เมษายน 2552

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
21 เมษายน 2552
Somewhere in time



ในตอนบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าววันหนึ่ง

ผมมาพบตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าคุณลุงแก่ๆที่หน้าตาคุ้นๆอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางก็ดูไม่คอยน่าไว้วางใจ นั่นๆ ลุงคนนี้แกกำลังอ้าปากถามผมแล้ว

ลุง : เอ้อนี่หลานชาย เอ็งช่วยบอกลุงทีได้มั้ยว่า นี่มันที่ไหนกันน่ะ พอดีลุงไม่ได้ใส่แว่น เลยมองไม่ค่อยเห็น แล้วปีนี้มันปีไหนกันแล้ว

ผม : (แหม ! ลุง ไม่ทันไรก็หลงๆลืมๆแล้วเหรอ ไม่อยากคุยกับคนแก่เลย พับผ่าสิ) อ๋อ ที่นี่ แผนกผู้ป่วยนอกรพ.จุฬาครับ วันนี้เป็นวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ. 2539 ไงครับ

ลุง : แล้วเอ็งพอจะรู้จักนักเรียนแพทย์ที่ชื่อ แจ็ค-จามร ไหมวะ พอดีลุงมีเรื่องที่อยากจะคุยกับมันซักหน่อย ปีนี้มันน่าจะเรียนอยู่ปี5 หรือ ปี6 นี่แหล่ะ

ผม : โอ้ว ! พอดีเลย ผมเป็นเพื่อนซี้ของไอ้แจ็คเลยล่ะครับ แต่ตอนนี้มันไม่อยู่ที่นี่หรอกครับ เพราะ มันดันไปปีนภูกระดึงคนเดียวอยู่ แล้วลุงเป็นอะไรกับมันล่ะครับ

ลุง : อ้าว ! มันไม่อยู่หรอกเหรอ เสียดายจัง แต่นี่แน่ะ หลานชาย ลุงจะบอกความลับอะไรให้นะ
(ลุงแกทำหน้ายิ้มแบบมีลับลมคมใน) จริงๆแล้ว ลุงนี่แหล่ะก็คือ "แจ็ค" เพื่อนของเอ็ง แต่เป็นอีก 40 ปีข้างหน้าโน่นแน่ะ คือว่า ลุงย้อนเวลามาจากอนาคตเพื่อกลับมาพูดคุยกับมันน่ะ

ผม : อะฮ้า ! นี่ลุงอำผมเล่นอ๊ะปล่าว
(สนุกดีโว้ย ! มาเจอคุณลุงสติเฟื่องเข้าให้แล้ว)

ลุง : เฮ้ยๆๆๆๆ วอนซะแล้ว ไอ้นี่ ข้าจะไปหลอกเอ็งหาพระแสงของ้าวทำไมวะ
ข้าก็คือ "ไอ้แจ็ค" นั่นแหล่ะวะ แต่เป็นตัวตนที่สูงกว่ามัน ฉลาดกว่ามัน นิสัยดีกว่ามัน และก็เข้าใจโลกมากกว่ามัน ตามประสาผู้ใหญ่วัย60กว่าๆนั่นแหล่ะโว้ย

ผมอึ้งไปราวๆนาทีนึง พยายามพิจารณาทุกส่วนบนใบหน้าลุงอย่างละเอียด ท่าทางการพูด การยิ้ม และ ลีลากวนโอ๊ย แล้วก็ต้องยอมรับว่า คุณลุงคนนี้น่าจะเป็นไอ้แจ็คจริงๆแหล่ะ แม้ว่าจะมีรอยตีนกา หน้าเหี่ยวย่น หัวก็เริ่มล้านและหงอกไปตามวัย จะเป็นตัวตนที่สูงกว่าหรือห่วยกว่าก็ช่างมันเหอะ

ลุง : แล้วมันเป็นไงมาไงวะ มันถึงได้ไปปีนภูกระดึงคนเดียว

ผม : อ้าว ก็ลุงบอกเองไม่ใช่เหรอว่า ลุงเป็นไอ้แจ็คในอนาคต เรื่องของตัวเอง เจ้าตัวก็ต้องรู้ดีที่สุดสิ มาหลอกถามผมทำไมล่ะ

ลุง : อุวะ! ก็คนมันแก่แล้ว มันก็ต้องหลงๆลืมกันบ้างสิโว้ย ไหนเอ็งลองเล่าเรื่องของมันให้ข้าฟังตั้งแต่ต้นซิวะ เผื่อข้าจะนึกอะไรออกขึ้นมาบ้าง

ผม : (เฮ้ย ! ลุงจะมาไม้ไหนกันอีกละเนี่ย เอาวะ! ลองคุยๆกันไปก่อน เผื่อแกถูกใจ อาจจะเอ็นดูให้ตังเรามั่ง)
ครับๆ ผมจะลองเชื่อลุงดูก็ได้ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า......









ผม : คือเรื่องมันมีอยู่ว่า

ไอ้แจ็คที่ภายนอกมันดูติ๋มๆอย่างงั้น จริงๆแล้วมันร้ายไม่ใช่เล่นนะครับ
ตอนปี1 ช่วงปิดเทอม มันแอบเอาชุดนร.มัธยมที่มันยังเก็บเอาไว้มาใส่
แล้วทำเป็นเนียน ไปมั่วเรียนพิเศษกับเพื่อนๆนักเรียนของมันที่ยังอยู่ม.6

มันบอกผมว่า เป็นเพราะมันคิดถึงเพื่อนเก่า แต่ผมว่าเพราะมันอยากไปหลีเด็กสาวๆมากกว่า

ลุง : แหม! ทำไปได้ เออๆ ข้าชักจำได้แล้วแฮะ ไหนๆ ลองเล่าต่อสิวะ

ผม : (มองหน้าลุงก็ไม่น่าเป็นคนตอแหลนี่หว่า ไหง สตรอเบอรี่อย่างงี้วะ)

เอ้า! ต่อก็ต่อ ไอ้แจ็คมันแอบไปปิ๊งเด็กคนนึง เธอน่ารัก สดใส ร่าเริง และ ดูเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันที่สุดในกลุ่ม ชื่อ น้องแอน
มันเลยถือโอกาสไปจีบน้องเขา โดยทำเป็นมั่วนิ่มไปช่วยติว Entranceน้องเขา และ ตีสนิททำคะแนนในการจีบน้องเขาไปในตัว

ลุง : อ้า! ใช่แล้ว ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าโลกมันเป็นสีชมพูเลยว่ะ มันยอดมาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ผม : ครับ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันไปติวเขาอีท่าไหน น้องเขาดันEntไม่ติด ก็เลยต้องเบนเข็มไปอยู่ม.เอกชน
พอดีน้องแอนต้องย้ายบ้านไปอยู่แถวชานเมืองที่ไกลบ้านมันมาก มันก็เลยดูห่างๆน้องเขาไป

ลุง : ข้าจำได้ว่า บ้านใหม่น้องแอนนี่บ้านนอกสุดๆ โทรศัพท์ยังเข้าไปไม่ถึง ข้าก็เลยต้องใช้วิธีที่คลาสสิกที่สุดในการติดต่อกับเขา

ผม : วิธีอะไรน่ะลุง คลาสสก คลาสสิก ไม่เข้าใจ

ลุง : อ้าว! ก็ จ.ม. จดหมายไงวะ เด็กสมัยนี้มันไม่รู้จักกันแล้วเรอะ

ผม : เฮ้ย! ลุงรู้ได้ไงง่ะ

ลุง : ก็อ้าว ข้าบอกเอ็งแล้วไงวะ ว่าข้าเป็นตัวมันในอีก 40 ปีข้างหน้า ยังไม่เชื่อกันอีกหรือวะ

ผม : (สงสัยน่าจะมั่วถูกมากกว่า)
OK เชื่อก็เชื่อ ไอ้แจ็คมันเที่ยวเขียนจ.ม.ไปคุยกับน้องเขาบ่อยๆ เขียนเสร็จก็มานั่งทำหน้าเหม่อลอย คอยจ.ม. ว่าจะมาเมื่อไหร่
ผมงี้รำคาญจนอยากจะถีบมันจริงๆเลยครับลุง

ลุง : ใครที่เคยเขียนจ.ม.เองจะรู้ว่ะ ว่าจริงๆความสุขของการเขียนจ.ม.น่ะ มันเริ่มตั้งแต่ที่เอ็งเริ่มจรดปากกาเขียนจ.ม.แล้ว ยิ่งช่วงรอคอยแล้วยิ่งลุ้นสุดๆ พอได้จ.ม.กลับมาจากคนรักเอ็งแล้ว เอ็งเอ๊ย! อย่าให้said

ข้ายังจำได้เลยว่าเวลาเห็นจ่าหน้าซองชื่อตัวเองบนซองจ.ม.นี่มันดีใจสุดๆ เวลาแกะซองนี่มือไม้สั่นเลย ข้านั่งอ่านไปก็ยิ้มไป (เห็นลุงแกทำหน้ายิ้ม ตาหวานเยิ้มเลย)

ผม : ครับ ผมเห็นมันนัดน้องเขาไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว เที่ยวห้าง
แถมมันยังเคยแวะไปที่บ้านน้องเขาบ่อยๆทั้งที่มันไกลโคตร

ลุง : แต่ตอนนั้น ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจว่าน้องเขาคิดยังไงกับข้ากันแน่ จะเป็นแฟน หรือ เพื่อนสนิท คงเป็นเพราะข้ามันเป็นคนฟอร์มจัดซะด้วย เลยไม่เคยถามเขาไปตรงๆ จะจับมือน้องเขาแต่ละทีก็ดันอายดันเขิน.......








ผม : ครับ มันเองก็เล่าให้ผมฟังว่า มันไม่กล้าถามน้องเขาตรงๆ เพราะ กลัวคำตอบจะแบบว่าเป็นแค่"เพื่อนสนิท" เพราะ ตัวน้องเขาเองบางทีก็ดูสนิทสนมกันเอง ดูเป็นคนพิเศษกับมันมากๆ แต่บางทีก็ดูเย็นชากับมันอย่างบอกไม่ถูก

มีครั้งนึง มันไปฝึกงานต่างจังหวัดอยู่ 3 อาทิตย์ มันเล่นขยันเขียนจม.มาหาน้องเขาทุกวันๆ รวม 21 ฉบับ แต่พอกลับไปบ้าน กลับเป็นว่ามันไม่ได้รับจม.ตอบกลับจากน้องเขาเลยซักฉบับ มันงี้แทบเป็นบ้า

ลุง : ใช่ตอนนั้นข้า hurt มาก ต๊อแต๊ หมดกำลังใจ เสียselfอย่างแรง แต่พอข้าถึงช่วงกำลังรู้สึกแย่ๆถึงขีดสุด น้องแอนเขาก็เหมือนจะรู้ เลยเขียนจม.หรือโทรมานัดข้าไปเที่ยวกันอีก ทำให้ข้าพลอยมีความหวังขึ้นมาทุกทีสิน่า

ผม : มันบอกว่า มันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เวลาอยู่กับน้องเขาก็รู้สึกหัวใจพองโต บอกคนนี้แหล่ะใช่เลย น้องเขาต้องมีใจให้มันชัวร์ แต่พอน้องเขาทำห่างเหินซักหน่อย มันก็ชักไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าน้องคิดกับมันยังไงกันแน่ มันก็จะทุรนทุรายจะเป็นจะตายให้ได้ สลับไปสลับมายังงี้อยู่เรื่อยๆอยู่ 5 -6ปีเต็มๆ

ลุง : ฮ่าๆๆ ความรักมันก็อย่างงี้แหล่ะวะ บางครั้งมันก็เปิดเผยให้เห็นอีกด้านที่มืดมน แทนที่มันจะให้ความอิ่มเอิบเหมือนที่เคยให้ มันก็ไม่ลืมที่จะหยิบยื่นความเจ็บปวดและ ความทุกข์ทรมานมาให้เอ็งอีกด้วย

ผม : โอ้โห!ลุง ปรัชญาลึกซึ้งคมคายมากเลยครับ ไว้ผมจะจำเอาไปพูดจีบสาวบ้างดีกว่า

ต่อนะครับ ทีนี้ มันมาถึงจุดแตกหักเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เองครับ พอดีเป็นช่วงปิดเทอมสุดท้ายก่อนที่มันจะเป็นหมอฝึกหัด ที่ต้องออกต่างจังหวัดหลายเดือน ไอ้แจ็คมันตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตมัน ยอมกระเป๋าฉีก นัดน้องออกมาเจอกันที่ร้านอาหารสุดหรู พร้อมที่จะบอกความในใจของมันแล้ว

ถึงเวลามันก็บอกน้องเขาไปว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามันรักน้องเขามาก น้องแอนจะยอมรับมันเป็นแฟนได้ อ๊ะปล่าว

ลุง : คำตอบที่ได้ทำเอาข้าแทบคลั่งไปเลย

ผม : ครับ น้องเขาบอกมันว่า ที่ผ่านมา มันเป็นเพื่อนสนิทที่ดีที่สุดของน้องเขาเลย แต่น้องเขาเองยังไม่พร้อมที่จะเป็นแฟนมัน ให้มันลองให้โอกาสตัวเอง เปิดใจให้คนอื่นๆบ้างดีกว่า น้องเขาเองก็พูดเหมือนกับว่ากำลังดูๆใครบางคนอยู่เหมือนกัน

หลังจากนั้น ไอ้แจ็คมันก็ซึมกระทือ เดินจากมาเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ
ไม่เป็นอันกินอันนอน ดื่มเหล้าเมาเหมือนหมา ผมเลยต้องเตือนมันให้ทำใจซะ หาอะไรทำให้มันยุ่งๆเข้าไว้ เดี๋ยวซักพักก็จะลืมน้องเขาได้เอง

มันเองก็รู้สภาพตัวเองดี เลยบอกผมว่ามันอยากจะถอยมาตั้งหลักซักพักก่อน เพียงแต่ตอนนี้มันไม่อยากอยู่ที่เดิมๆแล้ว เพราะ มองๆไป สิ่งของรอบตัวมีแต่ความทรงจำและเรื่องราวของมันกับน้องแอนเต็มไปหมด ทำใจไม่ได้ซักที เลยอยากหาเรื่องไปสงบสติอารมณ์ที่อื่น

ที่หัวมันคิดออกในตอนนั้นมีที่เดียวที่มันจะไป คือ ภูกระดึง ซึ่งมันเคยไปเที่ยวกับเพื่อนเป็นฝูงเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่คราวนี้มันขอขึ้นไปทำใจคนเดียว ว่าแล้วมันก็ไปยืมเต็นท์กับถุงนอน แล้วคว้ากีตาร์ไปขึ้นรถทัวร์ คืนที่ผมไปส่งมัน เห็นมันนั่งซึมน้ำตาไหลพรากเลย ผมล่ะกลัวใจจริงๆว่ามันจะไปทำอะไรโง่ๆที่นั่นหรือเปล่า








ผม : ไม่รู้ว่าอยู่บนภูกระดึง จะช่วยให้มันทำใจได้หรือเปล่า

ลุง : ผืนป่า ท้องฟ้า ดวงดาว บนโน้น คงพอจะช่วยให้มันได้ซึมซับ พลัง บางอย่างได้บ้างแหล่ะ ที่นั่นมันคงพอมีเวลาได้กลับมาคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา และ ตัดสินใจได้ว่าจะทำยังไงกันต่อ

แต่ก็นะ คนเราหักห้ามความคิดกันได้ แต่หักห้ามความรู้สึกน่ะมันยาก เพราะ ความคิดมันอยู่ในระดับจิตสำนึก มันเลยพอจะใช้สมองคิดตามเหตุตามผลกันได้ แต่ความรู้สึกมันอยู่ลึกลงไปในระดับจิตใต้สำนึก มันลึกลงไปถึงจิตวิญญาณกันเลย ก้อเลยไปบังคับความรู้สึกกันไม่ได้หรอก

ผม : ถ้ามันยากอย่างงั้น แล้วควรทำยังไงกันต่อดีล่ะครับ

ลุง : ในเมื่อมันเป็นผู้สมัครใจเลือกเอง มันก็คงต้องเป็นคนแก้ปัญหาเอาเอง สิ่งเดียวที่ข้าแนะนำในตอนนี้ คือ ต้องอดทนรอ
เพราะ มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นแหล่ะ ที่จะเป็นยารักษาความเศร้าหมองของจิตใจได้ดีที่สุด มันควรจะอยู่ให้ห่างน้องเขาซักพักนึง ความห่างไกลเท่านั้นที่จะช่วยให้ทั้งสองต่างได้เรียนรู้ถึงความจริงที่ซ่อนเร้นในดวงใจของแต่ละฝ่าย

ผม : แล้วไหงคนที่มันรักกัน ถึงไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันล่ะครับ

ลุง : ก่อนอื่นต้องขอชมเชยความปัญญาอ่อนของคำถามนี้นะ
นี่ไง เวลาเอ็งมองดูภาพสีน้ำมันใกล้ๆ เอ็งเห็นอะไร มันก็เห็นแต่ความเลอะเทอะ ยุ่งเหยิง ไม่เห็นว่ามันจะสวยตรงไหน และ ไม่รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนั้นใช่มั้ย
แต่พอเอ็งลองก้าวถอยหลังออกมาดูห่างๆนั่นแหล่ะ เอ็งถึงจะเห็นสิ่งที่เอ็งไม่เคยเห็น และ รู้สึกอย่างที่เอ็งไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ผม : Oh I see !! ถึงตอนนี้แล้ว ผมสงสัยจริงๆว่าหลังจากนั้น ไอ้แจ็คมันจะลงเอยกับน้องเขาได้หรือเปล่า ลุงพอจะเล่าให้ผมฟังได้มั้ยครับ

ลุง : เอ็งอยากจะรู้จริงๆเหรอวะ ข้าว่าไอ้การที่เราไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดต่อไปเนี่ย มันดูดีกว่าคนที่รู้ตอนจบของเรื่องๆนั้นเยอะเลยนะ ไม่โดนใครหรือสิ่งใดมาทำให้เอ็งเขวไป เอ็งจะตัดสินใจทำอะไรก็ภูมิใจว่าเอ็งเป็นคนเลือกเอง ตัดสินใจอนาคตตัวเอง

แต่เอาเหอะ ถ้าเอ็งอยากรู้ ข้าก็จะเล่าให้ฟัง












ลุง : หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ข้าก็พยายามทำใจ และ ลดระดับความสัมพันธ์กับน้องแอนลงมาเหลือแค่เป็นเพื่อนกัน ช่วงแรกมันก็ไม่ค่อยคุ้น แต่หลังๆกลับกลายเป็นว่า พอเป็นเพื่อนกันมันก็สบายใจดีว่ะ ไม่ต้องมาเกร็ง มาฟุ้งซ่าน และมีเวลาได้ออกไปพบปะผู้คนอื่นๆกับเขาบ้าง ได้เปิดหู เปิดตา และ เปิดใจมากขึ้นเยอะเลย
ตอนนั้น ข้าเองก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับน้องแอน จนกระทั่งข้าเรียนจบและต้องไปใช้ทุนต่างจังหวัด แล้วก็....

ผม : เดี๋ยวๆๆ นี่ลุงหมายความว่า ไอ้แจ็คมันเลิกเป็นแฟนกับน้องแอนเขาง่ายๆอย่างงี้เลยเหรอ

ลุง : นี่เอ็งจะฟังข้าพูดให้จบก่อนไม่ได้หรือไงวะ หรือ จะคอยขัดจังหวะข้าไปเรื่อยๆแบบนี้

ผม : แหะ แหะ ก็คนมันตื่นเต้นน่ะครับ ขอโทษครับ แล้วไงต่อ

ลุง : ลืมไปเลย ถึงไหนแล้ววะ
อ้อ! ตอนไปใช้ทุน ต่อมาข้าก็มาพบกับเพื่อนคนนึง เธอชื่อ"จุ๊บ" เธอเป็นคนที่friendly น่ารัก จริงใจ และ เปิดเผย ใครอยู่ด้วยก็รู้สึกสบายใจ ข้าก็รู้สึกชอบๆนะ ว่างๆข้าก็ชวนไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าวกันบ่อยๆ แต่ในใจก็ยังคิดกันแบบเพื่อนคนนึงอยู่ อาจเพราะข้ายังเข็ดกับความรักครั้งก่อนอยู่ก็เป็นได้

เหตุการณ์ที่ทำให้ข้าเปลี่ยนความคิดก็คือ มีอยู่วันนึงข้าไม่สบายหนัก เป็นไข้สูงจนลุกจากเตียงไม่ไหว เลยโทรไปบอกที่ทำงานว่าขอลาป่วย นอนๆอยู่นี่คิดเลยว่าคนเราเวลาอยู่ตัวคนเดียวนี่มันช่างยากลำบากเหลือเกิน ยิ่งเวลาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วอยากมีใครซักคนมาอยู่เคียงข้างจริงๆ

ผม : ให้ผมเดานะ...อุ๊บ! ไม่เอาดีกว่า ผมกลัวโดนด่า

ลุง : ฉลาดมากหลานชาย เพราะ ถ้าเดามา เอ็งโดนแน่ กำลังจะอารมณ์ดีซะหน่อย มาเจออะไรที่ปัญญาอ่อนอีกแล้ว

ตอนนั้น ข้ารู้สึกเหมือนมีใครมาเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ข้า พอลืมตามองก็เจอจุ๊บกำลังยิ้มให้ข้าอยู่ ข้าตื้นตันใจจนน้ำหูน้ำตาไหลเลย ข้ารู้สึกอบอุ่นซาบซึ้งที่มีคนที่เขาจริงใจกับข้าอย่างแท้จริง อารมณ์ในตอนนั้นแบบว่าอยากมีครอบครัวเลยนะ
หลังจากนั้นข้าก็ขอคบเป็นแฟนกับจุ๊บ ซึ่งคราวนี้เธอไม่ปฏิเสธข้า ช่วงนั้น ข้าเลยได้เห็นโลกเป็นสีชมพูอีกครั้ง ทั้งที่ในใจลึกๆก็ยังมีรู้สึกว่ายังมีอะไรที่มันค้างคาใจอยู่

แต่อย่างที่ใครที่ตายไปแล้วเคยบอกไว้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอน มีอยู่วันนึง จู่ๆข้าก็ได้รับจม.ที่จ่าหน้าซองถึงข้า และ ข้าจำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของน้องแอน!!!






ลุง : จม.ที่น้องแอนเขียนมาทำเอาข้าน้ำตาซึมเลย

น้องเขาเขียนมาบอกข้าว่า หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ข้าก็เริ่มห่างหายไป
ตัวน้องเขาก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ จนถึงตอนนี้น้องเขาจึงแน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะอะไร
น้องเขาถามว่าข้าจำไดมั้ย วันนั้นที่น้องเขาบอกว่าเขาดูๆใครบางคนอยู่น่ะ คนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นข้านี่แหล่ะ และที่สำคัญ น้องเขาบอกว่าตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าเขารักข้า ...

ผม : โอ้โห! ทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ล่ะ คราวนี้ลุงปวดหัวแน่ๆ
รัก-สาม-เศร้า ล่ะทีนี้ ไม่ว่าลุงจะเลือกใครคนนึง มันก็ต้องมีใครอีกคนนึงเจ็บปวดกันแน่ ...เป็นผม ผมคงต้องหนีไปภูกระดึงกันอีกรอบแน่

ลุง : ข้าก็รู้สึกเจ็บปวดมาก แต่เรื่องมาถึงตอนนี้แล้วข้าก็ต้องตัดสินใจเด็ดขาด
ข้าเขียนตอบจม.กลับไปหาน้องแอน บอกว่า

ตั้งแต่วันแรกที่ข้าได้พบเจอน้องแอน ที่ข้าได้เห็น คือ เด็กสาวคนนึงที่มีรอยยิ้มในดวงตา มีความอบอุ่นในทุกสัมผัส และ มีชีวิตชีวาในทุกการเคลื่อนไหว ข้าได้หลงรักเด็กสาวคนนั้นตั้งแต่แรกพบ ที่ผ่านมาข้ามีความสุขมากที่ได้คบกับน้องแอน แม้บางครั้งอาจจะเจ็บปวดบ้าง แต่ก็เป็นความทรงจำที่ประทับใจข้าไม่มีวันลืม ข้าต้องขอขอบคุณน้องแอนมากที่ให้เกียรติข้า จม.ที่ข้าได้นี้เป็นจม.ที่ข้ารอคอยมาตลอดชีวิต

เพียงแต่ว่า ถ้ามันมาเร็วกว่านี้สักหน่อย...มันคงจะดีไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไป แต่มิตรภาพของเราทั้งสองจะไม่มีวันลบเลือนจากใจข้าได้เลย

ผม : อ้าว! จม.ลุงจบแค่นี้เหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าเอาไงกันแน่ ตกลงลุงเลือกใครน่ะ





ลุง : สำหรับข้า...น้องแอนเปรียบเหมือนแสงแดดยามเช้าที่อบอุ่น แม้บางครั้งจะร้อนแรงจนทำให้ข้าร้อนรุ่มไปบ้าง แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าคิดออกเดินทาง และ คิดถึงเมื่อยามห่างไกล

ส่วนจุ๊บเปรียบเหมือนสายลมยามเย็นที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้ข้ารู้สึกสดชื่น สบาย จนทำให้ข้าต้องแวะพัก และ หยุดเดินทางไกล เพื่อมาปักหลักใช้ชีวิตร่วมกัน

ผม : เฮ้อ! ช่างอุปมาอุปมัยเหลือเกินนะ รู้แล้วล่ะว่าลุงจะเลือกใคร

ลุง : คุยกันมาตั้งนาน ก่อนไปข้าขอฝากข้อคิดให้เอ็งไว้ซักหน่อยว่า
สำหรับมนุษย์เราน่ะ ความหวัง คือ สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิตอยู่
และ เป็นแรงผลักดันให้เราพาชีวิตไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

แต่ในความเป็นจริง เราใช้ชีวิตอยู่กับความคาดหวังมากกว่าที่มันเป็นอยู่จริงๆ
"การถวิลหาบางสิ่งที่ไม่ได้ครอบครอง"เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดคำนึงของเราเสมอ

อย่างไรก็ตาม คนเราสามารถสูญเสีย"ความรัก"ได้ แต่ไม่ควรสูญสิ้น"ศรัทธาในความรัก" เพราะ หากเสียมันไปแล้ว เราก็มิอาจจะรักใครได้อีกเลย

ผม : แล้วลุงจะฝากอะไรไปให้"ไอ้แจ็ค"มันบ้างมั้ยครับ

ลุง : (มองหน้าผม แล้วยิ้มแปลกๆ) สิ่งที่ข้าอยากบอกก็บอกไปหมดแล้ว ขออย่างเดียว คือ ข้าขอให้เรื่องที่เอ็งคุยกับข้าที่มาจากโลกอนาคตนี่ เก็บเป็นความลับนะ เอ็งสัญญาได้มั้ย

ผม : ครับ ผมสัญญา!!!










ผมมองดูลุงแกค่อยๆเดินจากไปด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างปนกัน
พยายามทบทวนเรื่องราวที่เราได้คุยกันมา ซักพัก ผมก็เห็นคุณป้าท่าทางใจดีคนนึงเดินเข้ามาหาผม

ป้า : เอ่อ! หลานชาย ขอโทษนะ เมื่อกี้ป้าเห็นลูกคุยกับคุณลุงแก่ๆคนนึงอยู่ใช่มั้ย ลุงคนนั้นเป็นสามีของป้าเองแหล่ะ

ผม : (อึ้ง!!! เฮ้ย! นี่ป้าแกก็มาจากโลกอนาคตอีกคนเหรอวะเนี่ย)

ป้า : ป้าต้องขอโทษลูกมากๆเลยนะ คือ สามีของป้าแกเป็นคนไข้แผนกจิตเวชของรพ.นี้แหล่ะ แกสติไม่ค่อยดี ชอบเที่ยวไปบอกคนนู้นคนนี้ว่า แกมาจากโลกอนาคต ป้าเองก็ไม่รู้จะทำไงดี พอลืมกินยาทีไรเป็นได้เรื่องทุกที

ผม : (อึ้ง!!! ที่พูดคุยกันมาทั้งหมดนี่ ตูคุยกับคนบ้าอยู่เหรอวะเนี่ย)

ป้า : แกชอบหลงคิดว่าแกย้อนเวลากลับมาบ่อยๆ ยังไงก็ตาม หวังว่าลูกคงไม่ถือสาอะไรแกนะ ยังไงก็ขอโทษลูกมากๆเลยนะ เดี๋ยวป้าต้องรีบกลับไปตามตัวแกก่อน ไม่รู้ว่าหายไปไหนอีกแล้ว








ผมกำลังรู้สึกสับสนงุนงงมาก กับข้อมูลที่มันดูขัดแย้งกันมากมายแบบนี้
ผมก็เลยลองมานึกดู ถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อาจจะเป็นคำตอบของเรื่องราวแปลกประหลาดที่ผมได้เจอมา

1 คุณลุงแกมาจากโลกอนาคตจริงๆ ส่วนคุณป้าแกเป็นคนที่มาคอยกลบเกลื่อนเพราะ ไม่อยากให้คนอื่นๆรู้ ป้าแกเลยเฉไฉไปว่าคุณลุงแกสติไม่ดี แต่ดูๆไปแล้ว คุณป้าก็ไม่เหมือนคนที่จะคอยมาโกหกใครต่อใครได้เลยนะ

2 คุณลุงแกเพี้ยนจริง ไม่ได้มาจากโลกอนาคตอะไรหรอก แต่เรื่องราวที่แกเล่ามา มันสอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ และ ดูๆไปแกก็ไม่เหมือนคนบ้าๆแบบนั้นเลย

3 คุณลุง กับ คุณป้าไม่ได้มีตัวตนจริง แต่เป็น"จิตใต้สำนึก"ของผม ที่ส่งคุณลุง กับ คุณป้า มาพูดคุยกับ"จิตสำนึก"ของตัวผมเอง เพราะ เรื่องราวต่างๆนี้มันประหลาดเกินไป และ อาจเป้นเพราะ ผมเครียดจนเกิด split personality ขึ้น แต่นี่แปลว่า ผมเองหรอกเหรอที่เป็นคนเพี้ยนซะเอง

อ้อ ! เกือบลืมบอกไป จริงๆแล้วตัวผมเอง ก็คือ "ไอ้แจ็ค"นั่นแหล่ะ วันนั้น ผมแกล้งอำคุณลุงแกเล่น เพราะเห็นแกบอกว่าแกลืมเอาแว่นมา เลยน่าจะมองเห็นหน้าคนไม่ชัด แต่ไม่รู้นะว่าแกจะเชื่อที่ผมอำหรือเปล่า เพราะ บางทีแกก็มีทีท่าเหมือนว่าจะรู้ แต่แกล้งทำเป็นเนียนๆไม่รู้ไม่ชี้ แล้วแอบมาสั่งสอนผมก็ได้

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อ จะจริงตามที่ลุงแกบอกมาทั้งหมดหรือเปล่า
แล้วถ้ามันเป็นจริง และ ผมรู้ล่วงหน้าแบบนี้แล้ว ผมจะเลือกใครกันแน่ จะเลือกเหมือนลุงเขาอีกหรือเปล่า หรือ คิดจะเปลี่ยนใจ ???...

ผมได้ตอบคำถามเหล่านี้ไปหมดแล้ว ...

อะไรนะ? คุณไม่เห็นคำตอบของผมเหรอ?
นี่ผมจะบอกอะไรคุณให้นะ ของบางสิ่งบางอย่างน่ะ อาจมองไม่เห้นด้วยตา แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้จริงๆนะ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ

"Close your eyes and keep your mind wide open"




Thai songs





Create Date : 21 เมษายน 2552
Last Update : 30 เมษายน 2552 7:34:45 น.
Counter : 1025 Pageviews.

1 comments
  
cวะมาฟังเพลงค่ะ เพราะดี
โดย: jiw_liw วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:1:47:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments