เมษายน 2553

 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
+++++++++ศัตรูที่แท้จริง+++++++++++





หวัดดีครับ


วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์เจอบทความนึงที่น่าจะมีประโยชน์ และ ช่วยเตือนสติเราๆท่านๆที่กำลังเครียดๆ หรือ ซึมเศร้ากับสถานการณ์ความไม่ปกติสุขของบ้านเมืองเรา ที่เราต่างก็ได้รับรู้จากข่าวสารที่ระดมกันเข้ามาทุกวันจนตั้งรับแทบไม่ทัน ผมเลยขอเอามาเผยแพร่ในที่นี้ (ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเรียนของลูกซักเท่าไหร่)

ผมคิดว่าในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ หลายๆครอบครัวคงไม่ค่อยมีความสุขกันเต็มที่เท่าไหร่ เพราะ มีเรื่องน่าเศร้าสูญเสียเกิดขึ้นกับหลายๆชีวิตที่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งๆที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้วในยุคนี้ พ.ศ.นี้


ผมว่ามันก็แปลกดีนะครับ ที่ความแตกแยกทางความคิดของคนไทยครั้งนี้มันรุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา และ ก็มีตรรกะแปลกๆที่สุดโต่งหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น

- หากคุณไม่เห็นด้วยกับพวกเรา คุณก็คือศัตรูของพวกเรา
- หากคุณไม่ชอบรัฐบาล คุณก็ต้องเป็นพวกเสื้อแดง
- หากคุณมีความเห็นไม่ตรงกับพวกเสื้อแดง คุณเป็นพวกเสื้อเหลืองแน่ๆ
- ฉันคิดอะไรก็ถูกทุกอย่าง แกทำอะไรก็ผิดไปซะหมด
- พวกเราล้วนดีหมด แต่พวกคุณมันเลว 100 % ฯลฯ


ผมสังเกตเห็นวิธีการคิดของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป จากสังคมที่มีความประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัยสูง กลายเป็นสังคมที่ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครฟังใครไปซะแล้ว

- พวกเราพร้อมที่จะคิดว่าตนเองถูกโดยไม่ต้องสงสัย
- พวกเราพร้อมที่จะคิดว่าฝ่ายตรงข้ามผิดโดยไม่ต้องรับฟัง
- พวกเราพร้อมที่จะเกลียดชังโดยไม่ทันได้รู้จักกันเลย

แล้วเราคิดว่าจะให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาในสังคมที่มีแต่ความเกลียดชังกันแบบนี้ละหรือ แล้วคิดไหมว่าซักวัน ลูกหลานเราก็อาจต้องตกเป็นเหยื่อของความโกรธเกลียดกันของสังคมนี้

ผมเชื่อว่าหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเราสามารถนำมาใช้เพื่อดับทุกข์อันเกิดจากความไม่รู้ ความเชื่อ ความหลงผิด ความสับสน รวมไปถึงความโกรธแค้น ความเกลียดชัง อันเกิดจากความแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่ของคนไทยครั้งนี้ บทความนี้ชื่อ "ศัตรูที่แท้จริง" เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล จาก //www.visalo.org/article/matichon255304.htm เป็นบทความที่ช่วยเตือนสติพวกเราได้ดีมาก ลองอ่านกันดูนะครับ










ศัตรูที่แท้จริง โดย พระไพศาล วิสาโล



เหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ถนนราชดำเนินกลาง เป็นความสูญเสียของทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาล นปช. และชาวไทยทั้งมวล ทุกคนเป็นผู้แพ้ หากความพินาศในวันนั้นเรียกว่าชัยชนะ มันก็คือชัยชนะของความโกรธเกลียดนั่นเอง
ในขณะที่ทุกคนพากันชี้นิ้วกล่าวโทษผู้อื่น ตัวการที่แท้จริงกลับถูกมองข้ามและยังคงลอยนวลอยู่ได้ นั่นคือความโกรธเกลียด ความโกรธเกลียดผลักไสให้เรากลายเป็นศัตรูที่มุ่งจองเวรกัน ใช่แต่เท่านั้น ยิ่งโกรธเกลียดมากเท่าใด ก็ยิ่งชี้นิ้วส่งเสียงประณามผู้อื่นดังมากเท่านั้น จนลืมไปว่าความโกรธเกลียดในใจเราได้ผลักดันให้เรามีส่วนในการทำร้ายกันไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

ความโกรธเกลียดไม่เพียงทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น หากยังเป็นโทษต่อตัวเราเองด้วย เมื่อใดก็ตามที่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ นิสัยใจคอและพฤติกรรมของเราก็จะเปลี่ยน จากคนที่มีน้ำใจ พูดจาไพเราะ สุภาพอ่อนโยน ก็กลายเป็นคนจิตใจแข็งกระด้าง พูดจาหยาบคาย และกราดเกรี้ยว สาวสวยเสียงหวาน ทันทีที่โกรธเกลียด ก็พลันมีสีหน้าดุร้าย ส่งเสียงกระโชกโฮกฮาก พร้อมจะด่าทอผู้อื่น ลงมือทำร้ายผู้คน หรือสะใจกับการที่เขาถูกทำร้าย เป็นเพราะความโกรธเกลียดนี้แหละที่ทำให้คนซึ่งเคยมีไมตรีต่อกัน กลายเป็นศัตรูที่ห้ำหั่นกัน ทุบตีหรือประหัตประหารกันได้อย่างเลือดเย็น ทำให้คนที่เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน กลายเป็นปรปักษ์ที่กลุ้มรุมทำร้ายหรือประชาทัณฑ์จนเขาตายคาเท้า กล่าวอีกนัยหนึ่งมันทำให้เรากลายเป็นยักษ์มารไปโดยไม่รู้ตัว

จริงอยู่เขาอาจเป็นคนชั่วคนเลว โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ แต่การทำกับเขาเช่นนั้น กลับทำให้เราห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าเขา ในขณะที่เราเห็นเขาเป็นเดรัจฉาน การกระทำเช่นนั้นกลับลดตัวเราเองให้ต่ำเท่าเขา หรืออาจต่ำยิ่งกว่าเขาเสียอีก ความโกรธเกลียดทำให้เราไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่ในเวลาเดียวกันมันก็มักผลักดันให้เราทำลายความเป็นมนุษย์ของตนไปพร้อม ๆ กัน






บางครั้งเขาไม่ได้ทำร้ายใครเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะเขามีความเชื่อทางการเมืองหรืออุดมการณ์ต่างจากเรา หรือเพียงเพราะเขาใส่เสื้อคนละสีกับเรา นั่นก็มากพอที่เราจะเห็นเขาเป็นคนเลว เพราะสรุปล่วงหน้าแล้วว่า ความเชื่อ อุดมการณ์ หรือเสื้อสีนั้น มีแต่คนเลว ไม่รักชาติ นิยมเผด็จการ เท่านั้นที่สมาทานหรือสวมใส่กัน แม้เราไม่รู้จักเขา แต่เพียงเพราะเขาสังกัดกลุ่มก้อนหรือสถาบันที่เราไม่ชอบ นั่นก็มากพอแล้วที่เราจะตราหน้าว่าเขาเป็นคนเลว แม้โดยเหตุผลเราจะรู้ว่าเพียงแค่มีความเชื่ออย่างนั้น ไม่ได้ทำให้เขาเป็นคนเลวได้ แต่ในระดับของอารมณ์ การที่เขาสมาทานอุดมการณ์ที่เราไม่ชอบ หรือสังกัดกลุ่มก้อนที่เราเกลียด มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้เราชิงชังเขา เพราะอยู่คนละพวกกับเรา และดังนั้นจึงเห็นเขาเป็นคนเลวได้ไม่ยาก ก็ในเมื่อเรายืนอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องเป็นธรรม เขาซึ่งอยู่คนละพวกกับเราก็ต้องเป็นฝ่ายอธรรมอย่างแน่นอน

แต่มันไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเขาเป็นฝ่ายอธรรม เราซึ่งเป็นฝ่ายธรรมย่อมมีความชอบธรรมที่จะจัดการเขาอย่างไรก็ได้ เหตุผลก็คือคนเลวอย่างนี้จะปล่อยให้อยู่รกโลกไปทำไม ดังนั้นเราจึงพร้อมที่จะด่าว่าเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายที่สุดเท่าที่จะสรรหามาได้ พร้อมจะใส่ร้ายป้ายสี โกหกหลอกลวง หรือทำร้ายเขา แต่ยิ่งเราทำเช่นนั้นกับคนที่เราติดป้ายว่า “เลว” มากเท่าไร เราก็กลับกลายเป็นคนเลวเสียเอง อาจเลวยิ่งกว่าเขาก็ได้ ใช่หรือไม่ว่า “เทพ”ที่พร้อมจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อจัดการกับ “มาร” ในที่สุดแล้วลงเอยด้วยการกลายเป็น “มาร”เสียเอง จะว่าไปแล้ว เส้นแบ่งระหว่างเทพกับมารนั้น บางมาก เพียงแค่เผลอให้ความโกรธเกลียดครองใจ เทพก็กลายเป็นมารได้ง่าย ๆ มีผู้กล่าวอย่างน่าฟังว่า เมื่อใดก็ตามที่เราต่อสู้กับอสูรร้าย จงระวังว่าเราจะไม่กลับกลายเป็นอสูรร้ายเสียเอง

ความโกรธเกลียดเมื่อเกิดขึ้นกับใคร มันจะผลักคนอื่นให้อยู่ห่างจากเรา โดยเฉพาะคนที่เราโกรธเกลียด แม้ว่าคนนั้นจะเป็นสามีหรือภรรยาของเรา เป็นพี่น้องของเรา หรือแม้แต่เป็นพ่อหรือลูกของเรา ยิ่งเป็นคนที่ห่างไกลกันอยู่ก่อนแล้ว มันยิ่งผลักเขาไปให้ไกลกว่าเดิม แต่น่าแปลกว่ายิ่งห่างไกลกันเพราะความโกรธเกลียด ทั้งสองฝ่ายกลับมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง มีนิสัยใจคอคล้ายกัน มีมุมมองคล้ายกัน มีพฤติกรรมคล้ายกัน ราวกับเป็นกระจกเงาของกันและกัน กล่าวคือต่างมองเห็นว่าฉันถูก แกเลว เหมือนกัน ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเหมือนกัน กราดเกรี้ยวเหมือนกัน รวมทั้งลอกเลียนแบบการกระทำเหมือนกัน เช่น ใส่ร้ายป้ายสี หรือใช้วิธีการเดียวกัน (บุชและบินลาเดน แม้จะอยู่ขั้วตรงข้ามกัน แต่กลับมอง คิด และทำคล้ายกัน เช่น กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นมารเหมือนกัน เชื่อว่าพระเจ้าอยู่ข้างตนเช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างโจมตีซึ่งกันและกันว่าฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่แล้วก็ต่างทำอย่างเดียวกัน เป็นแต่ใช้อาวุธและยุทธวิธีต่างกันเท่านั้น)

น่าแปลกตรงที่ยิ่งเราโกรธเกลียดใคร เราก็ยิ่งทำตัวเหมือนเขา เจริญรอยตามเขา หรือเอาเขาเป็นครู ทั้ง ๆ ที่เราเห็นว่าเขาเลว ชั่ว แต่สิ่งที่เราทำกับเขานั้น ทำให้เราไม่ต่างจากเขาเลย ยิ่งเราประณามเขาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก็ยิ่งกลายเป็นการประจานตัวเองให้คนอื่นได้รู้ว่าเรามีนิสัยอย่างไร ใช่หรือไม่ว่ายิ่งเราคิดจะเล่นงานคนอื่น สุดท้ายเรากลับเล่นงานตัวเอง ยิ่งเราพยายามทำร้ายคนอื่น เรากลับทำร้ายตัวเอง นั่นเป็นเพราะเราปล่อยให้ความโกรธเกลียดครองใจ จนไม่เพียงรุ่มร้อนดังถูกไฟเผาลนเท่านั้น หากยังทำลายภาพพจน์ ลดความเป็นมนุษย์ในตัว และสร้างวิบากกรรมอีกมากมาย ทำให้จมอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งการจองเวร ที่ผลักให้อยู่ในความทุกข์จนยากจะไถ่ถอนออกมาได้







ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา มีความกลัวและความใฝ่ฝันเช่นเดียวกับเรา แต่เรามักจดจ่อหรือติดอยู่กับ “ยี่ห้อ”ที่ประทับบนตัวเขา (เช่นไพร่ อำมาตย์ พันธมิตร นปช. ตำรวจ ทหาร) หรือกลุ่มก้อนที่เขาสังกัด จนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา เราจดจ่ออยู่กับสีเสื้อที่เขาสวมใส่ จนไม่สามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังเสื้อเหล่านั้น การมองเช่นนี้ ทำให้เราเห็นเขาเป็นคนละพวกกับเรา ยิ่งเป็นพวกที่เราเกลียดด้วยแล้ว ก็ยิ่งมองเห็นเขาเป็นตัวเลวร้ายที่จะต้องกำจัด มีการประณามเขาด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเขา ยิ่งความเป็นมนุษย์ของเขาถูกลดทอนมากเพียงใด ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกสูงส่งในทางจริยธรรมกว่าเขา และดังนั้นจึงมีความชอบธรรมที่จะทำร้ายเขา

“ยุคมิคสัญญี” อันหมายถึงยุคที่ผู้คนทำร้ายกันอย่างโหดเหี้ยมนั้นเกิดขึ้นเมื่อเรามองเห็นซึ่งกันและกันเป็นเนื้อ (มิค) แทนที่จะเห็นกันและกันเป็นมนุษย์ เราไม่ต้องรออีกหลายกัปกัลป์กว่ายุคมิคสัญญีจะบังเกิด เพราะทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในยุคมิคสัญญีอยู่แล้ว เนื่องจากผู้คนไม่ได้มองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน จะพ้นจากยุคมิคสัญญีได้ต่อเมื่อเรามองให้พ้นยี่ห้อ อุดมการณ์ หรือมองทะลุสีเสื้อจนเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

สิ่งสำคัญในวันนี้มิใช่การขอคืนพื้นที่หรือชิงพื้นที่กลับคืน อย่างที่ทำมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หากได้แก่การคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนเสื้อเหลือ คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนเสื้อแดง คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ทหารตำรวจ เมื่อนั้นเราจึงจะอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ








เราจะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้ก็ต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างมนุษย์ และเปิดใจรับฟังกัน แทนที่จะสวมหัวโขนเข้าหากัน หรือเลือกฟังแต่สิ่งที่ยืนยันอคติดั้งเดิมของตน หลักธรรมที่สำคัญประการหนึ่งในยามที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงก็คือ “สัจจานุรักษ์” นั่นคือ การไม่ยืนกรานยึดติดแต่สิ่งที่ตนรู้หรือคิดเห็นเท่านั้นว่าถูกต้องเป็นจริง ขณะเดียวกันก็ตระหนักหรือเตือนตนอยู่เสมอว่าความคิดเห็นของอีกฝ่ายอาจถูกต้องเป็นจริงก็ได้ ถ้ามีสัจจานุรักษ์ เราก็จะยินดีรับฟังคนอื่นมากขึ้น

ในยามที่เกิดความขัดแย้ง ทุกฝ่ายมักจะยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก คู่กรณีหรือฝ่ายตรงข้ามต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด ดังนั้นจึงไม่พร้อมที่จะฟังคู่กรณีเลย อย่าว่าแต่คู่กรณีระหว่างรัฐบาลกับผู้ประท้วงเลย แม้แต่ระหว่างคนที่รักกัน เช่น สามีกับภรรยา พ่อกับลูก เวลาขัดแย้งกันแล้ว มีใครฟังกันบ้าง ที่ไม่มีใครฟังกันก็เพราะเชื่อมั่นแล้วว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นเพราะไม่ฟังกันใช่ไหม ผลก็คือทะเลาะวิวาทกันหนักขึ้น

แม้แต่คนที่รักกัน เรายังเปิดใจฟังอีกฝ่ายยากมาก ยิ่งกับคนที่เกลียดชังกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งเปิดใจฟังกันยากขึ้น แต่เพราะไม่เปิดใจฟังกัน จึงยิ่งมั่นใจว่า “ฉันถูก” “แกผิด” คำถามก็คือเราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราเป็นฝ่ายถูก(หรือดี)ร้อยเปอร์เซ็นต์ และอีกฝ่ายผิด(หรือเลว)ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลที่เราได้รับเกี่ยวกับตัวเขานั้นถูกต้องเป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องนั้นเกิดจากความเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ได้ล้วน ๆ ทำไมเราถึงแน่ใจอย่างนั้นในเมื่อเราไม่เคยเปิดใจรับฟังความคิดความเห็นของเขาเลย เพราะสรุปตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเลวเขาชั่วเขาผิด

คำสอนของพระพุทธองค์ในกาลามสูตรนั้นสำคัญมากในยามนี้ เพราะจะช่วยเตือนให้เราไม่หลงเชื่อเพียงเพราะ “ฟังตามกันมา” หรือเพียงเพราะ “ตรรกะ การอนุมาน การคิดตรองตามแนวเหตุผล หรือเพราะเข้าได้กับความคิดของตน” หรือเพียงเพราะ “มองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้” หรือเพียงเพราะ “ผู้พูดเป็นครูของเรา”(คือน่าเชื่อถือ) เท่านั้น ถ้าเชื่อเพียงเพราะเหตุดังกล่าว ก็อย่าเพิ่งฟันธงว่าสิ่งที่ตัวเองได้ยินหรือรู้มานั้น (รวมทั้งความคิดเห็นที่สรุปจากข้อมูลดังกล่าว)เป็นความจริงถูกต้องแน่นอน

การให้อภัยหรือแผ่เมตตาให้อีกฝ่ายอาจเป็นเรื่องยาก (ทั้ง ๆ ที่มันเป็นผลดีต่อจิตใจของเราเอง) แต่อย่างน้อยเราควรรับรู้เขาตามที่เป็นจริง ในเมื่อเราทุกคนปรารถนาความเป็นธรรม เราจึงควรให้ความเป็นธรรมแก่เขา(และแก่ตนเอง)ด้วยการมองเห็นเขาอย่างที่เขาเป็น แต่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรหากเรามีอคติอันหนาแน่น ต่อเมื่อรู้เท่าทันอคติ เปิดใจรับฟังเขา และไม่ปลงใจเชื่ออะไรง่าย ๆ เราถึงจะเห็นผู้อื่นอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อนั้นเราจะพบว่าแท้ที่จริงมนุษย์หาใช่ศัตรูของเราไม่ ความโกรธเกลียดต่างหากคือศัตรูที่แท้จริง









Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 24 เมษายน 2553 8:16:16 น.
Counter : 1841 Pageviews.

6 comments
  
สวัสดีเช้าๆ ทำงานวันแรกขอให้มีความสุขกับการทำงานนะคะ อิอิ ^^
โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:11:44:11 น.
  
เฮ้อ เหนื่อยใจ คิดต่างกันได้และไม่ควรดูถูกความคิดคิดผู้อื่น แต่ในเมื่อเป็นสังคมเป็นประเทศเราต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ ก็ยังไม่วายดูถูกเสียงที่ไม่คิดเหมือนตัวว่า เป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์ถูกซื้อมา นั่นแร่ะ จุดเริ่มต้นของการไม่จบ เฮ้อออ
โดย: หนุ่มน้อยขี้อ้อน วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:1:14:42 น.
  
สุข หรือ ทุกข์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่
แต่มันอยู่ที่ "มุมมอง" ของเรามากกว่า

ถ้าทุกคนเคารพในความแตกต่าง
และ ไม่ดึงดันที่จะบังคับให้คนอื่นต้องมาคิดเห็นเหมือนๆกับเรา...........ปัญหาวุ่นวายต่างๆเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
โดย: ฉิกซิงแซ IP: 113.53.18.66 วันที่: 21 เมษายน 2553 เวลา:8:39:20 น.
  
อนุโมทนาค่ะ คุณหมอ

ทุกอย่างเป็นเพราะมนุษย์รักตัวเองทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่มีใครรักคนอื่นมากกว่าตัวเองอย่างแท้จริง

ที่มันทะเลาะักันก็เพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว...

ตอนนี้ เนรเทศตัวเองออกมาแล้วค่ะ
ว่าจะมาเปิด Blog แบบคุรหมอแทน หลบคนเยอะๆ มาดีกว่า
กลัวคุณหมอเข้าใจผิดว่า ไม่ตอบคุณหมอ

อีกอย่างคุณผู้ชายไม่อยู่เหนื่อยชะมัดเลี้ยงลิง สองตัว....

สวัสดีวันสงกรานต์ ย้อนหลังนะคะ

ปอ

โดย: nookjung วันที่: 23 เมษายน 2553 เวลา:19:27:17 น.
  
ตั้งแต่สงกรานต์ ผมก็ไม่ได้เข้าไปดู mamycenter
เลยไม่รู้ว่าคุณปอจะ"แว้บ"ไปซะแล้ว น่าเสียดายนะครับ



ช่วงนี้ไม่ค่อยอยากรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองอะไรแล้วครับ
เพราะ รู้สึกว่าความเกลียดชังมันระบาดไปทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด

แม้แต่ในสังคมออนไลน์ facebook ผมก็มักจะเห็นเพื่อนๆหมอรุ่นผม รวมทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องที่รู้จักกัน ต่างก็มาระบายความอัดอั้น และ ความโกรธแค้นกันแทบทุกวัน

ไม่น่าเชื่อว่าบางคนที่ปกติดูสงบเงียบๆ เรียบร้อย ธรรมะธัมโม กลับแสดงออกทางความคิดทางการเมืองที่ดูก้าวร้าวรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น อยากให้มีการใช้กำลังปราบปรามกันให้เด็ดขาดไปเลย ไม่ว่าจะต้องมีคนตายกันอีกซักเท่าไร ผมรู้สึกกลัวจนขนหัวลุก รู้สึกเย็นยะเยือกเหมือนกับเราต่างก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

ผมคิดว่า ในภาวะไม่ปกติ หรือ สถานการณ์บางอย่าง แค่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็สามารถ induce ให้คนในสังคมมีความโกรธ เกลียด เคียดแค้นร่วมกันได้อย่างมหาศาล

ไม่ว่าจะเป็น "สื่อ" ที่เน้นขายข่าว พยายามเสนอข่าวที่เกินจริง บิดเบือนข้อมูล และ "เสี้ยม"ให้คนทะเลาะกัน

หรือ ใน facebook ตอนนี้ก็มีปรากฏการณ์ที่เพื่อนๆ ต่างก็ induce กันเอง ต่างก็ช่วยกัน post ข่าวความรุนแรง ทำให้ต่างคนต่างก็มีอารมณ์ร่วมกันสูง นำไปสู่การมองทุกสิ่งทุกอย่างจนสุดโต่งเกินจริงไปหมด

ในช่วงที่วิกฤตวุ่นวายเช่นนี้ ผมว่า "ธรรม" ที่เราเคยคิดว่ารู้จักกันดีนี่แหล่ะ จะช่วยเตือนสติไม่ให้พวกเราถลำลึกลงไปในมวลหมู่ "อวิชชา" ทั้งหลาย

ช่วงนี้ผมเริ่มกลับมาศึกษา "ธรรม" หลังจากห่างหายไปนาน และ สนใจแนวทางของท่านพุทธทาส เพราะ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่แนวคิดล้ำหน้า และ น่าสนใจมาก ท่านเคยพูดไว้ว่า "เราจะแยกศาสนาออกจากการเมืองไม่ได้" และ "ถ้าธรรมไม่มา โลกาวินาศ" และ สนับสนุนเรื่องแนวคิด "โลกุตรธรรม" แบบง่ายๆสำหรับประชาชนทั้วไป มากกว่า "โลกียธรรม" ที่พวกเราคุ้นเคยกัน

นอกจากนั้นท่านพุทธทาสยังสนับสนุนให้ทุกคนไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม พยายามเข้าถึงหลักคำสอนสำคัญของศาสนาตนเอง และ สนับสนุนให้มีความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาทุกศาสนา และ เลิกยึดติดกับ "วัตถุนิยม"

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของท่านพุทธทาสนั้นเปิดกว้างมาก เน้นความมีอิสรภาพทางความคิดอย่างแท้จริง และ แนวทางของท่านนี่แหล่ะที่จะทำให้โลกของเราไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และ เกิด "สันติภาพ" ขึ้นในโลกอย่างแท้จริง

ช่วงนี้ผมเลยขอถือโอกาสลาพักการเขียนblogไว้เพียงเท่านี้ก่อน ไว้โอกาสเหมาะๆค่อยหาโอกาสกลับมาเขียน blog ใหม่นะครับ ขอบคุณมากๆนะครับที่ติดตามกันมา ลากันตรงนี้เลยดีกว่า สวัสดีครับ
โดย: ฉิกซิงแซ วันที่: 24 เมษายน 2553 เวลา:9:14:26 น.
  
คุณหมอคะ
แนวทางท่านพุทธทาสดีมากๆนะคะ เมื่อก่อนนี้ปอก็อ่านแต่จิตปอมันไม่มีภูมิธรรมถึง เป็นการอ่านโดยใช้ความคิดล้วนๆไม่มีสภาวธรรมมารองรับ

ถ้าอ่านแล้วอย่าลืมดูสภาวจิตด้วยนะคะ ...จะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเหมือนคุณหมอสึกษาภาคทฤษฎีแล้วเข้าห้อง lab เพื่อดูผลน่ะค่ะ

ดีค่ะ ปฏิบัติธรรมกันเยอะๆ คนอื่นเค้าร้อนเราก็เย็น ถ้าเย็นซักหนึ่งคน จากร้อนมาก็เบาไป ถ้าเย็นกันเยอะๆ ดูเหมือนดูหนังดูละครไป...เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ถ้าถึงเวลาจำเป็นต้องไปปสดงจุดยืนปอก็ไปในทำหน้าที่พลเมืองที่อาศัยแผ่นดินแห่งความสุขอยู่ค่ะ เมืองไทยไม่เคยมีภัยธรรมชาติใดร้ายแรงเลย ไม่เคยอดอยาก ไม่หนาวจนอยู่ไม่ได้...

เรื่องความรุนแรงปอไม่เห็นด้วยเลยค่ะ ปอว่าที่รัฐบาลไม่ทำเพราะเค้ารู้ เค้าลงพื้นที่ไปแล้วพบว่าส่วนใหญ่ที่มานั่งเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ มาเพราะนายทุนก็เยอะ อยู่ไปอยู่มาก็เริ่มคล้อยตาม ... ตอนนี้จะไปทำอะไรล่ะคะ นาก็ขายไปหมด ต้องเช่าเค้าทำ เค้าให้มานั่ง เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า นาทำไปตอนนี้ก็ไม่มีน้ำ..มาก็ไม่ต้อบจ่ายค่าเช่า

ลงพื้นที่แล้วจะรู้ค่ะ จะทำเค้าไม่ลง... คนไทยด้วยกันทั้งนั้นน่ะค่ะ

หวังว่าเราคงได้มีโอกาส สนทนาธรรมกันตามกาลเวลาอันเหมาะสมบ้างนะคะ...

ปอ
โดย: nookjung วันที่: 25 เมษายน 2553 เวลา:11:27:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments