มีนาคม 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
19 มีนาคม 2548

ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนเก้า

ตอนนี้เริ่มจะเข้าสู่ยุคของสงครามโลกครั้งที่สองของเยอรมัน เพราะ นั่นคือสิ่งที่ฮิตเล่อร์ต้องการ..
รัสเซียเองก็เริ่มไหวตัว ถึงกับรีบติดต่อเจรจากับอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรต่อต้านเยอรมันในเดือน เมษายน 1939
เพราะหลังจากเยอรมันได้ดินแดนส่วนหนึ่งตามการจัดสรรแล้วก็ยังไม่พอใจ
เพียงไม่กี่เดือนต่อมาก็ยังฮุบส่วนที่เหลือของเชคโกไปอย่างหน้าตาเฉย
และที่แน่ๆ..นั่นคือ เป้าหมายต่อไปคือโปแลนด์อย่างแน่นอน นั่นก็หมายถึงว่า มาจ่อคอหอยรัสเซียดีๆนี่เอง

แต่เนื่องจากการติดต่อสื่อสารนั้นไม่ได้ใจความหรือไม่เอาอ่าวเสียเลย

ในรัฐบาลของอังกฤษยุคของท่านนายก Neville Chamberlain (ที่ดูท่าทีเหมือนกับว่ากลัวสงครามจนหัวหด
หรือกลัวการที่จะต้องติดต่อกับคอมมิวนิสต์รัสเซียก็ไม่รู้) เลยไม่มีการตกลงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป

ส่วนฮิตเล่อร์นั้น..ไม่ได้หายใจทิ้งรอให้เวลาผ่านไปเฉยๆ
แผนการขยายดินแดนของเขานั้น ได้กระทำอย่างรวดเร็วจนใครต่อใครตั้งตัวแทบไม่ทัน..

มาเล่าถึงเรื่องการเขมือบประเทศเชคโกฯที่เหลือก่อน..

เดือนมกราคมของปีรุ่งขึ้น คือ 1939 ฮิตเล่อร์ได้สร้างเสริมกำลังกองทัพเรืออย่างเต็มที่ มากกว่าหน่วยอื่นใดในกองทัพ
ซึ่งเป็นความเห็นชอบของเกอริงเช่นกัน และ เขาได้จัดการ "สัมมนาสงคราม" ในหมู่ทหารในกองทัพอย่างต่อเนื่อง
ครั้งแรกของการสัมมนา..คือ ระหว่างเขากับนายทหารยศนายร้อยกว่า 3000 นาย
ครั้งที่สอง คือ ระหว่างเขาและเหล่าขุนพลระดับนายพลกว่าสองร้อยนาย
แน่นอน..การพูดทุกครั้งย่อมต้องมีการย้ำเตือนถึงความสำเร็จใน Rhineland และ Czechoslovakia
และทุกคนต้องเตรียมตัวสำหรับเป้าหมายต่อไป นั่นคือ Poland ซึ่งจะใช้โค๊ดว่า "ปฏิบัติการสีขาว" (Operation White}

แต่..เชคโกฯ นั้น ยังไม่ได้เป็นสมบัติของเยอรมันทั้งหมด นี่คือปัญหา?
แล้วจะปล่อยให้คาใจอยู่กระไร ??
เขาจึงคิดแผนการที่จะฮุบทั้งหมดโดยด่วน โดยการที่ให้นายริบเบนทรอป รมต.ต่างประเทศจัดการส่งสาสน์ไปว่า
รัฐบาลเยอรมันมีความจำเป็นต้องส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมในส่วนที่เหลือ เพื่อเสถียรภาพ และยังเป็นผลดีอีกซะด้วย ที่ประเทศเชคโกไม่ต้องเลี้ยงดูกองทัพให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินต่อไป..
เพราะ จากนี้ไป ทหารเยอรมันจะช่วยดูแลให้
(นี่คือข้อความที่อ่านตามสาสน์นำเสนอ แต่เนื้อความนั่นก็คือ ยอมให้ยึดซะดีๆ)
พร้อมทั้งเชิญประธานาธิบดี Emil Hacha และคณะให้เดินทางโดยรถไฟจากกรุงปรากเข้ามาพบปะหารือเจรจาที่กรุงเบอร์ลินในวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งกว่าคณะจะเดินทางถึงก็ตกไปเที่ยงคืนโน่นน...

Hitler and Emil Hacha

ฮิตเล่อร์ให้เหล่า SS ต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ตัวเขาปล่อยให้พวกนี้ได้แต่นั่งคอยแล้วคอยเล่าในห้องรับรองจนถึงตีหนึ่งกว่าๆ

นายริบเบนทรอป จึงมาตามว่า..ท่านผู้นำอนุญาตให้เข้าพบได้
ในขณะนั้น ฮิตเล่อร์กำลังนั่งดูภาพยนตร์เรื่อง Ein Hoffnungsloser ซึ่งแปลได้ว่า ความสิ้นหวัง
ซึ่งช่างเหมาะสมกับสถานะการณ์ในตอนนั้นของชาวเชคฯซะนี่กระไร
ฮิตเล่อร์ได้บอกกับประธานาธิบดี ฮาชา ว่า เขาตั้งใจรวบรวมประเทศเชคที่เหลือทั้งหมดให้เข้ากับเยอรมัน ภายในวันที่ 15 มีนาคม เวลา หกโมงเช้า
ท่านประธานาธิบดีพยายามที่จะจะยกหูโทรศัพท์ไปสั่งการแจ้งให้รัฐบาลเชคฯได้รับรู้ในตอนตีสี่
แต่กลับได้รับรายงานกลับมาว่า.. ทหารเยอรมันก็เข้าไปควบคุมทุกหน่วยในเชคโกเรียบร้อยหมดแล้วภายใต้การ
นำของนายพล Keitel
ซึ่งสิ่งเดียวที่ผู้นำของเชคโกสามารถทำได้อย่างเดียวในตอนนั้นคือพาคณะทั้งหมดเข้าพบแสดงความสวามิภักดิ์ต่อฮิตเล่อร์ ในฐานะประเทศราชรายล่าสุด ในวันที่ 16 มีนาคม เวลาเที่ยงตรง !!

ฮิตเล่อร์ขีดกากะบาทลงไปในอีกประเทศหนึ่งในรัศมีอำนาจการครอบคลุมยุโรปของนาซี เขาได้จัดขบวนตู้รถไฟพิเศษเดินทางจากเบอร์ลิน
ไปยังกรุงปรากเพื่อรับการสาบานตนจากบรรดาข้าราชการและนักการเมืองชาวเชคฯ ณ.ที่ปราสาท Hradcany
อันเป็นที่พักรับรองส่วนตัวของประธานาธิบดี
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เสร็จสิ้นในเวลาสองวันเอง..

จากกรุงปราก..ฮิตเล่อร์นั่งรถไฟไปยังเวียนนา ไปพักที่โรงแรม Imperial และที่นั่นเองเขาได้เขียนแผนที่ใหม่ให้กับ
ชาวโลก นั่นคือการแยกรัฐ Slovakia ออกมา แต่สองอาทิตย์ให้หลังเขาก็เขียนแปลนใหม่ นั่นคือ เรียกดินแดนชายท่า Memel ที่อยู่ในความดูแล ของ Lithuania (ตามสนธิสัญญาแวร์ซายย์ได้ให้ไว้) กลับคืนมาเป็นสมบัติของ
เยอรมันดังเดิม
หลังจากที่การส่งดินแดนคืนตามคำบัญชาอย่างฉับไวนั้น ฮิตเล่อร์ถึงกับจัดเรือเดินสมุทร Deutschland ออกทัวร์ดูการ "กลับมา" ของพื้นที่ที่เคยคิดว่าตกน้ำป๋อมแป๋มหายไปจากอ้อมอกเยอรมันแล้วนั้นด้วยความยินดี
ปรีดิ์เปรม เพราะเมืองท่าเหล่านี้..เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของทัพเรือ และทัพอากาศ ในสงครามที่จะเปิดขึ้นใน
เร็ววัน
และเป้าหมายแอบแฝงนั้นก็คือ เป็นการยั่วโทสะของรัฐบาลโปแลนด์อย่างได้ผลที่สุด เพราะ ถ้าเยอรมัน
เข้าไปครอบครองพื้นที่ Memel ได้แล้วละก้อ
นั่นหมายถึง Danzig ทางออกสู่ทะเลของโปแลนด์อาจถูกปิดกั้นได้เช่นกัน
รัฐบาลโปล์จึงขู่ฟ่อ ฟ่อ ว่า..ถ้าหากคิดจะก้าวเท้าเข้ามายุ่งกับ Danzig ละก้อ รับรองได้เกิดศึกแน่ !!
ซึ่งข้อความนี้..เล่นเอาฮิตเล่อร์หัวเราะงอหายไปเลยทีเดียวเจียว !!


ที่ฮิตเล่อร์ต้องขำกลิ้งแบบนั้น เพราะ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ใครต่อใครทั่วโลกเรียกว่ามหาอำนาจนั้น
แท้จริงแล้ว..ไร้น้ำยาสิ้นดี
อย่างกรณีของเชคโกฯที่เคยพูดว่าจะให้การดูแลคุ้มครองอย่างงั้นอย่างงี้ พอเอาเข้าจริงๆ วิ่งเข้ามาขอออมชอม ขอแบ่งโน่นแบ่งนี้
ครั้นถึงเวลาฮุบส่วนของที่เหลือ ก็ยังทำเฉย ไม่โวยวายอะไรสักนิด ไม่กล้าหือสักแอะ
แล้วประเทศโปแลนด์เล็กเนี่ยๆ จะไปมีปัญญาอะไรมาต่อสู้...โอย..ขำง่ะ!!

ถึงแม้ว่าเสียงจากลอนดอน จะมีแว่วมาเข้าหูบ้างว่า ถ้าแตะโปแลนด์เมื่อไหร่ เกิดเรื่องแน่ แต่ ฮิตเล่อร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
แถมยังส่งสาสน์ไปยังรัฐบาลโปแลนด์อย่างฉันท์มิตรในเดือนมีนาคมอีกด้วยว่า
เอางี้..ยกดินแดนส่วนของ Danzig มาให้ดีๆก้อแล้วกัน เยอรมันจะได้รวมพื้นที่ตรงนั้นไปกับ East Prussia ไปเลย
พวกโปล์ก็อยู่กันไปแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อก่อน ทะลงทะเลอะไรก็ไม่ต้องมี ไม่ต้องใช้ จะเป็นอะไรไปล่ะ!!
แต่รัฐบาลโปแลนด์ รู้ดีว่า ในที่สุด ฮิตเล่อร์ก็เข้ามายึดครองหมดจนได้ เหมือนกับที่เคยทำกับประเทศเชคโก ,กับ เมเมล จึงตอบกลับไปว่า go to hell เหอะ.. ฮิตเล่อร์เอ๋ย !!


มาถึงตรงนี้ บรรดาเหล่าทหารชั้นนายพลทั้งหลายคิดว่า อย่างน้อยๆฮิตเล่อร์น่าจะชะลอดูสถานการณ์อื่นๆก่อนที่จะชักธงรบ
เพราะนายพล Keitel แสนที่จะอึดอัดใจ เนื่องจากอาวุธที่เร่งผลิตทั้งหลายนั้น มีมากมายก็จริงอยู่ แต่เหล่าขุนพลที่เชี่ยวชาญกลศึกในสงครามขนาดใหญ่นั้น ต่างลาออกบ้าง
ถูกปลดบ้างนั้นมีจำนวนมากมาย
เขาจึงเตือนท่านผู้นำว่า
กองทัพที่เข้มแข็งต้องขึ้นอยู่กับหน่วยเสนาธิการที่มีประสบการณ์ และยิ่งกำลังจะเปิดศึกสองด้านแบบนี้ กำลังพลต้องพร้อมเต็มที่
ฮิตเล่อร์สะบัดหน้าพรืด..ตอบสวนไปว่า..ไม่เชื่อหรอก เรื่องนี้มันเป็นนิยายหลอกเด็ก ฝึกทหารให้ไปรบมันเรื่องหมูๆ เอาหน่วย SS ไปสอนให้ก็ได้

นี่คือคำตอบที่มาจากปากของฮิตเล่อร์อย่างแท้จริง..เพราะ เขาเคยผ่านสมรภูมิแบบเสี่ยงตายมาก่อนในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แต่.....เขาก็เป็นแค่สิบโทที่คอยมีหน้าที่วิ่งส่งสาสน์ในคูเพลาะ.. ไม่ใช่นายพล ที่จะมาเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องตำราพิชัยสงคราม
จริงอยู่..ในสงครามระยะเบื้องต้น ทหารเยอรมันได้ทำหน้าที่อย่างดี เข้มแข็งห้าวหาญอย่างไม่ที่ติ
แต่ในระยะหลังๆของกำลังพลที่เข้ามาเสริมตัวตายตัวแทนนั้น..ฝีมืออ่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะการขาดการอบรม
ปลูกฝังให้"รู้แบบหยั่งลึก"ในกลศึก
ทุกคนสู้..เพียงเอาชีวิตตัวเองให้รอดเพียงเท่านั้น หาใช่เพื่อประเทศชาติ หรือ เพื่อผู้นำแต่อย่างใด !!

ข่าวจากลอนดอนส่งมาอีกครั้งในวันที่ 31 มีนาคม เรื่องการรับรองเสถียรภาพของโปแลนด์ ซึ่งทำให้ฮิตเล่อร์โกรธจนหนวดกระดิก
เผอิญวันนั้นเป็นวันที่ต้องไปทำการปล่อยเรือรบ Tripitz ลงน้ำพอดี สุนทรพจน์ที่ร่างไว้ต้องฉีกทิ้ง เปลี่ยนใหม่หมด

คราวนี้ เขาพูดคนเดียวยาวถึงสองชั่วโมง
ใจความว่า อย่าว่าแต่โปแลนด์ที่อยู่ทางตะวันออกเล๊ยย..สงครามทางฝั่งตะวันตกก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน ไม่นานเกินรอ
พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปยังเหล่าขุนพลของตัวเองว่า วันที่ 1 กันยายนนี้แหละ เตรียมตัวให้พร้อม..บุกโปแลนด์
ฝ่ายอเมริกา..ประธานาธิบดี รูสเวลต์ ก็ทนนั่งนิ่งๆต่อไปไม่ได้ ส่งจดหมายด่วนมาถึงฮิตเล่อร์ ทำนองว่า ขอให้อย่ามีการทำสงครามเลย  เจรจาด้วยสันติเถิด !!

ฮิตเล่อร์ ได้ถากถางท่านผู้นำสหรัฐกลับไปอย่างสะใจ ว่า..ทำไม.ตัวเองมายุ่งอะไรกะเค้าด้วย.อังกฤษหรือโปแลนด์ไปฟ้องหรือยังไง ถึงกับต้องติดต่อข้ามทวีปมาเนี่ย ??
แถมยังโชว์ออฟอำนาจอวดอเมริกา ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับมุสโสลินีซะอีก ในวันที่ 22 พฤษภาคม ด้วยสัญญาที่เรียกว่า สองแรงเหล็กกล้า {Pact of Steel}
และในวันรุ่งขึ้น คือ 23 พฤษภาคม เขาเรียกประชุมเหล่าขุนพลทั้งหมดโดยพร้อมเพรียงกัน ประกาศให้ทราบว่า
เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีๆ สงครามกับ โปแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส กำลังจะเกิด
และขอย้ำให้ทุกคนจดจำไว้ว่า......
เป้าหมายหลักของสงครามครั้งนี้คือ การสยบอังกฤษให้มาอยู่ที่แทบเท้าของเยอรมันให้จงได้ !!

จากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานทั่วเยอรมันต่างผลิตอาวุธกันแบบเร่งวันเร่งคืน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่แล้ว เยอรมันจัดว่าเป็นประเทศที่ผลิตอาวุธได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก คราวนี้ มากกว่าครั้งที่แล้วกว่าเท่าตัว

และอีกอย่างหนึ่งที่ฮิตเล่อร์สามารถทำให้คนช๊อคได้ทั้งโลก นั่นก็คือ การจับมือเป็นมิตรกันกับศัตรูตัวเอ้..สตาลินแห่งรัสเซีย ในเดือนสิงหาคม
การจับมือกันครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่จะไม่ยุ่งเรื่องของกันและกัน เยอรมันจะบุกโปแลนด์ แล้วอังกฤษ
ฝรั่งเศส จะมาแจมด้วย
รัสเซียก็อย่ามาแทรกแซง อยู่เป็นคนดูเฉยๆ แล้วเวลาชนะจะมีรางวัลให้ นั่นคือ ดินแดนส่วนหนึ่งแนวชายแดนที่ติดกันกับแม่น้ำ Narew, Vistula, และ San
ทุกอย่างก็โอเค ตามนั้น..
ถามว่าทำไมรัสเซียจึงพูดได้ง่ายๆแบบนั้น เพราะเหตุว่าในช่วงปี 1939 รัสเซียยังอยู่ในสภาพที่กำลังจะฟื้นตัว ยังไม่พร้อมต่อสงครามใดๆ เพียงแต่ฮิตเล่อร์ไม่รู้เรื่องราวภายในหลังม่านเหล็กอย่างลึกซึ้งเพียงพอ
และคนอย่างสตาลินนั้นฉลาดลึกซึ้งนัก หลังจากการเซ็นสัญญาเขาได้บอกกับหมู่แม่ทัพว่า..นี่คือการซื้อเวลายืดไปอีกอย่างน้อย
สองปี มาถึงตอนนั้น เราก็คงพร้อมได้ทำศึกกับเยอรมันแน่นอน เพราะ ฮิตเล่อร์มันไม่ปล่อยเราไว้ดูเล่นร๊อกกก...

ตลอดฤดูร้อนนั้น ฮิตเล่อร์หมกมุ่นอยู่แต่กับการที่จะเข้ายึดครองโปแลนด์แบบรวดเร็วให้ประหนึ่งสายฟ้าแลบ มีการประชุมขุนพลเรียงติดกันอย่างถี่ยิบ
แต่บรรดาทหารหาญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด..ไม่ประทับใจในการวางแผนของท่านผู้นำแต่อย่างใด ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครออกความเห็นใดๆ
เพราะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำว่า "ถ้า"
ถ้า...เผื่อว่า มัวแต่ไปตีโปแลนด์ อังกฤษ กับฝรั่งเศสยกทัพมาอัดหลังบ้านล่ะ จะทำอย่างไร มิต้องย้ายกองทัพกลับมารบทางตะวันตกอีกหรืออย่างไร?
ฮิตเล่อร์ก็ว่า..โอย..ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อิตาลีเกลอเรา ก็ต้องยกทัพมาตีปะทะให้เองแหละ ก็แหม..เซ็นสัญญากันไว้แล้วไง จำไม่ได้เหรอ เดี๋ยวจะส่งจดหมายไปย้ำเตือนท่านมุสโสลินีให้ !!
"แน่นะ?" นายพลทั้งหลายย้ำ
"อ๋อ..แน่ซิ"

แต่ก่อนวันยกทัพไปเพียงไม่กี่วัน..นายพล Keitel ก็ถูกเรียกตัวให้ไปพบกับฮิตเล่อร์เป็นการด่วน เพราะมีจดหมายตอบกลับมาจากอิตาลี ท่าน IL Duce ว่า
"พระเจ้าอยู่หัว(หมายถึง king Victor Emmanuel III แห่งอิตาลี) ท่านไม่มีพระประสงค์ที่จะให้มีการเคลื่อนทัพไปไหนทั้งสิ้น เลยทำอะไรไม่ได้เลยง่ะ โทษทีละกัน"
นี่คือกลข้อแก้ตัวอย่างง่ายๆของมุสโสลินีจอมเจ้าเล่ห์ แต่มีการแทงข้างหลังแบบเล็กๆติดตามมาว่า
"ถ้าจะให้ลองพยายามก็พอมีทางนะ..จะทูลถึงความจำเป็นให้ แต่ทางเราก็มีความจำเป็นมากเช่นกัน เนื่องจากกองทัพของเราขาดวัตถุดิบมากมาย เช่น ยางพารา ตะกั่ว ทองแดง ดีบุก เหล็กด้วย
เยอรมันพอมีแบ่งให้มั่งหรือเปล่าล่ะ?"
ฮิตเล่อร์ถึงกับเข่าอ่อน..เพราะ คราวนี้ใครจะมาช่วยยันทัพด้านหลังให้ แม้จะฉุนอิตาลีขาดขนาดไหนในยามนั้น เขาทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าสั่งการให้นายพล Keitel ว่า
"ช่วยๆไปดูซิว่า ข้าวของที่ขอมา..พอมีแบ่งให้เค้าป่าวว??
เพราะขืนข่าวรั่วออกไปว่า อิตาลีจะไม่มาร่วมยกทัพจับศึกในครั้งนี้ อังกฤษเป็นได้ตลบหลังแน่ๆ !!

และขอให้รู้ไว้ก่อนว่า นี่คือ ฮิตเล่อร์ที่ยังอยู่ในระหว่างลักไก่เช่นกัน ลึกๆแล้ว ทุกอย่างคือการขู่เท่านั้น (กับประเทศเล็กๆ) เพราะเขาไม่ต้องการสงครามที่จะต้องมาสิ้นเปลืองกำลัง ทรัพยากร
กำลังทหารกับสิ่งที่ไม่จำเป็น
แถมประชาชนชาวเยอรมันทั้งประเทศก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป..ว่า จะมีสงครามเกิดขึ้น
ทุกคนคิดแต่เพียงว่า ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ช่างแสนดี แสนรักชาติ รักประชาชน ถึงขนาดยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้
ประเทศกลับมารวมตัวดังเดิมไม่ได้คิดที่จะไปรุกรานใครเขาซะที่ไหน

และโปแลนด์ก็คือการ "ลองของ" เพราะ ถ้าอังกฤษไม่น่าจะมาแคร์อะไรกับประเทศที่มียิวตั้งกว่าสามล้านคน มันไม่มีประโยชน์เลยสักนิดกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร
แต่..มันมีประโยชน์มากสำหรับตัวเขา และเศรษฐกิจของเยอรมัน ที่จะเข้าไปยึดทรัพย์พวกยิวทั้งหมด รวมไปถึงทรัพยากรอื่นๆด้วยเช่นกัน
จากนั้นไป..กองทัพเยอรมันก็จะเข้มแข็ง พร้อมที่จะทำศึกสงครามเพื่อที่จะครองโลกตามความฝัน
เขาเชื่อว่า พอใกล้ๆวันจะบุก..เดี๋ยวอังกฤษก็ต้องวิ่งมากราบกรานกันให้วุ่นวายไปอีกแน่ๆ
แต่เขาก็รอแล้ว รอเล่า คราวนี้อังกฤษไม่ได้ส่งทูตสันติมาดังเคย แผนที่จะเข้าบุกโปแลนด์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเช่นกัน
ส่วนนายพล Keitel ก็วิ่งหา "ของ" ให้อิตาลีจนฝ่าเท้าแทบพลิก ก็ไม่มีทางหาให้ได้ครบตามจำนวนที่ขอมา
เพราะมันช่างมากมายมหาศาล
แม้กระทั่ง ทูตอิตาลีประจำเบอร์ลิน ยังสงสัยว่า ประเทศของตัวจะเอาไปทำอะไรกันมากมายขนาดนี้
ฮิตเล่อร์ เอง..ก็รู้ซึ้งแก่ใจดีว่า ..มันเป็นเพียงแผนการที่จะหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยงสัญญาของมุสโสลินีเท่านั้น !!


ฮิตเล่อร์ชะเง้อคอยทูตจากอังกฤษ หรือไม่ก็จากโปแลนด์ก็ยังดี วันแล้ววันเล่า ก็ไม่เห็นมีใครมา..จนทนไม่ไหว
ยิ่งคอยไปยิ่งเสียหน้า อายพวกทหารแย่เลย..
วันที่ 1 กันยายน ตอนรุ่งสาง กองทัพอากาศนาซีเข้าโจมตีทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟของโปแลนด์ เป็นการเปิดฉาก
อเมริกา..เรียกร้องให้ฮิตเล่อร์หยุดการกระทำบ้าๆเสีย..
ฮิตเล่อร์ตอบไปว่า..ขอดีๆไม่ให้ ก็ต้องเล่นกันอย่างเงี้ยะ!!
อังกฤษ..ส่งสาสน์มาให้เยอรมันเคลื่อนย้ายทัพออกไป โดยให้เวลาถึง 11.00 ในวันที่ 3... มิฉะนั้น...
ฝรั่งเศส..ก็เช่นกัน ให้เวลาถึง 5.00 วันเดียวกัน..มิฉะนั้น...
ฮิตเล่อร์..ไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น เดินหน้าบอมบ์ต่อไป..เพราะ ไหนๆก็มาถึงป่านนี้แล้ว อีกทั้ง อังกฤษกับฝรั่งเศสนั้นเป็นที่รู้ๆกันว่า ไม่มีน้ำยา
แต่พอเลยชั่วโมงเส้นตายไปแล้ว..ฮิตเล่อร์ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ (หรือดีใจก็ไม่รุ)
ว่า..อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ได้(กล้า)ประกาศสงครามกับเยอรมัน ในวันที่ 3 กันยายน 1939 นั่นเอง !!

(เล่าแถมนิดว่า..รัสเซียในยุคการตั้งตัวของสตาลินนั้น นองเลือดยิ่งกว่าของฮิตเล่อร์ซะอีก ในปี 1934-1939 นั้น
นาย Sergei Kirov ที่สตาลินรักอย่างกับลูกชายคนหนึ่ง..แต่ดันเกิดมามีอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกันในทีหลัง..เลยถูกลอบสังหารซะจากนั้นมาที่ต้องมีการสังหารผู้คนวงใน cabinet มากมาย..
เพราะ สตาลินไม่ต้องการให้แนวความคิด ความอ่านแตกแถวออกไปจนนอกลู่นอกทาง..
เอาไว้จะมาเล่าอีกทีในรายละเอียดนะคะ..อาจต้องตั้งเป็นกระทู้ใหม่
ในเรื่องของ Lenin ต่อด้วย Stalin ทีเดียวเจียว
รวมไปถึง..เรื่องของสายลับในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สองนั่น โอ้โห..เยอะมาก และ รับรองว่านิยายของเจมส์ บอนด์ ที่ว่าสุดยอดแล้วนั้นเทียบไม่ได้เลย..เอาตั้งแต่โรงงานผลิตอาวุธใต้ภูเขา ใต้ดิน อะไรเนี่ย
เยอรมัน อังกฤษทำมาก่อนนานแล้ว....แล้วจะเอามาแทรกเล่าให้ฟัง.....วิวันดา)

     Stalin - Kirov


การประกาศสงครามครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัปยศที่สุดของมหาอำนาจอย่าง
อังกฤษและฝรั่งเศส เพราะ กลายมาเป็นเรื่องโจ๊กล้อเลียนกันไปทั่วโลก ว่า สงครามขี้จุ๊ หรือ The Phony War
เนื่องจาก..หลังจากที่ฝ่าย สพม.ประกาศสงครามเสร็จ ฮิตเล่อร์พกความมั่นใจเกินร้อย ขึ้นรถไฟไปตั้งกองบัญชา
การรบที่ชายแดนโปแลนด์ทันที
การสู้รบครั้งนี้ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นการรบที่น่าอเน็จอนาถอย่างยิ่ง ทหารม้าชาวโปล์นับพันนับหมื่น ต้องออกมาสู้กับหน่วยรถถังปันเซ่อร์ที่ทรงอานุภาพของเยอรมัน..
ตายกันเกลื่อนทั้งม้าทั้งคน..

มันเป็นสงครามที่..แทบไม่เคยมีใครได้คาดคิดว่าจะได้พบได้เห็นมาก่อน..
นั่นคือ กองทัพของทหารร่วมล้านคน ที่มี
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์พกพาติดตัว.. โทรเลข..รถถัง ปืนกล อย่างพร้อมมูล ทุกอย่างคือการ ปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ (Lightning War หรือ Blitzkrieg )
เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น..ฮิตเล่อร์ก็ได้เข้าครอบครองโปแลนด์สมใจ
สิ่งที่นายพลทั้งหลายกลัวเกรงนักหนาว่า..ฝ่ายสพม.จะยกทัพอัดมาทางด้านตะวันตก ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

เอาเพียงแค่ฝรั่งเศสที่ตอนนั้นถือว่า มีกองทัพที่มีแสนยานุภาพมากเป็นอันดับต้นๆของโลกนั้น ถ้ายกทัพเข้ามายึดครองอาณาเขตอุตสาหกรรม Ruhr ที่อยู่ชายแดนที่ไม่ได้มีการป้องกันอย่างใดนั้น
เยอรมันก็จบเห่..
แต่นี่ กลับทำเฉย..ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนๆทั้งที่ชาวยิวและชาวโปล์ถูกสังหารโหดนับหมื่นนับแสน
ทหารฝรั่งเศสได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่ในเขตแนวปราการ มาจีโนต์ รอลุ้นระทึกว่าเมื่อไหร่ ฮิตเล่อร์จะเลิกรบเสียทีเท่านั้น..

ส่วนฮิตเล่อร์ ..เพิ่งรู้ตัวว่าดำเนินการผิดพลาดอย่างร้ายแรง..ที่ดันไปจับมือเป็นภาคีกับสตาลิน เพราะตอนนี้เท่ากับว่ารัสเซียได้เข้ามายึดครองครึ่งหนึ่งของโปแลนด์ตามสัญญาสุภาพบุรุษ
ทั้งๆที่ไม่ได้ยิงปืนสักกะนัด..
แถมมิหนำซ้ำ..ยังได้ดินแดนส่วนสำคัญที่เต็มไปด้วยทรัพยากรและน้ำมันไปซะอีก..นั่นคือ Estonia, Lithuania, Latvia
ซึ่งใน Latvia นั้น มีชาวเยอรมันดั้งเดิมอาศัยอยู่นับแสน
แต่ส่วนที่ฮิตเล่อร์ได้มานั้น มีแต่ชาวโปล์(ยิว)ซะส่วนใหญ่
ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว..
นี่คือการผิดพลาดแบบ"สองเด้ง"ของการอ่านเกมส์สงครามไม่ออกของฮิตเล่อร์
เพราะ

หนึ่ง..ฮิตเล่อร์ไม่รู้เลยว่า ถึงแม้จะไม่เซ็นสัญญาจับมือกับสตาลิน ยังงั๊ย ยังงัย รัสเซียก็ไม่เข้ามาวุ่นวายแน่นอน
เพราะลำพังตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด เพียงแค่ฮิตเล่อร์กลัว สพม.ตีขนาบท้ายจนไม่คิดตรองให้ถี่ถ้วน

สอง..เพราะพลาดในข้อแรก..ทำให้ ฮิตเล่อร์ต้องมาหักหลังสตาลินทีหลัง ในการเข้าบุกรุกดินแดนดังกล่าว ทำให้
รัสเซียหันมาจับมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร..ได้รับการสนับสนุนในทุกรูปแบบโจมตีกลับแบบดุเดือดทางซีกตะวันออกของเยอรมัน อันเป็นที่มาของความวายวอดแบบหมดรูปของสงครามโลกในครั้งนั้นของเยอรมัน



ฮิตเล่อร์และเหล่าขุนพล..เริ่มจับทางได้ว่า ฝรั่งเศสและอังกฤษ ไร้ซึ่งคนดีไปเสียแล้ว..ดังนั้น ควรพักทางตะวันออกไว้ก่อน
มาตีทางด้านมหาอำนาจตะวันตกดีกว่า..ว่าแล้ว ฮิตเล่อร์ก็เปลี่ยนแผนการกะทันหัน สั่งเคลื่อนย้ายทัพออกจากโปแลนด์โดยด่วน และประกาศต่อขุนทหารว่า เตรียมตัวให้พร้อม..
เราจะเข้าต่อตีกับฝรั่งเศสและอังกฤษในไม่ช้า   ฝ่ายนายทหารทั้งหลาย ต่างนั่งตะลึงอ้าปากค้าง..อารายกันวะเนี่ยยย..

ฮิตเล่อร์เลยถือเป็นโอกาสบรรยายว่า..นี่คือวินาทีที่ดีที่สุด เพราะ จากการเข้ายึดครองประเทศแล้วประเทศเล่า
ไม่มีการต่อต้านใดๆจากพวกตาขาวพวกนั้นเลย..แถมยังมาเสนอหน้าประกาศสงครามกับเรา..เชอะ
อย่ากระนั้นเลย..ไปเหยียบมันซะให้ราบคาบไปเลยดีกว่า สงครามครั้งนี้ จะเป็นการแก้แค้นให้กับความปราชัยของเยอรมันเมื่อครั้ง 1918 จะได้รู้ซะทีว่าเล่นกะใครไม่เล่น..ดันบังอาจมาเล่นกะเรา ..หนอยยย !!

อังกฤษเริ่มรู้ตัวนิดๆแล้วถึงควันสงคราม..เพราะเรือเดินสมุทรพานิชย์ถูกเรือดำน้ำของเยอรมันจมไปหนึ่งลำในเดือนกันยายน
อุณหภูมิแห่งโทสะเพิ่งจะเริ่มขึ้น จึงส่งทหารข้ามช่องแคบมาประจำที่ฝรั่งเศส 160,000 คน และให้การเสนอว่า
ฝ่ายกองทัพอากาศอังกฤษ (ต่อไปจะเรียกว่า RAF ที่ย่อมาจาก Royal Air force) สมควรไปบอมบ์เป้าสำคัญๆของเยอรมันซะให้ราบ..
(ซึ่งถ้าทำอย่างนี้เสียตั้งแต่ตอนที่เยอรมันบุกโปแลนด์ใหม่ๆ ผลของสงครามอาจหยุดอยู่แค่นั้น เพราะนี่คือสิ่งที่เกอริงกลัวที่สุด)
ฝรั่งเศส..รีบร้องห้ามเสียงหลง..ไม่ด๊าย ไม่ด้ายยย...ยูจะบ้าไปป่าววว..ถ้ายูทำอย่างงั้น แล้วเยอรมันมันบินมาบอมบ์กลับล่ะ บ้านเมืองไอก็เสียหายแย่ดิ..มันไม่ได้ไปบอมบ์ลอนดอนของยูนี่หว่า..ยูก็พูดได้ซิ !!

นี่คือความเห็นแตกแยกของสองมหาอำนาจ(?)
ฝรั่งเศสมีเหตุผลในการที่จะกลัวระเบิดทำลายมากที่สุด..เหตุผลคืออย่างใดนั้นเคยเขียนไว้แล้วในเรื่อง สงครามและ ไวน์ .. ถ้าอยากอ่านก็บอกมา จะได้เอามาโพสต์ให้อ่านค่ะ...วิวันดา

แต่ในยุคนั้น..สงครามของฮิตเล่อร์เป็นสงครามชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ครั้งไหน นั่นคือ เป็นการทำสงครามทางประสาทเสียส่วนใหญ่ โดยใช้วิทยุออกอากาศก่อกวนรายวัน
ที่ล้วนแล้วแต่เชื่อถือไม่ได้  หากแต่ในยามนั้น..ใครจะมารู้
ในขณะที่ยึดครองกรุงวอร์ซอ นั้น เกิบเบิลส์ ได้ออกอากาศว่า ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าสันติ
ซึ่งเชื่อว่า..อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าใจในข้อนี้ดี จึงมิได้ขัดขวาง หรือ นั่นอาจเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า..ที่ทำให้เยอรมันประสบความสำเร็จ
แต่ที่แน่ๆ..ฮิตเล่อร์รู้ดีว่า..ไม่ใช่พระเจ้า พระแจ้วอะไรที่ไหนหรอก..ผู้นำของประเทศต่างหากที่ไม่เอาไหน
ถ้าเมื่อไหร่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่..นั่นหมายถึงการระเบิดของสงครามชนิดแตกหักแน่นอน !!

ฮิตเล่อร์เรียกประชุมสงครามด้านตะวันตกในวันที่ 10 ตุลาคม และแถลงนโยบายว่า
ถ้าอังกฤษภายใต้ผู้นำคนใหม่ (บางที) และฝรั่งเศส เกิดทำการต่อต้านสู้รบในครั้งนี้ นั่นหมายถึงว่า นี่คือสงคราม
ครั้งยิ่งใหญ่ที่เราต้องเผชิญ ดังนั้น..สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือ
1. จัดการเข้ายึดครอง Luxembourg, Belgium, Holland ให้ได้ในเร็ววันที่สุด
2. เข้าจัดการกับพื้นที่ในการควบคุมของทหารฝรั่งเศสให้หมด เพื่อที่จะเป็นทางสะดวกในการที่จะทำสงครามทั้ง
ทางเรือและทางอากาศกับอังกฤษ

ฮิตเล่อร์กลัวระยะการยืดของสงครามมากกว่าสิ่งใด เพราะ เวลาเท่านั้น ที่เยอรมันต้องการทำให้กระชับที่สุด
เพราะถ้ายิ่งทิ้งเนิ่นนานออกไป ฝ่ายที่ทำตัวเป็นกลาง เช่น อเมริกา รัสเซีย อาจเปลี่ยนใจมาเข้ากับพวก สพม.จะยิ่งยุ่งหนักหนา
เยอรมันมีทรัพยากรที่จำกัด ยิ่งถ้าเขต Ruhr เกิดถูกโจมตีแบบพินาศไป..นั่นเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวของการเดินทัพเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นเชอร์ชิลล์บัญชาการทัพอังกฤษแล้วละก้อ..
แทงบัญชีไปได้เลยว่า..งานนี้ไม่มีหมู..!!

ทุกครั้งที่ฮิตเล่อร์เริ่มการประชุมของการโจมตีฝั่งตะวันตก เหล่านายพลเริ่มทำหน้าเมื่อย (ที่ต้องมาฟังอดีตสิบโทสอนวิชาการรบ)
แต่ผลก็ออกมาว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิชิต Luxembourg, Belgium, Holland ให้อยู่หมัดก่อน เพื่อเยอรมันจะได้เข้าควบคุมสถานะการณ์ของ North Sea
สำหรับกองทัพอากาศ Luftwaffe จะได้ใช้จุดนี้สำหรับการเข้าโจมตีอังกฤษเสียให้สิ้นซาก

และเมื่อได้เข้าครอบครองฝรั่งเศส..นั่นก็หมายถึง การใช้ U-Boat คุมช่องแคบอังกฤษ และฝั่งแอทแลนติคได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อังกฤษ..ก็คงเหลือแต่ชื่อ และประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในหนังสือเท่านั้น !!

แต่เกียรติศักดิ์ของ U-Boat เยอรมันในประวัตินั้น มันช่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีเสียจนน่าอับอายที่จะกล่าวถึง เพราะ เคยล่มเรือโดยสารอังกฤษชื่อ Athenia ในวันที่ 3 กันยายน 1939 เพราะ
กัปตันเรือดำน้ำไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ ซึ่งผู้โดยสารทั้งหมดดิ่งลงทะเลไม่มีใครรอด รวมทั้งชาวอเมริกันหลายสิบคนด้วย
ต่อมา..ในวันที่ 14 ตุลาคม ก็กลับมาตีสกอร์คืนได้  เพราะสามารถทำให้อังกฤษก็ต้องเสียหน้าอย่างยับเยินที่เรือรบ Royal Oak ถูกจมลงไปเช่นกัน
เล่นเอาฮิตเล่อร์ลุกขึ้นตีปีก..มองเห็นแววชนะอย่างใสแจ๋ว เพราะประสิทธิภาพของเรือดำน้ำเยอรมันเริ่มพัฒนาขึ้น

เขาสั่งการลงไปยังแม่ทัพเรือ นายพล Donitz ให้เพิ่มการผลิตเรือดำน้ำอย่างเร่งรีบ..
แต่เป็นเพราะ ฮิตเล่อร์ไม่มีความรู้ในเรื่องกองทัพเรือ อีกทั้งเรื่องของเรือดำน้ำในขนาดที่ต้องใช้งานให้เหมาะกับน่านน้ำต่างๆ
ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายสำหรับสงครามครั้งนี้
เช่น แม่ทัพ Donitz ต้องการเริ่มสงครามด้วยกำลังของเรือดำน้ำอย่างน้อยๆ 300 ลำขนาดใหญ่ แต่เท่าที่มีอยู่นั้นแค่ 50 ลำ
และแต่ละลำก็คือขนาดเล็ก 250 ตันที่เรียกว่า "canoes" ซึ่งการใช้งานนั้นเหมาะกับการลาดตระเวนระยะสั้น และในน่านน้ำระดับ North Sea เท่านั้น..ไม่ใช่สำหรับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่าง แอทแลนติค
แต่ก็คงพอใช้งานได้ถูไถ สำหรับการนำทุ่นระเบิดไปดักวางกระจาย..เพราะจะว่าไปแล้วในระยะแรกของสงคราม
เรือที่จมส่วนใหญ่ ก็เพราะ โดนทุ่นระเบิดมากกว่าโดนทอร์ปิโดจากเรือดำน้ำ..

ถามว่า แล้วที่ฮิตเล่อร์สั่งๆน่ะ..นายพล Donitz ได้หรือเปล่า เรือดำน้ำ 300 ลำที่ว่าน่ะ..(นายพลท่านว่า ถ้าได้ รับรองว่าแค่หกเดือนอังกฤษก็แหลกเละเป็นผุยผง)
ไม่ได้ฮ่ะ..ตั้งแต่เริ่มสงครามจนจะปิดฉาก..ก็ไม่ได้ตามที่ขอ

สงครามที่จะเปิดฉากในฝั่งตะวันตกนั้น..เป็นที่น่ากังวลของฮิตเล่อร์และเกอริงเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับว่าเป็นการท้าทายยักษ์ใหญ่ให้มารบ
การเดินทัพของเยอรมันอย่างมากมายแผ่กระจายเป็นวงกว้างนั้น ทำให้เกิดการข้าวยากหมากแพงไปทั่ว
ฮิตเล่อร์ต้องการเปิดฉากโจมตีในเดือนพฤศจิกายน แต่เหล่าขุนพลพยายามคัดค้านอย่างหัวชนฝา
ซึ่ง..ฮิตเล่อร์ก็พยายามกำหนดวันอีกคือสองสามอาทิตย์ต่อมา โดยชี้ว่า
"ถ้าเราไม่รุกก่อน อังกฤษมันก็จะนั่งเฉยๆอยู่อย่างงั้นแหละ"

ความจริงที่อังกฤษอยู่เฉยๆนั้น เป็นเพราะว่า อังกฤษพยายามอาศัย "ไส้ศึก" สายวงในของขุนพลนาซีที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของฮิตเล่อร์ทำงานให้ต่างหาก
หนึ่งในนั้นคือ นายพล von Hammerstein ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เตรียมบัญชาการรบอยู่ในแนวหน้าฝั่งตะวันตก..
นายพล ฟอน แฮมเมอร์สไตน์ พยายามที่จะเชิญฮิตเล่อร์มาดูแนวรบและในขณะเดียวกันก็วางแผนที่จะลักพาตัวท่านผู้นำส่งให้กับอังกฤษ
(ตอนนี้รู้ยัง..ว่าทำไมอังกฤษถึงชอบทำหนังสายลับ หนังจารกรรมอะไรพวกเนี้ยเป็นชีวิตจิตใจ)
แต่ดูเหมือนว่า..ฮิตเล่อร์จะรู้ทัน ไม่ยอมไปตามแผน

Kurt von Hammerstein


ฮิตเล่อร์ก็พยายามกำหนดวันนั้นวันนี้สำหรับการเข้าโจมตีแต่ด้วยการไม่พร้อมของสภาพกองทัพจึงต้องเลื่อนแล้ว เลื่อนอีก
จนเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เหล่าขุนพลไม่มีความเชื่อมั่นในหน่วยทหารชั้นล่างๆลงไป
มาถึงตอนนี้ เบลเยี่ยมและฮอลแลนด์ เริ่มไหวตัวแล้วว่า ตัวเองคือเป้าหมายสำคัญต่อไป
ในวันที่ 10 มกราคม 1940 ฮิตเล่อร์ได้เรียกประชุมเป็นที่เด็ดขาดว่า จะโจมตีในวันที่ 17 มกราแน่นอน เวลา สิบห้านาทีก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
แต่แล้ว..พอถึงเวลาเข้าจริงๆ..แผนก็ต้องเลื่อนออกไปอีกด้วยเหตุผลที่ว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เครื่องบินของเยอรมันหลงเข้าไปในน่านฟ้าของเบลเยี่ยม เพราะทัศนวิสัยอันเลวร้าย..จึงต้องนำเครื่องลง
ทหารเบลเยี่ยมเข้าจับกุมตัวนักบิน..และหลังจากค้นตัวได้พบกับเอกสารและรายละเอียดในสั่งการโจมตีเขตตะวันตกโดยละเอียด
ที่ว่า ถ้าเยอรมันไม่เข้ายึดครองเดนมาร์คและนอร์เวย์ด้วยละก้อ..อังกฤษก็ต้องเข้ามาปักหลักสู้อยู่ที่นั่นแน่ๆ..
และนั่นคือ..การเสียเปรียบของเยอรมันอย่างเห็นๆ..
นักบินพยายามส่งข่าวกลับเบอร์ลินโดยปดว่า เขาได้เผาเครื่องบินทิ้ง แต่เยอรมันก็ยังไม่เชื่อในข้อมูลนัก
จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ทั้งหมด และเลื่อนการโจมตีไปอีกจนถึงฤดูหนาวโน่น..


ในช่วงฤดูฝนนั้น ฝ่ายอังกฤษก็ได้พยายามเตรียมตัวให้พร้อมเช่นกัน ในความเห็นของ เชอร์ชิลล์ ที่ไม่ได้มีการต่อต้านในทางฝ่ายตะวันตก(ฝรั่งเศส)
เพราะ เท่าที่ประเมินการณ์กันว่า เยอรมันน่าจะมีกำลังพลนับล้านโขอยู่
แต่ฝรั่งเศสนั้น มีกำลังเพียงแค่ จำนวนแสน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่น่าเสี่ยง อีกทั้งฝรั่งเศสยังต้องแบ่งกำลังไปป้องกันแนวชายแดนอิตาลีอีกด้วย
และสำหรับอาวุธระเบิด สพม. เชื่อว่าเยอรมันมีอยู่ไม่น้อยกว่า 2000 ในขณะที่ ฝรั่ง
เศสกับอังกฤษรวมกันนับได้มีเพียง 950
ฉะนั้น..ทางที่ดีที่สุดในตอนนั้น คือ ปักหลักรอรับศึกหลังแนวชายแดน Maginot Line

Maginot Line คือแนวปราการที่ฝรั่งเศสได้ทุ่มงบประมาณนับพันๆล้านฟรังค์เพื่อที่จะสร้างให้ทันสมัยและยิ่งใหญ่สำหรับไว้รับมือกับเยอรมัน เริ่มสร้างหลังจากที่ได้รับบาดแผลไปจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดย รัฐมนตรีกลาโหม Andre Maginot  เริ่มสร้าง 1928 เสร็จสิ้น 1930  แนวปราการนี้มีทั้งชั้นใต้ดินและสำหรับเป็นที่พำนักของทหารนับแสนนาย...แต่..ในสงครามครั้งนี้..ป้อมมาจีโนต์เปรียบได้ว่า เป็นการสูญเปล่าเพราะไม่ได้ยิงออกไปสักนัด เนื่องจาก..ฮิตเล่อร์ได้ใช้มันสมองอันชาญฉลาดโดยการเลือกใช้รถถังปันเซอร์ขนาดเล็กทะลวงทัพเข้ามาทางด้านป่าทึบชายแดน เบลเยี่ยม และบุกตลุยไปถึงใจกลางกรุงปารีสได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีใครได้คาดคิด......วิวันดา

ส่วนการรับมือทางกองทัพเรือของอังกฤษ เชอร์ชิลล์อดีตแม่ทัพใหญ่ครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้กลับเข้ามา
บัญชาการอีกครั้งในสงครามครั้งนี้ ดังเป็นที่รู้กันในการส่งข่าวไปทั่วเกาะว่า "Winnie's back"
แน่นอนว่า อังกฤษมุ่งสนใจในพื้นที่ภูมิศาสตร์ของกลุ่มสแกนดิเนเวีย (สวีเดน, นอร์เวย์, เดนมาร์ค) ที่เป็นอ่าวแหลมเว้าเข้ามา ประกอบด้วยเกาะแก่งเล็กๆน้อยๆมากมาย

ในอดีต เยอรมันก็ใช้พื้นที่ตรงบริเวณนั้น ตั้งมั่นสำหรับทัพเรือ ในการปิดอ่าวของกองทัพเรืออังกฤษ
และที่สำคัญ..นั่นก็คือ สินแร่ต่างๆจากเขต Narvik ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์นั้นมีมากมาย
เพราะฉะนั้น เชอร์ชิลล์จึงเสนอต่อสภาถึงการเข้ายึดครองนอร์เวย์เสียก่อนที่เยอรมันจะก้าวเท้าเข้าไป
หากแต่..สภาอังกฤษ ไม่เห็นด้วย..ญัตตินี้จึงถูกคว่ำบาตรไปในวันที่ 22 ธันวาคม

แต่พอต่อมาในเดือนมกราคม ข่าวเรื่องที่เครื่องบินเยอรมันที่หลงไปในเบลเยี่ยม และ นักบินถูกจับได้พร้อมกับแผนการโจมตีตะวันตก ดังกระหึ่มไปทั่วในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลเบลเยี่ยมได้ทำสำเนาแจกจ่ายไปคนละชุด..ให้ไปอ่านให้หนำใจ
สภาอังกฤษ..ต่างก็วิ่งกันวุ่น สติแตกกันเป็นแถวๆ
แต่ที่น่าประหลาด นั่นก็คือ ประเทศ เบลเยี่ยม ที่ถูกกาหัวหราว่าจะถูกเข้ายึดครองแน่นอน กลับทำทองไม่รู้ร้อน
ปฏิเสธการที่จะเข้าร่วมการเป็นสัมพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างหน้าตาเฉย..
บอกว่า "ขออยู่เป็นกลาง ณูช่วล ละกัน ขี้เกียจยุ่งด้วย !!"
ฉะนั้น อังกฤษประเมินสถานการณ์ด้อย่างฟันธงเลยว่า เยอรมันบุกฝรั่งเศสแน่นอน แต่ก็ไม่สามารถจะทำช่วยเหลืออะไรได้
เพราะขนาดกำลังของกองทัพไม่พอที่จะแบ่งมาช่วยศึกสองด้าน ทั้งๆที่อังกฤษเคยเป็นประเทศที่สร้างอาวุธชนิดขึ้นชื่อ เช่น
รถถัง และปืนกลสารพัดชนิด
หากแต่ในยามนั้น เท่าที่มีอยู่นับว่าเก่าจนน่าสงสารเต็มที มันเป็นรุ่น "หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง" จริงๆ

เท่าที่มีอยู่ในฝรั่งเศสก็ คือ รถถังขนาดยักษ์ใหญ่นับร้อย และขนาดเล็กมีอยู่ 17 คัน อาวุธของแต่ละคันก็คือปืนกลขนาดธรรมดา
จะไปสู้กับปันเซ่อร์ ที่มีปืนกลขนาดใหญ่ถึง 80-88 มิลลิมิเตอร์ของเยอรมันได้อย่างไร
ปัญหาต่อมาของฝรั่งเศสนั่นก็คือ การแตกความสามัคคีของหมู่นักการเมือง ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น
ทหารส่วนใหญ่ก็อยู่สุขสบายเสียจน..ไม่มีกะจิตกะใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับใคร

ในขณะเดียวกัน ฮิตเล่อร์ได้เรียกแม่ทัพ Keitel ให้เข้ามารับแผน N นั่นหมายถึง
บุกนอร์เวย์ ในวันที่ 20 มกราคม 1940
โดยสั่งให้เอาไปศึกษาให้ดี และเตรียมตัวให้พร้อม
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ฮิตเล่อร์ให้นายพล von Falkenhorst ให้เข้ามาพบโดยด่วน เพราะ นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ คนนี้ ในอดีตเคยเป็นผบ.คุมเหล่าทัพประจำเขตพื้นที่
แถวๆสแกนดิเนเวียในสงครามโลกครั้งที่แล้ว..มาปรึกษาหารือ
นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ได้เขียนบันทึกไว้ว่า..
"ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ได้ให้เรานั่ง และถามเรื่องของสงครามครั้งที่แล้ว ที่เราไปรบในฟินแลนด์ ว่าเป็นอย่างไร ครั้งพอเราจะเล่า..
ท่านก็บอกว่า เอาเหอะ พอแล้ว..มาดูแผนที่กันดีกว่า..ว่าแล้ว ก็นำแผนที่ออกมากางตรงหน้า บอกว่า ผมต้องการเข้ายึดครองนอร์เวย์เป็นการด่วน เพราะถ้าไม่รีบจัดการ อังกฤษเข้ามาเอาก่อนแน่ๆ..
จากนั้น ท่านผู้นำก็เดินกลับไปมา ในที่สุดก็กล่าวว่า...
จะปล่อยให้อังกฤษเข้ามาในบริเวณนี้ไม่ได้ เพราะ ขืนมัวแต่ไปรบฝั่งซ้ายฝั่งขวา พวกมันเจาะมาจากตรงนั้นก็ถึงกรุงเบอร์ลินกันพอดี..และ..จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการยึดครองน่านน้ำในอ่าว Wilhemshaven เพื่อความสะดวก
ของการขนส่งสินแร่จาก สวีเดนด้วย.."
ว่าแล้ว..ฮิตเล่อร์ก็หันมาสั่งเอาดื้อๆเราว่า..
"ตกลงแผนนี้..ผมมอบให้คุณเป็นผู้บัญชาการรบทั้งหมด !!" แถมสั่งต่อด้วยว่า
"อ้อ..อย่าลืมกลับมาเจอกันตอนห้าโมงนะ เตรียมวางแผนงานมาด้วย"


นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ..ไม่เคยมีความรู้อะไรกับเรื่องของประเทศนอร์เวย์เลยแม้แต่นิด..เขาออกมาจากที่นั่นได้ก็รีบไปแวะร้านหนังสือ ซื้อแผนที่นอร์เวย์มาแผ่นนึง เอามากางดูเมืองท่าที่สำคัญ..แล้วก็เอาปากกาวงๆ
ไปที่..Oslo, Stavanger, Bergen, Trondheim, และ Narvik เป็นอันว่า จบ ..!!



ฮิตเล่อร์และเชอร์ชิลล์ ถือว่า "ทันกัน" อย่างชนิดหายใจรดต้นคอ
เพราะไม่ว่าฮิตเล่อร์จะคิดอ่านทำอะไร เชอร์ชิลล์สามารถอ่านเกมส์ออกได้ปรุโปร่ง
หากแต่ ..เชอร์ชิลล์ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ เพราะทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ผิดกับฮิตเล่อร์สามารถสั่งงานและมีการดำเนินการได้อย่างทันที
เช่นในบ่ายวันหนึ่ง..ฮิตเล่อร์เรียกสามนายพลเข้าประชุม
หนึ่งคือ Keitel สองคือ นายพล Jodl และสาม นายพล von Falkenhorst ในเรื่องการบุกนอร์เวย์
ตัวนายพล ฟอลเกนฮอสต์ น่ะรู้เรื่องดีอยู่แล้ว หากแต่อีกสองนายพลงงเป็นไก่ตาแตก
นายพล ไกเทล ถึงกับถามว่า "ตกลงจะเอายังไงกันเนี่ย..จะตีฝรั่งเศสก่อนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมกลายมาเป็นนอร์เวย์ไปได้(ฟะ)?

ฮิตเล่อร์ทำหน้าตูมๆ ไม่ตอบว่ากระไร ได้แต่เดินกลับไปมา ในสมองของเขารู้ดีว่า โอกาสนี้จะปล่อยช้าไปไม่ได้
เพราะเชอร์ชิลล์เป็นได้ยกพลขึ้นพกที่นอร์เวย์ก่อนแน่ๆ
เขาจึงหันมาบอกว่า.."งั้นเปลี่ยนชื่อแผนบุกนอร์เวย์ไปเป็น แผนปฏิบัติการเวเซอร์ละกัน เอาตรงนี้ก่อน ฝรั่งเศสค่อยว่ากันทีหลัง"
( Exercise Weser ตั้งชื่อใหม่ ก่อนเคยเรียกว่า Case N ทีต้องเปลี่ยนเพราะ ชาวบ้านชาวช่องเขารู้แผนหมดแล้ว)
สรุปใจความได้ว่า..ปฏิบัติการภาคพื้นดินและขบวนการใต้ดิน อยู่ในความดูแลของ ท่านแม่ทัพเรือ Raeder
(อ้าว..อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแม่ทัพเรือไปได้.. งานเด็ดๆประเภทนี้ ต้องเป็นฝีมือหน่วยนาวิกโยธินเขาละ.. ไม่เชื่อไปถาม หน่วย SEAL กองทัพเรือของเมืองไทยดูก็ได้)
เพราะว่า ท่านคนนี้ได้ให้ทูตทหารเรือของเยอรมันที่ประจำอยู่ที่กรุงออสโล ทำการส่งข่าวถึงการเคลื่อนไหวของอังกฤษที่ติดต่อกับรัฐบาลนอร์เวย์อย่างทุกฝีก้าว
ซึงตอนนั้น เหล่าข้าราชการทั้งหลายมิได้มีความระแวงระไวอะไร นึกจะพูดจะคุยกันก็ทำอย่างตามสบาย ไม่ได้สนใจสักนิดว่า ปากมีหู ประตูมีช่อง

และ..ไส้ศึกตัวสำคัญ..นั่นก็คือนักการเมืองนอร์เวย์คนหนึ่ง ชื่อว่า Vidkun Quisling ได้ทำงานใต้ดินให้กับฝ่ายเยอรมัน จะเรียกว่า ขายชาติ ก็ไม่ผิดนัก
นายคนนี้ บอกหมดถึงแผนของอังกฤษทั้งวันและเวลาที่จะเข้าประเทศนอร์เวย์ ในทุกๆท่าสำคัญ
ข้อแลกเปลี่ยน ที่นาย วิดคุน ต้องการนั่นคือ หลังจากที่เยอรมันเข้ายึดครองแล้ว..เขาขอเป็นหัวหน้ารัฐบาลนอร์เวย์ (แม้จะอยู่ภายใต้ปกครองของนาซี ก็เอาเถอะ)
ฮิตเล่อร์ได้ฟังแล้วก็ชอบใจ..สั่งการให้ทำงานควบคู่ไปกับนายพล ไกเทล ไปเลย ส่วนข้อเสนอที่ขอมานั้น โอเช !!

Hitler and Vidkun Quisling


ส่วนทางอังกฤษที่แสนเชื่องช้า จนเยอรมันจะบุกเข้ายึดนอร์เวย์อยู่รอมร่อ ที่สภายังประชุมถกเถียงกันวุ่นวาย..ตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร
ในที่สุด..เชอร์ชิลล์ได้แค่การอนุมัติ ให้มีการวางทุ่นระเบิดดักในน่านน้ำของเขตนอร์เวย์ กับส่งเรือพิฆาต..ออกไปปิดอ่าวที่ Narvik
โดยเริ่มต้นการปฏิบัติการ ในวันที่ 4 เมษายน

แต่ฮิตเล่อร์ได้เตรียมเคลื่อนทัพพร้อมกัน..ทั้งสามทัพ บก เรือ อากาศ (แบบเป็นความลับสุดยอด)
ส่วนนาย วิดคุน ได้กลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะฝ่ายเสนาธิการข่าว อีกทั้งเป็นตัวกลางที่นำเงินออกไปจ่ายใต้โต๊ะให้กับ
เหล่าบรรดากรรมกร คนงานโรงไฟฟ้า คนงานรถไฟ เพื่อเป็นการซื้อความสะดวกตั้งสามเดือนก่อนหน้านู้นน
(งบตรงนี้ 200,000 มาร์คทอง ที่นาซีจ่ายออกไปอย่างไม่อั้น)

แผนการครั้งนี้ได้ตกลงกันอย่างเป็นความลับสุดยอด..ใครที่ยังไม่เกี่ยวข้องก็ไม่บอก..ว่า
จะเข้าบุกนอร์เวย์ทางทัพเรือนำ..ในทิศของ North Sea
ซึ่งเป็นการวางแผนงานที่ประหลาดมาก..ไม่มีการทำสงครามครั้งไหนในโลกที่แสนจะงุบงิบได้ถึงขนาดนี้

จนมาถึงเดือน มีนาคม..แผนเริ่มเก็บกันไม่อยู่เพราะมันเอิกเกริกขนาดที่นาย วิดคุนส่งทหารนอร์เวย์มาฝึกการสู้รบกับหน่วย SS ที่กรุงเบอร์ลินตั้งเป็นโขยง
และฮิตเล่อร์ได้เรียกกำลังพลจากทุกหน่วยทัพ..
เกอริง..ได้ยินเข้ามีน้ำโหจนพุงสั่น..เพราะเขาคือนายเหนือหัวคนที่สองรองไปจากฮิตเล่อร์ แล้วใย?
นายพลไกเทล..ถูกเล่นซะเละ ถึงกับต้องเรียกท่านผู้นำมาชี้แจงกันวุ่นวาย
ซึ่งกว่าจะสงบได้..ก็คงเล่นเอาหมดน้ำลายไปเป็นปี๊บ โดยการอธิบายว่า..
กองทัพของกลุ่มสแกนดิเนเวียนั้นกำลังก็มิใช่ย่อยอยู่..
เพราะฉะนั้น หากเอิกเกริกไป เดี๋ยวแผนแตก รู้ถึงหูพวกนั้นขึ้นมา..เกิดรวมตัวกันลุกมาสู้ก็จะยุ่งกันใหญ่ อังกฤษก็เริ่มไหวตัวแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องให้เงียบที่สุด
และการที่เข้าไปครั้งนี้ก็ไม่ได้ว่าจะไปทำลายล้างอะไร
เราเข้าไปแบบสันติ เพียงแต่เป็นการทำให้กองทัพของกลุ่มสแกนฯเป็นอัมพาต ไม่ต้องไปรวมกับกับอังกฤษแล้ว
หันมาเล่นงานเราไงล่ะ..ไหนจะเรื่องการที่จะได้สินแร่ที่เราต้องการใช้อีกล่ะ..ของฟรีๆทั้งน้านนน...เข้าจัยยยป่าววว?



มีคนถามว่า..ในตอนนั้นได้ข่าวว่า ฮิตเล่อร์จะแจกรถโฟล์คกับประชาชนทุกคน

ตอบค่ะ...

เรื่องแจก Volkswagen นั้น เชื่อว่าเป็นเรื่องลือเรื่องเล่าอ้างน่ะค่ะ นี่ฮิตเล่อร์นะคะ ไม่ใช่น้าแม้ว..
แต่เรื่องนี้พอมองให้เห็นว่า ฮิตเล่อร์เป็นคนอย่างไร?
คือ ฮิตเล่อร์ผู้ให้อเดีย..ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสะดวก สบายในอัตตภาพ จึงได้ติดต่อ นายเฟอดินาน พอร์เช่ เจ้าพ่อแห่งวงการผลิตรถยนตร์มาปรึกษาด้วย
ไอเดียของรถใช้งานแบบประหยัดราคาไม่เกินหนึ่งพันมาร์ค เพื่อประชาชนทุกคนมีสิทธิมีรถใช้
(ในยามนั้น รถยนต์คือ เบ๊นซ์ค่ะ เมอร์ซิเดส เบ๊นซ์ล้วนๆ) ก็เลยได้ รถโฟล์คนี้มา ฮิตเล่อร์ให้ชื่อว่า..
Volkswagen อันแปลว่า People's car หรือ ใจความว่า รถยนต์ สำหรับประชาชน
แต่จะว่ากันจริงๆแล้ว..ถ้าชนะสงครามจริงๆ
อย่าว่าแต่รถโฟล์คเลยค่ะ แจกเบ๊นซ์ไปคนละคันก็ยังไหว !!

 ในตอนนั้น..เป็นยุคของกระแสข่าวลือ ลือกันไปโลดด..ว่าอังกฤษจะยกพลขึ้นบกวันโน้นวันนี้ ที่เมืองท่า Stavanger มั่ง ท่าอื่นๆมั่ง
ขนาดทูตทหารของนอร์เวย์ส่งโทรเลขไปเตือน..ว่า เยอรมันบุกแน่ๆ รัฐบาลยังหัวเราะเยาะเย้ย ถากถางกลับมาซะอีก
จนในวันที่ 5 เมษายน ก็ยังไม่มีใครเชื่อในข่าว..
วันที่ 7 เมษายน..เรือรบเยอรมันปรากฏตัวให้เห็นได้ชัดในแนวชายทะเลนอร์เวย์ ก็ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร!!
( เพราะ กลศึกของฮิตเล่อร์ได้ท้าทายอังกฤษแบบสุดๆ โดยการเอาธงยูเนี่ยน แจ๊ค ติดบนเรือรบในช่วงระหว่างเดินเรือในทะเลสู่จุดหมาย ครั้นพอถึง ในวันที่ 9 เมษายน
ธงอังกฤษถูกลดลงจากยอดเสากระโดง เอาธงเยอรมัน
ขึ้นแทนที่ ตอนก่อนรุ่งสาง ใครต่อใครจึงคิดว่าเป็นเรือของอังกฤษมาช่วย)

ความอ่อนปวกเปียก ไม่อยากสู้รบนั้น มันเป็นไปเหมือนกันหมดทุกประเทศในยุโรปยุคนั้น นี่คืออันดับแรกของสาเหตุแห่งความล่มจม
และดูเหมือนกับว่า ต่างยินดีที่จะเข้าสู่เงื้อมมือของเยอรมันกันเป็นแถวๆ

วันที่ 8 เมษายน..ในสภาอังกฤษเริ่มไหวตัวว่าความหายนะกำลังมาสู่..ตอนนี้ต่างคนต่างโทษกันยกใหญ่ ทุ่มเถียงกันวุ่นวาย ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อันใด
แถมนายกรัฐมนตรีนายแชมเบอร์เลน ยังพยายามที่จะพูดว่า..เยอรมันไม่น่าที่จะทำงานใหญ่อย่างนั้นได้..
ซึ่ง..พระเจ้า George Vl (พระบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่สอง ในปัจจุบัน) ทนฟังไอ้บ้านี่พล่ามต่อไปไม่ได้ จึงตรัสเรียกเชอร์ชิลล์เข้าไปพบ..และมอบตำแหน่งผู้บัญชาการรบ ต่อต้านเยอรมัน ในการบุกนอร์เวย์ โดยให้อำนาจอย่างเด็ดขาด
ในวันที่ 8 เมษานั่นเอง !!

(King George VI  ผู้ซึ่งทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดที่จะเปิดสงครามกับฮิตเล่อร์...เรื่องนี้ถ้าเข้าใจในเนื้อหาก็จะดูภาพยนตร์เรื่อง The King's Speech ได้อย่างสนุกและตื่นเต้นมาก ดิฉันได้เขียนเรื่องพระราชวงค์วินด์เซอร์ในช่วงนี้ไว้แล้ว..วันหลังจะนำมาลงให้อ่าน...วิวันดา...)


แต่นับว่าช้าไปแล้ว.. !!
ฮิตเล่อร์บัญชาการอยู่ที่ศูนย์ในกรุงเบอร์ลินแบบหามรุ่งหามค่ำไม่ได้หลับได้นอน
เขาให้นายพลทั้งสามอยู่คอยรับฟังการบัญชาการรบอยู่ที่หน้าห้องแบบไม่ต้องไปไหน
เขา..เป็นผู้สั่งการแต่ผู้เดียว ตั้งแต่เรื่องใหญ่สุด จนถึงเรื่องเล็ก และ เล็กกระจิ๋ว..
และ..ในเวลา ตีห้าสิบห้า..นั่นคือ เยอรมันได้ยกพลขึ้นบกพร้อมกันทุกเมืองท่าสำคัญทั้งห้า..
มิหนำซ้ำ กองทัพของนาซี ได้นำพาเหรดทะลุข้ามแดนไปยังเดนมาร์คในคราวเดียวกันเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว (ก้อ..เขาอยู่ใกล้กันนิดเดียวจริง)
และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศทั้งใน กรุงออสโล (นอร์เวย์) และกรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ค) ได้ถูกปลุกให้ตื่น
ขึ้นมารับทราบข่าวดี ว่า..
ต่อไปนี้..เยอรมันจะเข้ามาควบคุมดูแลป้องกันให้ ขอให้อยู่ในความสงบ เราได้ยึดพื้นที่สำคัญๆไว้หมดแล้ว

ลงชื่อ รมต.ต่างประเทศ ฟอน ริบเบนทรอป

มีบันทึกที่เป็นหลักฐานไว้ว่า..

เยอรมันมิได้เข้ามาย่ำยีบีฑานอร์เวย์อย่างศัตรู เพียงแต่ต้องการยึดพื้นที่เพื่อมิให้อังกฤษเข้ามาเท่านั้น..
และที่น่าขำที่สุด นั่นคือ การเข้าไปยึดครองโคเปนเฮเกน ที่เป็นไปอย่าง่ายดายจนไม่น่าเชื่อ
คือ..นายพล Kurt Himer ได้ปลอม
ตัวเป็นพลเรือนเข้าไปก่อนสองวันล่วงหน้า และไปขอเช่าท่าเรือเพื่อจะนำเรือเข้ามา เรือนั้นชื่อว่า Hansestadt Danzig โดยแจ้งว่า เรือได้บรรทุกรถบรรทุก, เครื่องใช้ไม้สอย,วิทยุสื่อสาร ประมาณนั้น
เรือ ฮันเซสตัดท์ ดังซิค ได้เข้าท่าตามที่กำหนดคือ รุ่งสางของวันที่ 9 เมษายน
พอเทียบท่าเสร็จ ทหารเพียงหยิบมือก็ขับรถบรรทุกออกมาจากเรือ ไปบุกยึดป้อมปราการ และเลยไปยึดวังหลวง
โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
และวิทยุสื่อสารที่ว่านั้น..ก็ได้ใช้งานได้อย่างคุ่มค่าสมที่เตรียมมา นั่นคือ ส่งไปกระจายเสียงให้โลกรู้ว่า
"บัดนี้ เดนมาร์คได้ตกเป็นของเยอรมันเรียบร้อยแล้วคร๊าบบบ.."

Kurt Himer

แต่ที่นอร์เวย์ ไม่หมูนัก...

ที่เมืองท่า Narvik นั่นง่ายหน่อย เพราะผู้บัญชาการกองพลทัพบก นายพล Konrad Sundlo เป็นเสี่ยวกับใส้ศึก
นาย วิดคุน รู้ๆความนัยกันอยู่ เลยยกมือยอมแพ้เอาซะดื้อ ไม่ได้ยิงเสียกระสุนสักนัด
แต่ทัพเรือ นั้นสู้ยิบตา ทหารเรือ 300 กว่านาย เสียชีวิตหมด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ..ภายในเวลาแปดโมงเช้าเอง
เมืองท่า นาร์วิค ก็ตกเป็นของเยอรมัน
เลียบลงมาคือ เมือง Trondheim และ Bergenก็ง่ายดายเช่นกัน
แต่ที่ Bergen อังกฤษได้ส่งเครื่องบินมาหย่อนระเบิดหนึ่งหรือสองเม็ดเป็นการรับขวัญ
โดนเอากลางลำเรือลาดตะเวณ Konigsberg ของเยอรมันเข้า ล่มไปต่อหน้าตาต่อตา !!

อย่างไรก็ตาม..การเดินทัพของเยอรมันนั้น รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ ภายในเที่ยงวัน เมืองสำคัญๆทั้งห้าของ
นอร์เวย์ได้ตกอยู่ในความควบคุมอย่างเรียบร้อย..
แต่ที่ กรุง ออสโล..นั่น..ไม่ง่ายอย่างที่คิด !!


มาเล่าต่อตอนที่รมต.ต่างประเทศของ นอร์เวย์ ที่ออสโล..ที่ถูกปลุกขึ้นมาให้รับคำสั่งว่าประเทศของตัวเองได้ถูก
ยึดครองจากเยอรมันแล้วนั้น
หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วครู่ใหญ่..อีกตกใจอีกต่างหาก ที่รู้ว่า เดนมาร์คก็เรียบร้อยไปแล้ว
พอได้รวมรวมสติก็บอกไปด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า..
"เยอรมันไม่มีสิทธิ ที่จะเข้าไปบุกรุกใครก็ได้ตามใจชอบ..เรา..ชาวนอร์วีเจียน ไม่มีวันยอม"
ดังนั้น..เรือสองลำของเยอรมันที่กำลังจะเข้าสู่ปากน้ำกรุงออสโล..คือ เรือ Lutzow (pocket ship), เรือลาดตระเวณ 10,000 ตัน Blucher, เรือขนาดเล็ก Emeden เจออุปสรรค ถูกทุ่นระเบิดที่วางโดยเรือ Olav Tryvesson คือ
เรือ Blucher และ Emeden เสียหายยับเยิน
เยอรมันสามารถพาที่เหลือหลบไปทางแอ่งลึก (อ่าวฝอยๆที่เป็นรูปแหลม ที่เรียกว่า Fjord) ทางใต้ประมาณว่า สิบห้าไมล์
อ้ะ..เข้าทาง..หน่วยรบทางบกค่าย Oskarsborg ยกมาตั้งรอตรงนั้นพอดี เลยช่วยถล่มด้วยปืนใหญ่ และ ทอร์ปิโดบก
เล่นเอา..เรือ Blucher ล่มจมหายไปดิ่งลงทะเล..คนในเรือ 1600 คน ซึ่งเป็นทหาร และหน่วยเกสตาโป(เตรียมที่จะไปรับจ๊อบ) หายไปในทะเลจ้อย..
เหลือเรือ Lutzow ที่ต้องเดินเครื่องกระโผลกกระเผลกหนีออกไปได้..

นายวิดคุน ใส้ศึก..อุตส่าห์ไปยืนตากลมหนาวคอยตั้งแต่มืดที่ท่าเรือ เมืองออสโล หมายใจว่าจะรอเปิดประตูเมืองรอรับวีรบุรุษผู้ว่าจ้างซะหน่อย
โดยไม่รู้สักนิดว่า ไอ้พวกนั้น..กำลังเป็นเหยื่อฉลามอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
แต่..ทางเรือไม่มาไม่เป็นไร....เพราะอย่างไรเสีย เกอริงได้ส่งหน่วยลุฟท์วัฟฟ์ มาทำหน้าที่แทน..โปรยระเบิดสั่งสอนแบบเมามันส์
ในที่สุด นอร์เวย์ก็สิ้นเสียงไปในตอนค่ำวันนั้นเอง..

คณะรัฐบาลนอร์เวย์ได้หลบหนีไปทางด้านใต้ 80 ไมล์ของกรุงออสโล คือเมือง Hamar ทหารนาซีก็ติดตามไปอย่างไม่ลดละ..
แต่ต้องชะงัก เพราะเจอกับแรงปะทะจากชาวบ้านที่รวมตัวกันได้..
พวกผู้นำนอร์วีเจียน ก็หนีหลุดเข้าไปใน สวีเดน รอดเงื้อมมือศัตรูกันทั้งหมด !!

คืนนั้นเช่นกัน ที่นายวิดคุนได้ประกาศรัฐบาลใหม่ และตั้งตัวเป็นหัวหน้ารัฐบาล เขาออกประกาศว่า..
ขอให้ประชาชนหยุดการต่อต้าน มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ ที่จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด
แต่..พระเจ้า Haakon ไม่ทรงยอม อย่างชนิด "พระเศียรเด็ด พระบาทขาด"
ประชาชนขานรับในพระดำริ ถึงกับมีการต่อต้านในทุกรูปแบบ..
พระองค์และกองทัพที่ภักดี ได้ไปตั้งมั่นอยู่ที่เทือกเขา Andalsnes
และนี่เป็นบทเรียนครั้งแรกของฮิตเล่อร์ ที่ชนะเมือง แต่ไม่ชนะใจของประชาชน..และ..ไม่มีวันที่จะชนะ ตราบนานเท่านาน !!
(ปัจจุบัน..ดูตัวอย่างของประเทศอิรัค)

King Haakon

10 เมษายน ฝูงเรือรบของอังกฤษเพิ่งมาถึงที่น่านน้ำของเมือง Narvik และจัดการจมเรือพิฆาตของเยอรมันไปสองลำ (จากห้าลำ)
ที่เหลือก็ยับเยินไปพอสมควร
ขากลับออกไป..ก็ปะทะกับเรือพิฆาตเยอรมันอีกห้าลำ..มีการยิงใส่กันแบบไม่เลี้ยง..
ผลการต่อสู้ คือ เรือพิฆาตอังกฤษจมไปหนึ่งลำ เสียหายสอง..หนีไปได้ สาม

สามวันต่อมา..ฝูงเรือพิฆาตของอังกฤษก็กลับมาอีก คราวนี้ เล่นงานฝูงเรือเยอรมันชุดนี้หมดไปแบบราบเรียบเป็นหน้ากลอง
ฮิตเล่อร์..ได้ข่าวนี้ ถึงกับมีอาการของขึ้นแบบใครก็เข้าหน้าไม่ติด
ความจริงแล้ว..อังกฤษไม่ได้ชนะเลยสักนิด เพราะว่า ไปถึงท่าที่เมือง Narvik แล้วก็น่าที่จะขึ้นฝั่งไปเลย
แต่ดันเอาเรือไปตั้งมั่นอยู่ที่ด้านเหนือ แล้วกว่าจะมะงุมมะงาหราหาทางเข้าเมือง ก็โดนทั้ง ลุฟท์วัฟฟ์ และ ปันเซ่อร์ ระดมยิงใส่ เลยต้องหนีกระเจิดกระเจิง ปล่อยให้เยอรมันยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ภาคสนามไปได้หมด

ในกรุงออสโล..หกวันหลังจากที่วิดคุนได้พยายามเคี่ยวเข็ญรัฐบาลใหม่ออกมา ซึ่งไม่เป็นผลสำเร็จ ไม่มีใครยอมรับ
เยอรมันจึงไสหัวออกไปให้พ้นๆ..แล้วหันมาเอาใจประชาชนด้วยการจัดตั้งรัฐบาลโดยนักการเมืองท้องถิ่นที่
ประชาชนรักและไว้วางใจให้ใหม่
หนึ่งในนั้น คือ Paal Berg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยที่ เยอรมันไม่รู้เลยว่า เบื้องหลัง เบื้องลึก..ท่านรมต.คนนี้แหละ คือ
หัวหน้าขบวนการเสรีนอร์วีเจียน ตัวจริง เสียงจริง..

  Paal Berg


และฮิตเล่อร์..อย่างที่บอกไปแล้วว่า ชนะเมือง ไม่ชนะใจ เลยอยากที่จะเข้ามาจัดการด้วยตัวเอง เพราะมันช่างท้าทายนัก
อยู่ที่เยอรมัน ชนะใจคนนับสิบๆล้าน แต่ที่นี่..ไม่มีใครเห็นหัวเลยแม้แต่นิด..เลยอยาก "ลองของ" ด้วยวิธีที่ผิดๆ
(นับว่าผิดพลาดอย่างหนึ่งในสงครามครั้งนี้)
นั่นคือ จัดตั้งส่วนล่างของนอร์เวย์เป็น สาขาหนึ่งของศูนย์บัญชาการนาซี..(แยกออกจากรัฐบาลเยอรมัน) หรือ
เรียกง่ายๆว่า ให้เป็นเมืองของนาซีเพียวๆ
โดยตั้งเมือง Terboven ให้เป็น Reich Commissioner of the Nazi
เหล่าทหารในกองทัพ..เริ่มมีปฏิกิริยา..ว่า..เอ๊..จะเอายังไงกันฟะ?
(ขอให้เข้าใจนิดนึงว่า..ทหารแท้ๆของเยอรมันที่จบมาจากโรงเรียนนายร้อยจริงๆ นั้น รักษาวินัยและขั้นตอนอย่างจริงจัง
ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่สะดวกใจในการเปลี่ยนแผนไปมาของท่านผู้นำ อีกทั้ง มันไม่ใช่การทำงานแบบมาตรฐานของกองทัพ)
ก็มีการงัดง้างกันขึ้นมา..

ฮิตเล่อร์ก็สวมวิญญาณหญิงชราที่ชอบเอาแต่ใจ และอยากเอาชนะ..ถึงกับสั่งให้เกอริงนำฝูงบินมารับทหารทั้งกองพันของนายพล Eduard Dietl กลับไปยังเยอรมันโดยด่วน..
เกอริง..บอกว่า จะบ้าไปรึไง..จะไปหาเครื่องบินที่ไหนมารับกันหวัดกันไหว..เพ้อเจ้อน่า !!

ฮิตเล่อร์ยิ่งยั๊วะจัด..เพราะหน่วยต่อต้านก็ยังไม่ยอมหยุดการก่อวินาศกรรม วางระเบิดโน่นระเบิดนี่

เขาจึงวางไม้ตาย..โดยการเรียกหน่วยเกสตาโปให้ไปจับคณะรัฐบาลที่ประชาชนรักนักรักหนามายี่สิบคน..
และให้นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ออกหมายประกาศว่า ถ้าประชาชนไม่หยุดต่อต้าน..ยี่สิบคนจะถูกยิงเป้าให้หมด..เอาป่ะ??
ได้ผลแฮะ..ทุกอย่างกลับไปเงียบสงบดังเดิม...ไม่มีใครกล้าหือสักแอะ
แต่นั่นหมายความว่า..ประชาชนก็ไม่ได้ความสนับสนุนเช่นกัน เยอรมันอยากจะได้อะไร จะทำอะไร ก็ใช้พวกนาซีไปทำกันเอง..
จนวันที่ 19 เมษายน อังกฤษได้ส่งเรือมารับ พระเจ้า Haakon และคณะ และนำไปตั้งมั่นอยู่ที่เมือง Tromso ที่อยู่ทางด้านเหนือของฝั่งทะเลอาร์คติคชั่วคราว
และต่อมาได้นำให้ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษต้องรีบกลับหลังหันจากนอร์เวย์แทบในทันที เพราะเยอรมันเตรียมเปิดฉากรุกฝั่งตะวันตก จึงต้องรีบกลับไปรักษาหม้อข้าวของตัวเอง..
พระเจ้า Haakon ขึ้นเรือไป ก็บ่นกระปอดกระแปดไปด้วยความเสียพระทัย เพราะ พระองค์หวังไว้เสมอว่า ถ้ามี
อะไรเกิดขึ้นอังกฤษต้องเข้ามาช่วยเหลือ..แต่นี่..หนอยยย !!
แต่พระองค์ไม่รู้หรอกว่า การเสียนอร์เวย์ไป นี่ก็เกือบเท่ากับอังกฤษถูกตัดแขนขาเลยทีเดียว
แร่ธาตุดีๆ..ที่จะต้องใช้ในการสร้างเครื่องบิน เรือรบ ระเบิด ตอนนี้อยู่ในมือของศัตรูเกือบทั้งหมด
สวีเดน..ที่ยังคงเหลืออยู่ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆ ไม่ขายอาวุธให้ ไม่ขายน้ำมันให้.. เพราะ ตัวเองก็ยังไม่รู้อนาคตว่าจะโดนเข้าเมื่อไหร่?
ซึ่งต่อมา..ก็โดนจริงๆ..แต่เป็นไปในรูปของ
ฮิตเล่อร์ได้บังคับให้สวีเดนทำตัวเป็นกลาง ทางด้านการปกครอง แต่ทางด้านการค้า ต้องซื้อขายกับเยอรมันเท่านั้น ตลอดระยะเวลาของสงคราม

ถึงแม้ว่าทางด้านทัพบก..เยอรมันดูเหมือนจะแข็งขันในช่วงรุกรานใครต่อใคร..แต่ทางด้านทัพเรือ ต้องถือว่า..หน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ
เพราะ ในสงครามนอร์เวย์ เดนมาร์ค ครั้งนี้ เรือพิฆาต เรือลาดตระเวณ เรือประจันบานหลายลำ ได้เสียหายยับเยิน ถูกจมลงไปก็ไม่ใช่น้อย
เพราะความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือ...
เรือดำน้ำหลายลำแทบจะทั้งฝูงที่แอบซุ่มปฏิบัติงานในน่านน้ำ แอตแลนติค และ ทะเลเหนือ รวมไปถึงท่าต่างๆนั้น
ต่างส่งรายงานไปยัง แม่ทัพเรือ Donitz ว่า..ทอร์ปิโด ที่ยิงออกไปไม่ทำงาน..เพราะ ส่งไปยิงเรือของอังกฤษตั้งหกลูก แถมโดนเข้าเต็มๆ
แต่ไม่ระเบิด..กลับเป็นไม้จิ้มฟันไปซะเฉย..
แม่ทัพ..ก็ด่าสวนกลับมา..ว่า ไอ้พวกนี้ใช้ของไม่เป็น จะเสียได้ยังไงฟะ ของดีๆทั้งนั้น..
ว่าแล้วก็ด่าทหารของตัวเองโขมงโฉงเฉง..

ตอนหลัง..รายงานแบบเดียวกันนี้ก็ส่งเข้ามาทุกวัน จนต้องทำการตรวจหาสาเหตุ จึงได้ใจความว่า..
กลไกการสับระเบิดให้กับทอร์ปิโด..นั้นไม่ทำงาน (ในเรือดำน้ำทุกลำ)
(เรื่องนี้..อเมริกามีก๊อบปี้ของเครื่องยิงทอร์ปิโดเรือลำน้ำรุ่นนี้ และ ได้ยืนยันว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานจริงๆ)
เรือดำน้ำทุกลำถูกเรียกกลับหน่วย เอากลับไปยังอู่ รื้อค้นซ่อมแซมหาสาเหตุกันใหม่
ซึ่งใช้เวลานานหลายอาทิตย์ และเป็นขณะเดียวกันกับที่สงครามฝ่ายตะวันตกกำลังจะเปิดฉาก !!

และ..ที่ว่าเป็นการทำสงครามที่ผิดพลาดของฮิตเล่อร์ นั่นก็คือ การเข้ายึดครองนอร์เวย์ของเยอรมัน ทำให้เกิดการสับสนวุ่นวายในสภาอังกฤษ
ผู้ที่ถูกตำหนิ มากที่สุดคือ รัฐบาล
เสียงในสภาระส่ำระสาย ต้องมีการโหวตกันใหม่ ผลคือ รัฐบาลและนายแชมเบอร์เลนคว่ำไม่เป็นท่า ถึงกับต้องลาออก..
วินส์ตัน เชอร์ชิลล์ คู่ปรับของฮิตเล่อร์(คนที่ใครต่อใครกลัวใจหนักหนา) ขึ้นมาแทนที่..และได้รับอำนาจในการดำเนินงานทัพสู้ศึกโดยพระเจ้าแผ่นดิน อย่างเด็ดขาด..
สำหรับ..ฮิตเล่อร์แล้ว นั่นคือสิ่งที่เขาเกรงอย่างที่สุด แบบเหมือนกับ..ดังนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง ทีเดียวเจียว..
เพราะ ถ้าไม่ใช่เชอร์ชิลล์คนนี้ โลกเราทุกวันนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่ในทิศทางใดเลย..!!







Create Date : 19 มีนาคม 2548
Last Update : 12 กรกฎาคม 2556 5:31:43 น. 22 comments
Counter : 2390 Pageviews.  

 


ฮิตเล่อร์ให้เหล่า SS ต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ตัวเขาปล่อยให้พวกนี้ได้แต่นั่งคอยแล้วคอยเล่าในห้องรับรองจนถึง 1:15 นายริบเบนทรอป จึงมาตามว่า..ท่านผู้นำอนุญาตให้เข้าพบได้
ในขณะนั้น ฮิตเล่อร์กำลังนั่งดูภาพยนตร์เรื่อง Ein Hoffnungsloser ซึ่งแปลได้ว่า ความสิ้นหวัง
ซึ่งช่างเหมาะสมกับสถานะการณ์ในตอนนั้นของชาวเชคฯซะนี่กระไร
ฮิตเล่อร์ได้บอกกับประธานาธิบดี ฮาชา ว่า เขาตั้งใจรวบรวมประเทศเชคที่เหลือทั้งหมดให้เข้ากับเยอรมัน ภายในวันที่ 15 มีนาคม เวลา หกโมงเช้า
ท่านประธานาธิบดีพยายามที่จะจะยกหูโทรศัพท์ไปสั่งการแจ้งให้รัฐบาลเชคฯได้รับรู้ในตอนตีสี่
แต่กลับได้รับรายงานกลับมาว่า.. ทหารเยอรมันก็เข้าไปควบคุมทุกหน่วยในเชคโกเรียบร้อยหมดแล้วภายใต้การ
นำของนายพล Keitel
ซึ่งสิ่งเดียวที่ผู้นำของเชคโกสามารถทำได้อย่างเดียวในตอนนั้นคือพาคณะทั้งหมดเข้าพบแสดงความสวามิภักดิ์ต่อฮิตเล่อร์ ในฐานะประเทศราชรายล่าสุด ในวันที่ 16 มีนาคม เวลาเที่ยงตรง !!
ฮิตเล่อร์ขีดกากะบาทลงไปในอีกประเทศหนึ่งในรัศมีอำนาจการครอบคลุมยุโรปของนาซี เขาได้จัดขบวนตู้รถไฟพิเศษเดินทางจากเบอร์ลิน
ไปยังกรุงปรากเพื่อรับการสาบานตนจากบรรดาข้าราชการและนักการเมืองชาวเชคฯ ณ.ที่ปราสาท Hradcany
อันเป็นที่พักรับรองส่วนตัวของประธานาธิบดี
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เสร็จสิ้นในเวลาสองวันเอง..

จากกรุงปราก..ฮิตเล่อร์นั่งรถไฟไปยังเวียนนา ไปพักที่โรงแรม Imperial และที่นั่นเองเขาได้เขียนแผนที่ใหม่ให้กับ
ชาวโลก นั่นคือการแยกรัฐ Slovakia ออกมา แต่สองอาทิตย์ให้หลังเขาก็เขียนแปลนใหม่ นั่นคือ เรียกดินแดนชายท่า Memel ที่อยู่ในความดูแล ของ Lithuania (ตามสนธิสัญญาแวร์ซายย์ได้ให้ไว้) กลับคืนมาเป็นสมบัติของ
เยอรมันดังเดิม
หลังจากที่การส่งดินแดนคืนตามคำบัญชาอย่างฉับไวนั้น ฮิตเล่อร์ถึงกับจัดเรือเดินสมุทร Deutschland ออกทัวร์ดูการ "กลับมา" ของพื้นที่ที่เคยคิดว่าตกน้ำป๋อมแป๋มหายไปจากอ้อมอกเยอรมันแล้วนั้นด้วยความยินดี
ปรีดิ์เปรม เพราะเมืองท่าเหล่านี้..เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของทัพเรือ และทัพอากาศ ในสงครามที่จะเปิดขึ้นใน
เร็ววัน
และเป้าหมายแอบแฝงนั้นก็คือ เป็นการยั่วโทสะของรัฐบาลโปแลนด์อย่างได้ผลที่สุด เพราะ ถ้าเยอรมัน
เข้าไปครอบครองพื้นที่ Memel ได้แล้วละก้อ
นั่นหมายถึง Danzig ทางออกสู่ทะเลของโปแลนด์อาจถูกปิดกั้นได้เช่นกัน
รัฐบาลโปล์จึงขู่ฟ่อ ฟ่อ ว่า..ถ้าหากคิดจะก้าวเท้าเข้ามายุ่งกับ Danzig ละก้อ รับรองได้เกิดศึกแน่ !!
ซึ่งข้อความนี้..เล่นเอาฮิตเล่อร์หัวเราะงอหายไปเลยทีเดียวเจียว !!



โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:13:32 น.  

 


ที่ฮิตเล่อร์ต้องขำกลิ้งแบบนั้น เพราะ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ใครต่อใครทั่วโลกเรียกว่ามหาอำนาจนั้น
แท้จริงแล้ว..ไร้น้ำยาสิ้นดี
อย่างกรณีของเชคโกฯที่เคยพูดว่าจะให้การดูแลคุ้มครองอย่างงั้นอย่างงี้ พอเอาเข้าจริงๆ วิ่งเข้ามาขอออมชอม ขอแบ่งโน่นแบ่งนี้
ครั้นถึงเวลาฮุบส่วนของที่เหลือ ก็ยังทำเฉย ไม่โวยวายอะไรสักนิด ไม่กล้าหือสักแอะ
แล้วประเทศโปแลนด์เล็กเนี่ยๆ จะไปมีปัญญาอะไรมาต่อสู้...โอย..ขำง่ะ!!

ถึงแม้ว่าเสียงจากลอนดอน จะมีแว่วมาเข้าหูบ้างว่า ถ้าแตะโปแลนด์เมื่อไหร่ เกิดเรื่องแน่ แต่ ฮิตเล่อร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
แถมยังส่งสาสน์ไปยังรัฐบาลโปแลนด์อย่างฉันท์มิตรในเดือนมีนาคมอีกด้วยว่า
เอางี้..ยกดินแดนส่วนของ Danzig มาให้ดีๆก้อแล้วกัน เยอรมันจะได้รวมพื้นที่ตรงนั้นไปกับ East Prussia ไปเลย
พวกโปล์ก็อยู่กันไปแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อก่อน ทะลงทะเลอะไรก็ไม่ต้องมี ไม่ต้องใช้ จะเป็นอะไรไปล่ะ!!
แต่รัฐบาลโปแลนด์ รู้ดีว่า ในที่สุด ฮิตเล่อร์ก็เข้ามายึดครองหมดจนได้ เหมือนกับที่เคยทำกับประเทศเชคโก ,กับ เมเมล จึงตอบกลับไปว่า go to hell เหอะ.. ฮิตเล่อร์เอ๋ย !!

มาถึงตรงนี้ บรรดาเหล่าทหารชั้นนายพลทั้งหลายคิดว่า อย่างน้อยๆฮิตเล่อร์น่าจะชะลอดูสถานการณ์อื่นๆก่อนที่จะชักธงรบ
เพราะนายพล Keitel แสนที่จะอึดอัดใจ เนื่องจากอาวุธที่เร่งผลิตทั้งหลายนั้น มีมากมายก็จริงอยู่ แต่เหล่าขุนพลที่เชี่ยวชาญกลศึกในสงครามขนาดใหญ่นั้น ต่างลาออกบ้าง ถูกปลดบ้างนั้นมีจำนวนมากมาย
เขาจึงเตือนท่านผู้นำว่า
กองทัพที่เข้มแข็งต้องขึ้นอยู่กับหน่วยเสนาธิการที่มีประสบการณ์ และยิ่งกำลังจะเปิดศึกสองด้านแบบนี้ กำลังพลต้องพร้อมเต็มที่
ฮิตเล่อร์สะบัดหน้าพรืด..ตอบสวนไปว่า..ไม่เชื่อหรอก เรื่องนี้มันเป็นนิยายหลอกเด็ก ฝึกทหารให้ไปรบมันเรื่องหมูๆ เอาหน่วย SS ไปสอนให้ก็ได้

นี่คือคำตอบที่มาจากปากของฮิตเล่อร์อย่างแท้จริง..เพราะ เขาเคยผ่านสมรภูมิแบบเสี่ยงตายมาก่อนในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แต่เขาก็เป็นแค่สิบโทที่คอยมีหน้าที่วิ่งส่งสาสน์ในคูเพลาะ.. ไม่ใช่นายพล ที่จะมาเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องตำราพิชัยสงคราม
จริงอยู่..ในสงครามระยะเบื้องต้น ทหารเยอรมันได้ทำหน้าที่อย่างดี เข้มแข็งห้าวหาญอย่างไม่ที่ติ
แต่ในระยะหลังๆของกำลังพลที่เข้ามาเสริมตัวตายตัวแทนนั้น..ฝีมืออ่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะการขาดการอบรม
ปลูกฝังให้"รู้แบบหยั่งลึก"ในกลศึก
ทุกคนสู้..เพียงเอาชีวิตตัวเองให้รอดเพียงเท่านั้น หาใช่เพื่อประเทศชาติ หรือ เพื่อผู้นำแต่อย่างใด !!

ข่าวจากลอนดอนส่งมาอีกครั้งในวันที่ 31 มีนาคม เรื่องการรับรองเสถียรภาพของโปแลนด์ ซึ่งทำให้ฮิตเล่อร์โกรธจนหนวดกระดิก
เผอิญวันนั้นเป็นวันที่ต้องไปทำการปล่อยเรือรบ Tripitz ลงน้ำพอดี สุนทรพจน์ที่ร่างไว้ต้องฉีกทิ้ง เปลี่ยนใหม่หมด

คราวนี้ เขาพูดคนเดียวยาวถึงสองชั่วโมง
ใจความว่า อย่าว่าแต่โปแลนด์ที่อยู่ทางตะวันออกเล๊ยย..สงครามทางฝั่งตะวันตกก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน ไม่นานเกินรอ
พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปยังเหล่าขุนพลของตัวเองว่า วันที่ 1 กันยายนนี้แหละ เตรียมตัวให้พร้อม..บุกโปแลนด์
ฝ่ายอเมริกา..ประธานาธิบดี รูสเวลต์ ก็ทนนั่งนิ่งๆต่อไปไม่ได้ ส่งจดหมายด่วนมาถึงฮิตเล่อร์ ทำนองว่า ขอให้อย่ามีการทำสงครามเลย
เจรจาด้วยสันติเถิด พ่อเจ้าประคุ๊ณณ !!

ฮิตเล่อร์ ได้ถากถางท่านผู้นำสหรัฐกลับไปอย่างสะใจ ว่า..ทำไม.ตัวเองมายุ่งอะไรกะเค้าด้วย.อังกฤษหรือโปแลนด์ไปฟ้องหรือยังไง ถึงกับต้องติดต่อข้ามทวีปมาเนี่ย ??
แถมยังโชว์ออฟอำนาจอวดอเมริกา ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับมุสโสลินีซะอีก ในวันที่ 22 พฤษภาคม ด้วยสัญญาที่เรียกว่า สองแรงแข็งขัน {Pact of Steel}
และในวันรุ่งขึ้น คือ 23 พฤษภาคม เขาเรียกประชุมเหล่าขุนพลทั้งหมดโดยพร้อมเพรียงกัน ประกาศให้ทราบว่า
เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีๆ สงครามกับ โปแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส กำลังจะเกิด
และขอย้ำให้ทุกคนจดจำไว้ว่า......
เป้าหมายหลักของสงครามครั้งนี้คือ การสยบอังกฤษให้มาอยู่ที่แทบเท้าของเยอรมันให้จงได้ !!



โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:19:36 น.  

 


จากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานทั่วเยอรมันต่างผลิตอาวุธกันแบบเร่งวันเร่งคืน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่แล้ว เยอรมันจัดว่า
เป็นประเทศที่ผลิตอาวุธได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก คราวนี้ มากกว่าครั้งที่แล้วกว่าเท่าตัว

และอีกอย่างหนึ่งที่ฮิตเล่อร์สามารถทำให้คนช๊อคได้ทั้งโลก นั่นก็คือ การจับมือเป็นมิตรกันกับศัตรูตัวเอ้..สตาลินแห่งรัสเซีย ในเดือนสิงหาคม
การจับมือกันครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่จะไม่ยุ่งเรื่องของกันและกัน เยอรมันจะบุกโปแลนด์ แล้วอังกฤษ
ฝรั่งเศส จะมาแจมด้วย
รัสเซียก็อย่ามาแทรกแซง อยู่เป็นคนดูเฉยๆ แล้วเวลาชนะจะมีรางวัลให้ นั่นคือ ดินแดนส่วนหนึ่งแนวชายแดนที่ติดกันกับแม่น้ำ Narew, Vistula, และ San
ทุกอย่างก็โอเค ตามนั้น..
(ถามว่าทำไมรัสเซียจึงพูดได้ง่ายๆแบบนั้น เพราะเหตุว่าในช่วงปี 1939 รัสเซียยังอยู่ในสภาพที่กำลังจะฟื้นตัว ยังไม่พร้อมต่อสงครามใดๆ เพียงแต่ฮิตเล่อร์ไม่รู้เรื่องราวภายในหลังม่านเหล็กอย่างลึกซึ้งเพียงพอ
และคนอย่างสตาลินนั้นฉลาดลึกซึ้งนัก หลังจากการเซ็นสัญญาเขาได้บอกกับหมู่แม่ทัพว่า..นี่คือการซื้อเวลายืดไปอีกอย่างน้อย
สองปี มาถึงตอนนั้น เราก็คงพร้อมได้ทำศึกกับเยอรมันแน่นอน เพราะ ฮิตเล่อร์มันไม่ปล่อยเราไว้ดูเล่นร๊อกกก...)

ตลอดฤดูร้อนนั้น ฮิตเล่อร์หมกมุ่นอยู่แต่กับการที่จะเข้ายึดครองโปแลนด์แบบรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ มีการประชุมขุนพลเรียงติดกันอย่างถี่ยิบ
แต่บรรดาทหารหาญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด..ไม่ประทับใจในการวางแผนของท่านผู้นำแต่อย่างใด ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครออกความเห็นใดๆ
เพราะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำว่า "ถ้า"
ถ้า...เผื่อว่า มัวแต่ไปตีโปแลนด์ อังกฤษ กับฝรั่งเศสยกทัพมาอัดหลังบ้านล่ะ จะทำอย่างไร มิต้องย้ายกองทัพกลับมารบทางตะวันตกอีกหรืออย่างไร?
ฮิตเล่อร์ก็ว่า..โอย..ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อิตาลีเกลอเรา ก็ต้องยกทัพมาตีปะทะให้เองแหละ ก็แหม..เซ็นสัญญากันไว้แล้วไง จำไม่ได้เหรอ เดี๋ยวจะส่งจดหมายไปย้ำเตือนท่านมุสโสลินีให้ !!
"แน่นะ?" นายพลทั้งหลายย้ำ
"อ๋อ..แน่ซิ"

แต่ก่อนวันยกทัพไปเพียงไม่กี่วัน..นายพล Keitel ก็ถูกเรียกตัวให้ไปพบกับฮิตเล่อร์เป็นการด่วน เพราะมีจดหมายตอบกลับมาจากอิตาลี Il Duce ว่า
"พระเจ้าอยู่หัว(แห่งอิตาลี) ท่านไม่มีพระประสงค์ที่จะให้มีการเคลื่อนทัพไปไหนทั้งสิ้น เลยทำอะไรไม่ได้เลยง่ะ โทษทีละกัน"
นี่คือกลข้อแก้ตัวอย่างง่ายๆของมุสโสลินีจอมเจ้าเล่ห์ แต่มีการแทงข้างหลังแบบเล็กๆติดตามมาว่า
"ถ้าจะให้ลองพยายามก็พอมีทางนะ..จะทูลถึงความจำเป็นให้ แต่ทางเราก็มีความจำเป็นมากเช่นกัน เนื่องจากกองทัพของเราขาดวัตถุดิบมากมาย เช่น ยางพารา ตะกั่ว ทองแดง ดีบุก เหล็กด้วย เยอรมันพอมีแบ่งให้มั่งหรือ
เปล่าล่ะ?"
ฮิตเล่อร์ถึงกับเข่าอ่อน..เพราะ คราวนี้ใครจะมาช่วยยันทัพด้านหลังให้ แม้จะฉุนอิตาลีขาดขนาดไหนในยามนั้น เขาทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าสั่งการให้นายพล Keitel ว่า
"ช่วยๆไปดูซิว่า ข้าวของที่ขอมา..พอมีแบ่งให้เค้าป่าวว??
เพราะขืนข่าวรั่วออกไปว่า อิตาลีจะไม่มาร่วมยกทัพจับศึกในครั้งนี้ อังกฤษเป็นได้ตลบหลังแน่ๆ !!

และขอให้รู้ไว้ก่อนว่า นี่คือ ฮิตเล่อร์ที่ยังอยู่ในระหว่างลักไก่เช่นกัน ลึกๆแล้ว ทุกอย่างคือการขู่เท่านั้น (กับประเทศเล็กๆ) เพราะเขาไม่ต้องการสงครามที่จะต้องมาสิ้นเปลืองกำลัง ทรัพยากร กำลังทหารกับสิ่งที่ไม่จำเป็น
แถมประชาชนชาวเยอรมันทั้งประเทศก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป..ว่า จะมีสงครามเกิดขึ้น
ทุกคนคิดแต่เพียงว่า ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ช่างแสนดี แสนรักชาติ รักประชาชน ถึงขนาดยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้
ประเทศกลับมารวมตัวดังเดิม
ไม่ได้คิดที่จะไปรุกรานใครเขาซะที่ไหน

และโปแลนด์ก็คือการ "ลองของ" เพราะ ถ้าอังกฤษไม่น่าจะมาแคร์อะไรกับประเทศที่มียิวตั้งกว่าสามล้านคน มันไม่มีประโยชน์เลยสักนิดกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร
แต่..มันมีประโยชน์มากสำหรับตัวเขา และเศรษฐกิจของเยอรมัน ที่จะเข้าไปยึดทรัพย์พวกยิวทั้งหมด รวมไปถึงทรัพยากรอื่นๆด้วยเช่นกัน
จากนั้นไป..กองทัพเยอรมันก็จะเข้มแข็ง พร้อมที่จะทำศึกสงครามเพื่อที่จะครองโลกตามความฝัน
เขาเชื่อว่า พอใกล้ๆวันจะบุก..เดี๋ยวอังกฤษก็ต้องวิ่งมากราบกรานกันให้วุ่นวายไปอีกแน่ๆ
แต่เขาก็รอแล้ว รอเล่า คราวนี้อังกฤษไม่ได้ส่งทูตสันติมาดังเคย แผนที่จะเข้าบุกโปแลนด์ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเช่นกัน
ส่วนนายพล Keitel ก็วิ่งหา "ของ" ให้อิตาลีจนฝ่าเท้าแทบพลิก ก็ไม่มีทางหาให้ได้ครบตามจำนวนที่ขอมา
เพราะมันช่างมากมายมหาศาล
แม้กระทั่ง ทูตอิตาลีประจำเบอร์ลิน ยังสงสัยว่า ประเทศของตัวจะเอาไปทำอะไรกันมากมายขนาดนี้
ฮิตเล่อร์ เอง..ก็รู้ซึ้งแก่ใจดีว่า ..มันเป็นเพียงแผนการที่จะหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยงสัญญาของมุสโสลินีเท่านั้น !!




โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:26:07 น.  

 
แวะมาดูครับ ชอบเรื่อง ฮิตเล่อร์ แฮะเพิ่งอ่านไปตอนเดียว แต่ท่าจะสนุกดี เลยขอ add ไปเลยนะครับ

ม๊าววววววววววว


โดย: แมวกักขฬะ วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:31:05 น.  

 


ฮิตเล่อร์ชะเง้อคอยทูตจากอังกฤษ หรือไม่ก็จากโปแลนด์ก็ยังดี วันแล้ววันเล่า ก็ไม่เห็นมีใครมา..จนทนไม่ไหว
ยิ่งคอยไปยิ่งเสียหน้า อายพวกทหารแย่เลย..
วันที่ 1 กันยายน ตอนรุ่งสาง กองทัพอากาศนาซีเข้าโจมตีทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟของโปแลนด์ เป็นการเปิดฉาก
อเมริกา..เรียกร้องให้ฮิตเล่อร์หยุดการกระทำบ้าๆเสีย..
ฮิตเล่อร์ตอบไปว่า..ขอดีๆไม่ให้ ก็ต้องเล่นกันอย่างเงี้ยะ!!
อังกฤษ..ส่งสาสน์มาให้เยอรมันเคลื่อนย้ายทัพออกไป โดยให้เวลาถึง 11.00 ในวันที่ 3... มิฉะนั้น...
ฝรั่งเศส..ก็เช่นกัน ให้เวลาถึง 5.00 วันเดียวกัน..มิฉะนั้น...
ฮิตเล่อร์..ไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น เดินหน้าบอมบ์ต่อไป..เพราะ ไหนๆก็มาถึงป่านนี้แล้ว อีกทั้ง อังกฤษกับฝรั่งเศสนั้นเป็นที่รู้ๆกันว่า ไม่มีน้ำยา
แต่พอเลยชั่วโมงเส้นตายไปแล้ว..ฮิตเล่อร์ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ (หรือดีใจก็ไม่รุ)
ว่า..อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ได้(กล้า)ประกาศสงครามกับเยอรมัน ในวันที่ 3 กันยายน 1939 นั่นเอง !!

(เล่าแถมนิดว่า..รัสเซียในยุคการตั้งตัวของสตาลินนั้น นองเลือดยิ่งกว่าของฮิตเล่อร์ซะอีก ในปี 1934-1939 นั้น
นาย Sergei Kirov ที่สตาลินรักอย่างกับลูกชายคนหนึ่ง..แต่ดันเกิดมามีอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกันในทีหลัง..เลยถูกลอบสังหารซะจากนั้นมาที่ต้องมีการสังหารผู้คนวงใน cabinet มากมาย..
เพราะ สตาลินไม่ต้องการให้แนวความคิด ความอ่านแตกแถวออกไปจนนอกลู่นอกทาง..
เอาไว้จะมาเล่าอีกทีในรายละเอียดนะคะ..อาจต้องตั้งเป็นกระทู้ใหม่
ในเรื่องของ Lenin ต่อด้วย Stalin ทีเดียวเจียว
รวมไปถึง..เรื่องของสายลับในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สองนั่น โอ้โห..เยอะมาก และ รับรองว่านิยายของเจมส์ บอนด์ ที่ว่าสุดยอดแล้วนั้นเทียบไม่ได้เลย..เอาตั้งแต่โรงงานผลิตอาวุธใต้ภูเขา ใต้ดิน อะไรเนี่ย
เยอรมัน อังกฤษทำมาก่อนนานแล้ว !!
พอถึงยุคไหนๆที่เขียน..แล้วจะเอามาแทรกเล่าให้ฟัง..)

การประกาศสงครามครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัปยศที่สุดของมหาอำนาจอย่าง
อังกฤษและฝรั่งเศส เพราะ กลายมาเป็นเรื่องโจ๊กล้อเลียนกันไปทั่วโลก ว่า สงครามขี้จุ๊ หรือ The Phony War
เนื่องจาก..หลังจากที่ฝ่าย สพม.ประกาศสงครามเสร็จ ฮิตเล่อร์พกความมั่นใจเกินร้อย ขึ้นรถไฟไปตั้งกองบัญชา
การรบที่ชายแดนโปแลนด์ทันที
การสู้รบครั้งนี้ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นการรบที่น่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง ทหารม้าชาวโปล์นับพันนับหมื่น ต้องออกมาสู้กับหน่วยรถถังปันเซ่อร์ที่ทรงอานุภาพของเยอรมัน..
ตายกันเกลื่อนทั้งม้าทั้งคน..

มันเป็นสงครามที่..แทบไม่เคยมีใครได้คาดคิดว่าจะได้พบได้เห็นมาก่อน..
นั่นคือ กองทัพของทหารร่วมล้านคน ที่มี
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์พกพาติดตัว.. โทรเลข..รถถัง ปืนกล อย่างพร้อมมูล ทุกอย่างคือการ ปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ (Lightning War)
เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น..ฮิตเล่อร์ก็ได้เข้าครอบครองโปแลนด์สมใจ
สิ่งที่นายพลทั้งหลายกลัวเกรงนักหนาว่า..ฝ่ายสพม.จะยกทัพอัดมาทางด้านตะวันตก ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

เอาเพียงแค่ฝรั่งเศสที่ตอนนั้นถือว่า มีกองทัพที่มีแสนยานุภาพมากเป็นอันดับต้นๆของโลกนั้น ถ้ายกทัพเข้ามายึดครองอาณาเขตอุตสาหกรรม Ruhr ที่อยู่ชายแดนที่ไม่ได้มีการป้องกันอย่างใดนั้น
เยอรมันก็จบเห่..
แต่นี่ กลับทำเฉย..ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนๆทั้งที่ชาวยิวและชาวโปล์ถูกสังหารโหดนับหมื่นนับแสน
ทหารฝรั่งเศสได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่ในเขตแนวปราการ มากิโนต์ รอลุ้นระทึกว่าเมื่อไหร่ ฮิตเล่อร์จะเลิกรบเสียทีเท่านั้น..

ส่วนฮิตเล่อร์ ..เพิ่งรู้ตัวว่าดำเนินการผิดพลาดอย่างร้ายแรง..ที่ดันไปจับมือเป็นภาคีกับ
สตาลิน เพราะตอนนี้เท่ากับว่ารัสเซียได้เข้ามายึดครองครึ่งหนึ่งของโปแลนด์ตามสัญญาสุภาพบุรุษ ทั้งๆที่ไม่ได้ยิงปืนสักกะนัด..
แถมมิหนำซ้ำ..ยังได้ดินแดนส่วนสำคัญที่เต็มไปด้วยทรัพยากรและน้ำมันไปซะอีก..นั่นคือ Estonia, Lithuania, Latvia
ซึ่งใน Latvia นั้น มีชาวเยอรมันดั้งเดิมอาศัยอยู่นับแสน
แต่ส่วนที่ฮิตเล่อร์ได้มานั้น มีแต่ชาวโปล์(ยิว)ซะส่วนใหญ่
ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว..
นี่คือการผิดพลาดแบบสองเด้งของการอ่านเกมส์สงครามไม่ออกของฮิตเล่อร์
เพราะ
หนึ่ง..ฮิตเล่อร์ไม่รู้เลยว่า ถึงแม้จะไม่เซ็นสัญญาจับมือกับสตาลิน ยังงั๊ย ยังงัย รัสเซียก็ไม่เข้ามาวุ่นวายแน่นอน
เพราะลำพังตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด เพียงแค่ฮิตเล่อร์กลัว สพม.ตีขนาบท้ายจนไม่คิดตรองให้ถี่ถ้วน
สอง..เพราะพลาดในข้อแรก..ทำให้ ฮิตเล่อร์ต้องมาหักหลังสตาลินทีหลัง ในการเข้าบุกรุกดินแดนดังกล่าว ทำให้
รัสเซียหันมาจับมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร..ได้รับการหนับหนุนในทุกรูปแบบโจมตีกลับแบบดุเดือดทางซีกตะวันออกของเยอรมัน อันเป็นที่มาของความวายวอดแบบหมดรูปของสงครามโลกในครั้งนั้นของเยอรมัน


โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:34:36 น.  

 


ฮิตเล่อร์และเหล่าขุนพล..เริ่มจับทางได้ว่า ฝรั่งเศสและอังกฤษ ไร้ซึ่งคนดีไปเสียแล้ว..ดังนั้น ควรพักทางตะวันออกไว้ก่อน
มาตีทางด้านมหาอำนาจตะวันตกดีกว่า..ว่าแล้ว ฮิตเล่อร์ก็เปลี่ยนแผนการกะทันหัน สั่งเคลื่อนย้ายทัพออกจากโปแลนด์โดยด่วน และประกาศต่อขุนทหารว่า เตรียมตัวให้พร้อม..
เราจะเข้าต่อตีกับฝรั่งเศสและอังกฤษในไม่ช้า
ฝ่ายนายทหารทั้งหลาย ต่างนั่งตะลึงอ้าปากค้าง..อารายกันวะเนี่ยยย..

ฮิตเล่อร์เลยถือเป็นโอกาสบรรยายว่า..นี่คือวินาทีที่ดีที่สุด เพราะ จากการเข้ายึดครองประเทศแล้วประเทศเล่า
ไม่มีการต่อต้านใดๆจากพวกตาขาวพวกนั้นเลย..แถมยังมาเสนอหน้าประกาศสงครามกับเรา..เชอะ
อย่ากระนั้นเลย..ไปเหยียบมันซะให้ราบคาบไปเลยดีกว่า สงครามครั้งนี้ จะเป็นการแก้แค้นให้กับความปราชัยของเยอรมันเมื่อครั้ง 1918 จะได้รู้ซะทีว่าเล่นกะใครไม่เล่น..ดันบังอาจมาเล่นกะเรา ..หนอยยย !!

อังกฤษเริ่มรู้ตัวนิดๆแล้ว..เพราะเรือเดินสมุทรพานิชย์ถูกเรือดำน้ำของเยอรมันจมไปหนึ่งลำในเดือนกันยายน
อุณหภูมิแห่งโทสะเพิ่งจะเริ่มขึ้น จึงส่งทหารข้ามช่องแคบมาประจำที่ฝรั่งเศส 160,000 คน และให้การเสนอว่า
ฝ่ายกองทัพอากาศอังกฤษ (ต่อไปจะเรียกว่า RAF ที่ย่อมาจาก Royal Air force) สมควรไปบอมบ์เป้าสำคัญๆของเยอรมันซะให้ราบ..
(ซึ่งถ้าทำอย่างนี้เสียตั้งแต่ตอนที่เยอรมันบุกโปแลนด์ใหม่ๆ ผลของสงครามอาจหยุดอยู่แค่นั้น เพราะนี่คือสิ่งที่เกอริงกลัวที่สุด)
ฝรั่งเศส..รีบร้องห้ามเสียงหลง..ไม่ด๊าย ไม่ด้ายยย...ยูจะบ้าไปป่าววว..ถ้ายูทำอย่างงั้น แล้วเยอรมันมันบินมาบอมบ์กลับล่ะ บ้านเมืองไอก็เสียหายแย่ดิ..มันไม่ได้ไปบอมบ์ลอนดอนของยูนี่หว่า..ยูก็พูดได้ซิ !!

นี่คือความเห็นแตกแยกของสองมหาอำนาจ(?)
ฝรั่งเศสมีเหตุผลในการที่จะกลัวระเบิดทำลายมากที่สุด..เหตุผลคืออย่างใดนั้นเคยเขียนไว้แล้วในเรื่อง ไวน์ ไวน์.. ถ้าอยากอ่านก็
บอกมา จะได้เอามาโพสต์ให้ใหม่

แต่ในยุคนั้น..สงครามของฮิตเล่อร์เป็นสงครามชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ครั้งไหน นั่นคือ เป็นการทำสงครามทางประสาทเสียส่วนใหญ่ โดยใช้วิทยุออกอากาศก่อกวนรายวัน ที่ล้วนแล้วแต่เชื่อถือไม่ได้
หากแต่ในยามนั้น..ใครจะมารู้
ในขณะที่ยึดครองกรุงวอร์ซอ นั้น เกิบเบิลส์ ได้ออกอากาศว่า ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าสันติ
ซึ่งเชื่อว่า..อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าใจในข้อนี้ดี จึงมิได้ขัดขวาง หรือ นั่นอาจเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า..ที่ทำให้เยอรมันประสบความสำเร็จ
แต่ที่แน่ๆ..ฮิตเล่อร์รู้ดีว่า..ไม่ใช่พระเจ้า พระแจ้วอะไรที่ไหนหรอก..ผู้นำของประเทศต่างหากที่ไม่เอาไหน
ถ้าเมื่อไหร่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่..นั่นหมายถึงการระเบิดของสงครามชนิดแตกหักแน่นอน !!

ฮิตเล่อร์เรียกประชุมสงครามด้านตะวันตกในวันที่ 10 ตุลาคม และแถลงนโยบายว่า
ถ้าอังกฤษภายใต้ผู้นำคนใหม่ (บางที) และฝรั่งเศส เกิดทำการต่อต้านสู้รบในครั้งนี้ นั่นหมายถึงว่า นี่คือสงคราม
ครั้งยิ่งใหญ่ที่เราต้องเผชิญ ดังนั้น..สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือ
1. จัดการเข้ายึดครอง Luxembourg, Belgium, Holland ให้ได้ในเร็ววันที่สุด
2. เข้าจัดการกับพื้นที่ในการควบคุมของทหารฝรั่งเศสให้หมด เพื่อที่จะเป็นทางสะดวกในการที่จะทำสงครามทั้ง
ทางเรือและทางอากาศกับอังกฤษ

ฮิตเล่อร์กลัวระยะการยืดของสงครามมากกว่าสิ่งใด เพราะ เวลาเท่านั้น ที่เยอรมันต้องการทำให้กระชับที่สุด
เพราะถ้ายิ่งทิ้งเนิ่นนานออกไป ฝ่ายที่ทำตัวเป็นกลาง เช่น อเมริกา รัสเซีย อาจเปลี่ยนใจมาเข้ากับพวก สพม.จะยิ่งยุ่งหนักหนา
เยอรมันมีทรัพยากรที่จำกัด ยิ่งถ้าเขต Ruhr เกิดถูกโจมตีแบบพินาศไป..นั่นเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวของการเดินทัพเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นเชอร์ชิลล์บัญชาการทัพอังกฤษแล้วละก้อ..
แทงบัญชีไปได้เลยว่า..งานนี้ไม่มีหมู..!!

ทุกครั้งที่ฮิตเล่อร์เริ่มการประชุมของการโจมตีฝั่งตะวันตก เหล่านายพลเริ่มทำหน้าเมื่อย (ที่ต้องมาฟังอดีตสิบโทสอนวิชาการรบ)
แต่ผลก็ออกมาว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิชิต Luxembourg, Belgium, Holland ให้อยู่หมัดก่อน เพื่อเยอรมันจะได้เข้าควบคุมสถานะการณ์ของ North Sea
สำหรับกองทัพอากาศ Luftwaffe จะได้ใช้จุดนี้สำหรับการเข้าโจมตีอังกฤษเสียให้สิ้นซาก

และเมื่อได้เข้าครอบครองฝรั่งเศส..นั่นก็หมายถึง การใช้ U-Boat คุมช่องแคบอังกฤษ และฝั่งแอทแลนติคได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อังกฤษ..ก็คงเหลือแต่ชื่อ และประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในหนังสือเท่านั้น !!

แต่เกียรติศักดิ์ของ U-Boat เยอรมันนั้น มันช่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีเสียจนน่าอับอายที่จะกล่าวถึง เพราะ เคยล่มเรือโดยสารอังกฤษชื่อ Athenia ในวันที่ 3 กันยายน 1939 เพราะ กัปตันเรือดำน้ำไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ ซึ่งผู้โดยสาร
ทั้งหมดดิ่งลงทะเลไม่มีใครรอด รวมทั้งชาวอเมริกันหลายสิบคนด้วย
ต่อมา..ในวันที่ 14 ตุลาคม อังกฤษก็ต้องเสียหน้าอย่างยับเยินที่เรือรบ Royal Oak ถูกจมลงไปเช่นกัน
เล่นเอาฮิตเล่อร์ลุกขึ้นตีปีก..มองเห็นแววชนะอย่างใสแจ๋ว เพราะประสิทธิภาพของเรือดำน้ำเยอรมัน
เขาสั่งการลงไปยังแม่ทัพเรือ นายพล Donitz ให้เพิ่มการผลิตเรือดำน้ำอย่างเร่งรีบ..



โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:9:41:39 น.  

 
ขอ add นะค่ะ

เคยได้อ่านบางตอนจากห้องสมุด
เป็นประโยชน์มากๆ
...จะติดตามอ่านค่ะ...



โดย: understatement วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:03:26 น.  

 
สุดยอดครับเพ่




โดย: ศรเมฆา ฟ้าแว๊บๆ วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:23:45 น.  

 


แต่เป็นเพราะ ฮิตเล่อร์ไม่มีความรู้ในเรื่องกองทัพเรือ อีกทั้งเรื่องของเรือดำน้ำในขนาดที่ต้องใช้งานให้เหมาะกับน่านน้ำต่างๆ
ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายสำหรับสงครามครั้งนี้
เช่น แม่ทัพ Donitz ต้องการเริ่มสงครามด้วยกำลังของเรือดำน้ำอย่างน้อยๆ 300 ลำขนาดใหญ่ แต่เท่าที่มีอยู่นั้นแค่ 50 ลำ
และแต่ละลำก็คือขนาดเล็ก 250 ตันที่เรียกว่า "canoes" ซึ่งการใช้งานนั้นเหมาะกับการลาดตระเวนระยะสั้น และในน่านน้ำระดับ North Sea เท่านั้น..ไม่ใช่สำหรับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่าง แอทแลนติค
แต่ก็คงพอใช้งานได้ถูไถ สำหรับการนำทุ่นระเบิดไปดักวางกระจาย..เพราะจะว่าไปแล้วในระยะแรกของสงคราม
เรือที่จมส่วนใหญ่ ก็เพราะ โดนทุ่นระเบิดมากกว่าโดนทอร์ปิโดจากรือดำน้ำ..

ถามว่า แล้วที่ฮิตเล่อร์สั่งๆน่ะ..นายพล Donitz ได้หรือเปล่า เรือดำน้ำ 300 ลำที่ว่าน่ะ..(นายพลท่านว่า ถ้าได้ รับรองว่าแค่หกเดือนอังกฤษก็แหลกเละเป็นผุยผง)
ไม่ได้ฮ่ะ..ตั้งแต่เริ่มสงครามจนจะปิดฉาก..ก็ไม่ได้ตามที่ขอ

สงครามที่จะเปิดฉากในฝั่งตะวันตกนั้น..เป็นที่น่ากังวลของฮิตเล่อร์และเกอริงเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับว่าเป็นการท้าทายยักษ์ใหญ่ให้มารบ
การเดินทัพของเยอรมันอย่างมากมายแผ่กระจายเป็นวงกว้างนั้น ทำให้เกิดการข้าวยากหมากแพงไปทั่ว
ฮิตเล่อร์ต้องการเปิดฉากโจมตีในเดือนพฤศจิกายน แต่เหล่าขุนพลพยายามคัดค้านอย่างหัวชนฝา
ซึ่ง..ฮิตเล่อร์ก็พยายามกำหนดวันอีกคือสองสามอาทิตย์ต่อมา โดยชี้ว่า
"ถ้าเราไม่รุกก่อน อังกฤษมันก็จะนั่งเฉยๆอยู่อย่างงั้นแหละ"

ความจริงที่อังกฤษอยู่เฉยๆนั้น เป็นเพราะว่า อังกฤษพยายามอาศัย "ไส้ศึก" สายวงในของขุนพลนาซีที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของฮิตเล่อร์ทำงานให้ต่างหาก
หนึ่งในนั้นคือ นายพล von Hammerstein ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เตรียมบัญชาการรบอยู่ในแนวหน้าฝั่งตะวันตก..
นายพล ฟอน แฮมเมอร์สไตน์ พยายามที่จะเชิญฮิตเล่อร์มาดูแนวรบและในขณะเดียวกันก็วางแผนที่จะลักพาตัวท่านผู้นำส่งให้กับอังกฤษ
(ตอนนี้รู้ยัง..ว่าทำไมอังกฤษถึงชอบทำหนังสายลับ หนังจารกรรมอะไรพวกเนี้ยเป็นชีวิตจิตใจ)
แต่ดูเหมือนว่า..ฮิตเล่อร์จะรู้ทัน ไม่ยอมไปตามแผน

ฮิตเล่อร์ก็พยายามกำหนดวันนั้นวันนี้สำหรับการเข้าโจมตีแต่ด้วยการไม่พร้อมของสภาพกองทัพจึงต้องเลื่อนแล้ว เลื่อนอีก
จนเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เหล่าขุนพลไม่มีความเชื่อมั่นในหน่วยทหารชั้นล่างๆลงไป
มาถึงตอนนี้ เบลเยี่ยมและฮอลแลนด์ เริ่มไหวตัวแล้วว่า ตัวเองคือเป้าหมายสำคัญต่อไป
ในวันที่ 10 มกราคม 1940 ฮิตเล่อร์ได้เรียกประชุมเป็นที่เด็ดขาดว่า จะโจมตีในวันที่ 17 มกราแน่นอน เวลา สิบห้านาทีก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
แต่แล้ว..พอถึงเวลาเข้าจริงๆ..แผนก็ต้องเลื่อนออกไปอีกด้วยเหตุผลที่ว่า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เครื่องบินของเยอรมันหลงเข้าไปในน่านฟ้าของเบลเยี่ยม เพราะทัศนวิสัยอันเลวร้าย..จึงต้องนำเครื่องลง
ทหารเบลเยี่ยมเข้าจับกุมตัวนักบิน..และหลังจากค้นตัวได้พบกับเอกสารและรายละเอียดในสั่งการโจมตีเขตตะวันตกโดยละเอียด
ที่ว่า ถ้าเยอรมันไม่เข้ายึดครองเดนมาร์คและนอร์เวย์ด้วยละก้อ..อังกฤษก็ต้องเข้ามาปักหลักสู้อยู่ที่นั่นแน่ๆ..
และนั่นคือ..การเสียเปรียบของเยอรมันอย่างเห็นๆ..
นักบินพยายามส่งข่าวกลับเบอร์ลินโดยปดว่า เขาได้เผาเครื่องบินทิ้ง แต่เยอรมันก็ยังไม่เชื่อในข้อมูลนัก
จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ทั้งหมด และเลื่อนการโจมตีไปอีกจนถึงฤดูหนาวโน่น..




โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:36:36 น.  

 

ไหนคุณศรฟ้า..มาสอนวิธีการส่งรูปใน comment ให้หน่อยดิ..

โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:39:10 น.  

 


ในช่วงฤดูฝนนั้น ฝ่ายอังกฤษก็ได้พยายามเตรียมตัวให้พร้อมเช่นกัน ในความเห็นของ เชอร์ชิลล์ ที่ไม่ได้มีการต่อต้านในทางฝ่ายตะวันตก(ฝรั่งเศส)
เพราะ เท่าที่ประเมินการณ์กันว่า เยอรมันน่าจะมีกำลังพลนับล้านโขอยู่
แต่ฝรั่งเศสนั้น มีกำลังเพียงแค่ จำนวนแสน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่น่าเสี่ยง อีกทั้งฝรั่งเศสยังต้องแบ่งกำลังไปป้องกันแนวชายแดนอิตาลีอีกด้วย
และสำหรับอาวุธระเบิด สพม. เชื่อว่าเยอรมันมีอยู่ไม่น้อยกว่า 2000 ในขณะที่ ฝรั่ง
เศสกับอังกฤษรวมกันนับได้มีเพียง 950
ฉะนั้น..ทางที่ดีที่สุดในตอนนั้น คือ ปักหลักรอรับศึกหลังแนวชายแดน Maginot Line

ส่วนการรับมือทางกองทัพเรือของอังกฤษ เชอร์ชิลล์อดีตแม่ทัพใหญ่ครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้กลับเข้ามา
บัญชาการอีกครั้งในสงครามครั้งนี้ ดังเป็นที่รู้กันในการส่งข่าวไปทั่วเกาะว่า "Winnie's back"
แน่นอนว่า อังกฤษมุ่งสนใจในพื้นที่ภูมิศาสตร์ของกลุ่มสแกนดิเนเวีย (สวีเดน, นอร์เวย์, เดนมาร์ค) ที่เป็นอ่าวแหลมเว้าเข้ามา ประกอบด้วยเกาะแก่งเล็กๆน้อยๆมากมาย

ในอดีต เยอรมันก็ใช้พื้นที่ตรงบริเวณนั้น ตั้งมั่นสำหรับทัพเรือ ในการปิดอ่าวของกองทัพเรืออังกฤษ
และที่สำคัญ..นั่นก็คือ สินแร่ต่างๆจากเขต Narvik ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของนอร์เวย์นั้นมีมากมาย
เพราะฉะนั้น เชอร์ชิลล์จึงเสนอต่อสภาถึงการเข้ายึดครองนอร์เวย์เสียก่อนที่เยอรมันจะก้าวเท้าเข้าไป
หากแต่..สภาอังกฤษ ไม่เห็นด้วย..ญัตตินี้จึงถูกคว่ำบาตรไปในวันที่ 22 ธันวาคม

แต่พอต่อมาในเดือนมกราคม ข่าวเรื่องที่เครื่องบินเยอรมันที่หลงไปในเบลเยี่ยม และ นักบินถูกจับได้พร้อมกับแผนการโจมตีตะวันตก ดังกระหึ่มไปทั่วในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลเบลเยี่ยมได้ทำสำเนาแจกจ่ายไปคนละชุด..ให้ไปอ่านให้หนำใจ
สภาอังกฤษ..ต่างก็วิ่งกันวุ่น สติแตกกันเป็นแถวๆ
แต่ที่น่าประหลาด นั่นก็คือ ประเทศ เบลเยี่ยม ที่ถูกกาหัวหราว่าจะถูกเข้ายึดครองแน่นอน กลับทำทองไม่รู้ร้อน
ปฏิเสธการที่จะเข้าร่วมการเป็นสัมพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างหน้าตาเฉย..
บอกว่า "ขออยู่เป็นกลาง ณูช่วล ละกัน ขี้เกียจยุ่งด้วย !!"
ฉะนั้น อังกฤษประเมินสถานการณ์ด้อย่างฟันธงเลยว่า เยอรมันบุกฝรั่งเศสแน่นอน แต่ก็ไม่สามารถจะทำช่วยเหลืออะไรได้
เพราะขนาดกำลังของกองทัพไม่พอที่จะแบ่งมาช่วยศึกสองด้าน ทั้งๆที่อังกฤษเคยเป็นประเทศที่สร้างอาวุธชนิดขึ้นชื่อ เช่น
รถถัง และปืนกลสารพัดชนิด
หากแต่ในยามนั้น เท่าที่มีอยู่นับว่าเก่าจนน่าสงสารเต็มที มันเป็นรุ่น "หลังสงคราม
โลกครั้งที่หนึ่ง" จริงๆ

เท่าที่มีอยู่ในฝรั่งเศสก็ คือ รถถังขนาดยักษ์ใหญ่นับร้อย และขนาดเล็กมีอยู่ 17 คัน อาวุธของแต่ละคันก็คือปืนกลขนาดธรรมดา
จะไปสู้กับปันเซ่อร์ ที่มีปืนกลขนาดใหญ่ถึง 80-88 มิลลิมิเตอร์ของเยอรมันได้อย่างไร
ปัญหาต่อมาของฝรั่งเศสนั่นก็คือ การแตกความสามัคคีของหมู่นักการเมือง ที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น
ทหารส่วนใหญ่ก็อยู่สุขสบายเสียจน..ไม่มีกะจิตกะใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับใคร

ในขณะเดียวกัน ฮิตเล่อร์ได้เรียกแม่ทัพ Keitel ให้เข้ามารับแผน N นั่นหมายถึง
บุกนอร์เวย์ ในวันที่ 20 มกราคม 1940
โดยสั่งให้เอาไปศึกษาให้ดี และเตรียมตัวให้พร้อม
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ฮิตเล่อร์ให้นายพล von Falkenhorst ให้เข้ามาพบโดยด่วน เพราะ นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ คนนี้ ในอดีตเคยเป็นผบ.คุมเหล่าทัพประจำเขตพื้นที่แถวๆสแกนดิเนเวียในสงครามโลกครั้งที่แล้ว..
เพื่อมาปรึกษาหารือ
นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ได้เขียนบันทึกไว้ว่า..
"ท่านผู้นำฮิตเล่อร์ได้ให้เรานั่ง และถามเรื่องของสงครามครั้งที่แล้ว ที่เราไปรบในฟินแลนด์ ว่าเป็นอย่างไร ครั้งพอเราจะเล่า..
ท่านก็บอกว่า เอาเหอะ พอแล้ว..มาดูแผนที่กันดีกว่า..ว่าแล้ว ก็นำแผนที่ออกมากางตรงหน้า บอกว่า ผมต้องการเข้ายึดครองนอร์เวย์เป็นการด่วน เพราะถ้าไม่รีบจัดการ อังกฤษเข้ามาเอาก่อนแน่ๆ..
จากนั้น ท่านผู้นำก็เดินกลับไปมา ในที่สุดก็กล่าวว่า...
จะปล่อยให้อังกฤษเข้ามาในบริเวณนี้ไม่ได้ เพราะ ขืนมัวแต่ไปรบฝั่งซ้ายฝั่งขวา พวกมันเจาะมาจากตรงนั้นก็ถึงกรุงเบอร์ลินกันพอดี..และ..จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการยึดครองน่านน้ำในอ่าว Wilhemshaven เพื่อความสะดวก
ของการขนส่งสินแร่จาก สวีเดนด้วย.."
ว่าแล้ว..ฮิตเล่อร์ก็หันมาสั่งเอาดื้อๆเราว่า..
"ตกลงแผนนี้..ผมมอบให้คุณเป็นผู้บัญชาการรบทั้งหมด !!" แถมสั่งต่อด้วยว่า
"อ้อ..อย่าลืมกลับมาเจอกันตอนห้าโมงนะ เตรียมวางแผนงานมาด้วย"

นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ..ไม่เคยมีความรู้อะไรกับเรื่องของประเทศนอร์เวย์เลยแม้แต่นิด..เขาออกมาจากที่นั่นได้ก็รีบไปแวะร้านหนังสือ ซื้อแผนที่นอร์เวย์มาแผ่นนึง เอามากางดูเมืองท่าที่สำคัญ..แล้วก็เอาปากกาวงๆ
ไปที่..Oslo, Stavanger, Bergen, Trondheim, และ Narvik เป็นอันว่า จบ ..!!




โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:45:45 น.  

 


ฮิตเล่อร์และเชอร์ชิลล์ ถือว่า "ทันกัน" อย่างชนิดหายใจรดต้นคอ
เพราะไม่ว่าฮิตเล่อร์จะคิดอ่านทำอะไร เชอร์ชิลล์สามารถอ่านเกมส์ออกได้ปรุโปร่ง
หากแต่ ..เชอร์ชิลล์ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ เพราะทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ผิดกับฮิตเล่อร์สามารถสั่งงานและมีการดำเนินการได้อย่างทันที
เช่นในบ่ายวันหนึ่ง..ฮิตเล่อร์เรียกสามนายพลเข้าประชุม
หนึ่งคือ Keitel สองคือ นายพล Jodl และสาม นายพล von Falkenhorst ในเรื่องการบุกนอร์เวย์
ตัวนายพล ฟอลเกนฮอสต์ น่ะรู้เรื่องดีอยู่แล้ว หากแต่อีกสองนายพลงงเป็นไก่ตาแตก
นายพล ไกเทล ถึงกับถามว่า "ตกลงจะเอายังไงกันเนี่ย..จะตีฝรั่งเศสก่อนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมกลายมาเป็นนอร์เวย์ไปได้(ฟะ)?

ฮิตเล่อร์ทำหน้าตูมๆ ไม่ตอบว่ากระไร ได้แต่เดินกลับไปมา ในสมองของเขารู้ดีว่า โอกาสนี้จะปล่อยช้าไปไม่ได้
เพราะเชอร์ชิลล์เป็นได้ยกพลขึ้นพกที่นอร์เวย์ก่อนแน่ๆ
เขาจึงหันมาบอกว่า.."งั้นเปลี่ยนชื่อแผนบุกนอร์เวย์ไปเป็น แผนปฏิบัติการเวเซอร์ละกัน เอาตรงนี้ก่อน ฝรั่งเศสค่อยว่ากันทีหลัง"
( Exercise Weser ตั้งชื่อใหม่ ก่อนเคยเรียกว่า Case N ทีต้องเปลี่ยนเพราะ ชาวบ้านชาวช่องเขารู้แผนหมดแล้ว)
สรุปใจความได้ว่า..ปฏิบัติการภาคพื้นดินและขบวนการใต้ดิน อยู่ในความดูแลของ ท่านแม่ทัพเรือ Raeder
(อ้าว..อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแม่ทัพเรือไปได้.. งานเด็ดๆประเภทนี้ ต้องเป็นฝีมือหน่วยนาวิกโยธินเขาละ.. ไม่เชื่อไปถาม หน่วย SEAL กองทัพเรือของเมืองไทยดูก็ได้)
เพราะว่า ท่านคนนี้ได้ให้ทูตทหารเรือของเยอรมันที่ประจำอยู่ที่กรุงออสโล ทำการส่งข่าวถึงการเคลื่อนไหวของอังกฤษที่ติดต่อกับรัฐบาลนอร์เวย์อย่างทุกฝีก้าว
ซึงตอนนั้น เหล่าข้าราชการทั้งหลายมิได้มีความระแวงระไวอะไร นึกจะพูดจะคุยกันก็ทำอย่างตามสบาย ไม่ได้สนใจสักนิดว่า ปากมีหู ประตูมีช่อง

และ..ไส้ศึกตัวสำคัญ..นั่นก็คือนักการเมืองนอร์เวย์คนหนึ่ง ชื่อว่า Vidkun Quisling ได้ทำงานใต้ดินให้กับฝ่ายเยอรมัน จะเรียกว่า ขายชาติ ก็ไม่ผิดนัก
นายคนนี้ บอกหมดถึงแผนของอังกฤษทั้งวันและเวลาที่จะเข้าประเทศนอร์เวย์ ในทุกๆท่าสำคัญ
ข้อแลกเปลี่ยน ที่นาย วิดคุน ต้องการนั่นคือ หลังจากที่เยอรมันเข้ายึดครองแล้ว..เขาขอเป็นหัวหน้ารัฐบาลนอร์เวย์ (แม้จะอยู่ภายใต้ปกครองของนาซี ก็เอาเถอะ)
ฮิตเล่อร์ได้ฟังแล้วก็ชอบใจ..สั่งการให้ทำงานควบคู่ไปกับนายพล ไกเทล ไปเลย ส่วนข้อเสนอที่ขอมานั้น โอเช !!

ส่วนทางอังกฤษที่แสนเชื่องช้า จนเยอรมันจะบุกเข้ายึดนอร์เวย์อยู่รอมร่อ ที่สภายังประชุมถกเถียงกันวุ่นวาย..ตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร
ในที่สุด..เชอร์ชิลล์ได้แค่การอนุมัติ ให้มีการวางทุ่นระเบิดดักในน่านน้ำของเขตนอร์เวย์ กับส่งเรือพิฆาต..ออกไปปิดอ่าวที่ Narvik
โดยเริ่มต้นการปฏิบัติการ ในวันที่ 4 เมษายน

แต่ฮิตเล่อร์ได้เตรียมเคลื่อนทัพพร้อมกัน..ทั้งสามทัพ บก เรือ อากาศ (แบบเป็นความลับสุดยอด)
ส่วนนาย วิดคุน ได้กลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะฝ่ายเสนาธิการข่าว อีกทั้งเป็นตัวกลางที่นำเงินออกไปจ่ายใต้โต๊ะให้กับ
เหล่าบรรดากรรมกร คนงานโรงไฟฟ้า คนงานรถไฟ เพื่อเป็นการซื้อความสะดวกตั้งสามเดือนก่อนหน้านู้นน
(งบตรงนี้ 200,000 มาร์คทอง ที่นาซีจ่ายออกไปอย่างไม่อั้น)

แผนการครั้งนี้ได้ตกลงกันอย่างเป็นความลับสุดยอด..ใครที่ยังไม่เกี่ยวข้องก็ไม่บอก..ว่า
จะเข้าบุกนอร์เวย์ทางทัพเรือนำ..ในทิศของ North Sea
ซึ่งเป็นการวางแผนงานที่ประหลาดมาก..ไม่มีการทำสงครามครั้งไหนในโลกที่แสนจะงุบงิบได้ถึงขนาดนี้

จนมาถึงเดือน มีนาคม..แผนเริ่มเก็บกันไม่อยู่เพราะมันเอิกเกริกขนาดที่นาย วิดคุนส่งทหารนอร์เวย์มาฝึกการสู้รบกับหน่วย SS ที่กรุงเบอร์ลินตั้งเป็นโขยง และฮิตเล่อร์ได้เรียกกำลังพลจากทุกหน่วยทัพ..
เกอริง..ได้ยินเข้ามีน้ำโหจนพุงสั่น..เพราะเขาคือนายเหนือหัวคนที่สองรองไปจากฮิตเล่อร์ แล้วใย?
นายพลไกเทล..ถูกเล่นซะเละ ถึงกับต้องเรียกท่านผู้นำมาชี้แจงกันวุ่นวาย
ซึ่งกว่าจะสงบได้..ก็คงเล่นเอาหมดน้ำลายไปเป็นปี๊บ โดยการอธิบายว่า..
กองทัพของกลุ่มสแกนดิเนเวียนั้นกำลังก็มิใช่ย่อยอยู่..
เพราะฉะนั้น หากเอิกเกริกไป เดี๋ยวแผนแตก รู้ถึงหูพวกนั้นขึ้นมา..เกิดรวมตัวกันลุกมาสู้ก็จะยุ่งกันใหญ่ อังกฤษก็เริ่มไหวตัวแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องให้เงียบที่สุด
และการที่เข้าไปครั้งนี้ก็ไม่ได้ว่าจะไปทำลายล้างอะไร
เราเข้าไปแบบสันติ เพียงแต่เป็นการทำให้กองทัพของกลุ่มสแกนฯเป็นอัมพาต ไม่ต้องไปรวมกับกับอังกฤษแล้ว
หันมาเล่นงานเราไงล่ะ..ไหนจะเรื่องการที่จะได้สินแร่ที่เราต้องการใช้อีกล่ะ..ของฟรีๆทั้งน้านนน...เข้าจัยยยป่าววว?




โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:51:43 น.  

 


มีคนถามว่า..ในตอนนั้นได้ข่าวว่า ฮิตเล่อร์จะแจกรถโฟล์คกับประชาชนทุกคน

ตอบค่ะ...

เรื่องแจก Volkswagen นั้น เชื่อว่าเป็นเรื่องลือเรื่องเล่าอ้างน่ะค่ะ นี่ฮิตเล่อร์นะคะ ไม่ใช่น้าแม้ว..
แต่เรื่องนี้พอมองให้เห็นว่า ฮิตเล่อร์เป็นคนอย่างไร?
คือ ฮิตเล่อร์ผู้ให้อเดีย..ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสะดวก สบายในอัตตภาพ จึงได้ติดต่อ นายเฟอดินาน พอร์เช่ เจ้าพ่อแห่งวงการผลิตรถยนตร์มาปรึกษาด้วยไอเดียของรถใช้งานแบบประหยัดราคาไม่เกินหนึ่งพันมาร์ค เพื่อประชาชนทุกคนมีสิทธิมีรถใช้
(ในยามนั้น รถยนต์คือ เบ๊นซ์ค่ะ เมอร์ซิเดส เบ๊นซ์ล้วนๆ) ก็เลยได้ รถโฟล์คนี้มา ฮิตเล่อร์ให้ชื่อว่า..
Volkswagen อันแปลว่า People's car หรือ ใจความว่า รถยนต์ สำหรับประชาชน
แต่จะว่ากันจริงๆแล้ว..ถ้าชนะสงครามจริงๆ
อย่าว่าแต่รถโฟล์คเลยค่ะ แจกเบ๊นซ์ไปคนละคันก็ยังไหว !!


โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:10:55:08 น.  

 


ในตอนนั้น..เป็นยุคของกระแสข่าวลือ ลือกันไปโลดด..ว่าอังกฤษจะยกพลขึ้นบกวันโน้นวันนี้ ที่เมืองท่า Stavanger มั่ง ท่าอื่นๆมั่ง
ขนาดทูตทหารของนอร์เวย์ส่งโทรเลขไปเตือน..ว่า เยอรมันบุกแน่ๆ รัฐบาลยังหัวเราะเยาะเย้ย ถากถางกลับมาซะอีก
จนในวันที่ 5 เมษายน ก็ยังไม่มีใครเชื่อในข่าว..
วันที่ 7 เมษายน..เรือรบเยอรมันปรากฏตัวให้เห็นได้ชัดในแนวชายทะเลนอร์เวย์ ก็ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร!!
( เพราะ กลศึกของฮิตเล่อร์ได้ท้าทายอังกฤษแบบสุดๆ โดยการเอาธงยูเนี่ยน แจ๊ค ติดบนเรือรบในช่วงระหว่างเดินเรือในทะเลสู่จุดหมาย ครั้นพอถึง ในวันที่ 9 เมษายน ธงอังกฤษถูกลดลงจากยอดเสากระโดง เอาธงเยอรมัน
ขึ้นแทนที่ ตอนก่อนรุ่งสาง ใครต่อใครจึงคิดว่าเป็นเรือของอังกฤษมาช่วย)

ความอ่อนปวกเปียก ไม่อยากสู้รบนั้น มันเป็นไปเหมือนกันหมดทุกประเทศในยุโรปยุคนั้น นี่คืออันดับแรกของสาเหตุแห่งความล่มจม
และดูเหมือนกับว่า ต่างยินดีที่จะเข้าสู่เงื้อมมือของเยอรมันกันเป็นแถวๆ

วันที่ 8 เมษายน..ในสภาอังกฤษเริ่มไหวตัวว่าความหายนะกำลังมาสู่..ตอนนี้ต่างคนต่างโทษกันยกใหญ่ ทุ่มเถียงกันวุ่นวาย ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อันใด
แถมนายกรัฐมนตรีนายแชมเบอร์เลน ยังพยายามที่จะพูดว่า..เยอรมันไม่น่าที่จะทำงานใหญ่อย่างนั้นได้..
ซึ่ง..พระเจ้า George Vl (พระบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่สอง ในปัจจุบัน) ทนฟังไอ้บ้านี่พล่ามต่อไปไม่ได้ จึงตรัสเรียกเชอร์ชิลล์เข้าไปพบ..และมอบตำแหน่งผู้บัญชาการรบ ต่อต้านเยอรมัน ในการบุกนอร์เวย์ โดยให้อำนาจอย่างเด็ดขาด
ในวันที่ 8 เมษานั่นเอง !!

แต่นับว่าช้าไปแล้ว..ไตรภพ !!
ฮิตเล่อร์บัญชาการอยู่ที่ศูนย์ในกรุงเบอร์ลินแบบหามรุ่งหามค่ำไม่ได้หลับได้นอน
เขาให้นายพลทั้งสามอยู่คอยรับฟังการบัญชาการรบอยู่ที่หน้าห้องแบบไม่ต้องไปไหน
เขา..เป็นผู้สั่งการแต่ผู้เดียว ตั้งแต่เรื่องใหญ่สุด จนถึงเรื่องเล็ก และ เล็กกระจิ๋ว..
และ..ในเวลา ตีห้าสิบห้า..นั่นคือ เยอรมันได้ยกพลขึ้นบกพร้อมกันทุกเมืองท่าสำคัญทั้งห้า..
มิหนำซ้ำ กองทัพของนาซี ได้นำพาเหรดทะลุข้ามแดนไปยังเดนมาร์คในคราวเดียวกันเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว (ก้อ..เขาอยู่ใกล้กันนิดเดียวจริง)
และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศทั้งใน กรุงออสโล (นอร์เวย์) และกรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ค) ได้ถูกปลุกให้ตื่น
ขึ้นมารับทราบข่าวดี ว่า..
ต่อไปนี้..เยอรมันจะเข้ามาควบคุมดูแลป้องกันให้ ขอให้อยู่ในความสงบ เราได้ยึดพื้นที่สำคัญๆไว้หมดแล้ว

ลงชื่อ รมต.ต่างประเทศ ฟอน ริบเบนทรอป

มีบันทึกที่เป็นหลักฐานไว้ว่า..

เยอรมันมิได้เข้ามาย่ำยีบีฑานอร์เวย์อย่างศัตรู เพียงแต่ต้องการยึดพื้นที่เพื่อมิให้อังกฤษเข้ามาเท่านั้น..
และที่น่าขำที่สุด นั่นคือ การเข้าไปยึดครองโคเปนเฮเกน ที่เป็นไปอย่าง่ายดายจนไม่น่าเชื่อ
คือ..นายพล Kurt Himer ได้ปลอม
ตัวเป็นพลเรือนเข้าไปก่อนสองวันล่วงหน้า และไปขอเช่าท่าเรือเพื่อจะนำเรือเข้ามา เรือนั้นชื่อว่า Hansestadt Danzig โดยแจ้งว่า เรือได้บรรทุกรถบรรทุก, เครื่องใช้ไม้สอย,
วิทยุสื่อสาร ประมาณนั้น
เรือ ฮันเซสตัดท์ ดันสิค ได้เข้าท่าตามที่กำหนดคือ รุ่งสางของวันที่ 9 เมษายน
พอเทียบท่าเสร็จ ทหารเพียงหยิบมือก็ขับรถบรรทุกออกมาจากเรือ ไปบุกยึดป้อมปราการ และเลยไปยึดวังหลวง
โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
และวิทยุสื่อสารที่ว่านั้น..ก็ได้ใช้งานได้อย่างคุ่มค่าสมที่เตรียมมา นั่นคือ ส่งไปกระจายเสียงให้โลกรู้ว่า
"บัดนี้ เดนมาร์คได้ตกเป็นของเยอรมันเรียบร้อยแล้วคร๊าบบบ.."

แต่ที่นอร์เวย์ ไม่หมูนัก...

ที่เมืองท่า Narvik นั่นง่ายหน่อย เพราะผู้บัญชาการกองพลทัพบก นายพล Konrad Sundlo เป็นเสี่ยวกับใส้ศึก
นาย วิดคุน รู้ๆความนัยกันอยู่ เลยยกมือยอมแพ้เอาซะดื้อ ไม่ได้ยิงเสียกระสุนสักนัด
แต่ทัพเรือ นั้นสู้ยิบตา ทหารเรือ 300 กว่านาย เสียชีวิตหมด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ..ภายในเวลาแปดโมงเช้าเอง
เมืองท่า นาร์วิค ก็ตกเป็นของเยอรมัน
เลียบลงมาคือ เมือง Trondheim และ Bergenก็ง่ายดายเช่นกัน
แต่ที่ Bergen อังกฤษได้ส่งเครื่องบินมาหย่อนระเบิดหนึ่งหรือสองเม็ดเป็นการรับขวัญ
โดนเอากลางลำเรือลาดตะเวณ Konigsberg ของเยอรมันเข้า ล่มไปต่อหน้าตาต่อตา !!

อย่างไรก็ตาม..การเดินทัพของเยอรมันนั้น รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ ภายในเที่ยงวัน เมืองสำคัญๆทั้งห้าของ
นอร์เวย์ได้ตกอยู่ในความควบคุมอย่างเรียบร้อย..
แต่ที่ กรุง ออสโล..นั่น..ไม่ง่ายอย่างที่คิด !!






โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:11:01:11 น.  

 


มาเล่าต่อตอนที่รมต.ต่างประเทศของ นอร์เวย์ ที่ออสโล..ที่ถูกปลุกขึ้นมาให้รับคำสั่งว่าประเทศของตัวเองได้ถูก
ยึดครองจากเยอรมันแล้วนั้น
หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วครู่ใหญ่..อีกตกใจอีกต่างหาก ที่รู้ว่า เดนมาร์คก็เรียบร้อยไปแล้ว
พอได้รวมรวมสติก็บอกไปด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า..
"เยอรมันไม่มีสิทธิ ที่จะเข้าไปบุกรุกใครก็ได้ตามใจชอบ..เรา..ชาวนอร์วีเจียน ไม่มีวันยอม"
ดังนั้น..เรือสองลำของเยอรมันที่กำลังจะเข้าสู่ปากน้ำกรุงออสโล..คือ เรือ Lutzow (pocket ship), เรือลาดตระเวณ 10,000 ตัน Blucher, เรือขนาดเล็ก Emeden เจออุปสรรค ถูกทุ่นระเบิดที่วางโดยเรือ Olav Tryvesson คือ
เรือ Blucher และ Emeden เสียหายยับเยิน
เยอรมันสามารถพาที่เหลือหลบไปทางแอ่งลึก (อ่าวฝอยๆที่เป็นรูปแหลม ที่เรียกว่า Fjord) ทางใต้ประมาณว่า สิบห้าไมล์
อ้ะ..เข้าทาง..หน่วยรบทางบกค่าย Oskarsborg ยกมาตั้งรอตรงนั้นพอดี เลยช่วยถล่มด้วยปืนใหญ่ และ ทอร์ปิโดบก
เล่นเอา..เรือ Blucher ล่มจมหายไปดิ่งลงทะเล..คนในเรือ 1600 คน ซึ่งเป็นทหาร และหน่วยเกสตาโป(เตรียมที่จะไปรับจ๊อบ) หายไปในทะเลจ้อย..
เหลือเรือ Lutzow ที่ต้องเดินเครื่องกระโผลกกระเผลกหนีออกไปได้..

นายวิดคุน ใส้ศึก..อุตส่าห์ไปยืนตากลมหนาวคอยตั้งแต่มืดที่ท่าเรือ เมืองออสโล หมายใจว่าจะรอเปิดประตูเมืองรอรับวีรบุรุษผู้ว่าจ้างซะหน่อย
โดยไม่รู้สักนิดว่า ไอ้พวกนั้น..กำลังเป็นเหยื่อฉลามอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
แต่..ทางเรือไม่มาไม่เป็นไร....เพราะอย่างไรเสีย เกอริงได้ส่งหน่วยลุฟท์วัฟฟ์ มาทำหน้าที่แทน..โปรยระเบิดสั่งสอนแบบเมามันส์
ในที่สุด นอร์เวย์ก็สิ้นเสียงไปในตอนค่ำวันนั้นเอง..

คณะรัฐบาลนอร์เวย์ได้หลบหนีไปทางด้านใต้ 80 ไมล์ของกรุงออสโล คือเมือง Hamar ทหารนาซีก็ติดตามไปอย่างไม่ลดละ..
แต่ต้องชะงัก เพราะเจอกับแรงปะทะจากชาวบ้านที่รวมตัวกันได้..
พวกผู้นำนอร์วีเจียน ก็หนีหลุดเข้าไปใน สวีเดน รอดเงื้อมมือศัตรูกันทั้งหมด !!

คืนนั้นเช่นกัน ที่นายวิดคุนได้ประกาศรัฐบาลใหม่ และตั้งตัวเป็นหัวหน้ารัฐบาล เขาออกประกาศว่า..
ขอให้ประชาชนหยุดการต่อต้าน มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ ที่จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด
แต่..พระเจ้า Haakon ไม่ทรงยอม อย่างชนิด "พระเศียรเด็ด พระบาทขาด"
ประชาชนขานรับในพระดำริ ถึงกับมีการต่อต้านในทุกรูปแบบ..
พระองค์และกองทัพที่ภักดี ได้ไปตั้งมั่นอยู่ที่เทือกเขา Andalsnes
และนี่เป็นบทเรียนครั้งแรกของฮิตเล่อร์ ที่ชนะเมือง แต่ไม่ชนะใจของประชาชน..และ..ไม่มีวันที่จะชนะ ตราบนานเท่านาน !!
(ปัจจุบัน..ดูตัวอย่างของประเทศอิรัค)

10 เมษายน ฝูงเรือรบของอังกฤษเพิ่งมาถึงที่น่านน้ำของเมือง Narvik และจัดการจมเรือพิฆาตของเยอรมันไปสองลำ (จากห้าลำ)
ที่เหลือก็ยับเยินไปพอสมควร
ขากลับออกไป..ก็ปะทะกับเรือพิฆาตเยอรมันอีกห้าลำ..มีการยิงใส่กันแบบไม่เลี้ยง..
ผลการต่อสู้ คือ เรือพิฆาตอังกฤษจมไปหนึ่งลำ เสียหายสอง..หนีไปได้ สาม

สามวันต่อมา..ฝูงเรือพิฆาตของอังกฤษก็กลับมาอีก คราวนี้ เล่นงานฝูงเรือเยอรมันชุดนี้หมดไปแบบราบเรียบเป็นหน้ากลอง
ฮิตเล่อร์..ได้ข่าวนี้ ถึงกับมีอาการของขึ้นแบบใครก็เข้าหน้าไม่ติด
ความจริงแล้ว..อังกฤษไม่ได้ชนะเลยสักนิด เพราะว่า ไปถึงท่าที่เมือง Narvik แล้วก็น่าที่จะขึ้นฝั่งไปเลย
แต่ดันเอาเรือไปตั้งมั่นอยู่ที่ด้านเหนือ แล้วกว่าจะมะงุมมะงาหราหาทางเข้าเมือง ก็โดนทั้ง ลุฟท์วัฟฟ์ และ ปันเซ่อร์ ระดมยิงใส่ เลยต้องหนีกระเจิดกระเจิง ปล่อยให้เยอรมันยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ภาคสนามไปได้หมด

ในกรุงออสโล..หกวันหลังจากที่วิดคุนได้พยายามเคี่ยวเข็ญรัฐบาลใหม่ออกมา ซึ่งไม่เป็นผลสำเร็จ ไม่มีใครยอมรับ
เยอรมันจึงไสหัวออกไปให้พ้นๆ..แล้วหันมาเอาใจประชาชนด้วยการจัดตั้งรัฐบาลโดยนักการเมืองท้องถิ่นที่
ประชาชนรักและไว้วางใจให้ใหม่
หนึ่งในนั้น คือ Paal Berg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยที่ เยอรมันไม่รู้เลยว่า เบื้องหลัง เบื้องลึก..ท่านรมต.คนนี้แหละ คือ
หัวหน้าขบวนการเสรีนอร์วีเจียน ตัวจริง เสียงจริง..

และฮิตเล่อร์..อย่างที่บอกไปแล้วว่า ชนะเมือง ไม่ชนะใจ เลยอยากที่จะเข้ามาจัดการด้วยตัวเอง เพราะมันช่างท้าทายนัก
อยู่ที่เยอรมัน ชนะใจคนนับสิบๆล้าน แต่ที่นี่..ไม่มีใครเห็นหัวเลยแม้แต่นิด..เลยอยาก "ลองของ" ด้วยวิธีที่ผิดๆ
(นับว่าผิดพลาดอย่างหนึ่งในสงครามครั้งนี้)
นั่นคือ จัดตั้งส่วนล่างของนอร์เวย์เป็น สาขาหนึ่งของศูนย์บัญชาการนาซี..(แยกออกจากรัฐบาลเยอรมัน) หรือ
เรียกง่ายๆว่า ให้เป็นเมืองของนาซีเพียวๆ
โดยตั้งเมือง Terboven ให้เป็น Reich Commissioner of the Nazi
เหล่าทหารในกองทัพ..เริ่มมีปฏิกิริยา..ว่า..เอ๊..เมิงจะเอายังไงของเมิงกันฟะ?
(ขอให้เข้าใจนิดนึงว่า..ทหารแท้ๆของเยอรมันที่จบมาจากโรงเรียนนายร้อยจริงๆ นั้น รักษาวินัยและขั้นตอนอย่างจริงจัง
ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่สะดวกใจในการเปลี่ยนแผนไปมาของท่านผู้นำ อีกทั้ง มันไม่ใช่การทำงานแบบมาตรฐานของกองทัพ)
ก็มีการงัดง้างกันขึ้นมา..

ฮิตเล่อร์ก็สวมวิญญาณหญิงชราที่ชอบเอาแต่ใจ และอยากเอาชนะ..ถึงกับสั่งให้เกอริงนำฝูงบินมารับทหารทั้งกองพันของนายพล Eduard Dietl กลับไปยังเยอรมันโดยด่วน..
เกอริง..บอกว่า จะบ้าไปรึไง..จะไปหาเครื่องบินที่ไหนมารับกันหวัดกันไหว..เพ้อเจ้อน่า !!



โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:11:09:12 น.  

 


ฮิตเล่อร์ยิ่งยั๊วะจัด..เพราะหน่วยต่อต้านก็ยังไม่ยอมหยุดระเบิดโน่นระเบิดนี่
(ดูจากอิรัค..อีกแล้ว)
เขาจึงวางไม้ตาย..โดยการเรียกหน่วยเกสตาโปให้ไปจับคณะรัฐบาลที่ประชาชนรักนักรักหนามายี่สิบคน..
และให้นายพล ฟอน ฟอลเกนฮอสต์ ออกหมายประกาศว่า ถ้าประชาชนไม่หยุดต่อต้าน..ยี่สิบคนจะถูกยิงเป้าให้หมด..เอาป่ะ??
ได้ผลแฮะ..ทุกอย่างกลับไปเงียบสงบดังเดิม...ไม่มีใครกล้าหือสักแอะ
แต่นั่นหมายความว่า..ประชาชนก็ไม่ได้ความสนับสนุนเช่นกัน เยอรมันอยากจะได้อะไร จะทำอะไร ก็ใช้พวกนาซีไปทำกันเอง..
จนวันที่ 19 เมษายน อังกฤษได้ส่งเรือมารับ พระเจ้า Haakon และคณะ และนำไปตั้งมั่นอยู่ที่เมือง Tromso ที่อยู่ทางด้านเหนือของฝั่งทะเลอาร์คติคชั่วคราว
และต่อมาได้นำให้ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษต้องรีบกลับหลังหันจากนอร์เวย์แทบในทันที เพราะเยอรมันเตรียมเปิดฉากรุกฝั่งตะวันตก จึงต้องรีบกลับไปรักษาหม้อ
ข้าวตัวเอง..
พระเจ้า Haakon ขึ้นเรือไป ก็บ่นกระปอดกระแปดไปด้วยความเสียพระทัย เพราะ พระองค์หวังไว้เสมอว่า ถ้ามี
อะไรเกิดขึ้นอังกฤษต้องเข้ามาช่วยเหลือ..แต่นี่..หนอยยย !!
แต่พระองค์ไม่รู้หรอกว่า การเสียนอร์เวย์ไป นี่ก็เกือบเท่ากับอังกฤษถูกตัดแขนขาเลยทีเดียว
แร่ธาตุดีๆ..ที่จะต้องใช้ในการสร้างเครื่องบิน เรือรบ ระเบิด ตอนนี้อยู่ในมือของศัตรูเกือบทั้งหมด
สวีเดน..ที่ยังคงเหลืออยู่ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆ ไม่ขายอาวุธให้ ไม่ขายน้ำมันให้.. เพราะ ตัวเองก็ยังไม่รู้อนาคตว่าจะโดนเข้าเมื่อไหร่?
ซึ่งต่อมา..ก็โดนจริงๆ..แต่เป็นไปในรูปของ
ฮิตเล่อร์ได้บังคับให้สวีเดนทำตัวเป็นกลาง ทางด้านการปกครอง แต่ทางด้านการค้า ต้องซื้อขายกับเยอรมันเท่านั้น ตลอดระยะเวลาของสงคราม

ถึงแม้ว่าทางด้านทัพบก..เยอรมันดูเหมือนจะแข็งขันในช่วงรุกรานใครต่อใคร..แต่ทางด้านทัพเรือ ต้องถือว่า..หน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บ
เพราะ ในสงครามนอร์เวย์ เดนมาร์ค ครั้งนี้ เรือพิฆาต เรือลาดตระเวณ เรือประจันบานหลายลำ ได้เสียหายยับเยิน ถูกจมลงไปก็ไม่ใช่น้อย
เพราะความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือ...
เรือดำน้ำหลายลำแทบจะทั้งฝูงที่แอบซุ่มปฏิบัติงานในน่านน้ำ แอตแลนติค และ ทะเลเหนือ รวมไปถึงท่าต่างๆนั้น
ต่างส่งรายงานไปยัง แม่ทัพเรือ Donitz ว่า..ทอร์ปิโด ที่ยิงออกไปไม่ทำงาน..เพราะ ส่งไปยิงเรือของอังกฤษตั้งหกลูก แถมโดนเข้าเต็มๆ
แต่ไม่ระเบิด..กลับเป็นไม้จิ้มฟันไปซะเฉย..
แม่ทัพ..ก็ด่าสวนกลับมา..ว่า ไอ้พวกนี้ใช้ของไม่เป็น จะเสียได้ยังไงฟะ ของดีๆทั้งนั้น..
ว่าแล้วก็ด่าทหารของตัวเองโขมงโฉงเฉง..

ตอนหลัง..รายงานแบบเดียวกันนี้ก็ส่งเข้ามาทุกวัน จนต้องทำการตรวจหาสาเหตุ จึงได้ใจความว่า..
กลไกการสับระเบิดให้กับทอร์ปิโด..นั้นไม่ทำงาน (ในเรือดำน้ำทุกลำ)
(เรื่องนี้..อเมริกามีก๊อบปี้ของเครื่องยิงทอร์ปิโดเรือลำน้ำรุ่นนี้ และ ได้ยืนยันว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานจริงๆ)
เรือดำน้ำทุกลำถูกเรียกกลับหน่วย เอากลับไปยังอู่ รื้อค้นซ่อมแซมหาสาเหตุกันใหม่
ซึ่งใช้เวลานานหลายอาทิตย์ และเป็นขณะเดียวกันกับที่สงครามฝ่ายตะวันตกกำลังจะเปิดฉาก !!

และ..ที่ว่าเป็นการทำสงครามที่ผิดพลาดของฮิตเล่อร์ นั่นก็คือ การเข้ายึดครองนอร์เวย์ของเยอรมัน ทำให้เกิดการสับสนวุ่นวายในสภาอังกฤษ
ผู้ที่ถูกตำหนิ มากที่สุดคือ รัฐบาล
เสียงในสภาระส่ำระสาย ต้องมีการโหวตกันใหม่ ผลคือ รัฐบาลและนายแชมเบอร์เลนคว่ำไม่เป็นท่า ถึงกับต้องลาออก..
วินส์ตัน เชอร์ชิลล์ คู่ปรับของฮิตเล่อร์(คนที่ใครต่อใครกลัวใจหนักหนา) ขึ้นมาแทนที่..และได้รับอำนาจในการดำเนินงานทัพสู้ศึกโดยพระเจ้าแผ่นดิน อย่างเด็ดขาด..
สำหรับ..ฮิตเล่อร์แล้ว นั่นคือสิ่งที่เขาเกรงอย่างที่สุด แบบเหมือนกับ..ดังนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง ทีเดียวเจียว..
เพราะ ถ้าไม่ใช่เชอร์ชิลล์คนนี้ โลกเราทุกวันนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่ในทิศทางใดเลย เจ้าประคุณเอ๋ย..!!


โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:11:16:04 น.  

 
ขยันดีจังครับคุนป้าวิ :)


โดย: นายFee วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:17:57:58 น.  

 
ชอบ มาก ครับ
ขอบคุณที่หามาให้อ่าน ครับ


โดย: แวะมาเยี่ยม (โขมงโฉงเฉง ) วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:18:40:01 น.  

 


รอยต่อจากตรงนี้..คือการที่ฮิตเล่อร์กำลังจะเข้าไปตีฝรั่งเศส ใครที่สนใจจะอ่านประกอบ
ภาพตรงนี้ให้ชัดเจนขึ้น กรุณาแยกไปอ่านกลุ่ม ไวน์ และสงครามนะคะ..
จะโพสต์ให้ณ.บัดเดี๋ยวนี้ !!

โดย: WIWANDA วันที่: 19 มีนาคม 2548 เวลา:20:54:25 น.  

 
THANKS


โดย: CHANOTIS IP: 124.120.94.64 วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:16:08:38 น.  

 
ขยันจังนะ


โดย: kon ti IP: 222.123.140.232 วันที่: 30 มีนาคม 2551 เวลา:2:13:06 น.  

 
$$


โดย: อภิสิทธิ์​ IP: 171.4.238.183 วันที่: 16 สิงหาคม 2561 เวลา:11:43:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

WIWANDA
Location :
กรุงเทพ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 99 คน [?]




[Add WIWANDA's blog to your web]