อมูลเปรียบเทียบทางด้านกำลังพลเมื่อเริ่มยุทธการสิงโตทะเลมั่งนะฮับ

เพราะก่อนเริ่มยุทธการ ทางเยอรมันมีเครื่องบิน Messerschmitt ชนิด Bf 109 กะ 110 รวมกัน 1,290 ลำ ขณะที่ฝ่าย Royal Air Force
ของอังกิดมีเครื่องเฮอรริเคนกับสปิตไฟร์รวมกันแค่ 591ลำเท่านั้น

เรียกว่า นักบินอังกิด โดนรุม ๒ ต่อ ๑ เลยทีเดียว

ผมว่าตัวเลขทางด้านนี้คงเป็นสิ่งที่ทำให้เกอริ่งกับฮิตเลอร์มั่นใจว่าฝูงบิน Messerschmitt จะครองน่านฟ้าเหนือช่องแคบอังกิดได้แหงมๆฮับ

ตอนนั้นทั้งคู่คงจะหลับฝันน้ำลายยืด เห็นภาพกองเรือพิฆาตกับฝูงเรืออู แล่นสบายๆที่ช่องแคบโดเวอร์แล้วมั้ง

เคยมีคนเปรียบเอาไว้ว่า ฮิตเลอร์กับนโปเลียนมีจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวที่คล้ายคลึงกันคือ
๑. ฮิตเลอร์กับนโปเลียน ประสบหายนะจากการบุกรัสเซียเหมือนกัน
๒.ฮิตเลอร์กับนโปเลียน ประสบความล้มเหลวจากความพยายามยึดเกาะอังกฤษเหมือนกัน

ผมคิดว่าในช่วงเวลานี้คนอังกฤษทั่วทั้งเกาะคงมีใจสู้พร้อมเพรียงและเตรียมรับกับยุทธภูมิแห่งเกาะอังกฤษเหมือนกับเมื่อครั้งที่นโปเลียนส่งเรือรบฝูงใหญ่
บุกเกาะอังกฤษ

ก็น่าจะเรียก Battle of Britain ว่าเป็น Trafalgra ทางอากาศได้ล่ะเนอะ

ตอนนั้นฮิตเลอร์ยังหวังเลยว่า ถ้ายึดกรุงลอนดอนได้แล้วจะเอาเสาเหล็กที่ตั้งอนุสาวรีย์ลอร์ดเนลสันไปตั้งไว้ที่กรุงเบอร์ลิน

แต่ฝันไปเหอะลุงหนวด!


จากคุณ : ไม่บอกอ่าาาา - [ 21 เม.ย. 47 00:50:14 A:203.88.224.94 X: ]
ความคิดเห็นที่ 84

ผมว่าป้าแวนด้าน่าจะทำอีบุ๊คเรื่องฮิตเลอร์ขายนะ มีรูปพร้อม ตั้งเป็นกองบรรณาธิการร่วมเฉพาะกิจก็ได้ ลองถามพี่ป้อมดูจิ ว่าทำได้ปะ....

จากคุณ : เอ๋อมาแป๊บๆ - [ 21 เม.ย. 47 17:36:29 ]

ฉันตอบค่ะ...>>>>>

แหม..ตาเอ๋อฯ มาแอบอ่านอยู่นี่เอง จำได้ว่าถามถึงเรื่องนายพล คานาริสไว้ใช่ป่ะ เอาไว้เล่าทีหลังจะกันนะ เพราะเขายังมีบทบาทอีกเยอะ

ส่วนคุณบอกมั๊ยบอกเนี่ย..เหมือนกับคนอื่นๆเชียวนะ
ที่ชอบเทียบ นโปเลียนกับฮิตเล่อร์ (ความจริงแล้ว ฮิตเล่อร์เองก็ชอบเทียบตัวเองเช่นนั้นเช่นกัน)
ไม่เหมือนก็ตรงที่ว่า นโปเลียนนำทัพออกไปสู้รบเอง
ไม่ได้สั่งงานทางวิทยุหรือโทรศัพท์อย่างฮิตเล่อร์ที่เปลี่ยนคำสั่งไปมาจนทหารหัวหมุนไปหมด
และ..นโปเลียนไม่ได้วางแผนสงครามในระบบซีอีโอ ที่มอบส่งงานให้รับผิดชอบไปเป็นหน่วยๆ อย่างฮิตเล่อร์ที่มอบความไว้วางใจในสงครามบริเตนครั้งนี้ให้กับ
เกอริง..ที่ประกาศปาวๆด้วยความยะโสว่า..
" If Berlin is bombed my name is Meyer"
หมายความให้กระจ่างว่า..
"ถ้าศัตรูหน้าไหนก็ตาม สามารถเข้ามาบอมบ์เบอร์ลินได้ละก้อ..ว่าชี้หน้าเรียกชั้นว่า ไอ้ชาติห-มมมม-าาาา ได้เลย"
คำว่า meyer หรือ meir ในภาษาเยอรมัน มีไว้เรียก ชาวยิว ซึ่งเป็นที่เกลียดชัง หรือลำดับชั้นว่าต่ำสุดๆอย่างไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้
แต่ก็จริงๆด้วยนะ ที่ประวัติศาสตร์ของการเดินทัพของนโปเลียนในการที่ไปตีรัสเซียและ ยุทธภูมิ Trafalgar ที่นโปเลียน
พ่ายแพ้ให้กับคนแขนเดียว ตาเดียว ก็แสนละเอียดละออ
ฮิตเล่อร์ก็ยังไม่รู้จักจดจักจำ
เพราะเขาเชื่อในเรื่องประสิทธิภาพของอาวุธมากกว่าอานุภาพแห่ง"มันสมอง"ของคน..
และนี่คือ ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ !!





โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:7:46:41 น.  

 
สุดยอดครับ

ทำไมนโปเลียนถึงแพ้รัสเซียครับ เพราะสภาพอากาศรึป่าว ที่นั่นมันหนาวมากๆ


โดย: ศรเมฆา ฟ้าแว๊บๆ วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:10:43:06 น.  

 
...โอ้โห ความรู้เต็มเปี่ยม แล้วจะค่อยๆทะยอยอ่านครับ สงสัยนิดนึงว่าเพราะอะไรคุณWIWANDA ถึงสนใจเรื่องนี้ครับ


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:10:49:02 น.  

 


ตอบคุณศรเมฆาค่ะ

รออ่านต่อไปดีม๊ะค่ะ เพราะยังไงก็ต้องเล่าเรื่องรัสเซียด้วยอยู่ดี..สนุกด้วยค่ะ



โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:11:19:04 น.  

 


ตอบคุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ" ค่ะ

อย่าประหลาดใจเลยค่ะ ที่สนใจเพราะมาเรียนหนังสือที่อเมริกาตั้งแต่อายุวัยทีน..
โรงเรียนมักมีกิจกรรมให้ทำเป็นกลุ่ม ดิฉันเข้ากลุ่มประวัติศาสตร์ของศตวรรษที่ยี่สิบ..
ที่ต้องค้นคว้าและสนใจในเรื่องของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและที่สอง มาเป็นหลัก เพราะ
เหตุการณ์นี้คือจุดหักเหให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปยังระบอบคอมมิวนิสต์และสงครามเย็น รวมไปถึงสงครามเวียดนาม

ตรงนี้คือการจุดประกาย..เด็กคนอื่นๆอาจจะเลิกสนใจหลังจากที่พ้นโรงเรียนไป แค่..ดิฉันติดตามอ่านค้นคว้าเสมอค่ะ เพราะ ชอบ และเห็นว่าสนุก..

นี่คือสาเหตุที่สามารถเอามาเขียนให้เป็นเรื่องตลกได้ เพราะ มองเห็นดีกรีของความแก่อ่อน
ว่าตรงไหนควรจะตลก หรือตรงไหนควรที่จะตอกย้ำให้เป็นเจ็บปวดของชาวโลกที่สมควรแก่ความจดจำ

ป.ล...ถ้าจำไม่ผิด คุณมาจากห้องเฉลิมไทยใช่ไหมเอ่ย..?

โดย: WIWANDA วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:11:29:47 น.  

 
ขออนุญาต Add คุณหน่อยนะครับ เพราะวันนี้อ่านทั้งวันคงไม่มีเวลาอ่านหมดพึ่งจะมาเห็นเอง ผมชอบอ่านเรื่องทำนองนี้มากเลยครับ ขอบคุณจริงๆ


โดย: เด็กเหนือหนีหนาว วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:13:14:44 น.  

 
กะลังมันส์เลยครับ :)
รอตอนต่อปาย ...


โดย: นายFee วันที่: 23 มีนาคม 2548 เวลา:18:11:46 น.  

 
ถือได้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่กระผมค้นหามานานครับ


โดย: แอ็ท IP: 61.19.95.125 วันที่: 14 มิถุนายน 2549 เวลา:14:54:22 น.  

 

เพิ่งเข้ามาอ่าน แต่อ่านรวดเดียวถึงบทนี้ สนุกและได้ความรู้มากๆ
อยากจะขอเสริมตรงนี้ "Never in the field of human conflict was so much owed by so many to so few"
ถ้าจำไม่ผิด ท่าน Churchill กล่าวประโยคนี้เพื่อชื่นชม RAF ที่ปกป้องเกาะอังกฤษจากการถูกโจมตี ว่าคนทั้งประเทศ(ทั้งเกาะ) เป็นหนี้นักบินจำนวนน้อยนิดที่ทำหน้าป้องกันประเทศ


โดย: คิดว่าใช่ เคยอ่านเจอครับ IP: 117.47.121.207 วันที่: 22 เมษายน 2551 เวลา:21:03:51 น.  

 
แล้วนักการเมืองเชคฯที่ต่อว่าอังกฤษกับฝรั่งเศสเมื่อคราวเยอรมันบุกเชค
หายไปไหนแล้วคะ ไหนว่าจะกล่าวให้ฟัง ชอบเขามากๆอ่ะค่ะ


โดย: ว่างงาน IP: 203.146.71.174 วันที่: 29 เมษายน 2551 เวลา:15:24:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

WIWANDA
Location :
กรุงเทพ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 99 คน [?]




[Add WIWANDA's blog to your web]