ธันวาคม 2556

1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ฮอกไกโด ในวันดอกไม้ผลิบาน
           ทริปนี้จะพาท่านไปเที่ยว ฮอกไกโด  Hokkaido กันนะครับ  ทริปนี้เราไปกัน 6  คน จากมหาสารคาม  4 คน ระยอง 1 คน โคราช 1 คน จากทั้งหมด 6  คน มีพี่เกียวที่อยู่โคราชเท่านั้นที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่น จึงต้องไปโชว์ตัวในวันขอวีซ่า ส่วนเรา 5 คน ไปญี่ปุ่นยังไม่เกิน 5 ปี ไม่ต้องไปโชว์ตัวสามารถให้ทางทัวร์จัดการนำเนินการขอวีซ่าให้ได้เลย 
            เมื่อได้วีซ่าแล้ว เราก็จัดการจองตั๋วรถไฟ โรงแรม และวางโปรแกรมว่าเราจะไปเที่ยวที่เมืองไหนบ้าง และแต่ละเมืองเราจะไปดูไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เมื่อได้ทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว เราก็รอเวลาให้ถึงวันเดินทางเท่านั้น
            9 สิงหาคม 255 ตอนบ่ายๆเราออกเดินทาง โดยการขับรถไปจอดไว้ที่บ้านน้องชายพี่มี่ ที่อำเภอวิหารแดง แล้วน้องชายพี่มี่ก็ขับรถไปส่งเราที่สนามบิน อ้อ เราไปจากมหาสารคามกัน 3 คน ส่วนพี่อ้อแกไปทำงานที่โคราชอยู่แล้วแกจะเดินทางไปพร้อมกับพี่เกียว ส่วนพี่ปิ๊กก้จะนั่งรถมาจากระยองมาเจอกันที่สนามบิน และแล้วก็เกิดเหตุจนได้ 2 สาวจากโคราชเกิดความชะล้าใจเพื่อนไปเลี้ยงส่งก่อนเดินทาง คิดว่าออกจากโคราช 2 ทุ่ม คงจะไปทันขึ้นเครื่อง 22. 30 น.แต่ว่าวันนั้นฝนตกและเกิดอุบัติเหตุรถชนกันบนเขาแถวๆเขาแผงม้า จนทำเวลาไม่ได้ 21.30 น.ยังไม่ถึงสระบุรีเลยแล้วจะมาที่สนามบินทันได้อย่างไร เราทั้ง 4 คน จึงฝากพาสปรอตไว้ที่เคาน์เตอร์สายการบินแล้วเราก็เหินฟ้าสู้ Hokkaido โดยเราไปแวะเปลื่อนเครื่องที่สนามบินบักกิ่ง เราไปถึงปักกิ่ง 06.00 น. แต่เครื่องที่เราจะบินต่อไป Hokkaido  12.30 น. เราจึงเดินเล่นอยู่ในสนามบินเพื่อรอเวลาและเราก็อาบน้ำที่สนามบินปักกิ่งนั้นแหละมีห้องอาบน้ำที่กว้างขวางสะอาดมาก คงได้อานิสงส์จากการที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคเมื่อได้เวลาเราก็เหินฟ้าต่อสู่ Hokkaido เรามาถึงสนามบิน Hokkaido 17.00 น.เมื่อได้กระเป๋าแล้วเราก็พากันไปเปิดตั๋วรถไฟ เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็นั่งรถไฟจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมืองและเราก็เดินจากสถานีรถไฟไปโรงแรมที่พัก ระหว่างทางจะผ่าน หอนาฬิกา Clock Tower และสวนโอโดริ TV Tower และที่สวนโอโดริก็มีการจัดนิทรรศการเบียร์ประจำปีของ ซับโปโร แต่วันนี้ขอผ่านก่อนขอหาที่นอนให้เจอก่อนวันหลังค่อยเจอกัน ถึงที่พัก19.00 น.ทีพักของเรามีห้องออนเซนรวมในโรงแรมด้วย ช่วงที่เราไปเด็กๆมัธยมเขามาแห่งกีฬากันที่โรงแรมจึงเต็มไปด้วยเด็กๆก็ครึกครื้นดีไปอีกแบบ และที่ห้องออนเซนก็คึกคักมาก มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มาใช้กันเสียงดังเชียว ก็ตามประสาเด็กๆและนะครับอดเล่นหยอกล้อกันไม่ได้ เลยเสียงดังต่างจากที่เคยไปใช้ที่โตเกียว
             11 สิงหาคม 2555 วันนี้เราจะไปเที่ยวที่เมือง Otaru กัน นะครับใช้เวลาเดินทาง 40 นาที สถานที่ท่องเที่ยวสัญลักษณ์ของโอตารุก็คือ คลองโอตารุ (Otaru Canal) โอตารุเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้าและการขนส่ง ทำให้ปัจจุบันยังมีสถานที่เก่าๆ เช่น คลอง โรงงานเป่าแก้ว และโกดังสินค้าเก่าริมคลอง ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นร้านค้าร้านอาหารตั้งเรียงรายอยู่ริมคลอง ในวันน้ำนิ่งภาพโกดังเก่าสะท้อนกับพื้นน้ำ ดูสวยงามมาก แล้วจะพาท่านไปชม พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก ท่านจะจะได้ท่องไปในดินแดนแห่งเสียงดนตรีและบทกวี ที่แสนอ่อนหวาน ชวนให้หลงใหล ด้วยกล่องดนตรี Music Box อันมากมายหลากหลายและงดงามที่ท่านสามารถเลือกเพลง และเลือกรูปแบบที่ท่านต้องการด้วยตัวท่านเอง และระหว่างทางท่านจะได้เพลิดเพลินด้วยร้านขายของที่ระลึกในตึกแถวโบราณ มีสินค้ามากมายหลายประเภทให้ท่านได้เลือกชม เดินเพลินๆไม่นานท่านก็จะถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี และที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ที่ท่านไม่ควรพลาดคือนาฬิกาโบราณที่ขับเคลื่อนกลไกด้วยพลังไอน้ำ Stream Clock ที่เมืองแวนคูเวอร์มอบให้เป็นที่ระลึกแก่เมืองโอตารุ จะส่งเสียงร้องทุก 15 นาที แต่ทุกๆชั่วโมงจะดังเป็นพิเศษ และถ้าใครไม่รีบที่นี้ยังมีโรงงานช็อคโกแล็ตอิชิยะ แหล่งผลิตช็อคโกแล็ตที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น แต่ถ้าพลาดที่สนามบินฮอกไกโดก็มีให้ท่านชมและซื้อกลับบ้านได้เหมือนกัน และที่ไม่ควรพลาดของที่นี้อีกคือ มีร้านซุซิให้ท่านเลือกมากมาย และยังมีร้านขายปูยักษ์ให้เลือกอีกมากมาย ไม่ควรพลาด เราอยู่ชมเมืองโอตารุจนบ่ายแก่ๆสมควรแก่เวลา เราก็นั่งรถไฟกลับซัปโปโร เพื่อไปชมอาคารรัฐบาลเก่า
         อาคารรัฐบาลเก่า สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 สถาปัตยกรรมของอาคารนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซัปโปโร สไตล์การสร้างของโดมแปดเหลี่ยมนำมาจากรัฐแมสซาซูเสท สหรัฐอเมริกา ผู้ที่ออกแบบอาคารนี้เป็นสถาปนิกท้องถิ่น และใช้วัสดุภายในประเทศ อาคารนี้เคยเป็นอาคารที่ใหญ่และสูงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลเมจิ ต่อมาถูกไฟไหม้ทำให้ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ในปี ค.ศ. 1911 ปัจจุบันได้อนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม และใช้สำหรับต้อนรับบุคคลสำคัญทางการเมืองของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายในยังมีข้าวของเครื่องใช้ในห้องที่เคยเป็นที่ทำงานของผู้ว่าการเมือง บางห้องจัดเป็นนิทรรศการแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวความเป็นมาของเมืองทั้งลักษณะภูมิศาสตร์และสัตว์ทีพบบนเกาะฮอกไกโด ให้ชมกันแบฟรีๆ
         สวนโอโดริ เป็นสวนธารณะที่แบ่งตัวเมืองเป็นซีกเหนือใต้นั้นเอง ความยาวของสวนแห่งนี้วัดได้ 1.5 กิโลเมตร ความกว้าง 60 เมตรมีถนนตัดผ่านเป็นช่วงๆ ภายในสวนมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกไว้สวยงาม รวมทั้งน้ำพุ และงานปฎิมากรรมกลางแจ้งตั้งใว้ให้ชมสลับกับม้านั่งที่มีให้เลือกนั่งพักผ่อนอย่างเหลือเฟือ สวนโอโดริแห่งนี้ใช้เป็นหนึ่งในสามแห่งของสถานที่จัดงานเทศกาลหิมะซัปโปโร Sapporo Snow Festival ซึ่งจัดขึ้นราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นาน 1 สัปดาห์ ที่มีผู้เข้าร่วมประกวดจากทั่วประเทศและนานาชาติ รวมทั้งประเทศไทยด้วยที่ไปร่วมแข่งขันและได้รางวัลก็หลายครั้ง ส่วนฤดูอื่นๆก็จะมีเทศกาลต่างๆหมุนเวียนผลัดเปลื่อนมาจัดกันที่นี่ตลอดปี อย่างช่วงที่เราไปก็มีการจัดนิ?รรศการเบียร์ซัปโปโร 
         ปลายสุดด้านตะวันออกของสวนมีหอคอยทีวีทาวเวอร์ตั่งอยู่ เป็นหอคอยส่งกระจายสัญญาณโทรทัศน์ สูง 147.2 เมตร มีจุดชมวิวที่ความสูง 90 เมตร ที่มองเห็นทิวทัศน์เมืองซัปโปโรได้อย่างเต็มตา 
         หากท่านเบื่อบนพื้นแล้ว ท่านสามารถมุดลงใต้ดินไปเดินช็อปปิ้งที่ศูนย์การค้าใต้ดิน Under-gronud Shopping Mall ซึ่งมีทางลงอยู่ใกล้ๆทีวีทาวเวอร์ มีร้านรวงทุกประเภท รวมทั้งร้านอาหารนับไม่ถ้วนเชื่อมต่อกันระหว่างสถานีรถไฟใต้ดิน Odori ยาวไปจนถึงสถานี Susukino
          เมื่อเรามาถึงสวนโอโดริแล้ว 2 สาวขอแยกไปซื้อเครื่องสำอางค์ เรา 2 หนุ่มเลยขอนั่งจิบเบียร์ที่เขามาจัดนิทรรศการกันอยู่ที่สวนดีกว่า ก็หมดไปคนละ 2-3 กระป๋อง ก็พากันกลับที่พัก พอไปถึงที่พัก 2 สาว ก็บินตามมาถึงแล้ว เราเลยนัดกันออกไปทานอาหารที่ลานเบียร์ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างตลาดปลาและย่านช็อปปิ้งทะนุกิ โคจิ เราสั่งอาหาร สั่งเบียร์มาทานกัน ฟังกันรู้บ้างไม่รู้บ้างสนุกดี แต่มีโต๊ะข้างๆมาช่วยอธิบายให้เรากับพนักงานเสริฟฟังด้วย พอทานเสร็จก็ไปช็อปกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนกลับที่พักไปออนเซนต่อ
         12 สิงหาคม2555 เดินทางสู่เมือง ฟุราโนะ นั่งรถไฟสายโนรอคโค Norokko Train เรานั่งรถไฟจากซัปโปโร เพื่อไปต่อรถไฟโบราณ Norokko ที่เมือง Asahikawa เป็นรถไฟโบราณที่เขาอนุรักษ์ไว้ เป็นรถไฟที่แต่เดิมใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง และจะวิ่งเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น รถไฟนำเราสู่เมือง ฟุราโนะ เพื่อไปชมทุ่งดอกไม้ที่ ฟร์ามโทมิตะ ท่านจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกไม้หลากพันธ์ที่หลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็น ลาเวนเดอร์ โทดเฟล์กซ์ รัสเซลลูปิน คอสมอส นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ท่านได้เลือกชมเลือกซื้อมาเป็นของฝากหลากหลายมาก เช่น ไอศครีมรสลาเวนเดอร์ น้ำดื่มกลิ่นลาเวนเดอร์ และอื่นๆที่เขาสร้างสรรขึ้นมาเกี่ยวกับลาเวนเดอร์ และขอแนะนำอีกอย่างที่ท่านมาแล้วควรทาน คือ เมล่อน อร่อยหวานฉ่ำ แต่ราคาแพงเอาเรื่อง  ที่นี้มีหลายฟร์ามหลายสวนให้ท่านได้เข้าชมนะครับสามารถเดินถึงกันได้ เราก็ไป 2-3 ที่ เมื่อเห็นสมควรแก่เวลาและเมื่อยขาแล้วบวกกะความหิวและเราคิดว่าเราน่าจะกลับเข้าไปเที่ยวที่เมือง Asahikawa กันต่อ เราก็ไปสถานีรถไฟทันที สถานีนี้จะเปิดให้บริการเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น (คอยดูหน้าตาสถานีเฉพาะกิจ) เมื่อไปถึงเมือง Asahikawa ก็มุ่งหน้าเข้าเมืองทันที เราเดินคุยกันไปว่าเราจะไปกินราเม็งที่ขึ้นชื่อของเมืองแล้วค่อยว่ากันเรื่องเที่ยว แต่ระหว่างเดินๆร้องเท่าพี่คนหนึ่งมีปัญหาพื้นหลุด ตรงนั้นเป็นป้ายรถบัส แล้วเขามีบล็อคปลูกต้นไม้พี่แกก็วางกล้องไว้ตรงขอบพอจัดการรองเท้าเสร็จก็ลืมกล้อง ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่ากล้องหายพอได้ไปสักพักผมกลับพี่มี่ขอแยกกลับมาที่สถานีรถไฟแล้วจะรอที่นี่จนกว่า 4 สาวจะกลับมา ก็เป็นอันตกลงแยกกันไป (ความลับคือเราแยกมาเพราะที่สถานีห้องน้ำหาง่ายกว่า)
ระหว่างรอสาวๆเราก็ทานราเม็งที่ร้านในสถานีรถไฟ อร่อยดีนะครับและที่สำคัญ แค่ 600 เยน ถือว่าถูกมาก และที่สถานีก็มีห้องจัดนิทรรศการของชาวไอนุให้ชมเพลินๆ และมีร้านค้ามากมายให้ท่านเลือกชมเลือกซื้อเลือกชิม เมื่อสาวๆกลับมากันแล้วเราก็นั่งรถไฟมุ่งหน้ากลับซัปโปโรกัน ระหว่างนั้นสาวๆก็เล่าให้ฟังว่ากล้องหาย และเขาไปทานราเม็งที่ๆเขาคัดสรรมาแล้วว่าเป็นเจ้าอร่อยมารวมกันไว้ที่นี้หลากหลายร้าน และทีสำคัญพากันไปเจอหนุ่มๆญี่ปู่นที่มาขับมอเตอร์ไซเที่ยวกันเลยไปทำความรู้จักซักหน่อย พอไปถึงที่ซัปโปโรแล้ว 2 สาวขอแยกไปโรงแรมก่อนส่วนอีก 2 สาวที่เขาเพิ่งบินตามมาถึงที่หลังเราขอให้พาไปเที่ยวที่สวนโอโดริและนิทรรศการเบียร์และให้พาไปที่หอนาฬิกาซัปโปโร Sapporo clock tower ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Tokeidai สร้างในปี ค.ศ 1878 เป็นศิลปะกึ่งยุโรป เนื่องจากรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามา ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้วปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่ หากได้ยินเสียงระฆังตีบอกชั่วโมง เท่ากับว่าคุณกำลังได้ยินเสียงหัวใจของซัปโปโร 
         วันนี้เราตื่นแต่เช้าเพื่อจัดการนำกระเป๋าใบใหญ่ฝากไว้ที่โรงแรมและแยกใบเล็กเพื่อเดินทางไปที่ฮาโกดาเตะ Hakodate เราพักที่นี้หนึ่งคืน นั่งรถไฟจากซัปโปโร-ฮาโกดาเตะ ใช้เวลา   ชั่วโมง อ้อ ก่อนจะขึ้นรถไฟเราก็เอาตั๋วรถไฟออกมาเตรียมพร้อมแต่มี 1 สาว ลืมไว้ที่โรงแรม 2 สาวก็เลยต้องกลับไปเอาแล้วตามไปทีหลัง ส่วนเรา 4 คน ก็ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อไปหาโรงแรมให้เจอแล้วค่อยมารอ 2 สาวหน้าสถานีรถไฟ ตอนที่เราไปถึงฝนตก แต่โชคดีโรงแรมที่พักห่างจากสถานีรถไฟเพียง 500 กว่าเมตร พอจัดการเรื่องที่พักเสร็จก็มารอ 2 สาว ไม่นานก็ตามมาถึง เมื่อพร้อมแล้วก็ออกลุยกันเลย  ฮาโกดาเตะอยู่ใต้สุดของเกาะฮอกไกโด เป็นเมืองท่าที่สำคัญ ตั้งอยู่ริมเชิงเขาฮาโกดาเตะขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้านเป็นคอคอดกระ เมื่อมองลงมาจากยอดเขาฮาโกดาเตะ จึงเกิดภาพสวยงามประทับใจ จนคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว ยกให้เป็น 1 ใน 3 วิวยามค่ำคืนที่สวยสุดยอดในโลก ร่วมกับทิวทัศน์บริเวณรอบอ่าววิคตอเรียของฮ่องกงและเนเปิลในอิตาลี ด้วยทำเลของเมืองที่ขนาบด้วยน้ำ อาคารบ้านเรือนเก่าแบบตะวันตกที่ตั้งอยู่ริมเนินเขา โบสถ์คริสต์ อาคารอืฐแดงเก่าริมท่าเรือ 
         ด้วยฝนตกทำให้วันนี้ทำให้การเที่ยวของเราลำบากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถมาขัดขวางไม่ให้เราออกไปเที่ยวได้ ดีว่าเราเอาร่มมาด้วย ไหนๆก็มาแล้วก็ออกลุยกันเลย วันนี้เราใช้บริการ Street Car One Day Pass ผู้ใหญ่ราคา 600 เยน เด็ก 300 เยน ใช้ขึ้นรถรางได้ทั้งสองสาย ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและระยะทาง ภายในหนึ่งวัน 
         สถานที่แรกที่เราไปคือ ป้อมรูปดาวโกเรียวคะคุ Goryokaku เป็นป้อมรูปดาว 5 แฉก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากสถานีฮาโกดาเตะ 4 กิโลเมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ 2400 โดยโชกุนตระกูลโทกุงาวะ ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 7 ปี เพื่อใช้ป้องกันการรุกรานจากต่างชาติในช่วงที่สหรัฐต้องการบีบให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ แต่พอมาถึงช่วงปฎิรูปสมันเมจิ ที่ได้มีการฟื้นฟูอำนาจจักรพรดิขึ้นมาใหม่ ที่นี่จึงใช้เป็นที่หลบภัยและศูนย์บัญชาการการรบของโชกุนและขุนนางที่หนีมาจากโตเกียว แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนให้แก่กองทัพจักรพรรดิในปี พ.ศ 2412 ปัจจุบันป้อมแห่งนี้กลายมาเป็นสวนสาธารณะ อนุรักษ์รูปทรงของป้อมไว้เป็นอย่างดี ในฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระจาก 1,600 ต้นจะบานสพรั้งไปทั่วทั้งสวน ป้อมแห่งนี้ใหญ่โตมาก ขนาดขึ้นไปชมจากมุมสูง เลนส์ของกล้องธรรมดา ยังเก็บภาพได้ไม่หมด
          หอคอยโกเรียวคะคุ Goryokaku Tower สูง 107 เมตร โดยมีจุดชมวิวที่ระดับความสูง 90 เมตร ภายในหอคอยจุคนได้คราวเดียว 500 คน มีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ค่าขึ้นชม ผู้ใหญ่ 840เยน เด็ก 420 เยน
          ท่าเรือเก่า Old Pier จุดเด่นเป็นอาคารอิฐแดงตั้งเรียงราย 5-6 หลัง เมื่อก่อนคือโกดังเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ อาคารที่เห็นในปัจจุบันไม่ได้เป็นของดั้งเดิมเลยเสียเลยทีเดียว แต่เป็นโกดังที่สร้างขึ้นมาใหม่ แทนของเดิมที่ถูกไฟไหม้เสียหายเมื่อปี พ.ศ 2450 เมื่อท่าเรือถฏย้ายออกไปทางตอนเหนือของเมือง โกดังเหล่านี้จึงถูกดัดแปลงให้เป็นร้านค้า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้า ของเล่น กิ๊ปช้อป ร้านอาหาร และในบริเวณใกล้ๆกันก็มีร้านค้าอีกมากมายให้ท่านได้แวะเข้าไปช็อป เราช็อปกันที่นี้นานมากโดยเฉพาะสาวๆ เราปล่อยให้ช็อปตามใจ เรา 2 หนุ่มก็เดินดูไปเรื่อยๆจนหลงกัน เมื่อหากันไม่เจอก็ต่างคนต่างไป เพราะยังไงต้องไปเจอกันที่ยอดเขาฮาโกดาเตะจนได้แหละ เพราะเรานัดกันไว้แล้วว่าจะขึ้นกระเช้าเพื่อไปชมวิวสวยติดอันดับ1 ใน 3 ของโลก และในที่สุดก็เจอกันก่อนขึ้นกระเช้า เมื่อพร้อมแล้วเราก็ขึ้นไปชมวิวกันเลย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่วันนี้ฝนตกจึงทำให้มีเมฆมาบัง ไม่สามารถมองเห็นวิวด้านล่างได้ และบนยอดเขาก็มีหมอกฝนปกคลุมไปทั่ว เราคอยอยู่เป็นชั่วโมงเมื่อเห็นว่าไม่สามารถเห็นวิวได้แล้วเรากลับลงมากันดีกว่า 
         14 สิงหาคม 2555 วันเราเดินทางมุ่งหน้าสู่เมือง โนโบริเบสซึ Noboribetsu เมืองท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรีสอร์ทสถานตากอากาศที่มีบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาะฮอกไกโด โดยจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมที่สุด คือ หุบเขาจิโกกุดานิ Jigokudani valley หรือที่นิเรียกกันว่า หุบเขานรก หรือ หุบเขาอเวจี Hell's valley หุบเขาจิโกกุดานิ เป็นร่องรอยของปล่องภูเขาไฟระเบิดที่เกิดจากการประทุของภูเขาไฟคุตตะละ มีพื้นที่ประมาณ 11 เฮกตาร์ ก่อเกิดเป็นแหล่งออนเซนและภูมิทัศน์ที่สวยงามมาก ที่นี้มีเส้นทางเดินป่าพาท่านไปแหล่งออนเซนต่างๆ หรือถ้าท่านไม่อยากเดินป่า ที่ริมถนน ใต้ถนนก็มีบ่อน้ำพุร้อนให้ท่านได้ชมเช่นกัน และท่านสามารถเข้าไปออนเซนได้ที่โรงแรมในบริเวณนั้นก็ได้ มีให้ท่านเลือกมากมายหลายที่ เมื่อได้เวลาเราก็เดินทางกลับเมืองซับโปโร 
         15 สิหาคม 2555 วันนี้สบายๆไม่ต้องตื่นเช้า เราออกจากที่พักสายหน่อย 10.00 น. เพื่อไปสนามบิน นิวชิโตะเสะ Shin Shitose ตอนแรกเราว่าจะไปเดินเล่นในตัวเมืองซัปโปโร อีกนิดก่อนไปสนามบิน แต่มาคิดอีกที ไปเดินเล่นๆเดินช็อปที่สนามบินดีกว่า
         ยังไม่มีสายการบิน บินตรงจากเมืองไทยไปฮอกไกโด ท่านต้องแวะเปลื่อนเครื่องที่ จีน เกาหลี หรือที่ญี่ปุ่น 



ถึงสนามบินปักกิ่ง เพื่อรอเปลี่ยนเครื่องบิน



ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องบิน 5 ชั่วโมง เราก็เดินดูร้านค้า ทานอาหาร และอาบน้ำ








ถึงแล้วจ้าฮอกไกโด







ภายในห้องพักแบบญี่ปุ่น ไม่มีห้องน้ำให้ หรือใครไม่ชอบก็มีแบบเตียงให้เลือก แต่ราคาแพงกว่านิดหน่อยและมีห้องน้ำในห้องด้วย ส่วนเราใช้บริการทั้งสองแบบ

















หอคอยทีวีทาวเวอร์ ในเวลาต่างกัน



น้ำพุในสวนโอโดริ





หอนาฬิกาซัปโปโร Sapporo Clock Tower ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Tokeidai



ในคลองในแม่น้ำของเมืองเขาก็มีการปลูกดอกไม้ 





คิดถึง เคยมีแบบนี้คันนึง แต่ขายไปแล้วเมื่อหลายปี 









ระหว่างทางไปคลองโอตารุ



ย่านช็อปปิ้งของเมือง









ร้านขายปูยักษ์ มีให้ท่านเลือกมากมายระหว่างทาง เราไม่พลาดที่จะลองแวะทาน 




คลองโอตารุที่สวยงาม































อีกด้านของโกดัง 









ถ้าใครไม่อยากเดินก็มีรถลากให้บริการ ราคาเราไม่รู้ เพราะเราใช้บริการสองขาของเราเอง เพื่อความประหยัด



เดินเหนื่อยๆแวะทานซูซิกัน มาถึงประเทศต้นตำหรับแล้วไม่ควรพลาด








แหล่งช็อปปิ้ง ระหว่างทางไปพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี






อากาศร้อนๆแวะทานไอศครีมกันดีกว่า





















นาฬิกาโบราณขับเคลื่อนกลไกด้วยพลังไอน้ำ Stream Clock ตั้งอยู่ตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี



























จะเห็นว่ามีกล่องดนตรีหลากหลายรูปแบบและราคาให้ท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ









อาคารรัฐบาลเก่า










การจักแสดงภายในอาคาร














Norokko Train 












อีกนิดก็ถึงสวนแรกแล้ว


























คลายร้อนด้วยน้ำลาเวนเดอ





รวมเหล่ามวลดอกไม้ในทริป









































































บริเวณสวนโอโดริ








อร่อยและแพง



ไอศครีมลาเวนเดอ



Farm Tomita



















สถานีลาเวนเดอ เปิดเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น





ฝนตกก็ไม่หวั่น



ป้อมรูปดาวห้าแฉก Goryokaku














ท่าเรือเก่าฮาโกดาเตะ













โกดังเก่าที่ท่าเรือ ที่ตอนนี้กลายมาเป็นร้านค้า













ไปขึ้นกระเช้าดูวิว











วิวเมืองฮาโกดาเตะ



เรากะจะขึ้นไปรอดูวิวแบบนี้



แต่ว่าสภาพอากาศในวันนั้นเป็นแบบนี้ 



หมอกฝนหนา ไม่สามารถมองเห็นวิวด้านล่างได้



เลยได้เห็นแค่นี้ เพราะคาดว่ายังไงวันนี้คงไม่สามารถมองเห็นวิวด้านบนในตอนเย็นได้แล้ว ตัดสินใจลงมากันดีกว่า





ฝาท่อสวยๆ



ฝนตกทำใหอากาศหนาวๆ มาทานราเมงร้อนๆคลายหนาวกันดีกว่า





ปาร์ตี้ยามเย็นแถวๆที่พัก





หลังคารูปไข่ในสถานีรถไฟฮาโกดาเตะ



ถึงแล้วคร๊าบเมืองโนโบริเบ็ทสึ



สัญลักษณ์ของเมืองหุบเขานรก




















ทางเดินในป่าที่จะพาท่านไปยังแหล่งออนเซนและแหล่งที่เที่ยวที่น่าสนใจในหุบเขานรก ถ้าท่านมีแรงเดินชม





บ่อน้ำพุร้อนใต้ถนน



ใกล้ๆชัดๆ 



อีกบ่อใกล้ๆกัน








งานเทศกาลของเมือง




บรรยากาศของงานเทศกาล





เราก็อยากไปนั่งแบบเขานะครับ แต่ทนกลิ่นบุหรี่ไม่ไหว ขอมานั่งแถวม้านั่งด้านนอกดีกว่า





บรรยากาศภายในห้องออนเซน









Create Date : 23 ธันวาคม 2556
Last Update : 13 มกราคม 2557 13:19:44 น.
Counter : 1543 Pageviews.

3 comments
  
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 29 ธันวาคม 2556 เวลา:13:24:43 น.
  
โดย: tuiontour วันที่: 29 ธันวาคม 2556 เวลา:22:52:24 น.
  
เข้ามาชมภาพค่ะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 2 มกราคม 2557 เวลา:22:25:48 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tuiontour
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทาง ถึงไม่เคลื่อนที่ เวลาก็เปลี่ยนไป แม้ไม่ทำอะไร โลกก็หมุนไป ไยไม่สนุกกับชีวิต