• ° o . O ขอต้อนรับสู่โลกขำๆ ของคนชอบฝันเฟื่อง O . o ° •
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
หัวใจรสกาแฟ 18



เช้าวันจันทร์นี้ก็ดูจะคล้ายๆวันจันทร์อื่นๆ แต่สำหรับหอพักนักศึกษาสาวซอย 8 แล้ว มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้สาวน้อยทั้งหลายที่ลงตึกเพื่อเดินไปมหาวิทยาลัยอดซุบซิบคิกคักไม่ได้

ก็ ‘เขา’ ออกหล่อเลิศแถมมีดีกรีเป็นหลานชายรัฐมนตรี รถสปอร์ตคันนั้นหรือก็ออกเท่ห์ และดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ประหยัดรอยยิ้มเก๋ๆที่มุมปากกับสายตาวับวาวต่อสาวๆที่เดินผ่านเลย หลายคนเขินอายแต่ก็อุตส่าห์เดินอ้อยอิ่งหวังลึกๆว่าลิลลี่ช่อใหญ่ในมือเขาจะถูกส่งให้ตัวเอง หรือไม่ก็ขอรู้หน่อยเถอะว่าใครคือผู้โชคดีคนนั้น

“อรุณสวัสดิ์ค่ะราม แหม! มาแต่เช้าเชียวนะคะ”

เสียงแหลมสูงทักทายรามฤทธิ์ไม่เงียบนักราวกับจะประกาศความสนิทสนมให้ผู้คนที่บังเอิญอยู่บริเวณนั้นรับทราบ

“มอร์นิ่งครับเปิ้ล แล้วนี่จะไปเรียนเหรอครับ”

“ค่ะ แต่ต้องรอเพื่อนๆก่อน กำลังลงบันไดตามกันมา” พิริยาพรชำเลืองดูดอกไม้ในมือเขาแล้วเอ่ยปากชมด้วยเสียงตวัดหางนิดๆ “ดอกไม้สวยดีนะคะ” เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่เป้าหมายของเขา แม้ว่าอยากให้เขา ‘หมาย’ ใจแทบขาด แต่บังเอิญว่าเขาตาเหล่ไปนิดดันไปหมายเพื่อนซี้เข้าให้ก็ถือซะว่าเป็นโชคของเพื่อนที่เธอควรจะพลอยยินดี

“ขอบคุณครับ” รามฤทธิ์ทำหน้าเจื่อนๆ พลางคิดไปว่าคราวหน้าคราวหลังคงต้องมีของมากำนัลเธอบ้างล่ะ อาจจะขนมหรือของที่ระลึกอะไรซักอย่าง อย่างน้อยเธอก็มีความเป็นมิตรกับเขาและยังอาจเป็นฝ่ายสนับสนุนเขาด้วยก็ได้ ว่ากันว่า รักผู้หญิงให้อิงผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีผู้ใหญ่ก็ต้องอิงเพื่อนไปก่อนแล้วกัน

“เพื่อนๆเปิ้ลมากันแล้ว คงต้องไปล่ะค่ะ”

แล้วพิริยาพรก็ทำท่าจะเดินผละไปดื้อๆ ความจริงรามฤทธิ์ไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอจะอยู่หรือจะไปเขาพุ่งความสนใจไปที่หนึ่งในสามของเพื่อนๆเธอที่กำลังเดินออกมาต่างหาก

“สวัสดีครับ อัม” ชายหนุ่มรี่เข้าไปทักทายพร้อมรอยยิ้มหวานซึ้ง พอดีเธอคนนั้นมากับเพื่อนสองคนเขาก็เลยต้องยิ้มเผื่อไปด้วย

“สวัสดี” คนถูกทักตอบรับด้วยอาการคล้ายงงๆ ‘รามฤทธิ์มาทำอะไรแต่เช้า’

“ดอกลิลลี่วันนั้นคงเหี่ยวหมดแล้วใช่ไหมครับ วันนี้ผมเลยเอาช่อใหม่มาให้ แล้วนี่อัมหายดีแล้วหรือครับ ไปเรียนไหวไหม ถ้าไงไปกับผมได้นะครับ พอดีผมเอารถมา”

อัมพิกาลังเลว่าจะรับเจ้าลิลลี่ดีหรือไม่ ก็เธอไม่ใช่คนป่วยจริงๆที่ควรจะรับดอกไม้เยี่ยมไข้ ท้ายสุดหญิงสาวฝืนใจยื่นมือออกไปรับเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับตามองทั้งจากบรรดาเพื่อนสนิทและคนอื่นๆในละแวกนั้น ลิลลี่ก็สวยดีรู้สึกจะช่อใหญ่กว่าช่อแรกที่เขาให้ด้วยซ้ำแต่กลับไม่ได้สร้างความยินดีปรีดากับผู้รับเลย อัมพิการู้สึกเหมือนถูกบังคับยัดเยียด จะว่าไปเขาก็อุตส่าห์มีน้ำใจเอามาให้ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แค่รับดอกไม้เพื่อถนอมน้ำใจแค่นี้คงไม่เป็นอะไรหรอก

“ขอบใจนะราม แต่กำลังจะเดินไปกับเพื่อนคงไม่รบกวนรามหรอก” ปฏิเสธผู้หวังดีเสร็จอัมพิกาก็หันไปบอกเพื่อนๆ “คอยแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวอั้มขึ้นห้องเอาดอกไม้ไปเก็บก่อนแล้วค่อยไปกัน”

อัมพิกาหันหลังเดินกลับขึ้นหอไปแล้วแต่รามฤทธิ์ยังไม่ไปไหน เพราะเขามีความตั้งใจไว้แล้วสำหรับเช้านี้และต้องทำให้ได้

“พวกคุณ รีบไปเรียนกันไม่ใช่หรือครับ ขอโทษจริงๆผมเลยทำให้พวกคุณต้องเสียเวลารออัม กว่าจะจัดดอกไม้ใส่แจกัน แล้วก็คงต้องพรมน้ำอีก กว่าจะวิ่งลงมา เอางี้ไหมครับ พวกคุณเดินกันไปก่อนไม่ต้องห่วงอัมเดี๋ยวผมจะบริการพาไปส่งหน้าคณะเองเลย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะรอแค่นี้ อั้มไม่ใช่คนชักช้า” นลินีตอบหน้าตาเฉย

“แต่เรารีบนะนี ต้องไปเตรียมห้องทดลองด้วยซิ เราไปก่อนดีกว่า เปิ้ลเดินไปกับเรานะ นีจะคอยอั้มก็คอยไปล่ะกัน ” แล้วยุวดีผู้ตามไม่ทันการแก้เกมส์ของเพื่อนก็ปรารภขึ้น เธอไม่ได้โกหกเพราะวันนี้เวรเธอต้องไปเตรียมห้องทดลองพอดี จะเดินไปคนเดียวก็เขินๆ

“คุณมีรถมาใช่ไหมคะ ก็ช่วยมีน้ำใจขับไปส่งเปิ้ลกับยุ้ยก่อนก็แล้วกัน ยุ้ยอยู่วิทยาฯ ส่วนยัยเปิ้ลก็ปล่อยลงหน้าคณะมนุษย์นั่นแหละ แล้วถ้าน้ำมันและน้ำใจยังไม่หมดค่อยขับรถมารับฉันกับยัยอั้มอีกรอบ” นลินียังไม่ละความพยายาม

ยันไม่ทันที่รามฤทธิ์จะตอบโต้ เรื่องที่ทำท่าจะยุ่งยากก็ง่ายนิดเดียว

“โอ้ย มันอะไรกันนักหนา รามก็ไปส่งพวกเราสามคนพร้อมกันเลยแล้วค่อยกลับมารับอั้ม เรื่องอะไรแกจะปล่อยฉันอยู่หน้าคณะคนเดียวหานี คาบเช้าน่ะมีเรียนสักกี่ห้อง จะมีคนสักกี่คน ผีหลอกตาย”

แล้วพิริยาพรก็จับยุวดียัดลงไปในรถสปอร์ตสองที่นั่งของรามฤทธิ์ ตามด้วยนลินีที่ถูกผลักจนขมำเข้ารถพอดิบพอดีแล้วตัวเองก็ลงนั่งพร้อมกระแทกประตูปิดทางหนีของเพื่อนที่ทำท่าจะประท้วง เจ้าของรถก็ขมีขมันประจำที่ออกรถทันทีเหมือนกัน

รามฤทธิ์ขับรถแบบจรวด เมื่อออกพ้นซอยจึงไม่ได้เห็นเพื่อนร่วมคณะที่เดินอยู่ริมทางเท้า คนๆนั้นมองตามรถกึ่งขบขันกึ่งแปลกใจ ที่ขำก็เพราะรถมันเป็นแบบสองที่นั่งแต่สภาพของสามสาวที่นั่งเกยทับเบียดเสียดตรงที่นั่งคู่กับคนขับไม่น่าจะสะดวกสบายสมราคารถที่แพงลิบ และแปลกใจที่ว่าไปยังไงมายังไงรามฤทธิ์ถึงกลายเป็นสารถีให้สามสาวนั่นได้

เอ...ทำไมอั้มไม่ไปกับเขาด้วย....รึไม่สบายเป็นอะไรไป เลยไปเรียนไม่ได้

แล้วเท้าก็พาตัวมุ่งตรงมายังหน้าหอพักเป็นจังหวะเดียวกับคนที่เดินขึ้นหอเพื่อเก็บดอกไม้วิ่งลงมาพอดี อัมพิกายิ้มให้เขาอย่างลืมตัวแล้วก็ต้องหยุดยิ้มเกือบจะทันทีเมื่อเขายิ้มกว้างตอบกลับมา หญิงสาวกวาดตามองหาเพื่อนแต่ก็ไม่พบสักคนนึกโมโหในใจ หญิงสาวแก้เก้อด้วยการบ่นอุบเหมือนจะรำพึงกับตัวเอง

“บ้าจริง หายไปไหนกันหมดไม่รู้ แค่นี้ก็คอยไม่ได้”

“เห็นเพื่อนๆอั้มนั่งรถไปกับรามฤทธิ์ เมื่อกี้นี้เอง”

เสียงห้าวๆลอยเข้ามากระทบหู อัมพิกาแสร้งไม่สนใจ ก็เธอไม่ได้ถามเขาซะหน่อย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้โกรธเคืองอะไรเขาแล้วแต่การที่เขายังไม่ขอโทษ ทำท่าจะไม่รู้ตัวด้วยมั้งว่าทำอะไรไว้ เรื่องอะไรเธอจะยกโทษให้คนที่ไม่สำนึกผิดก่อน เดี๋ยวได้ใจตายแล้ววันหลังก็ทำใหม่ ไม่รู้ว่าต่อไปจะเที่ยวเอาเธอไปทิ้งไว้ที่ไหนอีก

หญิงสาวเดินผ่านเขาออกประตูรั้วไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ เขาก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ไม่พูดสักคำเดียว แต่ก็เดินตามออกมาเฉยๆงั้นแหละ

เพียงแค่เดินพ้นประตูรั้วออกมาไม่เท่าไหร่หญิงสาวก็เป็นฝ่ายทนไม่ได้ เขาเป็นบ้าไปรึไงนะ ไม่พูดไม่จาเอาแต่เดินตามต้อยๆ ไม่รู้มีแผนป่วนอะไรอีก อัมพิกากระแทกเสียงถามห้วนๆ

“มาทำไม”

“.......”

“ถามน่ะ....ไม่ได้ยินเหรอ” อัมพิกาแห้วใส่เสียงดังขึ้นอีก

“........”

“เอ๊ะ...หูหนวกหรือเป็นใบ้”

แล้วนิติรุตต์ก็ตอบคำถามหน้าตาเฉย แต่เนี้อความทำเอาคนถามแทบกระอักเลือด

“มารับแฟนไปเรียน”

อัมพิกาตาลุกวาว เกือบจะร้อนตัวตอกไปว่า เธอไม่ได้เป็นแฟนกับเขา ก็กลัวเขาจะย้อนเอาว่าเขายังไม่ได้บอกเลยสักคำว่าเธอเป็นแฟนเขา เพราะนิติรุตต์ลดเลี้ยวยอกย้อนได้ทุกรูปแบบ ดูเอาเถอะนี่ก็มาชวนหาเรื่องแต่เช้า

“จะมารับแฟนก็ไปที่อื่นซิ มาเดินตามทำไม น่ารำคาญ”

คำเอ่ยไล่สะบัดๆ นั้นไม่ได้ทำให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์หายไปจากหน้าของนิติรุตต์เมื่อเห็นอัมพิกาเร่งฝีเท้าเดินหนีเขาก็เดินตามเรื่อยๆ ซ้ำยังอารมณ์ดีฮัมเพลงเล่นซะอีก

“หกนาฬิกา แอบมาพบเธอ เจอกันทุกทีโสภีงามแท้ ไม่แพ้เทวี จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ เธอคงมองเห็นฉันเป็นยอดชาย”

หญิงสาวทำหูทวนลม แหวะ...เสียงยังกะอะไรนะ ที่ยัยเปิ้ลชอบพูด อ๋อ ‘คาราบาว เอ๊าท์ เบบี๋’ ความจริงเสียงกระบือคลอดลูกเป็นยังไงก็ไม่รู้ เพราะอัมพิกาเองก็ไม่เคยฟัง แต่ก็คงแย่ อุบาทว์ แสลงหูเหมือนเสียงที่ตามมาข้างหลังนี่ล่ะ บอกตัวเองว่าอย่าไปสนใจ ร้องได้เดี๋ยวก็หยุดร้อง แต่นิติรุตต์ไม่หยุด

“ภูมิใจฉันได้เธอมาจะถนอมกล่อมเธอ ยามมองช่างซึ้งเลิศเลอ ยามเธอโปรยยิ้มให้มา แก้มเธอแดงนักหนา”

โอ๊ย...เมื่อไหร่นายนี่จะไปพ้นๆหน้าซะทีนะ หน้าด้านไล่แล้วยังมึน คนอะไร อัมพิกาหน้าร้อนผ่าวจนแดงจัด บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าระหว่าง โมโห กับขำ อย่างไหนจะมากกว่ากัน

“เจ็ด นาฬิกา รีบมาเล่าเรียน ใจยังหมุนเวียนถึงเรียนสับสน ชอบคิดกังวลไม่พ้นเรื่องเธอ นี่ไงเพื่อนเกลอรูปเธอแฟนฉัน”

สุดที่จะทน อัมพิกาหันไปประจันหน้าด้วยแววตากระหายเลือด อีกฝ่ายคงรู้ตัวดีว่าถ้ายังกวนโทโสเธอต่อไปเป็นต้องมีอันเจ็บตัวกันบ้างจึงหยุดร้องเพลงอย่างฉับพลัน แต่ผิดคาดแม้ริมฝีปากแดงระเรื่อจะสั่นริกอัมพิกาก็ยังไม่หลุดคำพูดอะไรออกมาสักคำ

เธอจ้องหน้าเขา จ้องอย่างเดียว เพราะพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นึกหาคำด่าไม่ทัน แล้วก็ไม่รู้จะด่าอะไรเขาด้วย อาจเพราะโมโหจนสมองมึนเลยพาลไม่ทำงาน แล้วสิ่งที่เธอเห็นก็คือ ริมฝีปากยักได้รูปของเขาค่อยๆเหยียดออกจนกลายเป็นรอยยิ้มกว้างแล้วนิติรุตต์ก็ทำเสียงแปลกๆในลำคอก่อนจะหัวเราะพรืดออกมา

“อีตาบ้า นี่มาแกล้งกันใช่ไหม”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงดีด้วยซ้ำ อัมพิกาก็เข้าจู่โจมอย่างที่อีกฝ่ายตั้งรับไม่ติด อาวุธที่ใช้ก็สมุดหนังสือสองสามเล่มในมือนั่นแหละฟาดปาบๆเข้าให้ตลอดไหล่หลังลำตัวแล้วแต่ว่าจะไปถูกตรงไหน นิติรุตต์ตกใจได้ไม่นานก็เริ่มยกมือป้องกันตัวหันรี่หันขวางหลบเป็นพัลวัน

“โอ้ย อั้มใจเย็นๆ ผมเจ็บนะ”

อัมพิกาดำเนินการต่อสักพักพอได้ทุเลาแรงแค้นไปบ้างก็หยุด ไม่ใช่เพราะคำเตือนของเขา แต่เพราะเหนื่อย หญิงสาวยืนหอบฮักๆ แต่ก็ยังพุ่งสายตากราดเกรี้ยวเข้าใส่

“เอาหนังสือมาเล่น เดี๋ยวสอบตกนะอั้ม”

นิติรุตต์บ่นงึมงำมากกว่าจะต่อว่าจริงๆในระหว่างสำรวจบาดแผลตามร่างกายที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก รู้สึกจะมีตรงข้อมือที่โดนสันหนังสือฟาดเริ่มเห็นเป็นรอยแดงจางๆ ชายหนุ่มยื่นออกไปให้เธอดู

“นี่ดูซิ ช้ำเลย วันนี้จะทำงานที่ร้านได้ไหมเนี่ย ข้อมือเจ็บชงกาแฟไม่ได้แหงๆ”

“แล้วตายม๊ะ”

“โห...จะเล่นกันถึงตายเลยเหรอ เดี๋ยวผมตายจริงๆ อั้มร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่รู้ด้วยนะ”

“ถ้านายตายฉันจะดีใจเป็นที่สุด จะทำบุญถวายสังฆทานเจ็ดวันเจ็ดวัด แถมจัดปาร์ตี้ฉลองให้ด้วย…”

นิติรุตต์ไม่รอให้เธอพูดจบ ความน้อยใจเก่าๆก็ถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้ง

“อ๋อ ต้องเป็นรามฤทธิ์ อั้มถึงจะหลั่งน้ำตาให้ เห็นเป็นห่วงเป็นใยกันนักนี่ แล้วทำไมไม่นั่งรถไปกับเขาล่ะ รึว่าให้ไปส่งเพื่อนก่อนแล้วค่อยกลับมารับอั้ม จะได้อยู่กันตามลำพัง”

“เกี่ยวอะไรกับราม ยังไงเขาก็ยังมีน้ำใจดีกว่าคนบางคน...หลอกให้เรารอเก้อตั้งเป็นนานสองนาน แล้วก็หนีกลับก่อนทิ้งเราไว้คนเดียว จะบอกกันสักนิดไม่มี…”

“สำหรับนายรามอั้มก็คงเห็นดีเห็นงามไปหมด เอ๊ะ..ตะกี้อั้มว่าอะไรนะ ใครหลอกให้อั้มรอ ตอนไหน”

“ก็แค่คนนิสัยแย่ๆคนหนึ่ง”

“อย่าประชดกันซิ อั้มว่าผมเหรอ แล้วผมเคยไปทิ้งอั้มตอนไหน ถ้าผมทำอะไรอย่างที่อั้มว่าจะได้ไถ่โทษ จะให้ขอโทษร้อยครั้งก็ได้เอ้า”

คราวนี้เสียงห้าวๆค่อยนุ่มขึ้นหน่อยในความคิดของอัมพิกา เมื่อเขาวิงวอนด้วยแววตาและคำพูด แต่ เฮ้อ...นี่ไม่รู้ตัวจริงๆเลยรึไง

“แล้วทีรุตต์ล่ะประชดอั้มอยู่ได้เรื่องนายราม...ถ้าวันนี้อั้มอยากนั่งรถไปกับเขาก็คงไม่เดินอย่างนี้หรอก”

“อ้าวจะไปรู้เหรอ เห็นเมื่อวันศุกร์ควงกันไปร้านไออุ่น วางท่าอย่างกับ...”

“ที่ไปก็เพราะถูกทิ้ง ใครก็ไม่รู้เคยบอกว่าไม่อยากให้ยุ่งกับรามฤทธิ์ แต่พอนายรามเข้ามาคุยด้วยหน่อยเดียวก็หายหัว แทนที่จะมาช่วยกันๆก็ไม่ได้”

นิติรุตต์เบิกตากว้าง เขาเพิ่งมาถึงบางอ้อก็วันนี้เอง นี่ที่เธอโกรธเขาก็เพราะเขาออกจากห้องสมุดก่อนเธอเมื่อวันนั้น สาเหตุก็เพราะเขาโกรธที่เห็นเธอคุยกับรามฤทธิ์ โธ่เอ๊ย.... ถ้าเพียงเขาจะรู้ว่าอัมพิกาไม่ได้มีใจให้กับรามฤทธิ์เลย

“อั้มไม่อยากยุ่งกับนายรามจริงๆเหรอ ผมไม่รู้นี่ ผมขอโทษ”

ดูเอาเถอะ คนผีทะเล กว่าจะพูดขอโทษได้ ยังมีหน้ามาไล่เบี้ยเรื่องรามฤทธิ์ ดีจะแกล้วยั่วกลับซะบ้าง

“ตอนแรกไม่อยากยุ่งกับเขาหรอก แต่ตอนนี้อั้มเริ่มไม่แน่ใจ รามเขาก็น่ารักดีนะรูปหล่อพ่อรวย เมื่อเช้าก็แวะเอาดอกไม้มาให้”

“สำหรับผู้หญิงก็แค่นี้เองเหรอ หล่อรวยรถสวยแถมด้วยดอกไม้”

คนไม่หล่อไม่รวยไม่มีรถสวยและดอกไม้พูดเสียงค่อยเหมือนจะน้อยใจในความอาภัพของตัวเอง ก็อัมพิกายกยอรามฤทธิ์ซะลอยฟ้าแถมยังทำตาพาฟัน

“นี่ อย่ามาดูถูกอั้มนะ” ว่าจะอารมณ์ดีด้วยหน่อยเขายังไม่วายทำให้หญิงสาวต้องเสียงเขียว

“เปล่า ผมไม่ได้ดูถูกอั้ม ถ้าอั้มชอบแบบนั้นก็คงนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถรามฤทธิ์ไปแล้วไม่มาเดินข้างถนนกับผมอย่างนี้หรอกใช่ไหม”

นิติรุตต์ไม่พูดเปล่ายังยิ้มๆตาเป็นประกายอย่างที่ทำให้หัวใจของอัมพิกาเต้นโคมคราม

“อั้มเดินของอั้มคนเดียว...ส่วนรุตต์จะไปไหนก็ไปซิ”

นิติรุตต์ดูนาฬิกาข้อมือ

“อั้มมีเรียนเช้าใช่ไหม เจ็ดโมงครึ่งแล้วนะ..รีบไปเถอะเดี๋ยวผมจะเดินไปเป็นเพื่อน”

“ไหนว่าจะไปรับ..เอ่อ..แฟนไง ทำไมไม่รีบไป ”

“อ้าว...ก็แฟนผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน จะให้ทิ้งขว้างได้ไงล่ะ แค่ทิ้งไปครั้งเดียวยังเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต่อไปไม่ทิ้งล่ะเช้าจะมารับ เย็นไปส่ง แล้วดูซิหน้าไหนจะกล้าแหยม” นิติรุตต์โมเมหน้าตาย แต่อีกฝ่ายสวนกลับเสียงเขียว

“อย่ามาอ้างนะ จำไว้เลยเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“อย่าทะเลาะกันเลยนะ ประเทศไทยมีคนทะเลาะกันมากพอแล้ว...เรามาคุยกันดีๆเถอะะอั้ม”

นิติรุตต์พูดพลางดันข้อศอกให้อีกฝ่ายต้องออกเดินหนีไปข้างหน้า เพราะกลัวว่าถ้ายังฝืนอยู่เขาอาจจะถือสิทธิ์ที่โมเมเอาเองทำอะไรมากกว่านั้น เช่น จูงมือ หรืออาจจะถึงขั้นโอบเอว โอ้ย...ที่นี้ล่ะตายเลย

“อั้มไม่เป็นแฟนกับรุตต์นะ ไม่มีวันเป็นด้วย ที่พูดไปวันนั้นก็เพราะนายราม” แม้อัมพิกาจะยอมเดินด้วยแต่ปากก็ยังไม่วายปฏิเสธ

“คร๊าบ...ตอนนี้ยังก็ได้” ชายหนุ่มยังคงอารมณ์แจ่มใส เอาเถอะยกให้เธอสักวัน

“ตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่เป็น แล้วห้ามพูดถึงเรื่องวันนั้นที่อั้มบอกนายรามด้วย”

“คร๊าบ...ไม่พูด”

“ต่อไปถ้าสงสัยอะไรก็ถามอั้มนะอย่าคิดเอาเอง อย่างวันที่รุตต์ออกไปดื้อๆ อั้มเดินหารุตต์รอบห้องสมุดเป็นนานเลยรู้ไหม”

“ครับ ผมก็ขอโทษอั้มแล้วไง วันหลังไม่ทำอีก”

“ไหนว่าจะขอโทษร้อยครั้ง”

“ครับ...ขอโทษครั้งที่หนึ่ง ขอโทษครั้งที่สอง ขอโทษครั้งที่สาม ขอโทษครั้งที่สี่ ขอโทษครั้งที่ห้า…”

แล้วอัมพิกาก็ฟาดกำปั้นใส่หลังนิติรุตต์ออกแรงประมาณอยากให้เขาจุกจนพูดไม่ออกเมื่อเขาขอโทษถึงครั้งที่สิบห้า ถึงเขาบอกว่าจะไม่ทะเลาะกับเธอมันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลิกกวนโทสะเธอซะหน่อย

นิติรุตต์กับอัมพิกาเดินมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยไม่ได้สังเกตว่าที่อีกฟากของถนนมีรถคันโก้วิ่งสวนปานลมกรด ถ้ารามฤทธิ์จะตาไวช่างสังเกตุสักนิดก็จะเห็นว่าคนที่หมายใจจะไปรับเดินตาใสอยู่ริมถนนกับมือชงกาแฟแห่งร้านไออุ่น หน้าตาเธอตอนนี้ดูอิ่มเอิบสดใสยิ่งกว่าดอกลิลลี่ที่เขามอบให้เธอเมื่อเช้านี้หลายร้อยเท่า แม้จะมีบางเวลาที่หัวคิ้วม้วนตัวเข้าหากันอย่างเด็กถูกขัดใจ







แสงตะวันริบรี่ลงแล้ว หากผู้คนภายนอกร้านไออุ่นยังคงเดินกันขวักไขว่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา คนทำงาน หรือกระทั่งพ่อค้าแม่ขาย

ท่าน ผจก. ร้านไออุ่น ผู้มีรูปร่างสมบูรณ์สมชื่อยืนในท่าพร้อมบริการลูกค้าหน้าเคาน์เตอร์ ฝ่ายตรีโกณกำลังเจรจาปราศรัยกับลูกค้าขาประจำคาปูชิโน่ปั่น และนิติรุตต์ที่ลุกจากตำแหน่งบารีสต้ามาเป็นเด็กรับออร์เดอร์ชั่วคราวเพราะอยากทักทายลูกค้าคุ้นเคย ‘พี่เอสเปรสโซ่หน้าหล่อ’ ที่ไม่ได้มาคนเดียวแต่มีผู้หญิงร่างเล็กท่าทางเรียบร้อยซึ่งเขาและตรีโกณแอบรู้เอาเองว่ามีอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติมาด้วย

“คาปูชิโน่ร้อน แน่นะครับพี่” บริกรถามซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นลูกค้าสั่งเครื่องดื่มเปลี่ยนไป

“แน่ซิน้อง แล้วก็นมสดร้อนที่หนึ่งใช่ไหมครับมุ” แววตาของลูกค้าหนุ่มอ่อนโยนนักเมื่อทอดไปหาคนที่ถูกเอ่ยชื่อ เขาสั่งเค็กกับคุ๊กกี้ไม่กี่รายการนิติรุตต์ก็ปลีกตัวกลับมาชงกาแฟต่อเพราะไม่อยากอยู่เป็นก้าง

คาปูชิโน่ร้อนชงไม่อยาก นิติรุตต์นำเอาเอสเปรสโซ่มาใส่ในถ้วยที่ลวกด้วยน้ำร้อนไว้ก่อน จากนั้นก็เอานมสดร้อนที่อุ่นในอุณหภูมิที่พอเหมาะมาตีจนเกิดฟองนมเนื้อละเอียด เทน้ำนมที่นอนก้นด้านล่างใส่ลงไปในถ้วยกาแฟที่มีเอสเปรสโซ่ ปิดท้ายด้วยการตักฟองนมปิดหน้ากาแฟซึ่งตอนนี้ถูกน้ำนมเปลี่ยนจากสีดำกลายเป็นน้ำตาลแก่ โรยหน้าด้วยผงช็อคโกแล็ต ก็เป็นอันเรียบร้อย

กรุ๊งกริ๊ง....มีลูกค้ารายใหม่ก็เข้ามา สมบูรณ์เดินรี่ไปให้การต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอดชำเลืองมองลูกน้องตัวแสบพร้อมยักคิ้วล้อเลียนไม่ได้

“สวัสดีครับน้อง วันนี้มาคนเดียวหรือครับ ทานอะไรดีเอ่ย”

“คือ เอ่อ....”

ลูกค้าทำหน้าครุ่นคิด เพราะวันนี้เธอยังไม่นึกอยากกินกาแฟ จะอธิบายอย่างไรล่ะว่ามาร้านไออุ่นเพราะถูกนัดไว้ ก็เมื่อเช้าเขาบอกว่าหนังสือที่ซิวเธอไปที่ห้องสมุดเมื่อวันนู้นมันอยู่ที่ร้าน บังคับนัดให้เธอแวะไปหาตอนเย็น ก็เวลานี้นั่นแหละ แล้วยังทำหน้าทะเล้นอยู่หน้าเคาน์เตอร์ไม่มาสนใจกันมั่ง

“เอาเมนูพิเศษไหมครับ เดี๋ยวพี่จัดให้น้องโดยเฉพาะเลย ” สมบูรณ์ทำหน้าที่เชียร์สินค้าต่อไปอัมพิกาพยักหน้ารับหงึกๆโดยความคิดไม่ได้จดจ่อ แว่วเหมือน ‘พี่หมีพูร์’ จะพูดว่า อร่อยกว่าสูตรเก่าหรืออะไรประมาณนี้แหละ

หลังจากรับรายการ ท่าน ผจก. ก็ตรงรี่ไปหาบารีสต้า อัมพิกาเห็นพูดจาอะไรกันไม่นาน แต่มีการตบหลังตบไหล่ แยกเขี้ยวหัวเราะใส่กันด้วย ก่อนที่ท่าน ผจก. จะแว๊บไปดูแลจานชามหลังร้าน

หญิงสาวเพลินมองคนหน้าเคาน์เตอร์ที่ชงกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่าอย่างคล่องแคล่ว แต่บรรดากาแฟเหล่านั้นไม่ใช่ของเธอ ไม่รู้ว่าเรียงคิวลูกค้ากันยังไงคนมาที่หลังเธอกลับได้ก่อน แต่อัมพิกากลับไม่รู้สึกรำคาญเธอก้มลงอ่านหนังสือที่ติดมือมาบ้างมองเขาบ้าง บางทีเขาก็ยิ้มให้พร้อมยกไม้ยกมือเป็นสัญญาณประมาณว่า แป๊บหนึ่งนะ ซึ่งเธอก็จะยิ้มและพยักหน้ารับอย่างไม่ถือโทษ ลูกค้าเข้าร้านหนาตาเขาคงยุ่งจริงๆนั่นแหละ

แล้วอัมพิกาก็เริ่มรู้สึกว่า มันชักจะนานเกินไปแล้วนะ เมื่อน้ำเปล่าที่พี่บริกรหน้าตี๋ยกมาเสริฟพร่องลงถึงก้นแก้ว ลูกค้ารายที่มาหลังเธอทยอยออกจากร้านเกือบหมด พลิกดูนาฬิกา...ตายล่ะ....ทุ่มหนึ่งเข้าให้แล้ว ดวงตาดำใสกลมโตเปลี่ยนสีขุ่นละสายตาจากหนังสือเล่มน้อยพุ่งไปยังคนหน้าเคาน์เตอร์

อ้าว....นิติรุตต์หายไปไหน.....เอาอีกแล้ว....นายคนนี้ดีได้ไม่เท่าไหร่จริงๆ

หันซ้ายหันขวามองหาเขาเพราะหวาดระแวงว่าจะถูกทิ้งอีก พอหันกลับมาอีกทีเขาก็ยืนยิงฟันยิ้มหน้าบานอยู่ตรงหน้า ไม่ได้ใส่ผ้ากันเปื้อนซึ่งเป็นฟอร์มของร้าน แต่กลับสะพายเป้คู่ชีพที่อัมพิกาเห็นบ่อยๆแทน

“โทษทีที่ให้อั้มคอยนาน ผมเลิกงานแล้วไปหาข้าวกินกันเถอะ”

นิติรุตต์ก็เดินนำออกมานอกร้าน อัมพิกาลุกขึ้นเดินตามโดยไม่บ่นสักคำ มันบังเอิญเหมือนกับว่าเธอมารอเขาเลิกงานเพื่อจะได้ไปกินข้าวเย็นด้วยกันงั้นแหละ เฮ้อ...หญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่ามันจะต้องเป็นอย่างวันนี้ไปอีกกี่ครั้ง เช้ามีเขาไปรับเดินไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน พอตกเย็นเขาก็นัดให้มารอตอนเลิกงานเพื่อไปกินข้าวด้วยกัน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่รู้สึกว่าก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยถ้าถูกเพื่อนๆทิ้งเวลาเขามีดินเนอร์นอกหอกับคนพิเศษ อัมพิกาก็รู้ว่ายังมีใครอีกคนที่ร้านไออุ่นพอจะคุยแก้เหงาได้บ้าง

“นี่กาแฟของอั้ม ผมเลี้ยงเอง” ออกพ้นร้านได้ไม่นานนิติรุตต์ก็ยื่นแก้วกาแฟที่ถืออยู่ให้ซึ่งอัมพิการับแต่โดยดี

“คือมันเป็นสูตรใหม่...อั้มว่าขมไปไหม” เขาถามต่อเมื่อเห็นเธอจับหลอดดูดทันที

“ไม่หรอก กินกาแฟก็ต้องมีรสออกขมอยู่แล้ว”

“ไม่หวานไปนะ”

“ไม่นี่ อั้มว่าหวานกำลังดี” อัมพิกาตอบแบบพาซื่อเพราะมั่วแต่หลงใหลกับกาแฟในมือที่ตอนนี้พร่องลงเหลือครึ่งแก้ว ยิ่งกินยิ่งอร่อย ทั้งๆที่วันนี้ไม่นึกอยากกินกาแฟแล้วเชียวยังอดไม่ได้ หญิงสาวจึงไม่ได้เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของคนเซ้าซี๊ถาม

“อร่อยไหม อั้มชอบไหม”

“ฮื่อ...อร่อยดี” เขาถามดีๆเธอก็ตอบดีๆ เพราะกำลังอารมณ์ดี และกาแฟเย็นของเขาก็อร่อยดีจริงๆ “มันชื่ออะไรนะ ตอนพี่เขาแนะนำอั้มฟังไม่ถนัด”

“มันปรับปรุงมาจาก first kiss ที่หนักไปทางขมเข้มน้องๆเอสเปรสโซ่ เจ้านี่ก็เพิ่มความหวานอีกนิดแล้วก็จับทำกาแฟเย็นลดดีกรีความร้อนกับความขมลงหน่อย”

first kiss เป็นกาแฟแก้วแรกของร้านไออุ่นที่อัมพิกาลิ้มลอง พอเขาพูดถึงเธอก็อดหน้าแดงไม่ได้เมื่อนึกไปถึงวันนั้น หญิงสาวก้มหน้านิ่งปล่อยให้เขาอธิบายต่อ

“จาก first kiss ที่ออกจะแรงๆ ก็เลยกลายมาเป็น second kiss ที่เบาลงแต่ว่าหวานขึ้นหน่อยแถมเย็นเจี๊ยบชื่นใจ”

พอได้ยินชื่อของกาแฟที่กำลังดูดอยู่อัมพิกาถึงกับสำลักพรวด โอ้ย....จะบ้าตาย หาชื่ออื่นไม่ได้แล้วเหรอ หญิงสาวคอแข็งยื่นกาแฟใส่มือเขาอย่างไม่เบานัก

“กินของรุตต์ ไปคนเดียวเถอะ”

“อ้าว ก็อั้มกินซะเกือบหมดแก้ว มายื่นให้ผมทำไม โธ่! ขี้เกียจถือไปทิ้งเองก็บอกมาเถ๊อะ” แกล้งบ่นอุบแล้วนิติรุตต์ก็ต้องรีบเดินตามหญิงสาว เพราะทำท่าจะงอนอะไรอีกก็ไม่รู้ “อั้มคอยกันด้วยซิ วันนี้อั้มเลี้ยงข้าวผมนะที่เคยสัญญาไว้ไง”

เสียงโวกเวกไล่หลังมา อัมพิกาไม่ได้หยุดรอเพราะความหมันไส้เข้าครอบงำ ฝันไปเถอะเลี้ยงข้าวเหรอ....แต่ฝันของนิติรุตต์ก็เป็นจริง เพราะเธอเคยบอกเอาไว้ว่าจะเลี้ยงข้าวเขา อัมพิกาไม่ใช่คนชอบผิดคำพูด

พอหนังท้องตึงเขาก็เดินมาส่งหน้าหอพร้อมกับควักเอาหนังสือเล่มหนาออกจากกระเป๋าส่งคืนเธอ ตั้งท่าจะร่ำลาก็พอดี

“พี่คะ รบกวนตามพี่นลินีให้หน่อยได้ไหมคะ”

ทั้งนิติรุตต์และอัมพิกาตะลึงกับเด็กสาวหน้าตาซีดเผือดตรงหน้า เธอขอร้องอัมพิกาด้วยเสียงสั่นเหมือนกลัวอะไรตลอดเวลา หน้าซีดๆกับแววตาที่ดูจะชื้นๆนั้นเรียกคะแนนสงสารได้ดีนัก แต่อัมพิกาไม่ได้เกิดความสงสารจนนิดเดียวกลับหันขวับไปหาคนที่เดินมาด้วย ทะลึ่งตาใส่ขุ่นเขียว ราวกับจะถามเขาว่า ‘เมขลามาทำไม’ แต่ท่าทางของนิติรุตต์ก็งุนงงไม่แพ้เธอเหมือนกัน

“น้องมีธุระอะไรกับนี” เสียงที่อัมพิกาถามออกไปแม้จะไม่ใช่คุกคามแต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรนัก

“ค่ะ เมมีธุระสำคัญอยากคุยกับพี่นี จะไปหาที่คณะก็ไม่สะดวก พี่เป็นเพื่อนพี่นีช่วยหน่อยนะคะ”

คราวนี้เมขลาสั่นทั้งเสียงและมือไม้ ก็สายตาของรุ่นพี่สาวตรงหน้าคล้ายเครื่องเอ็กซเรย์ทะลุทลวงไปถึงไหนต่อไหน พี่เขาคงหวาดระแวงเธอแน่ๆ ก็น่าอยู่หรอก เมขลามีประวัติไม่ดีนัก

“เดี๋ยวพี่จะขึ้นไปตามให้ รออยู่ตรงนี้แหละ”

อัมพิกาไม่ใช่คนใจดำ แม้จะไม่ค่อยไว้ใจแต่ก็จะลองเชื่อนลินีดูว่าเด็กคนนี้ไม่มีพิษสง นิติรุตต์ถือเอาโอกาสนี้ลากลับ โดยไม่ลืมนัดหมายถึงเช้าวันพรุ่งนี้ที่ว่าจะไปกินโจ๊กข้างมอ.ด้วยกันก่อนไปเรียน

ก่อนกลับเขายังหันมาลาเมขลาอีกด้วย
“พี่ไปล่ะนะ เม เอ่อ...จะบอกอะไรให้ พี่อั้มเค้าหน้าเหมือนยักษ์ก็จริงแต่ไม่ชอบกินเนื้อคน ยิ่งค่ำๆอย่างเนี้ยยังไม่ได้เวลาถอดหัว ไม่มีอะไรน่ากลัวหร๊อก”

นิติรุตต์พูดไม่ค่อยนัก เลยต้องรับเอาคำอวยพรส่งท้ายของอัมพิกาก่อนที่หญิงสาวจะวิ่งขึ้นตึกไป “รุตต์นั่นแหละ กระหัง ตัวเดียวกับที่ชอบคุ้ยขยะหน้าหอเลย”

“โอเค...เดี๋ยวคืนนี้ตอนพระจันทร์ตรงหัวจะมาชวนอั้มออกไปหากิน”

แม้จะเครียดแต่เมขลาก็อดอมยิ้มไม่ได้กับคารมของรุ่นพี่หนุ่ม หญิงสาวหันมามองเขาเต็มตา รูปร่างสูงๆแบบนี้ทำให้นึกถึงอีกคน เพื่อนสนิทของเขา พลันหน้าของหญิงสาวก็เศร้าลงอีก

“พี่รุตต์ รู้เรื่องพี่หนึ่งรึยังคะ”






สวัสดีค่ะ ลูกค้าร้านไออุ่น

วันนี้มีกาแฟแก้วใหม่มานำเสนอ เป็นรุ่นน้องของ first kiss ที่เคยเป็นกาแฟขวัญใจของใครหลายๆคน ลองสูตรใหม่แล้วรสชาติถูกใจไม่ถูกใจยังไงก็ติชมได้นะคะ


น้องอ้อ ------ อ้าว....เปลี่ยนใจแล้วเหรอจ๊ะ ตอนแรกเห็นยุหนูนีให้เลิกกับนายหนึ่ง ตอนนี้สงสารนายหนึ่งซะล่ะ ;)

คุณเมย์ ----- หวังว่า second kiss แก้วนี้คงจะ หวาน ถูกใจนะคะ

คุณlemonlimebitter ------ ยินดีตอนรับลูกค้ารายใหม่ค่ะ โอ๋ๆ รับ second kiss ของนายรุตต์ไปชิมแก้เศร้านะคะ

คุณNatee ----- ขอบคุณที่แวะมาอุดหนุนเรื่อยๆค่ะ

คุณpantee ------ แล้วมาลุ้นตอนหน้านะคะ

คุณฟ้าเคียงเดือน ------ ทำไมลูกค้าเชียร์นายหนึ่งให้คืนดีกับหนูนีจังเลย ทั้งๆที่ตอนแรกไม่ค่อยมีใครชอบนายหนึ่ง แสดงว่าลูกค้าร้านไออุ่น ใจดี+ขี้สงสารนะเนี่ย Angle mind จริงๆ

คุณอุณากรรณ ----- ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ ดีใจที่ยังจำได้ ถูกแล้วค่ะเรื่องนี้เคยเขียนลงถนน หลายปีแล้ว แต่คนเขียนเกเรหนีหายและไม่ยอมเขียนให้จบ ตอนนี้เลยอยากเอามาลงบล๊อกให้จบบริบูรณ์ ชดใช้ความผิดของตัวเอง เวลาเริ่มเรื่องใหม่ๆจะได้ไม่รู้สึกติดค้าง ขอบคุณสำหรับคำอวยพรด้วยค่ะ

คุณpimmy ----- 555 หนูนีของเรา สวย เผ็ด ดุ (อ๊าก นั่นมันจีจ้า)


แล้วพบกันตอนหน้านะคะ






Create Date : 26 กรกฎาคม 2552
Last Update : 29 กรกฎาคม 2552 16:27:23 น. 10 comments
Counter : 220 Pageviews.

 
ชอบมุกกระสือกระหังจังเลยค่ะ
น่ารักดี ฮ่าๆ


โดย: ... IP: 58.8.181.167 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:59:24 น.  

 
อ้าว รุตต์อ่ะ แค่ต้องการหนูลองกาแฟก็ไม่บอก
อ้อก็ชอบกินกาแฟน๊า
อิอิ แหม เห็นมะ คุยกันดีๆกัดจิกกันดีๆก็น่ารักออก

นายรามนี่น่าหมั่นไส้อ่ะ

แล้วเมขลาจะมาประสานรอยร้าวเหรอ เดี๋ยวหนึ่งก็เห็นใจ
ปันใจให้หรอก ไม่เอาอ่ะ อยากให้คบนีเน๊อะ พี่เก๋


โดย: ต้นอ้อสีม่วง IP: 125.26.167.151 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:04:25 น.  

 
ลุ้นกันมาตั้งนานคู่นี้ ต่างคนต่างขี้ใจน้อย ดูท่าจะเริ่มยอมรับกันได้แล้วนะ

ส่วนนายหนึ่งไปเกิดอุบัติเหตุรึเปล่านี่ ท่าทางหนูนีจะต้องคิดใหม่รึเปล่า


โดย: nasa IP: 10.45.107.160, 202.28.179.13 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:56:45 น.  

 
:)


โดย: Natee IP: 173.88.223.191 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:2:59:23 น.  

 
คิก คิก ขอสั่งทีเดียว 2 แก้วเลยได้มั้ยคะ
ประมาณว่า first kiss ที second kiss ที สลับกันดูด...

คงอร่อยซาบซ่าไปอีกแบบ อิอิ

มาเปิดร้านเร็วๆ นะคะ ...


โดย: เมย์ IP: 78.69.65.82 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:3:51:06 น.  

 
หนึ่งเป็นไรไป
อ่อสงสัยตรอมใจ
เอาให้อ่วมเลย
ก่อนกลับมาหวานกับนี


โดย: ฟ้าเคียงเดือน IP: 58.9.91.157 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:03:14 น.  

 
อืม เกิดอะไรขึ้นกับพี่หนึ่งละ หนูเมถึงได้หน้าตื่นมาหาพี่นี แล้วเจ๊อั้มนะเมื่อไหร่ปากจะตรงกับใจซะทีเนี๊ยะ
พอดีไม่ดื่มกาแฟ ขอเป็นชาเย็นได้ปะค่ะ อิ อิ อิ
รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อค่ะ


โดย: lemonlimebitter IP: 131.181.100.174, 131.181.251.66 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:58:42 น.  

 
หนึ่งเป็นไรเปล่า
นีใจอ่อนหน่อยนะ
สงสารหนึ่ง


โดย: ji IP: 202.149.25.234 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:01:19 น.  

 
ว้าวๆๆ

เเฟนฉันจะชวนกันออกหากินตอนพระจันทร์ตรงหัวซะด้วย

555++

หนูเมเป็นอะไรหว่า???


โดย: pimmy IP: 125.27.242.28 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:23:04 น.  

 
นายรุตต์เข้าใจพูดนะ
บอกไปว่าเป็นแฟนอั้มละดีแล้ว
เชียร์ให้บอกรักันเร็วๆ


โดย: pantee IP: 124.120.241.222 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:22:38:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินทุอิ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สระอะไรเอ่ย...ยิ้มได้? ก็ สระ "อิ" ไงจ๊ะ นี่แหละค่ะที่มาของชื่อ "พินทุอิ" สระที่มีหน้าตาเหมือนรอยยิ้ม (จริงๆนะ)
มาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขกันนะคะ

หมายเหตุ
งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำงานเขียนชิ้นใดไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
Friends' blogs
[Add พินทุอิ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.