มีนาคม 2552

1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
++++ไม่เชื่อ...อย่าลบหลู่+++++




1...
วันก่อน ขณะที่ผมกำลังขับรถไปทำงานตามปกติ
ทันใดนั้น ผมก็บังเอิญไปเห็นรถกระบะคันนึงวิ่งแซงผ่านหน้าผมไป
ที่มันแปลกก็คือ ผมเห็นอยู่ชัดๆนะครับ ว่ารถคันนั้นมันสีดำทะมึนมาเลย
แต่ที่ท้ายรถคันนั้น มันดันมีสติ๊กเกอร์น้อยๆแปะอยู่ว่า

"รถคันนี้สีขาว"

อึ้ง!ครับ................อึ้ง! อะไรกันว้า!..........

นี่เราตาฝาดไปหรือเปล่าฟะเนี่ย
ก็รถมันสีดำโทนโท่แบบนั้น แล้วไหงบอกเราว่า "รถคันนี้สีขาว"

เจ้าของรถมันเมา หรือว่าเราตาบอดสีไปแล้วเนี่ย

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ยังเห็นอะไรแปลกๆอย่างนี้อีกหลายคัน
บางคันสีบรอนซ์เงิน มันดันบอกว่า "รถคันนี้สีแดง" มันแดงตรงไหนว้า
บางคันสีน้ำเงิน ก็แปะสติ๊กเกอร์บอกว่า "รถคันนี้สีทอง"

ผมเกิดอาการ"มึน"มาก เลยต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ว่าปรากฏการณ์อันนี้มันมีนัยอะไรกันแน่

พอไปถามผู้รู้ก็มักจะได้คำตอบคล้ายๆกัน และไม่พ้นคำหยอดท้ายยอดนิยม
คุณเองก็น่าจะเดาได้นะครับ....


ใช่แล้วครับ....

ไม่เชื่อ....อย่าลบหลู่





เอ่อ...พี่ครับ ผมเชื่อแล้วครับพี่
ว่ารถของพี่เนี่ย"สีแดง" ไม่ใช่สีอื่นเด็ดขาด
สีแดงแปร๊ด "จริงๆ" เหมือนที่พี่ว่าไว้เลยครับ





เรื่องของเรื่องคือว่า มีหมอดูจอมฟันเธอ เอ้ย! ฟันธง ท่านได้ออกมาจุดกระแสเรื่อง"สีรถที่ถูกโฉลก"กับดวงของท่านเอาไว้

หากท่านเกิดวันนี้ ก็ต้องใช้รถสีนั้น สีนี้ ถึงจะโชคดีมีชัย ไม่ประสบอุบัติเหตุ บลา บลา บลา และ ปีนี้ท่านควรใช้รถสีอ่อน หากใช้สีเข้มอาจมีดวงเลือดตกยางออกก็ว่ากันไป

ทีนี้หากท่านเกิดซื้อรถมาแล้ว และ สีไม่ตรงกับสีที่ถูกโฉลกล่ะ ควรทำไงดี
นี่เลยครับ ที่มาของปรากฏการณ์แปลกๆที่ผมได้เจอ

นับเป็นการแก้ปัญหาที่ครีเอตที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเคยเห็นมา
นี่ล่ะครับ...ภูมิปัญญาแบบไทยๆ (ภูมิใจซะไม่มี)

ไม่ต้องพ่นสีรถใหม่ทั้งคัน
ไม่ต้องเลิกใช้รถคันเก่า
และ ไม่ต้องเปลี่ยนรถคันใหม่

เพียงแค่ท่านติดสติ๊กเกอร์ น่อย น่อย ลงไปแค่เนี้ย
รถของท่านก็จะได้รับการยอมรับจากทุกๆคนว่า "รถคันนี้สี....นะจ๊ะ"
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายแต่อย่างใด

โอ้ว!!!!!!...พระเจ้ายอด มันจ๊อดมากเลยนะ....ซาร่า






ที่มาของเรื่องนี้ ก็มาจากเรื่องหมอดูอย่างที่ว่า ผมเลยลองเอาตัวอย่างมาให้ดูนะครับ ถือว่าอ่านเล่นๆ สนุกๆนะครับ

"ผู้ที่เกิดวันเสาร์

ท่านที่เกิดวันเสาร์ ท่านไม่ควรใช้รถยนต์สีเขียวทุกเฉดทั้งอ่อนและแก่ เพราะเป็นสีที่ไม่เป็นมงคลแก่ผู้ที่เกิดในวันนี้ สีนีจะทำให้กิดความติดขัดในเรื่องการทำมาหากิน (แหงแซะ ก็เศรษฐกิจปีนี้มันดีมากเลยนะนี่)อาจเกิดอุบัติเหตุเวลาที่ฝนตกหรือถนนลื่น (หูย...ต้องบอกมั้ยเนี่ย ฝนตก...ถนนลื่น ต้องระวัง) หรือต้องซ่อมรถบ่อย ขับขี่ไม่ปลอดภัย

ส่วนสีที่ถูกโฉลก ได้แก่ สีม่วงอ่อน สีชมพู สีน้ำเงินเข้ม สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง สีเหล่านี้เป็นสีที่ถูกโฉลกจะเหนี่ยวนำความดีมีโชคในทุกๆด้าน หากจะใช้รถยนต์นี้ทำมาหากินก็จะไม่มีความติดขัด การขับขี่ปลอดภัย ส่วนสีที่ไม่ถูกโฉลกก็ให้ใช้โบว์สีม่วงอ่อนผูกที่กระจกมองหลังก็จะแก้เคล็ดได้ (เอางั้นเลยเรอะ) ส่วนเลขที่ถูกโฉลกได้แก่เลข 7 2 8 6 9 1 ส่วเลขที่ไม่ดีได้แก่เลข 3 4 0 ( มีใบ้หวยด้วยแฮะ ) "






คันนี้ไม่เกี่ยว แต่เอามาให้ดู เพราะออกแนวทะลึ่งทะเล้น ขำๆ
คือ บอกว่า คันนี้...สีเดียว
(ลองผวนกลับดูซิ...สีเดียว)






2....
มีอีกเรื่องนึงที่มันคาใจผมมากเลย

คือผมมีอันต้องบังเอิญ(อีกแล้ว)ไปเจออะไรที่มันแปลกๆ
จู่ๆก็ไปเห็น ตุ๊กตาตัวนึงตั้งไว้ข้างๆบ้านผม
จะว่าไปมันก็เหมือนหุ่นไล่กานะผมว่า

แต่พี่เขาจะเอามันมาวางไว้ทำซากอ้อยอะไรล่ะครับ
ก็ในเมื่อพี่แกก็ไม่ได้ทำนาตรงหน้าบ้านนี่หว่า

เอหรือว่า...แกจะเอามาไว้ไล่หมาไล่แมวแถวนี้

พอดูดีๆมันมีข้อความแปะไว้ด้วยแฮะ
"บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคาร"

โอ้ว! ปริศนาธรรม...อีกแล้วครับท่าน





ไม่ได้การล่ะ เราต้องไขปริศนาลึกลับดำมืดเรื่องนี้ให้ได้
ผมเลยลองไปเปิดดูนสพ.เก่าๆ และก็ได้คำตอบดังนี้ครับ


" มีรายงานข่าวจากชาวบ้าน ม.4 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ว่ามีชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทำหุ่นตั้งไว้ที่หน้าบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้ยมทูต มาเอาชีวิตคนเกิดวันอังคารและวันพุธ โดยแขวนหรือตั้งไว้หน้าบ้านมาเป็นหลายวันแล้ว จึงไปตรวจสอบที่หมู่บ้านดังกล่าว ก็พบว่าบ้านหลายหลังตั้งหุ่นไว้หน้าบ้านพร้อมข้อความ จึงเข้าสอบถามถึงสาเหตุ

นางแฟง สุรางค์ภาค อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105/1 ม.4 กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านไม่ใช่เฉพาะชาว ต.ท่าเรือเท่านั้น ที่ทำหุ่นไว้ที่หน้าบ้าน แล้วเขียนข้อความว่า "บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคารและวันพุธ"

ไม่ว่าที่บ้านใครรวมทั้งบ้านผู้ใหญ่บ้านก็ตั้งหุ่นกันทุกบ้าน แม้จะไม่มีคนที่เกิดในวันดังกล่าวก็ตาม เหตุที่ทำหุ่นดังตั้งไว้หน้าบ้านสืบเนื่องมาจากมีการ เล่าลือกันอย่างกว้างขวางว่า มีคนแก่คนหนึ่งฝันว่ามียมทูตตนหนึ่งมายังโลกมนุษย์ และเดินเที่ยวตระเวนตามหมู่บ้านต่างๆ ชายแก่คนดังกล่าวเดินไปพบเข้า จึงสอบถามยมทูตว่าจะไปไหนหรือ ยมทูตก็ตอบว่าจะมารับคนที่เกิดวันอังคารกับวันพุธในหมู่บ้านต่างๆ จากนั้นข่าวลือว่ายมทูตจะมาเอาชีวิตคนก็แพร่กระจายออกไป สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวบ้านอย่างมาก

นางแฟงกล่าวว่า หลังมีข่าวลือว่ายมทูตจะมารับวิญญาณคนวันอังคารและวั นพุธ จึงพากันทำหุ่นติดป้ายบอกว่า "บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคารและวันพุธ" มาตั้งไว้หน้าบ้าน ไม่ว่าบ้านนั้นจะมีคนเกิดสองวันดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าเมื่อยมทูตผ่านมาเห็นป้ายก็จะไม่แวะรับคนที่ เกิดวันดังกล่าวจะได้รอดชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า จากการตระเวนออกตรวจสอบหมู่บ้านต่างๆในจ.นครศรีธรรมราช พบว่ามีการทำหุ่นรูปร่างเหมือนมนุษย์ขนาดตัวเท่าเด็ก 5-6 ขวบ ใส่เสื้อผ้าให้แล้วเขียนป้ายมีข้อความดังกล่าวตั้งอยู่ข้างๆ เมื่อสอบถามก็ได้รับคำตอบเหมือนกันหมดว่ากลัวยมทูตจะมาเอาชีวิตพ่อแม่พี่น้องและคนในครอบครัว แม้จะไม่มีคนเกิดวันอังคารกับวันพุธก็ตาม โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่จะเชื่อในเรื่องนี้มาก และยืนยันว่าทำขึ้นเพื่อความไม่ประมาท เรื่องนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่"

ผมมานั่งคิดๆดูว่า ยมทูตตนนั้นคงมีนิสัย"เชื่อคนง่าย"นะครับ ขนาดหุ่นไล่กาบอกว่า บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคาร อะไรเนี่ย ก็เชื่อเค้าง่ายๆซะงั้น ก็เลยดูเป็นลุงยมทูตใจดี ไม่มีพิษมีภัยอะไรกับเขาน่ะ







3....
เรื่องสุดท้ายนี้ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงเคยมีประสบการณ์ร่วมแบบเดียวกันนะครับ คือ วันดีคืนร้าย จู่ๆเราก็ได้รับจม.นิรนามที่ไม่ลงชื่อผู้ส่ง แต่จ่าหน้าซองถึงเราซะงั้นแหล่ะ ตอนแรกก็อาจจะงงๆว่ามันเป็นจม.ทวงหนี้หรือเปล่าหว่า

เปิดดูข้างในจม. ข้างในนั้นมักเป็นกระดาษที่ถ่ายเอกสารมา หรือไม่ก็เขียนด้วยลายมือตัวเอง เนื้อความก็จะบอกสูตรยาสมุนไพรแผนโบราณครอบจักรวาลที่รักษามันได้ทุกโรค เราก็จะมึนๆว่าแล้วจะมาบอกชั้นทำไมกันฟะ ไม่ไปบอกกระทรวงสาธารณสุขซะเลยล่ะ จะได้ไม่ต้องซื้อยาแพงๆกันอีก

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า คนเขียนมันดันบอกให้เราจงช่วยเผยแพร่สูตรยาผีบอกนี้ ด้วยการ copy และ ส่งไปให้คนอื่นอีก 29 คนด้วยนะจ๊ะ หาไม่แล้ว คุณจะมีอันเป็นไป!!!!!!!!.....อ้าว!

เพื่อความหนักแน่นจริงจังว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเฟ้ย
ก็เลยยกตัวอย่าง นาย ก. ข. ค. ที่ทำตามที่ว่าไป แล้วโชคดีมีชัย
ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 แบบไม่คาดหมายซะงั้น (เย้.....)

ส่วนนาง ง. จ. ฉ. ไม่ทำตามจม. ต่อมาก็เกิดอาการ"เดี้ยง" ไปซะงั้น
โห...ไรว้า อย่างนี้วัยรุ่นเซ็งเลยง่ะ

ตอนท้ายก็จะลงชื่อ พระครูวิจิตรธรรมโชติ (เพื่อความขลัง)
แต่เอ...ผมคุ้นๆว่าชื่อนี้มันมีมาตั้งแต่สมัยบางระจันเลยนะนั่น




นี่ล่ะครับ จม.ลูกโซ่ เชื่อมั้ยว่าผมได้จม.แบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ผ่านไป 30 ปี ผมก็ยังได้จม.แบบนี้อยู่เรื่อยๆ ยังจำความรู้สึกที่ได้รับจม.ฉบับแรกได้เลยว่า"กลัวมาก" คือกลัวจะตายแบบที่เขาบอกจริงๆ เพราะ ตอนนั้นยังถ่ายเอกสารไม่เป็น เขียนหนังสือเองก็ไม่คล่อง เลยไม่ได้ส่งไปให้ใคร แต่หลอนจนนอนไม่หลับไปหลายคืนเหมือนกัน

แต่พอจม.ฉบับต่อๆมาส่งมา ก็ชักขำๆ และ เอาไปให้เพื่อนๆดูด้วย มันก็หัวเราะกันทั้งห้อง กลายเป็นเรื่องตลกไปซะงั้น





นี่ไงครับ จม.ฉบับนั้น
คำเตือน...หากเป็นคนขวัญอ่อน ไม่ควรอ่านนะจ๊ะ
บอกแล้วนะ ...ไม่เชื่อ...อย่าลบหลู่

(แต่ถ้าอ่านแล้วคุณเชื่ออย่างที่เขาบอกล่ะก้อ...
กรุณาอย่าcopyส่งมาหาผมอีกนะ ...ขี้เกียจขยำทิ้งน่ะ)







ลองคลิ๊กดูที่รูป เพื่อขยายรูปให้มันใหญ่ขึ้น จะได้เห็นตัวหนังสือชัดๆ
อันนี้ก็แบบว่า ประชดพวก e'mailลูกโซ่ ที่ชอบส่งมาอยู่เรื่อยอ่ะนะ
ฮามาก ตรงที่คนส่งmailนี้เป็นอดีตพระครูต้นตำรับจม.ลูกโซ่ซะด้วย










อันว่าเรื่อง"ความเชื่อ"เนี่ย ผมก็พอเข้าใจนะครับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการเหตุผลมารองรับ และ ผมคงไม่คิดไปตัดสินเค้าหรอกครับว่า หูย...เชยโคตร ยังเชื่อแบบนี้อยู่อีกเรอะ

คือเรื่องนี้มันไม่มีผิด ไม่มีถูก มันเป็นเรื่อง "นานาจิตตัง"
เราจะเอามาตรฐานของเราไปตัดสิน คนที่เขาเชื่ออะไรแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ

เพียงแต่ผมสนใจครับว่า เหตุใดคนเราถึงมีความเชื่อแปลกๆอะไรแบบนี้อยู่เรื่อยๆ อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดเลย คนระดับจบปริญญาเอก ด็อกเตอร์ นักธุรกิจใหญ่ ทหารระดับนายพล ไปจนถึงผู้บริหารประเทศระดับรัฐมนตรี และ อดีตนายกเราก็ยังเชื่อกันแบบหัวปักหัวปำเลย

ขนาดพวกฝรั่งหัวแดงเองที่ดูว่าศิวิไลซ์แล้ว มันก็ยังมีคนเชื่ออะไรแบบนี้เยอะเหมือนกันนะครับ

ผมมานั่งนึกๆดูแล้ว คิดว่าเรื่อง"ความเชื่อ" เหล่านี้มันมีมาตั้งแต่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์แล้ว และ มีจุดเริ่มมาจากอารมณ์ขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เรา นั่นก็คือ ความกลัว นั่นเอง

บางทีเราอาจจะนึกนะครับว่า ความเชื่อบางอย่างมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย แล้วทำไมถึงยังมีคนเชื่อกันอยู่นั่นแหล่ะ

ก็เพราะว่า "ความเชื่อ" เหล่านั้นมักพ่วงมากับ "ความกลัว" ซึ่งเป็นอารมณ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์รุนแรงมาก ทำให้เราพร้อมที่จะสู้ หรือ หนี ไปจากสิ่งนั้นๆที่มากระทบเรา ซึ่งก็เพื่อความอยู่รอดของเรานั่นเอง

และ การใช้เหตุผล เป็นขั้นตอนของสมองที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าการตอบสนองทางอารมณ์ และ เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน ดังนั้น เราเลยมัก"เชื่อ"ก่อนที่จะ"คิด" บ่อยๆ






ถ้าจะอธิบายโดยใช้แบบจำลองทางสมองก็อธิบายได้ดังนี้ครับ



เมื่อเรามองเห็น หรือ ได้ฟังอะไรบางอย่างผ่านทางตา หรือ หู

1 กระแสประสาทจะผ่านเข้ามาที่สมองส่วน Thalamus ซึ่งเปรียบเสมือนสถานีใหญ่ ที่คอยแจกจ่ายสัญญาณไปที่สมองส่วนต่างๆ

2 Thalamus จะส่งสัญญาณไป 2 ที่

- ทางแรกเป็นทางที่สั้นกว่า ไวกว่า แต่ไม่ค่อยจะแม่นยำ คือจะไปที่สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Limbic ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางอารมณ์ โดยที่มี Hippocampus ซึ่งก็อยู่ในระบบlimbic เช่นกัน คอยบอกเราว่า เราเคยมีความทรงจำเกี่ยวกับมันมาก่อนหรือเปล่า และ เป็นอย่างไร มันน่ากลัว หรือ อันตรายกับเราไหม

- ทางที่สอง เป็นทางที่ยาวกว่า ใช้เวลายาวนานกว่า แต่แม่นยำ คือ ไปที่สมองส่วน Sensory cortex ซึ่งเป็นเปลือกสมองส่วนที่มีหน้าที่ คิด และ วิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และ เป็นระบบขั้นตอน แล้วค่อยย้อนกลับมาที่ Amygdala อีกที เพื่อให้มีการตอบสนองทางอารมณ์อย่างเหมาะสม




ปกติเราจะใช้ทางอันแรกมากกว่า ทำให้บางทีเราก็ตอบสนองอะไรแบบไม่ค่อยเหมาะสมในครั้งแรกๆ ซึ่งก็เหมือนกับความกลัวที่มากับความเชื่อเหล่านั้นนั่นแหล่ะ

แต่จะว่าไป ทางนี้ก็มีประโยชน์ตรงที่ อาจทำให้เรามีโอกาสอยู่รอดมากขึ้น เหมือนกระต่ายที่แค่เห็นใบไม้ไหวก็กระโดดผล็อยหนีหายไป ซึ่งก็ทำให้มีโอกาสรอดจากผู้ล่ามากขึ้น หากวันหลังมีสิงโตซ่อนอยู่จริงๆ

แต่มนุษย์เรามีการเรียนรู้ที่ดีกว่านั้น จึงพยายามใช้ทางที่สองวิเคราะห์ พิจารณาในการเจอสิ่งเร้าแบบนั้นในครั้งหลังๆ ทำให้มีการตอบสนองที่เหมาะสมแม่นยำขึ้น





ยกตัวอย่าง เวลาเราเห็นอะไรที่ตัวยาวๆ คดเคี้ยวๆ อยู่ตรงพุ่มไม้ เรามักจะเชื่อมโยงกับความทรงจำเก่าๆว่า เฮ้ย! นั่นอาจเป็นงูก็ได้นะ เลยพยายามถอยห่างออกมา

ต่อเมื่อเราพบมันอีกครั้งต่อๆไป เราก็จะเริ่มพินิจพิเคราะห์แล้วว่ามันไม่เหมือนซักหน่อย ก็เลยเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็พบว่า มันเป็นแค่เชือกขดๆอยู่กองนึงแค่นั้นแหล่ะ แหม! เราก็กลัวไปได้นะ อะไรแบบนี้

ถ้าว่ากันแบบทางพระ พระท่านก็จะบอกว่า เวลาเราเจออะไรที่น่ากลัว น่าตื่นตระหนก ให้เราใช้ "สติ"กำกับ ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ของเรา ให้รู้ว่าเรากำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่ และ ใช้ "ปัญญา" พินิจ พิจารณา ว่าที่แท้มันเป็นอย่างไร และ ควรจัดการยังไงกับมันอย่างเหมาะสม








พอพูดถึง การเรียนรู้กับสมอง คุณเคยได้ยินคำนี้มั้ยครับ

"HIPPOCAMPUS THEORY"

เรื่อง HIPPOCAMPUS THEORY เป็นทฤษฎีที่มารองรับการเรียนรู้แบบ Memolody (เคยได้ยินคนที่เรียนศัพท์ภาษาอังกฤษจากการร้องเพลงมั้ยล่ะครับ) จริงๆแล้ว ทฤษฎีนี้ เป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ฮือฮามากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ การค้นพบความลับเกี่ยวกับสมองในเรื่องการจำและกระบวนการทำงานของสมองทางซีกการตัดสินใจ ว่าอะไรที่สมองจะจำนั้นขึ้นอยู่กับสมอง ส่วนHIPPOCAMPUS ที่ฝังอยู่กลางสมอง




การตัดสินใจสั่งให้สมองจดจำของสมองส่วนนี้จะพิจารณา 2 เงื่อนไข คือ

1 ข้อมูลหรือความรู้ใหม่ที่ได้รับมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลเก่าในสมองของผู้เรียนหรือไม่ หากไม่มีความเกี่ยวพันสมองจะปฎิเสธการจดจำ ในทางตรงข้าม หากมีความเกี่ยวพันอยู่ สมองจะทำงานได้ดีในการจดจำข้อมูลหรือความรู้ใหม่ๆ ได้ดีกว่า

2 ข้อมูลหรือความรู้ใหม่ที่ได้รับ มีความหมายทางอารมณ์ต่อผู้เรียนหรือไม่ ทุกอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น สนุกมาก โกรธมาก เสียใจมาก เศร้ามาก สมองจะจดจำรายละเอียดเหตุการณ์หรือข้อมูลเหล่านี้ได้เป็นเวลานานกว่าเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่มีความหมายทางอารมณ์ต่อสมอง






ทำให้เราเข้าใจว่า เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง กับบางเรื่อง บางเหตุการณ์ ถึงเราอยากจะลืมมันมากแค่ไหน แต่สมองก็ได้เลือกแล้วที่จะจดจำมัน ด้วยเหตุผลที่เหตุการณ์นั้นๆ มันกระทบต่อความรู้สึกเรามากนั่นเอง

แต่บางเรื่องที่เคยทำให้เรากลัวมากๆ พอเรามาเจออะไรที่คล้ายๆกัน เราก็จะกลัวมันแบบไม่มีเหตุผล เช่น คนบางคนที่เราเพิ่งเจอหน้าครั้งแรก แต่ก็รู้สึกเหม็นขี้หน้าไอ้หมอนี่อย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆที่เขาคนนั้นช่างดีแสนดี (ถ้าในละครไทย มักจบลงที่ 2 คนนั้นจะได้แต่งงานกันในตอนจบเสมอ!!!!!! ) อาจจะเป็นไปได้ว่าเราอาจจะเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับคนที่หน้าคล้ายๆอ้ายหมอนี่ตอนเด็กๆมาก่อน






ถ้าจะอธิบายทางสมอง(อีกแล้ว) ก็จะบอกได้ว่า Amygdala ซึ่งเป็นสมองที่เกี่ยวกับความจำที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ จะทำหน้าที่จดจำสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจเราตอนเด็กๆ แล้วเก็บมันไว้ในระดับจิตใต้สำนึก(unconsciousness) ในขณะที่เรายังจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะยังเด็กมาก ตอนนั้นสมองส่วน Hippocampus ก็ยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เลยจดจำในระดับจิตสำนึก(consciousness)ไม่ได้

แต่พอมาเจอสิ่งกระตุ้น(trigger)อะไรบางอย่าง ที่คล้ายๆกับประสบการณ์เลวร้ายในอดีต เราก็อาจจะมีการตอบสนองแปลกๆที่มาจากจิตใต้สำนึกได้เช่นนั้นนั่นเอง


ความรู้อันนี้ทำให้เราเอามาใช้ได้ คือ หากเราอยากให้ลูกเรามีความสุขกับการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ก็อย่าไปทำให้เขารู้สึกเบื่อ เซ็ง กับการยัดเยียดให้เขาเรียนอะไรที่ไม่สนุกตั้งแต่ยังเล็ก ไม่งั้นความเกลียดกลัวตรงนี้มันจะเข้าไปในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว และ อาจมีผลทำให้เขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ชอบการเรียนรู้อะไรทั้งสิ้น พร้อมที่จะ"เชื่อ"ทุกอย่างแบบไม่ต้องมีเหตุผล

และคุณก็จะได้เห็น "รถคันนี้สีขาว" "บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคาร" และ "จม.ลูกโซ่" กันอีกเต็มบ้านเต็มเมือง (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

อะไรนะ...ไม่เชื่อเหรอ

บอกแล้วไง...... ไม่เชื่อ...อย่าลบหลู่






Create Date : 07 มีนาคม 2552
Last Update : 16 มีนาคม 2552 8:25:35 น.
Counter : 1796 Pageviews.

9 comments
  
เห็นสติกเกอร์แบบนี้มานานสักระยะแล้วค่ะ แต่คิดว่าปะ "กวน ๆ" ไปอย่างนั้นเอง

นึกไม่ถึง เป็นกันมากขนาดนี้แล้ว

โอย....

โดย: พุทธิตา IP: 202.28.181.220 วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:6:56:09 น.
  
ทฤษฎี hippocampus ที่คณหมอเขียนถึง ตรงกับที่คุณหมอ
กรีนสแปนอธิบายไว้ว่า ประสบการณ์ที่รับรู้เป็น Dual code เรารับรู้ แสง เสียง สัมผัส กลิ่น การเคลื่อนไหว จากคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของมัน ร่วมกับอารมณ์ความรู้สึก

เช่น เมื่อผ้าขนหนูมาสัมผัสกาย เราจะรู้ได้ถึงคุณสมบัติความนุ่ม และความสบายเมื่อรับสัมผัสค่ะ

สิ่งอื่น ๆ ที่เรียนรู้ก็เช่นกัน

ส่วนทางพระท่านว่า เมื่อรับรู้ (วิญญาณ) จำได้หมายรู้ว่า คืออะไร เอาไว้ทำอะไร (สัญญา) และมีความรู้สึกชอบไม่ชอบ (เวทนา) และจิตปรุงแต่งว่าอยากได้หรือไม่อยากได้ ก็จะก่อให้เกิดเจตจำนงสั่ง (สังขาร) การคิด การกระทำ และคำพูดออกมาค่ะ

คุณหมอกรีนสแปน กล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกตัวปรุงแต่งจิต (ส่วนหนึ่งของสังขาร) เอาไว้ประมาณ 20 อย่าง

แต่ในพุทธศาสนาบอกไว้ 52 อย่าง (เจตกสิก 52)

ถ้าคุณหมอว่าง ลองปรับกรอบวิทยาศาสตร์ทางจิตกับศาสนาพุทธเข้าหากันดูสิคะ มีเรื่องน่าสนใจเยอะดีค่ะ
โดย: พุทธิตา IP: 202.28.181.220 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:7:29:15 น.
  
สวัสดีครับ คุณพุทธิตา

ขอบคุณครับที่มาร่วมแชร์ความคิดเห็นบ่อยๆ
...และ ปลื้มใจมากครับที่ติดตามอ่านโดยละเอียดแบบนี้


ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่ค่อยถนัดเรื่องทางพุทธศาสนาเท่าไหร่ สมัยเรียนก็ชอบโดดเรียนชั่วโมงพุทธศาสนาไปเตะบอลแทบทุกครั้งที่มีโอกาส ยังรู้สึกผิดต่ออาจารย์ท่านนั้นมาจนทุกวันนี้เลยครับ แหะ แหะ

ที่เอ่ยถึงข้างบนนี่ใช่ "ขันธ์ 5" ใช่มั้ยครับ

จำได้เลือนรางว่า ขันธ์5 นี่ประกอบไปด้วย
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ตามที่ผมเข้าใจนะครับ ขันธ์5เป็นสภาพปัจจัยที่เราปรุงแต่งขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์ทั้งหลาย การยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ว่ามีตัวตนนั่นเองที่ทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้

ถ้าเราปล่อยวางเสียได้ ก็จะทุกข์น้อยลง
เพราะขันธ์ 5 ย่อมเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ คือ

1 อนิจจัง หรือ ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การเจ็บป่วย การหลงลืม เป็นต้น

2 ทุกขัง หรือ เป็นทุกข์ เพราะเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว และเราไม่สามารถรับได้กับสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็ก่อให้เกิดทุกข์

3 เป็นอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน ได้แก่ ไม่มีความเป็นเจ้าของ ไม่มีสภาพบุคคล สัตว์ สิ่งของ เรา เขา เป็นต้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้โทษของการยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้ว เราก็ควรที่จะคลายความยึดมั่นถือมั่นนั้น และยอมรับมันให้ได้




น่าทึ่งมากครับที่พุทธศาสนาเราให้ความสำคัญกับเรื่อง "จิต" (mind) ได้อย่างละเอียดลออขนาดนั้น
ขนาดเรื่องสิ่งที่ปรุงแต่งทางจิต อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เรา ยังบอกชนิดได้มากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เขาพยายามจำแนกเอาไว้ตั้งเยอะ

ในแง่การศึกษาเกี่ยวกับ "จิต"(mind) ทางวิทยาศาสตร์จะค่อนข้างfocusไปที่ "สมอง" ซะเยอะน่ะครับ ว่าการทำหน้าที่ของสมองส่วนนี้ ส่วนนั้น มีบทบาทยังไง มีสารสื่อประสาทตัวไหนบ้าง actionเป็นยังไง และ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสมอง ทำให้เราเสีย fuction จนเกิด "ความผิดปกติทางจิต" แบบไหน

ศาสนาพุทธ จะศึกษา "จิต" เพื่อให้รู้เท่าทันสภาพจิตของตัวเราเอง โดยจุดมุ่งหมายแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์มากกว่า การศึกษาหน้าที่ และ การทำงานทางกายภาพแบบนักวิทยาศาสตร์

ชาวตะวันตกเองปัจจุบันก็มีคนสนใจศาสนาและปรัชญาทางตะวันออกมากขึ้นเยอะนะครับ เพราะ ศาสนาพุทธเรานี่ก็มีปรัชญาที่เป็นเหตุเป็นผลไปกันได้กับทางวิทยาศาสตร์อยู่มากจริงๆ

ไอน์สไตน์เองยังเคยบอกเลยว่า ศาสนาพุทธเป็น"ศาสนาแห่งจักรวาล"


โดย: ฉิกซิงแซ IP: 125.24.17.29 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:9:21:47 น.
  
'งานที่ทำอยู่เพื่อเด็กออทิสติก มุ่งเน้นสร้าง "ตัวตน" ให้เด็กค่ะ

เด้กที่ฝึกแบบปรับพฤติกรรม เป็นการฝึกเน้นการ "ทำท่า" ให้เหมือนเด็กปกติ แต่ทำอย่างไรก็ไม่เหมือน เพราะข้างใน "กลวง"

วิธีใหม่เน้นการสร้างเจตจำนง เมื่อมีเจตจำนง จึงมีตัวตน

แล้วเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ จึงค่อย ๆ ฝึกการ "ละ" ตัวตน

แปลกดีไหมคะ
โดย: พุทธิตา IP: 58.9.146.232 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:19:47:30 น.
  
อืมมมมม....

ยอมรับครับว่ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ในเรื่องเด็กออติสติก

สำหรับเด็กออติสติกนี่ผมว่าเขามี"เจตจำนงอิสระ"(free will) ที่ชัดเจนมากตั้งแต่เกิดนะครับ

เพียงแต่ปัญหาของพวกเขาคือ พวกเขามีวิธีคิด วิธีสื่อสารในแบบฉบับของเขาเองที่เป็นเอกลักษณ์ โดยที่คนภายนอกไม่สามารถ"จูน"กับเขาได้มากกว่า

เราจึงต้องพยายามช่วยให้เขาสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้ ในวิถีที่ทางที่สังคมยอมรับ

เรื่องของ"ตัวตน"ที่เสียไปของเขา น่าจะเป็นจากท่าทีของคนภายนอกที่มีต่อเขา ทำให้เขากลายเป็น"ตัวประหลาด"ไปซะงั้น เราเลยต้องพยายามดึงเขาให้กลับมาเป็นพวกเดียวกันกับ"คนส่วนใหญ่" ด้วยการทำอะไรๆให้เหมือนกับคนอื่นๆ (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าทำแล้วเขาจะมีความสุข และ มีตัวตนที่ชัดเจนขึ้นแต่อย่างใด)

ผมว่า เราอาจต้องพยายามทำใจยอมรับเขา "อย่างที่เขาเป็น" ให้มากขึ้น น่าจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้น และ เป็นการส่งเสริม"ตัวตน"เขา ในแบบฉบับของเขาเองที่เหมาะสมกว่า

แต่อย่างว่าแหล่ะครับ มันเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ยังอยากให้เขามีอะไรที่เหมือนๆกับเด็กคนอื่นในสังคมทั้งนั้นแหล่ะครับ
โดย: ฉิกซิงแซ IP: 125.24.41.201 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:8:00:08 น.
  
หากใช้กรอบของฟลอร์ไทม์ และพุทธศาสนา

เด็กออทิสติกมีจุดบกพร่องหลัก อยู่ที่การเชื่อมต่อระหว่างอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการ กับการกระทำ (รวมการพูด และการคิด) คือส่วนสังขารขันธ์

ความบกพร่องรองอยู่ที่ นามขันธ์อื่น ๆ ทุกจุด

กลัว ก็แสดงออกมาไม่ได้ว่ากลัว

โกรธ ก็แสดงออกไม่ชัดเจน (อาจจะแสดงออกตอนโต เลยกลายเป็นตัวขนาดเด็กประถม อารมณืเท่าทารก)

อยากได้อะไร ก็แสดงเจตจำนงไม่ได้ (ถ้าเป็นมาก)

หรือแสดงได้แบบไม่ซับซ้อน หรือรู้สึกอย่างไร แสดงออกอย่างนั้น (ถ้าเป็นไม่มาก) โดยไม่ผ่านขั้นตอนของการคิด

วิธีการใหม่ ช่วยให้เด็กหลายคน "เกิดใหม่" ก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ออกมาได้

เราทำให้เขาเหมือนเพื่อนได้ ถ้าเราให้เขาเดินบนเส้นทางเดียวกับเพื่อน

คือได้สนใจโลกภายนอก ผูกพันกับพ่อแม่อย่างลึกซึ้ง อยากจะสื่อสาร อยากจะแสดงเจตจำนง และคิดเป็น หากยังไม่ได้ตามความต้องการของตัวเอง

แต่ที่ทำกันอยู่ มันคือการทำข้ามขั้น เป็นการหัด "ทำท่า" ให้เหมือนเท่านั้น

เพราะว่าเขา 3 ขวบแล้ว จึงต้อง รับฝึกกัน

ยังไม่ได้เป็นเด็ก แต่จับให้เป็นนักเรียน

ชีวิตยังไม่มี "แม่" แต่ต้องมี "ครูฝึก"

ยังไม่ผูกพันกับบ้าน แต่ถูกส่งไปโรงเรียน

มันก็เลยกลายเป็นว่า "รักษาไม่หาย"

จรงิ ๆ แล้ว ข้างในกลวง รากฐานชีวิตไม่มี เฮ้อ....

โดย: พุทธิตา IP: 58.9.138.47 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:19:11:17 น.
  
พิมพ์ตกไปค่ะ

หากยังไม่ได้ตามความต้องการของตัวเอง ต้องยืนยันเจตจำนงออกมาให้ชัด ๆ (โดยการตื้อ) อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน
โดย: พุทธิตา IP: 58.9.138.47 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:19:13:32 น.
  
วันหลังขอเชิญคุณหมอไปเยี่ยมเราบ้างที่

www.cf.mahidol.ac.th/floortime
โดย: พุทธิตา IP: 58.9.138.47 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:19:16:01 น.
  
ขอบคุณมากๆครับ

เริ่มพอจะเข้าใจในสิ่งที่คุณพุทธิตาพยายามอธิบายแล้ว

ถ้าเด็กออทิสติกเองนำแนวคิดนี้ไปใช้แล้วได้ผลดี
ในเด็กปกติเองก็ยิ่งน่าจะได้ผลดีกว่ามากๆเลยนะครับ

แล้วจะแวะเข้าไปเยี่ยมนะครับ
โดย: ฉิกซิงแซ วันที่: 15 มีนาคม 2552 เวลา:14:31:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments