มกราคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
++++++++สื่อโทรทัศน์เพื่อเด็ก และ เยาวชน++++++++++



พอดีไปเจอบทความอันนึงน่าสนใจดี อยากให้ลองอ่านกันดูนะครับ
มีการพูดถึงความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก
ที่ทุกวันนี้เปลี่ยนไปมากพอสมควร และ ยังมีคนที่เข้าใจผิดกันอีกเยอะ

ความเชื่อที่ถือว่า "คลาดเคลื่อน" แต่ก็ยังมีพูดถึงกันบ่อยๆในหนังสือหลายๆเล่ม (ทำนอง"อัจฉริยะสร้างได้" อะไรอย่างนั้น) เช่น

1 ความเชื่อ : สมองเด็กมีการพัฒนามากที่สุดใน 2 ปีแรก หลังจากนั้นไม่ค่อยพัฒนาแล้ว

- ความจริง : จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นแบบนั้นซักหน่อย
คือ มักมีคนอ้างภาพการเชื่อมโยงเส้นใยประสาทจะหนาแน่นสุดตอน 2 ขวบ หลังจากนั้นจะค่อยๆบางลงๆ

แต่จริงๆแล้วการที่มีเส้นใยประสาทเยอะๆตอน 2 ขวบ ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นฉลาดนะจ๊ะ เพราะ เด็กมีเส้นใยประสาทแน่นๆกันในช่วงนั้นก็จริง แต่มันจะมีการตัดเส้นใยที่ไม่จำเป็นออกโดยธรรมชาติอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว และ จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงให้ดียิ่งขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น

หากเราส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี เราก็จะมีเส้นใยประสาทที่มีคุณภาพเหลืออยู่อย่างหนาแน่น ไม่โดนกำจัดออกไปมาก ดังนั้น เราควรส่งเสริม"การเรียนรู้แบบตลอดชีวิต" คือ ทำยังไงถึงจะรักษาเส้นใยประสาทคุณภาพให้เหลือมากพอในตอนโต มากกว่า ให้"อัด"ตอนเด็กเล็กๆ เพื่อให้เส้นใยประสาทมันแน่นๆอย่างที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อน


2 ความเชื่อ : เราควรฝึกสมองซีกขวาเยอะๆ (คิดแบบเป็นภาพมากๆ) เพราะ เราใช้แต่สมองซีกซ้ายกันมากเกินไป

- ความจริง : ร่างกายเราไม่ได้แบ่งการทำงานของสมองเป็น 2 ซีกชัดเจนแบบนั้นหรอก จริงๆแล้วเราก็ใช้สมองทั้ง 2 ซีกร่วมกันนั้นแหล่ะ



ลองอ่านบทความที่คุณหมอยงยุทธพูดถึงเรื่องเหล่านี้ดูละกัน มีพูดประเด็นเกี่ยวกับสื่ออย่างโทรทัศน์กับเยาวชนด้วย น่าสนใจมากๆ


//nextsteppages.googlepages.com/thinktank.html

แนวคิดสำหรับสื่อรายการโทรทัศน์เพื่อเด็กและเยาวชน
โดย นพ. ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์



" ประชาชนในปัจจุบันเริ่มสนใจในเรื่องสื่อ และมีความรู้สึกร่วมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะทาง SMS หรือ ทางอีเมล์ที่ส่งเข้ามาจำนวนมหาศาลที่แสดงความผูกพัน และทำให้รู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อดีๆ ประสบปัญหา ส่วนสื่อที่แย่่กลับเจริญรุ่งเรือง

ก่อนหน้านี้ ผมได้รับเชิญจาก PBS จากอเมริกาซึ่งผลิตรายการที่ดีๆ เพื่อเด็กและครอบครัว ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร แต่ว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบันมีน้อยมาก คือดำเนินการโดยอาศัยทรัพยากรที่มาจากการระดมทุนทางสังคมเป็นหลัก ผมได้มีโอกาสทราบว่าคนที่สนับสนุน PBS จำนวนหนึ่งมาจากภาคประชาชน และอีกจำนวนหนึ่งคือผู้ลงทุนที่ได้กำไร ซึ่งเห็นความสำคัญของสื่อทางรัฐฯ ดี และมีผลอย่างมากต่อสังคม จึงนำทุนที่ตัวเองได้รับมาสนับสนุนกิจการ

สำหรับองค์กรสื่อของบ้านเรายังไม่มีมากที่จะทำสาธารณะกุศล ผมอยากจะขอใช้โอกาสนี้เพื่อเปิดประเด็นที่สำคัญ 2 ประเด็น ประเด็นที่จะพูด

ประเด็นที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อดีต ปัจจุบัน อนาคต การเรียนรู้ของเด็ก และครอบครัว ว่ามันเปลี่ยนไปมากจากอดีตสู่อนาคต

เรื่องที่ 2 ก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ก็จะพูดถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวสื่อเอง




ประเด็นแรกเรื่องของการเรียนรู้ มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายภายใน 5 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ของเด็กและ เยาวชน ซึ่งถ้าพวกเราเป็นคนที่สนใจอ่านหนังสือ ก็จะมีความเข้าใจว่าสมองเติบโตมากสุดในช่วง 6 ปีแรก ปัจจุบันความเข้าใจนี้ได้เปลี่ยนไปหมด และมีผลอย่างมากต่อการผลิตสื่อเด็กและเยาวชน

ประเด็นที่ 2 เราเข้าใจว่าเรามีสมองซีกซ้ายซีกขวา ซีกซ้ายก็จะเกี่ยวข้องกับภาษาและเหตุผล ซีกขวาก็เกี่ยวข้องกับดนตรี ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ ปัจจุบันได้พบว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาสื่อ

ประเด็นที่ 3 เรามักจะเข้าใจว่าสมองสร้างความฉลาดของมัน โดยการเริ่มสร้างใยประสาทเพิ่มขึ้น เราคงรู้ดีว่าโสตประสาทของเรามีเท่าเดิม ไม่มีการ
สร้างใหม่ มีแต่จะสูญเสียไปหลังจากอายุ 20 ปี ซึ่งความฉลาดของมนุษย์เกิดจากการสร้างใยประสาท

ประเด็นสุดท้าย เรามักเข้าใจว่าสมองจะพัฒนาด้าน IQ ความฉลาด แต่ไม่รู้ว่า EQ พัฒจามาจากด้านไหน ปัจจุบันความเชื่อมโยงระหว่างสมองกับ
การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก และการพัฒนา EQ , IQ ก้าวมาถึงจุดที่เข้าใจถึงความเป็นเรื่องเดียวกันของสองอย่าง องค์์ความรู้ใหม่มันก้าวไปถึงจุดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงใน 4 ประเด็นนี้อย่างไร และในอนาคตจะทำอะไรบ้างเพื่อที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กโดยใช้สื่อ




ในประเด็นแรก สมองของคนเรามีการเปลี่ยนอย่างมากจนถึงอายุ 25 ปี อายุ 6 – 12 ปี สมองมีการเติบโตทางปริมาณอย่างมาก แต่ก็มีการพัฒนาไปอย่างเรื่อยๆ จนถึงอายุ 25 ปี อายุตั้งแต่ 0-25 ปี สมองไม่ได้โตไปทีเดียวทั้งสมอง แต่จะโตทีละส่วนตามแต่ช่วงอายุ ตั้งแต่ช่วงทารก วัยก่อนเรียน วัยเรียน และวัยรุ่น มันคือการเปลี่ยนแปลงของสมองทีละส่วน ตั้งแต่ส่วนหลัง
ไปข้างหน้า

สมองของเด็กช่วง 6 เดือนแรก คือการพัฒนาทางด้านการมองเห็น สมองที่เติบโตหลังสุดคือสมองที่เกี่ยวข้องกับวิจารญาณ มันจึงเป็นข้ออธิบายได้ว่าทำไมวัยรุ่นถึงมีปัญหาเยอะ ในขณะนี้เราพบว่าสมองส่วนคิดของวัยรุ่นยังไม่ได้เติบโตอย่างมาก กว่าจะเจริญเติบโตเต็มที่ก็อายุ 25 ปี

นั่นก็คือปัญหาวัยรุ่นที่รุมเร้าในสังคมไทยปัจจุบันนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า
แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของวัยรุ่นนั้นคือสื่อและเพื่อน ส่วนเพื่อนนั้นก็เรียนรู้จากสื่อเช่นกัน

ทุกวันนี้การโฆษณามุ่งบทบาทไปที่วัยรุ่นและกลายเป็นค่านิยมใหม่ของสังคมไทยที่จะบริโภค สนุก ขายตัวเอง มีพฤติกรรมที่แสดงออกทางเพศมากเกินไป โดยที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ช่วยวัยรุ่นทางด้านการศึกษาและการเรียนรู้



ประเด็นที่สอง ปัจจุบันเราพบว่าเราสามารถเรียนรู้โดยการนำสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวามาทำงานร่วมกัน เช่น เราให้เด็กทำคณิตศาสตร์พร้อมมีเสียงดนตรีประกอบ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นจากเดิม เราพบว่านักคณิต
ศาตร์ที่เก่งมากๆ เช่น ไอน์สไตน์ กลับเล่นดนตรีได้ดีเช่นกัน จากการทำวิจัยเรายังพบอีกว่าเด็กออทิสติกที่มีความสามารถทางด้านภาษาน้อยมาก แต่เมื่อได้ฟังดนตรีบางชิ้นของ ”โมสาส” ปรากฎว่าจะมีสมาธิที่ดีขึ้น และพัฒนาภาษาได้ดีขึ้นอีกด้วย



ประเด็นที่สาม ใยประสาทจะถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติอย่างมากมายด้วยตัวมันเอง และมีการตัดใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้้ทิ้ง และจะขยายใยประสาทส่วนที่ใช้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ของเราคือการลดการสูญเสียในการตัดใยประสาทที่ี่ธรรมชาติสร้างไว้ให้เรามากมาย

เด็กทั้งหลายนั้น ธรรมชาติสร้างให้พวกเขามีใยประสาทมากมาย แต่ว่าเขาจะเรียนรู้หรือเปล่า ซึ่งใยประสาทเหล่านั้น จะถูกการสอนที่ย่ำแย่ ถูกรายการเน่าๆ ถูกเกมส์ที่ไม่ได้เรื่อง ทำให้บรรดาใยประเหล่านั้นสูญหายไป ปัญหามันอยู่ตรงนี้ เพราะเด็กทั้งหลายนั้น ธรรมชาติสร้างให้พวกเขามีใยประสาทมากมาย แต่ว่าเขาจะเรียนรู้หรือเปล่า ปัญหามันอยู่ตรงนี้ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงความเข้าใจไปหมดต่อความพัฒนาความฉลาดของมนุษย์

ในปัจจุบัน โปรแกรมที่ดีๆ สามารถทำให้เด็กวัยอนุบาลและประถมสามารถรู้คำศัพท์ได้ 1,000 คำ ในเวลา 6 เดือน จากเดิมต้องใช้เวลามากถึง 2 ปี เพราะเข้าใจถึงความเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งแน่นอนมันไม่ได้เกิดจากการดูรายการแย่ๆ วันละ 2 ชั่วโมง



ประเด็นสุดท้าย ในอดีตเราไม่เข้าใจว่าสมอง EQ กับ IQ มีสัมพันธ์อย่างไร ปัจจุบันเราพบแล้วว่า ส่วนที่ทำให้เกิด IQ และ EQ มันมาจากที่เดียวกัน เช่น ในเด็ก 6-12 ปี สมองจะเรียนรู้ในเรื่องของตัวเลข และการคำนวณ ในขณะนั้น เด็กก็จะเรียนรู้คุณค่าของความควบคุมความอยากด้วยตัวเอง มันคือห้วงเวลาเดียวกัน

ฉะนั้น หน้าต่างแห่งโอกาสในปัจจุบันมันคือหน้าต่างแห่งโอกาสทั้งของ IQ และ EQ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ปัญญาภายนอกและปัญญาภายใน


ปัญญาภายนอกคือความรู้ที่เราจะใช้ในการดำรงชีวิต เช่น ประกอบอาชีพ

ปัญญาภายใน คือปัญญาที่จะควบคุมภายในของเราเอง ปัจจุบันเราพบว่ามันมาจากแหล่งเดียวกัน เช่น เมื่อเราอายุ 0-2 ปี ปัญญานอกจากจะพัฒนาระบบประสาทพื้นฐานและกล้ามเนื้อใหญ่ มันเป็นเวลาเดียวกันที่เด็กรู้สึกผูกพันและไว้วางใจกับบุคคลภายนอก

เพราะฉะนั้น เด็กที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่อายุ 0-2 ขวบ มักจะมีปัญหาในเรื่องการมีสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับบุคคลอื่น เพราะส่วนเหล่านี้มันคือหน้าต่างแห่งโอกาสที่พัฒนาตั้งแต่ 0-2 ขวบ จะเห็นได้ว่ามันคือสิ่งเดียว เพราะด้านหนึ่งของเขาจะพัฒนาประสาทสัมผัสและอีกด้านหนึ่งก็จะรับรู้โลกภายนอก และในขณะเดียวกันก็จะเริ่มเรียนรู้โลกภายใน เริ่มจะผูกพันและไว้วางใจคนได้

วัย 3-5 ปี ก็เริ่มที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการพัฒนาภาษา เข้าใจคำศัพท์ มีความสามารถใช้พฤติกรรมที่ละเอียดได้ เช่น การใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของหน้าต่างแห่งโอกาสพัฒนาความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ไม่แสดงพฤติกรรมไปในทางที่ผิด และมีความสามารถในการรู้ถูกผิด เพราะพ่อแม่จะสอนว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด

แล้วพ่อแม่ของเด็กจำนวนมากก็สูญเสียโอกาสตรงนี้ไปเพราะไม่ได้ใช้เวลาในช่วงนี้พัฒนาคุณลักษณะของเด็กวัยเรียนเป็นช่วงของเด็กที่พัฒนาปัญญาภายนอก เช่น ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา ศิลปะ ดนตรี และกีฬา ซึ่งจะเติบโตในช่วงประถม พร้อมกับการเติบโตของสิ่งเหล่านี้ ก็เริ่มเกิดปัญญาภายในขึ้นมา ก็คือในเรื่องของการประหยัด ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความใฝ่รู้

ส่วนวัยรุ่นเป็นวัยที่เรียนรู้ทักษะ วิชาการ วิชาชีพ และทักษะสังคม นั่นคือปัญญาภายนอก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่เรียนรู้เรื่องของค่านิยมทางเพศ เราคนประเภทไหน เราจะมีวิถีชีวิตอย่างไร เราจะมีอุดมคติแบบไหน เราจะประกอบอาชีพอะไร สิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของวัยรุ่น เพราะฉะนั้น เราไม่เข้าใจว่าปัญญาภายนอก และปัญญาภายในมันมาจากการเรียนรู้ของสมองแหล่งเดียวกัน เราต้องเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ แต่เราสูญเสียโอกาสเหมือนกับประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสมากมายที่แทบไม่ได้พัฒนาวัยรุ่นเลย



สื่อปัจจุบันหารายการดีๆ ให้กับวัยรุ่นนั้นยากมาก โฆษณาก็ล้วนแต่ดึงวัยรุ่นไปในทางที่กระตุ้นสมองส่วนอยากมากกว่าสมองส่วนคิด สิ่งที่เป็นรายการสำหรับวัยรุ่นนั้น ส่วนใหญ่นั้นเป็นเรื่องของบันเทิงมากกว่าสาระ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้กำลังบอกเราในอนาคต การเรียนรู้ที่มาจากสื่อก็ตามจากห้องเรียนก็ตาม มันคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะช่วงวัยเด็ก และเยาวชนสำคัญมาก เพราะต้องเลือกเรียนรู้ให้เหมาะ เราก็ไม่จำเป็นต้องสอนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นสาระล้วนๆ แต่เอาศิลปะหรือดนตรีเข้ามาประกอบก็ช่วยในการเรียนของสมองในซีกซ้าย


สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญอันหนึ่งก็คือว่าเรื่องของสิ่งที่เราควรจะต้องทิศทางในอนาคตที่สำคัญคือ เรื่องของเทคโนโลยี แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1. ชนิดที่เป็นฮาร์ดแวร์ สื่อในอนาคตที่เป็นตัวสื่อที่เป็นฮาร์ดแวร์ทั้งหลายควรจะราคาถูกลง และสื่อเหล่านี้เราจะต้องเชื่อมโยงกับองค์กรทั้วทั้งโลก ซึ่งในตอนนี้ท่านคงรู้ว่าแหล่งที่ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ถูกที่สุดคือ จีนและอินเดีย ถ้าสามารถที่จะ Link Gate กับทรัพยากรเหล่านี้ได้ เราจะสามารถผลิตสื่อในอนาคตทั้งทีวี อินเตอร์เน็ท ได้ในราคาที่ถูกมาก

2 ถ้าพูดถึงพลังด้านซอฟท์แวร์ เทคโนโลยีที่ผลิตซอฟท์แวร์ที่ดีที่สุด เราก็รู้แล้วว่าอยู่ในประเทศอุตสาหกรรม องค์เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นองค์กรเพื่อการค้ากำไร องค์กรอย่าง PVS และ NHK หรือแม้กระทั่ง BBC ก็คงไม่ใช่องค์กรที่ค้ากำไร การที่เรามีการเชื่อมโยงกับเขา มีการสร้างเป็นเน็ทเวิร์คในระดับโลก เพื่อที่จะช่วยกันทำคุณประโยชน์ให้กับเด็กและเยาวชน ในการเรียนรู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสถาบันครอบครัวในการเรียนรู้ ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก

ทิศทางนี้จะต้องสร้างขึ้น ประเทศไทยพวกเราที่ทำงานด้านนี้จะต้องเข้าไปอยู่ในเน็ทเวิร์ค อันนี้ของนานาชาติ แล้วดึงเอาความร่วมมือเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทย และหลังจากนั้นมันก็จะมาเป็นประโยชน์กับผู้สร้างในประเทศไทยเอง เพราะการที่เราได้มีโอกาสเห็นสื่อของเขาได้เรียนรู้หรือได้สัมพันธ์กับคนที่มีความสามารถ หรือแม้กระทั่งได้มีโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยี เรียนรู้จากกันและกัน สิ่งเหล่านั้นจะมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตที่เราจะพัฒนาสิ่งที่เหมาะสมกับบริษัท และวัฒนธรรมสังคมไทยต่อไป

ขอให้คิดให้ไกลว่าเราจะมีสื่อที่ดี มีสื่อที่มุ่งมั่น และสื่อเหล่านี้จะเติบโต จะมีคนดูมากขึ้นเรื่อยๆ สื่อเหล่านี้จะมีอิทธิพลเหนือสื่อทางลบทั้งหลาย คิดให้ไกล แล้วก็สามารถจะไปให้ถึงได้ จากการร่วมมือกระทำเริ่มต้นจากงานเล็กๆ ท่านอาจจะเริ่มต้นจากการประกวดสื่อสำหรับให้คนรุ่นใหม่รู้จักสร้างสื่อในทางบวก หรืออาจจะจากทางสารคดี หรืออะไรที่ท่านถนัด

เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ก่อนแล้ว แต่ว่าคิดให้ไกล มันก็จะไปให้ถึงได้ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยสิ่งที่เราเรียกว่าไม่หยุดยั้ง ผมก็หวังว่าการที่เราไม่หยุดยั้ง เราทำอยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์เหล่านี้ก็จะทำให้ท่านสามารถไปถึงความฝันที่สูงสุดของเรา คนที่อยู่ในวงการทำงานเรื่องสาธารณะประโยชน์ที่หวังว่าสื่อจะกลายเป็นสื่อสาธารณะ สื่อจะเป็นสื่อซึ่งมุ่งการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน และคนไทยทั้วปวงเพื่อนำสังคมไทยไปสู่ความมั่นคงต่อไป "






Create Date : 30 มกราคม 2552
Last Update : 1 พฤษภาคม 2552 21:11:36 น.
Counter : 801 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments