กรกฏาคม 2556
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
24 กรกฏาคม 2556

เชลย....ตอนยี่สิบเจ็ด (จบ)

            ชายคนหนึ่ง..เข้ามากระซิบหื่นๆว่า..เข้ามาคุยด้วยหน่อยซิ..ไม่เคยเจอะเจอผู้หญิงสวยๆมานานแล้ว..
            ฉันต้องตะเพิดออกไปว่า.."ออกไปนะ..อย่ามายุ่ง ฉันมาตามหาแม่ฉัน"
            "งั้นเธอก็เป็นยิวน่ะซิ..มาจากไหนล่ะ?"
            "ใช่ซิ..ฉันเป็นยิว มาตามหา คลอทธิลด์ ฮาห์น ใครรู้จักเธอบ้าง??"
            ตอนนี้..พวกเขาได้มายืนรายล้อม มุงดูฉัน ท่าทางไม่มีใครช่วยอะไรได้..ในที่สุด ฉันได้ระเบิดออกไปว่า
            "อย่ามายุ่งกับฉันนะ ฉันแต่งงานมีสามีแล้ว สามีของฉันอยู่ในค่ายเชลยที่ไซบีเรีย นี่คือ ลูกสาว ที่ฉันมานี่เพราะอยากอยู่กับพวกยิวด้วยกัน เพราะยังไงก็จะถึง เทศกาล รอช ฮัสชาน่าห์ นี่แล้ว พวกคุณเป็นยิวชนิดไหนกัน ไม่เคยพบเคยเห็น"
            ชายคนหนึ่งเข้ามากระชากผมฉันจนหน้าหงายไปข้างหลัง เขาเป็นคนร่างสูง ที่โกนหัวจนล้านเลี่ยน ดวงตาทั้งคู่สีแดงจัด เขาว่า
            "อ้อ..แกมีผัวเป็นทหารเยอรมันงั้นซิ อีสั..มิน่าเล่า ดูเป็นคุณนายสมบูรณ์พูนสุขดีนี่.." ว่าแล้ว มันได้หันไปประกาศกับพวกพ้องว่า..
            "ดูอีนี่ให้เต็มตานะพวกเรา..มันไปนอนกับไอ้พวกโกยิมได้ แต่มาทำท่าขยะแขยงพวกเรา"
            {Goyim หมายถึง ชาวเยอรมันตามที่ชาวยิวเรียก}

            ฉันรีบสะบัดตัวให้หลุดออกมาจากการเกาะกุม พาตัววิ่งออกมาให้พ้นอย่างเร็วที่สุด แทบไม่เชื่อตัวเองว่า คนพวกนี้คือชาวยิวด้วยกัน เป็นไปไม่ได้..ชายยิวที่ฉันเคยรู้จักและพานพบมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกนั้น
            คือ พวกที่สงบเสงี่ยม ปราดเปรื่อง เป็น เยชิวา
            (yeshiva = ชนชั้นมันสมอง) ที่น่าภาคภูมิ คนพวกนี้กลายมาเป็นสัตว์นรกอย่างที่เห็นได้อย่างไรกัน...พวกนาซีมันทำอะไรกับพวกเขา???

            มาถึงตรงนี้ ฉันเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ไอ้ชีวิตของการเป็นยู-โบ๊ท ที่ฉันคิดว่ามันหนักหนาสาหัสนักนั้น มันอาจจะไม่ร้ายกาจอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆอย่างที่เห็น
            ฉันตกใจจนตัวสั่น น้ำตาไหลพรากทุกครั้งที่คิดถึงประสบการณ์ที่พานพบมาหมาดๆนั่น...
            ร่างกายอ่อนเปลี้ยจนไม่สามารถหอบหิ้วอุ้มลุกกลับมาได้ จนต้องฝากแม่หนูแอนเจล่าไว้กับผู้ดูแลค่าย
            โดยที่ตัวเองจะรีบมารับโดยทางรถยนตร์ในวันรุ่งขึ้น

            ขากลับบ้าน ฉันได้พบว่ารถไฟไม่วิ่ง.. และ นักค้าของตลาดมืดได้มาบอกว่า จะมีรถไฟสายผ่านบรันเดนเบอร์ค แต่ว่ามันเป็นขบวนของพวกทหารรัสเซีย ผู้หญิงไม่ควรขึ้นหรอกนะ
            แต่...ฉันไม่มีทางเลือกใดๆทั้งสิ้น เมื่อขบวนได้มาถึง
            ทั้งโบกี้ว่างเปล่า ทหารคนหนึ่งหน้าตาออกแนวเอเชี่ยนได้บอกฉันว่า
            "นี่มันขบวนรถส่วนตัวของผมเลยนะเนี่ย..ถ้าคุณจะไปด้วย ก็ต้องเข้าไปในคอมพาร์ตเม้นต์ของผม"
            ฉันเข้าไปจริงๆ แต่ไม่กล้านั่ง..ได้แต่ยืนพิงที่หน้าต่าง..ทหารคนนั้นเดินเข้ามายืนประชิดข้างๆและเอื้อมแขนมาโอบเอวอย่างถือวิสาสะ
            "ฉันไม่ใช่ผู้หญิงเยอรมัน เป็นยิว.."
            ได้ผล..มือนั้นหลุดออกไปอย่างอัตโนมัติ..
            "มีนายทหารผู้คุมมาในขบวนนี้ด้วย เขาเป็นยิวเช่นกัน มาซิ จะพาเธอไปรู้จัก" นายนั่นบอก

            นายทหารคนนั้น มีผมสีดำ ดวงตาสีดำเหมือนกับของพ่อ ทักทายฉันด้วยภาษายิดดิชที่เร็วปรื๋อ
            "ฉันไม่รู้ภาษายิดดิชค่ะ"
            "งั้นคุณก็ไม่ใช้ยิว.."
            "ฉันเป็นยิวจากเวียนนา เราไม่เคยเรียน"
            "ยิวจากเวียนนาถูกฆ่าตายไปหมดแล้ว....อย่ามาโกหก"
            "Shema Yisrael...Adonai eloheynu . Adonai echod" ฉันท่องบทสวดส่งวิญญาณนี้ขึ้นมา เป็นครั้งที่สองหลังจากที่สวดให้เมื่อพ่อตาย...สิบปีมาแล้ว น้ำตาไหลพราก..จนต้องเอนตัวไปหาที่พิง
            ในที่สุด..เขาได้แสดงน้ำใจ บอกมาว่า..
            "รถไฟขบวนนี้วิ่งมาว่างๆอย่างนี้ เพื่อที่จะมารับคนของเรากลับรัสเซีย นี่คือตารางการวิ่ง เธอจะมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ฉันขอรับรองความปลอดภัยอย่างแน่นอน"
            เขาจับมือฉันด้วยการแสดงความเห็นใจ และเป็นการให้กำลังใจ
            แต่มันช่างไร้ผลสิ้นดี เพราะจากเหตุการณ์ในค่ายยิวนั่นยังทำให้ขวัญผวาไม่หาย
            และวันรุ่งขึ้น ฉันได้ขอร้องให้สามีเพื่อนช่วยสงเคราะห์ขับรถพาไปรับแอนเจล่ากลับมาจนได้



            พอชีวิตเริ่มอยู่อย่างสงบนิ่ง..ฉันจึงได้รับเด็กกำพร้ามาอุปการะหนึ่งคนจากสถานเด็กกำพร้า เธอเป็นเด็กหญิงวัยแก่กว่าแอนเจล่าหน่อยนึง ชื่อว่า เกรเทิล ซึ่งฉันให้เธอเรียกว่า "น้า"
            เด็กทั้งสองเข้ากันได้ดี ฉันเองก็เริ่มมีความสุขกับชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น ชีวิตที่ได้ทำอาหารเย็นเลี้ยงดูพวกแก และ พาอาบน้ำ เข้านอน อ่านนิทานให้ฟัง
            หลายต่อหลายครั้งที่เกรเทิลมักถามฉันว่า เมื่อไหร่แม่หรือพ่อของแกจะกลับมา หรือ พวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร
            สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ นั่นก็คือ การหาคำตอบออกมาให้ดีที่สุด และ ไม่ลืมที่จะบอกเธอไปว่า
            ไม่ว่าพ่อแม่จะอยู่ที่ไหน พวกเขาก็ยังรักและคิดถึงเธอเสมอ ซึ่งผลดีของมันคือ เด็กทั้งสองสามารถหลับลงไปได้ด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอมบนใบหน้าน้อยๆ

            นี่คือครั้งแรกในรอบสิบปี ที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้สัมผัสกับความจริง ที่มีครอบครัวเป็นของตัวเอง มีเพื่อนที่เข้าใจ มีงานทำ และที่สำคัญคือ ได้เป็นตัวของตัวเอง
            เป็นอีดิธ ฮาห์น ที่สามารถจะสร้างความฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้ในสักวันหนึ่ง
            ฝันนั้นคือ การกลับมาของแม่ ซึ่งแน่นอนว่า แม่คงต้องแก่ไปตามวัย อาจทรุดโทรมไปตามกับชีวิตที่ต้องใช้อยู่ในสลัมที่โปแลนด์
            ต่อมาคือความฝันของการอยู่ดีกินดี อนาคตที่ดีที่ฉันจะสามารถสรรหามาปรนเปรอแอนเจล่าไม่ให้น้อยหน้าใครและเราสองคนแม่ลูกจะไม่มีวันพลัดพรากจากกันไปไหนทั้งสิ้น
            สุดท้ายคือ ความฝันที่จะได้เห็นเวอร์เน่อร์กลับคืนมา
            เขาจะต้องชื่นชอบที่อยู่ใหม่ของเรา อาจจะหางานทำตามที่ใจรัก เราจะอยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ แม่ ลูก
            หรือบางที บางที เราอาจจะมีลูกเล็กๆด้วยกันอีกสักคน
            ก็เป็นได้ ใครจะรู้ .....

            คืนหนึ่ง...ในช่วงปลายๆปี 1946 ขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าบ้าน..เมื่อไปเปิดออกดู ชายคนหนึ่งยัดของชิ้นหนึ่งลงในมือของฉันอย่างรวดเร็ว และ รีบจากไปโดยไม่พูดไม่จา
            ฉันต้องมะงุมมะงาหราสิ่งของชิ้นนั้นที่กระเด็นหลุดจากมือ เพราะไม่ทันระวังตัว มันตกกลิ้งไปไปอยู่พื้น มันคือกล่องใส่แว่นตา..ที่ฉันต้องนำมันมาแกะผ้าบุออกเป็นชิ้นๆ เพื่อหาสิ่งที่ซ่อนเร้นมา
            และสิ่งได้ปรากฏต่อหน้าสายตานั้นคือ จดหมายที่มีลายมือของเวอร์เน่อร์ ที่มีข้อความว่า เขาปลอดภัยดี และไม่ได้รับข่าวจากฉันเลย (ทั้งๆที่ฉันได้พยายามส่งจดหมายไปตลอดเวลา) ข่าวเดียวที่เขาได้รับ
            คือข่าวจากน้องสะใภ้ ที่ว่า โรเบิร์ต กำลังนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล
            เขาเล่าว่า เดือนมีนาคม 1945 เขาได้ถูกจับไปเป็นเชลย และป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลที่โปแลนด์ ซึ่งเขาก็รอดมาได้ทั้งๆที่อดอยากแทบตาย
            ในเดือนพฤษภาคม เขาได้ถูกส่งตัวไปยังค่ายเชลยที่ไซบีเรีย ที่ทรมานอย่างแสนสาหัสจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวจนแข็ง หากแต่ในความเป็นอัจฉริยะแห่งความเอาตัวรอดของเขา ที่นำความสามารถพิเศษในศิลปการวาดรูป
            และการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆออกมาใช้ในคราวอับจน คือการทำสิ่งของสวยๆงามๆให้กับนายทหารรัสเซียให้นำไปฝากครอบครัว และช่วยซ่อมทาสีอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ให้กับสำนักงานนายทหาร
            จนเป็นที่เอื้อเอ็นดูขึ้นมาบ้าง ในจดหมายเขาได้แสดงความกริ่งเกรงมาอย่างชัดเจน ว่า..จะมีใครยังห่วงหาอยู่หรือไม่ หรือ มีใครสักคนไหมที่คิดจะช่วยเหลือให้พ้นจากขุมนรกนั่นอย่างจริงจัง หรือ
            ฉันได้คิดจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเขาหรือไม่ หรือ ชาวเยอรมันเองได้รู้กันบ้างไหมว่า ทหารที่ออกไปรบเพื่อชาตินั้นต้องตกระกำลำบากขนาดไหน..
            เขาอ้อนวอนมาว่า..ให้ฉันไปช่วยพูดกับกองทัพรัสเซียให้รู้ว่า เขาเองก็เป็นคนที่ต่อต้านอำนาจเผด็จการอยู่อย่างเงียบๆเช่นกัน ดูตัวอย่างได้จากการที่เขายอมแต่งงานกับ"สาวยิว"อย่างฉัน
            สุดท้าย ขอส่งความรักมายังฉันและลูก และขอให้อดทนกัดฟันสู้ต่อไป และขอฝากดูแลแม่หนูบาร์เบิลด้วย


            คิดไปแล้วชีวิตนี้ช่างผกผันนัก เดี๋ยวนี้ ฉันคือ ผู้พิพากษาที่เกริกเกียรติ ที่แทบไม่จำเป็นต้องมีสามีมาช่วยเลี้ยงดู
            ถ้าเขากลับมาจริงๆก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าการต้องเป็นช้างเท้าหลัง...
            แต่ก็นั่นอีกแหละ อย่างไรเสียก็ต้องช่วยกันเต็มที่
            เพราะเข้าใจในความรู้สึกของเขาดีว่า...มันโหยหาอิสรภาพมากเพียงไร ดังที่ครั้งหนึ่งมันได้เกิดขึ้นกับฉัน
            เมื่อครั้งไปอยู่ในโรงงานและในไร่ที่ต้องทำงานราวกับทาส
            และเคยส่งจดหมายไปหาเปปปิ คนรักที่เวียนนา ข้อความในจดหมายนั่น ฉันยังจำได้ดีว่าเขียนรำพันไป ว่า มีใครที่คิดถึง เป็นห่วงกันบ้างไหม เขายังรักฉันอยู่หรือไม่ และอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด

            ฉันได้พาตัวเข้าพบกับเจ้านาย นายอุลริค และอ้อนวอนว่า
            "ได้โปรดเถอะค่ะ ช่วยเหลือเวอร์เน่อร์สามีฉันด้วย ช่วยกรุณาส่งเขากลับบ้านเถอะค่ะ"
            ฉันจำได้ดีถึงสภาพที่ต้องทนกินขนมปังในคุกที่ผสมขี้เลื่อย มองเห็นภาพของสามีสวมใส่เสื้อผ้าทุกชิ้นให้หนาเข้าไว้ในยามเข้านอน และอาจคุดคู้ด้วยความหนาวเหน็บภายใต้ผ้าห่มบางๆ
            สองมือที่ช่างสร้างสรรของเขาอาจต้องถูกพันให้อุ่นด้วย
            ผ้าขี้ริ้ว..
            เมื่อไม่ได้รับคำตอบ..คราวนี้ฉันวิ่งไปหา ทนายความ นายชูทซ์ เพื่อขอความช่วยเหลือ
            "ได้โปรดเถอะค่ะ คุณสนิทสนมกับพวกรัสเชี่ยนดี ช่วยบอกเขาด้วยว่า เวอร์เน่อร์เป็นคนดี ไม่เชื่อไปถามพวกเชลยฝรั่งเศสและพวกดัทช์ที่เคยมาทำงานในโรงงานอาราโดดูซิคะ พวกเขายืนยันได้"
            ฉันมองเห็นภาพหิมะกองท่วมสูงถึงเข่า ที่เขาต้องย่ำออกไปทำงานอย่างสายตัวแทบขาดพร้อมกับเชลยคนอื่นๆ

            ต่อมา..ฉันได้หาช่องทางเข้าไปพบกับหัวหน้าใหญ่ฝ่ายรัสเซีย อ้อนวอนเขาว่า
            "ช่วยเขาให้กลับมาหาครอบครัวด้วยเถอะ ได้โปรด เขาเป็นคนดีจริงๆค่ะ"
            แต่..สิ่งที่ฉันได้รับตอบกลับมานั่นคือ การนิ่ง..ไม่มีคำตอบใดๆเช่นเคย..
            ซึ่งฉันก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย..ส่งคำร้องขอไปยังสำนักงานใหญ่ในกรุงเบอร์ลินทุกสาขาให้ช่วยพิจารณา
            แต่ความจริงที่ใจยังกริ่งเกรงอยู่..คือ ไม่ว่าฉันจะวิ่งเต้นช่วยเหลือเขาขนาดไหน หากว่า..เมื่อเขากลับมาได้จริงๆแล้ว สถานะภาพทางสังคมของเราจะเป็นอย่างไร
            เพราะอย่างไรเสีย ต้องไม่ลืมว่า ถึงแม้ฉันจะจำกัดตัวเองให้อยู่ในวงแคบๆอย่างที่เป็นอยู่ เราก็ยังอยู่ในวิถีของความรู้สึกของคนที่ต่อต้านยิวอยู่เหมือนเดิม
            ไม่ต้องไปดูใครอื่นไกลที่ไหน
            ดูได้จากตัวเวอร์เน่อร์เองนี่แหละ ที่มักพูดเสมอว่า เลือดยิวนี้แรงนัก มักกลืนกินสายเลือดอื่นๆจนหมดสิ้น
            เขาช่างลอกเลียนมาจากปากคำของฝ่ายโปรปะกันดานาซีอย่างไม่ขาดหกตกหล่น
            ฉันเอง..อยากให้แอนเจล่าเป็นลูกรักของพ่อโดยปราศจากเงื่อนไขเหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ ดังนั้น สิ่งเดียวที่ฉันคิดว่าได้ทำถูกต้อง นั่นคือ การนัดแนะบาดหลวงให้เข้ามาทำพิธี"ล้างบาป"
            อันถือว่า ลูกได้เข้านับถือศาสนาคริสต์ไปอย่างสมบูรณ์

            คุณคนอ่านคงสงสัยว่า ทำไมต้องนัดมาที่บ้าน พาไปที่โบสถ์มิง่ายกว่าหรือ ตอบตรงๆค่ะ ว่า ฉันไม่กล้า ฉันไม่รู้เรื่องของศาสนาคริสต์เลย ไม่อยากให้ใครต่อใครมาเห็น
            มารับรู้ไปด้วย



            ในเย็นวันหนึ่งของฤดูร้อน 1946 ถนนข้างนอกเงียบสงัด เสียงเรือที่จอดในคลองลอยกระทบกับขอบท่าดังมาเบาๆเป็นระยะ
            ต้นไม้กำลังเริ่มเติบโตขึ้นมาอีกที กลิ่นดอกไม้เริ่มขจรขจายหอมชื่นไปในอากาศ
            ฉันได้ชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงามอยู่คนเดียวใน
            อพาร์ทเม้นต์ เพราะแอนเจล่าได้ไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลในเบอร์ลิน เพราะมีอาการอักเสบของโรคคอตีบที่ต้องการยาเพนนิซิลิน และที่เดียวเท่านั้นที่มียานี้
            คือโรงพยาบาลเด็กเบอร์ลิน
            ส่วนแม่หนูเกรเทิลได้กลับไปค้างคืนกับน้องชายของเธอที่สถานเด็กกำพร้า
            เสียงเคาะดังขึ้นที่หน้าประตู ฉันมองลอดช่องโซ่ตรึงออกไปท่ามกลางความโพล้เพล้..ถามว่า ใคร..
            เสียงตอบมาว่า..ผมเอง.. มาจากชายร่างสูงผอม ท่าทางอิดโรย
            สิ้นเสียง..ฉันก็โผเข้าสู่อ้อมอกเขาทันที พาเขาเข้าไปอาบน้ำอุ่นให้สบายตัว และให้นอนพักในเตียงที่อ่อนนุ่ม
            บอกกับตัวเองอย่างเริงรื่นว่า..หมดกันเสียทีเรื่องทุกข์เรื่องโศก เคราะห์ร้ายทั้งหมดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปเราจะได้ตั้งต้นชีวิตกันใหม่เสียที..
            ฉันเชื่อเช่นนั้นจริงๆ...และมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่สองสามวัน ทันทีที่เวอร์เน่อร์ปรับตัวต่อสภาพสิ่งแวดล้อมได้เท่านั้นแหละ..เขาเริ่มมีอาการ"เกรี้ยว"ออกมาให้เห็นบ่อยๆ ทุกอย่างเริ่มขวางหูขวางตาไปเสียหมด
            จริงอยู่ที่เขาชอบอพาร์ตเมนต์ใหม่ของเราที่สวยหรูเหมือนกับบ้านตัวอย่าง
            แต่..เขาต้องการตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาหารเช้าที่ทำรอไว้ให้ด้วยฝีมือฉัน ไม่ใช่จากคนรับใช้ที่ได้จ้างมาให้ดูแล
            และเขาต้องการให้ฉันอยู่ทำงานบ้าน ทำอาหารเย็น และปรนนิบัติ อย่างที่เคยทำมาครั้งที่เป็น กรีท..
            "ฉันต้องไปทำงานนะคะ ฉันมีงานคดีที่ต้องทำ..." ฉันพยายามอธิบาย...แต่เขาไม่เคยเข้าใจ
            จนแอนเจล่ากลับมาจากโรงพยาบาล ฉันรีบจัดการแต่งตัวให้เธอด้วยกระโปรงงดงาม พร้อมโบว์ผูกผมสีสวย ให้มาทำความรู้จักกับบิดาบังเกิดเกล้า..เธอทำท่าเอียงอาย หลบม้วนต้วนอยู่หลังประตู
            แต่ก็แอบมองเขาอยู่อย่างสนใจ
            "ไปซิคะ ไปหาคุณพ่อ ไปจูบคุณพ่อให้หายคิดถึงซิคะ.." ในที่สุดเธอโผเข้าหาเวอร์เน่อร์ด้วยความรัก และบูชา และตรงนั้นเองที่ฉันต้องพบกับความผิดหวังอย่างเอกอุ
            เพราะถึงแม้ว่าฉันจะยอมลงทุนเปลี่ยนให้ลูกกลายเป็นคริสต์ชน แต่มันไม่ได้หมายความว่า จะชนะใจหรือชนะความเชื่อถือในเรื่องเลือดยิวของเวอร์เน่อร์ ไปได้
            เขารับขวัญลูกสาว ด้วยการลูบหลังเธอแต่เพียงเบาๆ...
            มันช่างน่าละอายเสียเหลือเกิน ที่ฉันยอมทรยศกับบรรพบุรุษและพระบัญญัติเพียงเพื่อหวังผลเล็กน้อยแค่นี้...

            เวอร์เน่อร์ยอมรับความจริงไม่ได้เลยว่า
            ตำแหน่งการงานของฉันนั้น ที่พร้อมมูลไปด้วยสำนักงาน เลขานุการ พนักงานต้อนรับ ซึ่งเขาเองจะต้องผ่านด่านคนพวกนี้ก่อนที่จะเข้ามาพบฉันได้
            และเขาไม่ชอบที่จะต้องรอ..ถ้าหากว่า ฉันยังต้องมีงานคดีที่ต้องสะสาง หรือกำลังพบปะปรึกษาหารือกับใครต่อใครอยู่
            เขาสำคัญผิดในตัวเอง ที่คิดว่า การกลับจากสงครามของเขานั้น คือการกลับมาอย่างวีรบุรุษที่ทุกคนพึงต้องให้ความสำคัญ และเมื่อต้องเผชิญกับความจริงว่า
            การกลับมาสู่ประเทศชาติที่แพ้อย่างยับเยินนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับ การเป็นขยะสงครามที่ไม่มีใครสนใจ
            อีกทั้งประเทศก็ไม่มีอนาคตอะไรเหลือไว้ให้ ไม่ว่า ทางเศรษฐกิจ หรือ โอกาสที่จะหยิบยื่นงานให้
            เหลืออย่างเดียวคือ กรมแรงงาน ที่มีงานแจกจ่ายในระดับจับกังรายวัน..กล่าวคือ การส่งตัวไปทำงานเก็บเศษซากปรัก หักพัง งานซ่อมถนน ล้างท่อ ซึ่งผิดไปจากสิ่งที่เขาได้วาดหวังไว้ว่า
            จะได้กลับไปเป็นหัวหน้าคุมงานในโรงงานสร้างเครื่องบินอย่างที่เคยทำ
            แต่ในสถานะที่รัสเซียคุมเมืองไว้เช่นนั้น โอกาสของเขาคือศูนย์
            ป้าพอลล่าที่เป็นที่นับถือของเขาได้ปลอบประโลมว่า เขานั้น โชคดีเท่าไหร่แล้ว ที่กลับมาแล้วยังมีคนคอยเลี้ยงดู มีที่อยู่ที่กิน แต่..เขาหาได้เข้าใจไม่
            เขามิได้เข้าใจเลยว่า การที่ได้กลับออกมาจากค่ายเชลยเร็วกว่าคนอื่นๆถึงสองถึงแปดปีนั้น ฉันได้เป็นหนี้บุญคุณที่ต้องใช้คืนของพวก Kommadatura (กลาโหมรัสเซีย) เท่าไหร่
            เขากลับคิดว่า..ฉันต้องทำหน้าที่เมีย ที่ต้องหุงหา ทำความสะอาด เลี้ยงลูกอย่างที่เคยทำ เขาโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่า ฉันมิได้เป็นคนซักรีดเสื้อผ้าให้
            จนลูกสาวเริ่มทำตามอย่าง ไม่พอใจก็ชักดิ้นชักงอ
            ทั้งๆที่เคยเป็นเด็กอารมณ์ดี
            เขาไม่ชอบ เกรเทิล ต้องการให้ฉันส่งแกกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาว่า
            "ก็มันไม่ใช่ลูก..อีกอย่างหนึ่ง ลูกสาวก็มีตั้งสองคนแล้ว จะเอามายัดเยียดเลี้ยงดูอะไรกันอีก"
            หรือ..ครั้งหนึ่งที่ฉันได้ร้องขอให้เขา ช่วยแวะที่ร้านขายปลา เพื่อที่จะไปรับปลามาจากชาวประมงใจอารีที่รู้จัก
            ออกปากเอื้อเฟื้อให้ เพื่อนำมาปรุงอาหารมื้อค่ำ เขากลับตวาดแว๊ดกลับมาว่า
            "นั่นมันงานของคุณ...ไม่ใช่หน้าที่ผมที่เที่ยวไปแบมือรับของจากใคร ให้มันรู้ไปซะมั่งว่า หน้าที่ผัวน่ะ คือนั่งโต๊ะ รอการเสริฟ เข้าจั๋ยยย!!!"
            "แต่ฉันไม่มีเวลานี่คะ ไหนจะงาน..."
            "ก็ช่างมันซิ...อย่าเอามาอ้างหน่อยเลย"
            "กรุณาเถอะค่ะ.."
            "นี่ฟังนะหล่อน..ฉันไม่มีวันไปรอขอทานจากไอ้ประมงคอมมิวนิสต์นั่นหรอก ถ้าหล่อนอยากกินนัก...ก็ไปเอามาเอง"
            เวอร์เน่อร์ มีเวลาทั้งวันกับการหงุดหงิด โกรธเกรี้ยวอย่างไม่มีสาเหตุ เพื่อนๆที่เคยทำงานด้วยกันที่โรงงานอาราโดก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ตัวอาคารของโรงงานถูกบอมบ์จนราบเป็นหน้ากลองไม่เหลือซาก

            (แอนเจล่าเคยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดตอนโตๆมานี่ ไปถามถึงที่ตั้งของอดีตโรงงานอาราโด...ไม่มีใครรู้จัก)


            คืนหนึ่ง ที่ฉันกลับมาจากทำงานค่อนข้างมืด สมองเหนื่อยล้าไปด้วยคดี
            พบว่า..เวอร์เน่อร์กำลัง"ของขึ้น" มาตลอดทั้งวัน ที่พบว่า ถุงเท้ามีรูดโหว่ และเมื่อประจันหน้ากันก็ปึงปังใส่
            "อ้อ...เดี๋ยวนี้ ชุนผ้าไม่เป็นแล้วหรือไง?"
            "เป็นค่ะ เพียงแต่...แต่..."
            "แต่..เพราะตอนนี้หล่อนมันคือ ผู้พิพากษาใหญ่โตน่ะซี้..จะมีอะไรล่ะ เวลาที่จะมาปรนนิบัติผัวเลยไม่มี...ฉันรู้"
            "พอซะทีเถอะ คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่า การที่ฉันวิ่งไปอ้อนวอนใครต่อใครให้คุณรอดคุกกลับมานี่ ฉันต้องยอมทุ่มเททำงานให้กับเขาแค่ไหน อย่าเอาเรื่องถุงเท้าขาดมาเป็นอารมณ์อย่างไม่เข้าเรื่องหน่อยเลย
            แค่นี้ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว"
            ฉันเกิดความเหลืออด เอ็ดอึงกลับไปอย่างไม่ลดละเป็นครั้งแรก
            "เป็นบุญ...เชอะ..แม่เมียเจ้าปัญญา แม่เมียมหาบัญฑิต ฉันไม่รู้จักเมียคนนี้เลย ให้ตายซิ"
            "ฉันก็ยังเป็นคนเดิมนั่นแหละ เราอย่ามาทะเลาะกันเลยดีกว่า นะคะ นะคะ "
            "ไม่ใช่.." เสียงเขาแหวลั่น.." เมียฉัน กรีท น่ะ เขาเป็นคนดี เชื่อฟังผัว ทำกับข้าว หุงหา ทำความสะอาด เย็บเสื้อผ้า ซักรีด ปรนนิบัติผัวยังกับพระราชา แล้วไหนล่ะ เมียของฉันคนนั้นน่ะหายไปไหน..."
            เท่านั้นเอง..ความอดทนของฉันก็ขาดผึง หมดกันทีกับความพยายาม..
            "เมียของเธอคนนั้นน่ะ เขาตายจากไปแล้วน่ะซิ เพราะเขาเป็นผลิตผลของนโยบายของพวกนาซี หมดนาซี ก็หมดเขาไง...ฉัน..อีดิธ ก็เป็นอย่างนี้แหละ เป็นตัวของตัวเองที่จะไม่ยอมกลับไปเป็นทาสในเรือนเบี้ยของคุณต่อไปอีก และตอนนี้..คุณต้องหัดทำใจยอมรับเมียตัวจริงของคุณคนนี้ได้แล้ว"
            ผลคือ..สิ้นเสียงเขาก็ตบฉันเข้าเปรี้ยงเบ้อเร่อ..ตัวปลิวกระเด็นไปติดข้างฝา ดาวขึ้นพราวพราย สมองสั่นระริก
            เขาเดินออกไปจากบ้านอย่างไม่หันมาใยดีต่อสภาพหัวใจสลายของฉันแม้แต่นิด...


            เวอร์เน่อร์กลับบ้านมาอีกทีเมื่อเวลาล่วงผ่านเลยไปหลายวัน และ ฉันรู้ได้ทันทีว่า เขาต้องไปหาอลิซาเบธ เมียเก่าของเขาอย่างแน่นอน เพราะสองสามวันต่อมา เขาเริ่มเปรยขึ้นมาว่า
            "จะเอาบาร์เบิลมาอยู่ที่นี่สักพัก"
            "อะไรนะ?"
            "เธอก็ส่งเกรเทิลกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กอย่างเดิมซิ ฉันจะเอาลูกฉันมาเลี้ยง...อลิซาเบธจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง"
            "ไม่มีทาง..ฉันไม่มียอมให้เกรเทิลต้องกลับไปที่นั่น เพื่อที่จะให้บาร์เบิลเข้ามาอยู่ เธอมียังแม่...แต่ เกรเทิลไม่มีใคร.."
            "นี่...ฉันเป็นผัวเธอนะ..สั่งอะไรก็ทำตามซิ"
            "ฉันไม่โง่เง่าจนไม่รู้เท่าทันเธอหรอกนะ นี่กะว่าจะเอาบาร์เบิลมาให้เลี้ยง เพื่อที่เธอจะได้กลับไปสำเริงสำราญกับเมียเก่านั่นน่ะ ไม่มีวันเสียหรอก"
            เมื่อเห็นว่า..ท่าทางฉันเริ่มเอาจริง เขาจึงทำเสียงอ่อน...ว่า...
            "อย่าทำตัวให้เป็นคนยุ่งยากหน่อยเลย ชั้นไม่ชอบ..เป็นอย่างเมื่อก่อนน่ะน่ารักกว่าเป็นไหนๆ อ้อ..ไหนๆคุยกันแล้วก็ช่วยทำธุระให้หน่อย เธอช่วยส่งจดหมายไปหาญาติรวยๆของเธอที่ลอนดอนให้ช่วยส่งสีวาดรูปดีๆมาให้หน่อย"
            "ญาติรวยๆ...เชอะ คุณเอาที่ไหนมาพูด ทรัพย์สินเงินทองที่ครอบครัวของฉันเคยมี มันก็โดนปล้นไปจนหมด น้องสาวของฉันไม่มีสมบัติอะไรเหลือ แล้วเงินหมื่นมาร์คที่คุณเอาติดตัวไปล่ะ มันไปไหนหมด?"
            "อ๋อ..ไอ้เงินนั่นน่ะเหรอ ชั้นโยนมันทิ้งไประหว่างทางตอนที่โดนจับน่ะ ไม่อยากให้พวกรัสเซียมันค้นเจอ เดี๋ยวจะโดนข้อหาว่าเป็นชนชั้นศักดินาเข้าไปอีกกระทง"
            ฉันได้แต่อึ้ง..ในที่สุด เขาก็โพล่งออกมาว่า..อยากหย่าขาดจากฉัน เร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี....
            ฉันตกใจจนพูดอะไรไม่ถูก..รู้แต่ว่า เสียใจ..จนร้องไห้โฮออกมา กลั้นใจถามออกไปว่า
            "คุณจะกลับไปคืนดีกับเมียเก่างั้นซิ?"
            "อ๋อ..แน่นอน ชั้นจะกลับไปอยู่พร้อมหน้ากับเมียกับลูกอีกครั้ง"
            คำว่า..หัวใจสลายนั้น มันยังน้อยเกินไป ความฝันที่สวยงามต่างๆที่เคยมีล้วนพังทะลายลงมาต่อหน้าต่อตา..ฉันคิดไม่ตกกับปัญหาว่าจะเอายังไงดี จะยื้อหรือจะปล่อย..
            จนกระทั่ง วันหนึ่ง แม่หนูแอนเจล่าเกิดอาการโยเย ดื้อจนห้ามไม่ฟัง ขว้างปาข้าวของกระจาย..
            ฉันทนไม่ไหว..จึงเอ็ดเข้าให้ว่า...
            "อย่านะ..ไม่งั้นแม่ตีจริงด้วยๆ"
            "ลองมาตีหนูซิ..หนูจะฟ้องพ่อให้มาตบแม่ให้ดู..."
            เท่านั้นเอง..ฉันได้บอกกับตัวเองว่า ต้องรีบหย่าขาดได้เร็วที่สุด
            วันต่อมา..ฉันได้จัดการทำเอกสารเตรียมพร้อมให้เขามาเซ็นได้เลย
            และเวอร์เน่อร์ก็ได้จัดการให้อย่างทันใจเช่นกัน...
            จบสิ้นกันที...ชีวิตคู่ระหว่างฉันและเขา..


            เวลาต่อมา..การดำเนินคดีที่ศาลนูเรมเบอร์คกับนาซีระดับบิ๊กๆนั้น ใกล้จบสิ้นเต็มที
            และถึงคราวที่จะกวาดต้อนนาซีระดับหางแถว....
            ผู้พิพากษาต้องทำงานกันอย่างหนัก ต่างมีงานล้นมือ
            ฉันได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในทีม
            แต่..ฉันไม่ปรารถนาในตำแหน่งนั้นเลยจริงๆ จึงได้ให้คำแก้ตัวเลี่ยงไปว่า..
            "ใครจะคิดว่า ฉันจะทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมล่ะค่ะ ในเมื่อ ฉันเป็นยิว..ผลโทษนั้นจะกลายเป็นว่า มันเป็นการแก้แค้นเอาคืน..มันไม่แฟร์"
            แต่..ท่านอธิบดีไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใดๆ ยืนยันในเจตนาเดิม..
            ในที่สุดฉันต้องไปยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรี ที่ต้องรอนานนับหลายชั่วโมงกว่าจะได้เข้าพบถึงตัว หลังจากที่ท่านรมต.ได้รับฟังเรื่องราวของฉันแล้ว..ท่านว่า
            "เอาละ..จะช่วย"
            ต่อมาฉันได้รับคำสั่งเปรี้ยงลงมาว่า ไม่ต้องทำหน้าที่ผู้พิพากษาต่อไป แต่ให้ไปทำหน้าที่เป็น อัยการทำสำนวนส่งฟ้องอย่างเดียว

            คณะรัสเซียได้เรียกฉันเข้าประชุมลับในไม่กี่วันต่อมา..
            ในการประชุมนั้น พวกเขาได้ทำการซักประวัติฉันอย่างละเอียดยิบ แม้กระทั่งเพื่อนหรือคนรู้จักทุกคน ที่ฉันต้องเขียนชื่อและที่อยู่ของพวกเขาส่งมอบให้
            ในการประชุมครั้งต่อมา...พวกเขาก็จะถามคำถามซ้ำๆอย่างเดิมอีก จนฉันเริ่มหวาดระแวงว่า
            นี่พวกมันจะมาได้ไหนกันอีกเล่า...??
            เจ้าหน้าที่พูดกับฉันได้เสียงเยียบเย็นว่า
            "เราได้เคยช่วยคุณ เรื่องสามี..คราวนี้ ถึงคราวที่คุณต้องตอบแทน"
            "อย่างไรล่ะค่ะ?"
            "เรารู้ดีว่า คุณเป็นคนที่ใครต่อใครให้ความไว้วางใจมาปรับทุกข์ มาคุยเรื่องส่วนตัว เพราะคุณ เป็นนักฟังที่ดี เราเพียงต้องการให้คุณนำข้อความทั้งหมดมาทำรายงาน และแจ้งให้เราทราบทั้งหมด ว่า ใครเป็นอย่างไร มีความคิดอย่างไร.."
            อ้อ...พวกมันอยากให้ฉันเป็นสปายให้นี่เอง..และหมายความว่าต่อไปนี้...ฉันต้องกลายเป็นคนขายเพื่อน ขายความไว้วางใจที่พวกเขามีให้อย่างนั้นละหรือ?
            "เราจะให้เบอร์โทรศัพท์เฉพาะกิจไว้กับคุณ ติดต่อมาได้ทุกเมื่อในเรื่องรายงาน ..หวังว่าการทำงานของคุณคงจะเริ่มได้นับแต่วินาทีนี้เลยนะ"
            ความน่าสะพรึงกลัว..ที่ฉันคิดว่ามันได้หายไปจากชีวิตแล้วนั้น ที่แท้..มันไม่ได้จากไปไหนไกลเลยสักนิด เพราะตอนนี้มันได้กลับเข้ามาครอบงำในหัวจิตหัวใจอีกครั้ง..
            ฉันรับปากพวกเขาไปอย่างขอไปที..สมองเบลอจนคิดอะไรไม่ถูก
            หวังอยู่อย่างเดียวว่า พวกเขาคงไม่คิดจริงจังอะไรมากมายนัก อีกหน่อยคงลืมเรื่องภาระกิจที่มอบหมายมาให้ฉัน..

            แต่ที่ไหนได้..พวกรัสเซียไม่เคยรู้จักคำว่า"ลืม" ข่าวว่า..ความโหดร้ายนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจากนาซีเลยสักนิด พวกเขาอาจทำให้ใครต่อใครหายตัวได้อย่างลึกลับ และมีปรากฏให้ทราบบ่อยๆ


            "เรายังไม่ได้รับรายงานจากคุณเลยนะ เฟรา เวทเทอร์ " หัวหน้าทีมงานได้จี้ถามฉันในวันหนึ่ง..
            "ค่ะ..ค่ะ..คิดว่าจะโทรหาอยู่เหมือนกัน แต่เบอร์โทรไม่ทราบว่าเอาไว้ที่ไหน" พูดพลาง..ฉันแกล้งทำเป็นค้นหาของในกระเป๋าง่วนอยู่..
            "เบอร์โทรศัพท์ ยังอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ.." เสียงเขาสวนมา
            "อ้อ..ในสำนักงานของดิฉันละมังคะ.."
            "ไม่ใช่..ไม่ใช่ในห้องทำงานของคุณที่นี่ แต่มันเป็นที่โต๊ะทำงานที่บ้านของคุณ โต๊ะที่เป็นขารูปเท้าสิงห์ที่ทำด้วยทองเหลืองน่ะ.."
            โอย...เจ้าประคุณเอ๋ย..นี่ฉันมันหนีเสือปะจรเข้แท้ๆ.....ความรู้สึกได้บอกกับตัวเองเช่นนั้นจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอ..
            ฉันรู้สึกว่า..ในหูได้ยินแต่เสียงหัวเราะเย้ยหยัน ของนายเกิบเบิลส์ดังกรีดก้องแว่วมาอย่างสะใจ..!!!



            ความรู้สีกที่บอกกับตัวเองว่าเห็นทีจะอยู่ไม่ได้แล้วนั้น เกิดจากการที่คืนหนึ่ง ขณะที่เงียบสงัด เสียงเคาะประตูได้ดังขึ้นระรัว..ฉันตกใจกลัวอย่างตัวสั่นงันงก เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นตามตัว
            แข็งใจไปเปิดประตูอย่างแข้งขาสั่น...กลายเป็นว่า แขกในยามวิกาลนั้นคือ เพื่อนร่วมงานที่พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้าย ขอเข้ามาอาศัยพักพิง
            ฉันดีใจจนถลาเข้ากอดเธอด้วยความปิติจนเจ้าตัวรู้สึกแปลกใจในอาการแปลกประหลาดของฉันอย่างปกปิดสีหน้าไม่มิด
            และจากอาการหวาดผวาครั้งนั้น ทำให้ฉันต้องหาทางขยับขยาย หนีให้รอดไปจากขุมนรกนี่ให้ได้..

            สิ่งแรกที่เริ่มดำเนินการ นั่นคือ การบอกขอลาพักร้อนกับหัวหน้างาน ในเหตุผลว่า ต้องการไปเยี่ยมน้องสาวที่ลอนดอนสองอาทิตย์
            ต่อมาคือ การเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อที่จะติดต่อขอวีซ่าที่สถานทูตอังกฤษ
            ทางเจ้าหน้าฝ่ายกงศุลได้ให้คำแแนะนำว่า ควรมีที่พักอาศัยที่ถาวรอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ฝั่งตะวันตก (อันเป็นส่วนในความดูแลของสัมพันธมิตร) ก่อน โดยการไปเช่าห้องพักและจัดการเปลี่ยนที่อยู่ จากนั้นจึงค่อยขอพาสปอร์ต และวีซ่า
            ฉันได้ติดต่อกับศูนย์สงเคราะห์ยิวเพื่อขอคำแนะนำและช่องทางช่วยเหลือ ที่นั่น ฉันได้พบกับชายคนหนึ่งที่เสนอให้เช่าห้องพัก เพื่อใช้เป็นที่อยู่ขอวีซ่าตามวัตถุประสงค์
            คุณผู้อ่านต้องเข้าใจในสภาพยามนั้นว่า..เบอร์ลินกำลังอยู่ในระหว่างการกั้นเขตแดน และการขอบัตรประจำตัวประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง และต้องกระทำที่สถานีตำรวจ
            โชคดี ที่ฉันได้พบกับกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจในความต้องการที่จะเยี่ยมญาติ เขาจึงได้จัดการอำนวยความสะดวกให้ และกล่าวอวยพรขอให้ไปดีมาดีอีกต่างหาก
            กว่าเอกสารจะเรียบร้อย ก็กินเวลานานหลายเดือน ทั้งพาสปอร์ต วีซ่า..การจัดการเตรียมการอื่นๆ ซึ่ง ฉันก็ยังคงทำงานที่ศาลอย่างเป็นปรกติ และทุกๆสิบวัน ต้องเดินทางไปห้องพักที่เบอร์ลิน เพื่อรับไปรษณีย์
            จ่ายค่าเช่า..ให้กับเจ้าของบ้านสายเลือดยิวผู้อารี
            และ..ฉันได้เตรียมตัว เตรียมใจพร้อมต่อการจากพรากกับแม่หนูเกรเทิลด้วยความลำบากยากเย็น..และไม่อยากที่จะกระทำในวินาทีสุดท้าย ฉันจึงนำเธอกลับไปที่สถานสงเคราะห์ ปลอบใจเธอว่า อีกหน่อย เราก็จะอยู่ด้วยกันอีก..
            เด็กมักจะมีสัญชาติญาณที่ดีเสมอ เธอร้องไห้จนดิ้นไปมา...ไม่ยอมท่าเดียว..ปากตะโกนเรียกฉันจนเสียงแหบแห้ง..เราสองคนกอดกันร้องไห้
            เมื่อยามที่ฉันเดินออกจากสถานสงเคราะห์นั่น...เสียงหวีดของเกรเทิลยังก้องอยู่ในหู..ทำให้ต้องเร่งซอยเท้าวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
            การสูญเสียเกรเทิลไป..สำหรับฉันแล้วมันคือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ค่าของมัน ก็ไม่ต่างอะไร กับ คฤหาสน์หลังงาม และโรงงานถลุงเหล็กของท่านบารอน รอธส์ไชลด์ ที่ส่งมอบให้กับพวกนาซีเพื่อแลกกับอิสรภาพในครั้งนั้น



            วันหนึ่งในขณะที่ฉันพยายามเข็นรถเข็นที่มีลูกสาวนั่ง ให้ผ่านพ้นกองหินที่ระเกะระกะไปอย่างลำบากยากเย็น
            นายทหารยิวรัสเชี่ยนคนหนึ่งได้เข้ามาช่วยเอื้อเฟื้อให้ เขาบอกว่า
            "ลูกสาวของคุณทำให้ผมคิดถึงหลานสาว อายุไล่เลี่ยกัน"
            "หลานสาวคุณคงน่ารักมากนะคะ"
            "เขาเสียชีวิตแล้วครับ..พวกนาซีเข้าบุกเมือง และตามล่าหายิว พอมาพบกับน้องสาวและน้องเขยผมเข้า มันก็ฆ่าทิ้ง และจับหลานสาวของผมโยนออกไปจากหน้าต่างทั้งเป็นๆ"
            "คุณพูดภาษาเยอรมันได้ดีทีเดียวนะคะ แทบจะดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าคุณเป็นยิว" ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องพูด เพราะเรื่องความโหดร้ายของนาซีนั้น สามารถเล่าต่อให้ยาวไปได้ถึงชาติหน้า
            ทหารคนนั้น หัวเราะเบาๆ บอกว่า
            "ทันทีที่ผมเห็นคุณ..ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคุณเป็นยิวเหมือนกัน"
            ฉันถึงกับตะลึงจังงัง เพราะคำพูดประโยคนี้..แปลกใจอย่างเหลือขนาดที่สามารถ"หลอก" ใครต่อใครได้มานานนับปี แต่กับคนแปลกหน้าคนนี้ เขากลับ"ดูออก" อย่างง่ายดาย
            อะไรกันนี่..???
            ในที่สุด ฉันได้ยอมหลุดปรับทุกข์ไปว่า..กำลังจะไปยืนรอเข้าคิวขอวีซ่า..ซึ่งต้องใช้เวลานานทั้งวัน ไม่รู้ว่าจะเอาลูกสาวไปฝากไว้ที่ใด เขาเสนอตัวให้ว่า
            "ฝากไว้กับผมก็ได้ ผมจะดูแลให้เป็นอย่างดี ทันที่ที่คุณกลับมาถึงบรันเดนเบอร์ค ผมจะนำเธอมาส่งให้ถึงมือ"
            ฉันยอมตกลงฝากสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไว้กับคนแปลกหน้าอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ..
            น่าแปลกไหมล่ะค่ะ..ที่ฉันไม่ได้ระแวงหรือสงสัยอะไรทั้งสิ้น ว่า ลูกจะถูกขโมย หรือปลอดภัยหรือไม่อย่างไร
            ยอมไว้ใจเขาอย่างสนิท..
            ทำไมน่ะหรือคะ..เพราะ เขาคือ"ยิว" โดยสายเลือดและวิญญาณเช่นเดียวกับฉัน และ เชื่อเสมอว่า ยิวย่อมต้องไม่ฆ่า หรือ ทำลายล้างกันเอง..
            คุณๆก็คงสงสัยตามเคยว่า ฉันน่าจะหาทางออกจากบรันเดนเบอร์คมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงได้ยอมอยู่มานานขนาดนี้ ทำไมถึงเคยคิดที่จะปักหลักฐานอยู่ในเยอรมันนี่..
            จะตอบให้ค่ะว่า..เพราะฉันไม่เคยรู้ว่า ชีวิตที่สงบสุขอย่างชาวบ้านชาวช่องนั้นเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ฉันไม่อยากกลับไปเวียนนา เพราะ ความหลังที่ต้องสูญเสียครอบครัวนั้นมันโหดร้ายนัก
            ชีวิตในเยอรมัน ภายใต้การดูแลของรัสเซีย ฉันอาจจะมีบ้าน มีงานทำ มีเพื่อน แต่..ฉันไม่ต้องการให้ลูกเติบโตมาในชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว และอนาคตภายหน้าที่มืดมนสำหรับเธอ



            เมื่อวันที่จากออกมาจากเมืองนั้น ฉันปิดประตูห้องพักด้วยน้ำตาที่บอกไม่ถูกว่าดีใจหรืออาลัย
            วันนั้นคือ วันอาทิตย์ในเดือนพฤศจิกายน 1948 ที่ฉันไม่ได้ปริปากบอกใครสักแอะถึงการเดินทางชนิดไปแล้วไปลับในครั้งนี้
            ยังสู้อุตส่าห์ทิ้งร่องรอยในครัว โดยการวางขนมปังไว้บนเขียง ให้รู้ว่าออกไปข้างนอกชั่วคราวเอาไว้เป็นหลักฐาน
            ฉันหอบลูกไปที่สถานทีรถไฟ..แต่..สักพักก็เปลี่ยนใจ กลับมาตั้งต้นที่บ้านใหม่ เพราะไม่แน่ใจในความปลอดภัยจากการตรวจค้นของพวกรัสเซียที่มักมีบนขบวนตู้รถไฟ
            วันรุ่งขึ้น ฉันได้ขอความช่วยเหลือจากสามีเพื่อนให้ช่วยขับรถไปส่งที่ สถานี Potsdam เพื่อเลี่ยงการตรวจค้น

            จากนั้น เราได้ไปอาศัยพักกับครอบครัวของชาวยิวที่เบอร์ลินถึงสองอาทิตย์ เนื่องจากเกิดการสไตร์คงานของสายการบิน จนเมื่อการสไตร์คได้ผ่านพ้นไป เราจึงได้บินสู่ท่าอากาศยาน Northholt ประเทศอังกฤษ
            ฉันและฮันซี่น้องสาว ร้องไห้กอดกันกลมทันทีที่เจอหน้า...หมดสิ้นกันทีความทุกข์โศก...บัดนี้..อิสรภาพได้กลับมาสู่ฉัน... อีดิธ ฮาห์น อย่างเต็มตัวอีกครั้งหลังจากที่ต้องหลบๆซ่อนๆมานานแสนนาน
            และ..ในอิสรภาพครั้งนี้ ทำให้ฉันได้ทราบถึงข่าวร้ายว่า..แม่ของเรา นางคลอธิลด์ ฮาห์น ได้ถูกฆ่าตายในปี 1942 ทันทีที่ถูกย้ายไปอยู่ในค่ายนรกที่โปแลนด์
            ซึ่งฉันเชื่อว่า..แม่ไม่ได้จากไปไหนไกล..เพราะทุกครั้งที่ฉันมีความทุกข์ โศกเศร้านั้น ตลอดเวลามาเหมือนกับแม่มาคอยปกปักรักษาคุ้มภัยให้อย่างเสมอๆ
            เสียงจากรูปปั้นหินอ่อนที่ได้ยินแว่วๆ... ที่เรียกให้ฉันไปเยอรมันนั้น ก็คงเป็นเสียงของแม่ที่บอกลู่ทางให้ จนเราสองแม่ลูกได้อยู่รอดปลอดภัยมาถึงวันนี้..
            อนิจจา...พระคุณของลูก..จากไปอย่างไม่มีวันกลับเสียแล้ว..

            ชีวิตที่ผ่านมาในบรันเดนเบอร์ค...ฉันคือผู้พิพากษาที่ทรงเกียรติ เป็นผู้ที่คนนับหน้าถือตา..หากแต่ในอังกฤษนี้ ด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหกสิบวัน ไม่อนุญาตให้ทำงาน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
            ฉันได้ยึดอาชีพแม่บ้านบ้าง ช่างเย็บเสื้อบ้าง ไม่ได้มีโอกาสกลับไปสู่วิถีทางขบวนการยุติธรรมอีก
            ส่วนแม่หนูแอนเจล่า ฉันได้ส่งเธอไปเรียนในโรงเรียนยิว เลี้ยงดูเธอให้เติบโตแบบยิว
            จนปี 1957 ฉันได้แต่งงานอีกครั้งกับ นาย เฟรด เบียร์ ชาวเวียนนีสยิว เรามีประวัติที่โหดร้ายเช่นเดียวกัน ซึ่งเราได้เล่าสู่กันฟังเพียงครั้งเดียว จากนั้น ต่างคนต่างไม่พูดถึงมันอีกเลยตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา
            เราปล่อยให้มันหายไปในความทรงจำเหมือนกับเศษเรือแตกที่ล่องไปในทะเล คอยจนกว่ามันจะจมดิ่งหายไป
            ซึ่งใครต่อใครต่างว่าเป็นประหลาด ในขณะที่คนอื่นๆชอบที่จะเล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา
            แต่..เราไม่..
            เฟรด เสียชีวิตในปี 1984 จากนั้น ฉันได้ย้ายมาอยู่ที่อิสราเอล มาอยู่กับคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ประเทศที่เป็นบ้านที่แท้จริง
            ฉันได้พยายามติดต่อกับผู้ที่เคยมีพระคุณอื่นๆ เช่น
            คุณนายไนเดอรัลล์ ที่ถูกไล่ออกจากร้านเมื่อหมดยุคของนาซี เธอได้ล้มป่วยลง ฉันเคยส่งเสื้อนอนสวยๆไปให้จากอังกฤษเพราะทราบดีว่า..เธอชอบของสวยๆงามๆ แต่..เธอได้เสียชีวิตในเวลาไม่นานต่อมา
            ฉันได้อ่านข้อเขียนของ นาย ไซมอน ไวเซนธอล นักเขียนนักล่านาซี ที่ได้เน้นหนักหนาว่า..
            "เราต้องไม่ลืมทดแทนบุญคุณต่อผู้ที่ได้ช่วยเหลือเรา"
            ดังนั้น..ฉันจึงได้เขียนไปเล่าเรื่องของ เพื่อนสาว คริสตัล เดนเน่อร์ ผู้ที่ช่วยชุบชีวิตให้อยู่รอดมาจนทุกวันนี้..ซึ่งทาง ฝ่ายอนุสรณ์สถานของอิสราเอลได้ปลูกต้นมะกอก และจารึกชื่อของเธอไว้ประหนึ่งวีรสตรีของชาติ
            ที่สวนสันติสุข Yad v'Shem {the Holocaust memorial}

            ยามเมื่อ แอนเจล่าได้เติบโตขึ้นมาในอังกฤษ...ฉันมักส่งการ์ดวันเกิดในนามของปู่ ของย่า ของญาติที่จากไปด้วยน้ำมือของนาซีให้เธอเสมอๆ เพื่อให้เธอได้ระลึกถึงครอบครัวที่อบอุ่นของเรา ถึงแม้ว่า
            พวกเขาจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม แต่..ฉันเชื่อความรักที่มีให้ลูกให้หลานนั้นไม่ได้เหือดหายไปไหนเลย..


            ฉันยังคงติดต่อกับแม่หนูบาร์เบิลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเวอร์เน่อร์เพราะอย่างน้อยเขาก็คือพ่อของลูก และ บอกลูกให้รับรู้เสมอว่า พ่อแม่นั้นรักกันอย่างแท้จริง แต่ต้องแยกกันเพราะเขาไม่สามารถเดินทางมาอังกฤษได้
            จนแอนเจล่าย่างเข้าวัยรุ่น จึงได้บอกความจริงให้เธอทราบ ว่า แท้จริงแล้ว..เราหย่าขาดจากกัน..
            ทำไม..ฉันต้องสร้างบรรยากาศครอบครัวให้กับลูกอย่างมากมายเช่นนั้นหรือคะ?
            เพราะว่าฉันไม่อยากให้ลูกเติบโตมาอย่างอ้างว้างอย่างที่ฉันต้องประสบมาน่ะซิคะ.
            รักเธอให้เหมือนอย่างที่แม่เคยทำกับฉัน..เช่น ยามที่ฉันได้รับของกินจากบ้าน นั่นหมายถึงแม่กำลังอด..หรือยามที่ฉันได้รับเสื้อ หรือ ผ้าห่ม นั่นหมายถึงแม่กำลังหนาว..
            เพราะแม่เชื่อว่า..ฉันกำลังอด..กำลังหนาวเช่นกัน ความเป็นแม่นั้น...ยอมสละให้ได้ทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก
            และเรื่องความหลังที่โหดร้ายที่ผ่านมา..ฉันไม่คิดปริปากให้เธอต้องมารับรู้แม้แต่นิด...
            แต่เป็นเพราะ เปปปินี่ซิ..ที่ไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นมา เก็บจดหมายของฉันที่เขียนให้ไว้ทุกฉบับ ซึ่งนับว่าเสี่ยงมาก หากถูกจับได้..เราคงต้องถูกฆ่าตายทั้งหมด
            ฉันมารู้เรื่องและโวยวายเมื่อยามที่ฉันและเฟรดได้ไปเยี่ยมหาที่เวียนนา เราต่างแนะนำคู่ของเราให้รู้จักกันในฐานะเพื่อนเก่า...เขาทำหน้าตาเฉย ตอบมาว่า
            "เก็บไว้ดูเล่น สักวันหนึ่งผมอาจจะบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์เอกสารสงครามออสเตรียนก็ได้นะ" และหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ ที่เห็นฉันทำหน้าประหลาด
            ในปี 1977 ก่อนที่เปปปิได้เสียชีวิตไป..ฉันได้รับพัสดุจากเขากล่องใหญ่ ข้างในคือจดหมายทุกฉบับที่เคยเขียนถึงเขาในยามที่ใช้ชีวิตตั้งแต่ทำงานเยี่ยงทาส จนถึงสมัยที่เป็น ยู-โบ๊ต
            แอนเจล่า..ที่กระหายอยากรู้เรื่องราวของแม่แกนัก..จึงได้อ่านและรับทราบทั้งหมด
            และนี่คือที่มาของ หนังสือชีวประวัติเล่มที่อยู่ต่อหน้าสายตาของคุณนี่...!!



            ***Edith Hahn ได้มีชีวิตในบั้นปลายอยู่ที่เมือง Netanya, Israel เธอได้เก็บเอกสารทุกชิ้นไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ ปัจจุบัน เอกสารและภาพถ่ายเหล่านั้น ได้แสดงอยู่ที่ Holocaust Memorial Museum ใน Washington D.C.

เธอได้ถึงแก่มรณกรรมไปเมื่อวันที่  17 มีนาคม 2009  ขอให้วิญญาณของเธอจงไปสู่สุขคติภพ และมีความสุขต่อการพักผ่อนนั้นไปชั่วนิรันดร์

            จบบริบูรณ์


            วิวันดา......................






 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2556
4 comments
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 3:31:26 น.
Counter : 3601 Pageviews.

 

Thank you very much for your effort. It is a really good story. Ich kann es sehr wohl fuehlen. Danke schoen. Sie sind eine echte Uebersetzerin. Viel Erfolg noch.

 

โดย: GEN IP: 61.7.133.127 21 กันยายน 2557 0:46:31 น.  

 

ขอขอบพระคุณ คุณวิวันดาที่กรุณาแบ่งปันเรื่องราวให้ค่ะ ฉันร้องไห้ตาม สงสารพวกเค้าจริงๆ

 

โดย: LadyJuliet IP: 58.9.143.64 21 กันยายน 2557 20:12:01 น.  

 

ขอกราบขอบพระคุณ คุณวิวันดาเป็นอย่างยิ่งคะ ที่กรุณานำเรื่องเกี่ยวกับนาซีมาแปลให้ได้อ่านกันคะ หนูสนใจเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาตร์เป็นอย่างมาก พยายามหาอ่านในหลายๆ ที่ เพราะอยากรู้ว่าสาเหตุใดที่ทำให้เกิดลัทธิการเข่นฆ่ายิวขึ้นมา เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่สร้างรอยจารึกในหน้าประวัติศาสตร์และสร้างความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ อ่านแล้วร้องไห้ตามเพราะหดหู่เหลือเกิน จากครอบครัวที่อยู่กันอย่างสงบสุขไม่เบียดเบียนใคร ภายในระยะเวลาที่นาซีได้เป็นใหญ่ ครอบครัว บุคคลอันเป็นที่รัก บ้าน ทรัพย์สินที่หามาได้จากหยาดเหงื่อตัวเอง ไม่มีอะไรเหลือ ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจด้วยน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง

 

โดย: Riya IP: 94.23.252.21 7 ตุลาคม 2557 5:28:31 น.  

 

ขอบคุณมากนะคะ ที่สละเวลามาแบ่งปันเรื่องราวให้ค่ะ

 

โดย: Arika IP: 203.146.150.142 5 กุมภาพันธ์ 2558 15:34:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


WIWANDA
Location :
กรุงเทพ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 99 คน [?]




[Add WIWANDA's blog to your web]