• ° o . O ขอต้อนรับสู่โลกขำๆ ของคนชอบฝันเฟื่อง O . o ° •
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
14 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
หัวใจรสกาแฟ 3



“ยายอั้ม เป็นอะไร หาาาาา???”

“โอ้ย! เรียกดีๆ ก็ได้ ตะโกนใส่หูทำไมแก้วหูแตกแล้วก็ไม่รู้” อัมพิกาหันไปดุใส่นลินีที่นั่งอยู่ข้างๆพร้อมกับเอามือป้องที่สองข้างศีรษะตรวจเช็ดให้แน่ใจว่าแก้วหูไม่แตกหัก อันที่จริงหญิงสาวทำแก้เก้อไปงั้นแหละ ก็แหม!…กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆแม่เพื่อนตัวดีทำซะตกใจหมด โมโหจริง

“ก็เห็นนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดูซิ! ตาเนี่ยเป็นประกายเชียว ใจลอยไปไหน อย่าบอกนะว่ากำลัง อินเลิฟ” นลินียังไม่เลิกล้อเลียนยิ้มกริ่มตาวาว

“บ้า! อินลงอินเลิฟอะไรเล่า ” ผู้ถูกกล่าวหากลบเกลื่อน ก็เธอไม่ได้อินเลิฟอะไรซะหน่อยแค่กำลังวาดแผนการแก้เผ็ดใครบางคน แน่ล่ะไอ้ตอนที่เผลอยิ้มมาน่ะก็เพราะกำลังคิดภาพตัวเองยืนหัวเราะกับความสำเร็จอย่างสะใจสุดๆ โดยมี อีตานั่น หมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้า

เริ่มด้วยว่าเดี๋ยววันนี้อัมพิกาจะไปพบนายนั่นตามนัดที่ ร้านไออุ่น จะทำตัวไม่มีปากเสียงจนเขามอบหนังสือให้ เมื่อหนังสือมาอยู่ในมือ ฮึ! แผนขั้นที่สองก็คือ เธอจะแกล้งเก็บหนังสือนั่นไว้จนเลยกำหนดยืม จะร้อนใจไปทำมั๊ย ชื่อที่หอสมุดบันทึกไว้เป็นชื่อนายนั่น ให้เสียค่าปรับกระเป๋าแบนไปเลย

แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือนักศึกษาทุกคนต้องคืนหนังสือก่อนปิดเทอมไม่เช่นนั้นเกรดจะไม่ออก คิดดูสิถ้าเธอเกิดแกล้งไม่คืนขึ้นมาเลยนายคู่ปรับคงดิ้นพล่านยิ่งกว่าเขียดตะปาดตกกระทะทองแดง เหอะๆ ถึงเวลานั้นล่ะก็……เมื่อนึกถึงตอนนี้อัมพิกาก็ยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

๑๗.๓๐ น. อัมพิกาเดินเข้าร้านไออุ่นตรงเวลาเผง เห็นร้านลูกค้าเยอะเชียวไม่รู้จะมีที่นั่งรึเปล่า มองไปมองมาพอดีมีผู้ชายลุกจากโต๊ะริมหน้าต่างด้านในสุด ถึงจะมองเพียงผิวเผินแต่ก็ยังไม่วายสะดุดตา โอ้โห...พี่คนนี้หล่อจังเลย ไปนั่งแทนที่พี่รูปหล่อดีกว่า

“เชิญที่โต๊ะนี้เลยครับ เช็ดเสร็จพอดี” บริกรร่างท้วมคนเดิมเข้ามาทักทายพร้อมเชื้อเชิญให้นั่งในที่ที่หญิงสาวหมายตาไว้แต่แรก

“รับอะไรดีครับ?”

“เอ่อ!…. ม็อคค่าเย็นค่ะ” เอาเมนูธรรมดาแล้วกัน ความจริงยังติดใจ first kiss อยู่แต่ไม่อยากสั่งเพราะชื่อมันทำให้นึกถึง….โอ้ย! ว่าแล้วอัมพิกาก็เผลอเอาปลายนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก เพราะอีตานั่นแท้ๆเชียว!

ทันทีที่รับรายการอาหารบริกรร่างอวบก็เดินมากระซิบกับคนที่ขะมักเขม้นอยู่หน้าเครื่องชงกาแฟอย่างสนิทสนม

“ไง รุตต์ ได้ข่าวว่าวันนี้พี่หน้าหล่อของแกประเดิม seasons change แก้วแรกเร๊อะ เหอะๆ แต่พี่เสียใจด้วยว่ะที่ สาวน้อย first kiss ของแกเปลี่ยนใจสั่งม็อคค่าเย็นโว้ย” ทำเอาบารีสต้าผู้กำลังกดน้ำร้อนลวกถ้วยกาแฟถึงกับสะดุ้งเฮือก! จนน้ำร้อนกระฉอกโดนมือพอแสบๆคันๆ

แล้วนิติรุตต์ก็เริ่มผสมน้ำเชื่อมรสช็อคโกแล๊ตกับกาแฟดำร้อน กะปริมาณให้หวานและออกขมพอดีเมื่อต้องละลายกับน้ำแข็งลงในถ้วยที่ลวกไว้ จากนั้นก็เทนมสดที่ผสมช็อคโกแล็ตลงไปคนจนเข้ากัน ก่อนจะนำไปเทใส่แก้วใสทรงสูงที่บรรจุน้ำแข็งบดละเอียด

ความร้อนของกาแฟละลายน้ำแข็งในแก้วได้ส่วนหนึ่งทำให้อุณหภูมิค่อยๆเย็นจนทั่วถึง ชายหนุ่มปิดส่วนบนด้วยวิปครีม ตกแต่งด้วยผงช็อคโกแล๊ตพองาม เท่านี้ก็ได้ ‘ม็อคค่าเย็น’ พร้อมเสริฟให้ลูกค้าคู่ปรับ อยากแกล้งใส่อะไรแปลกๆเหมือนกันแต่กลัวฤทธิ์โวยของคุณเธอจริงๆ อืมม์…เอาหน่อยน่า!
หลังจากบริกรที่อัมพิกาแอบเรียกในใจว่า ‘พี่หมีพูร์’ นำ ม็อคค่าเย็นมาเสริฟ หญิงสาวก็พิจารณาสิ่งที่ทำให้สะดุดตา ความจริงหน้าตากาแฟแก้วนี้มันก็ปกติ เพียงแต่การตกแต่งนี่ซิที่พิสดาร มีอย่างที่ไหนเอากลีบกุหลาบสีแดงแจ๊ดมาตัดซะเหมือนรูปปาก เสียบไว้กลางหลอดกะว่าเวลาคนดูดคงต้องเอาริมฝีปากไปประกบเข้าพอดี ว่าแล้วก็รู้สึกร้อนๆหนาวๆ

‘ฮึ… นึกว่ารู้ไม่ทันเหรอ’ แล้วหญิงสาวก็ส่งสายตาพิฆาตไปยังคนชงกาแฟง่วนที่เค๊าเตอร์ หากหมอนั่นเอาแต่ก้มหน้างุดๆ ด้วยความโมโหและอะไรก็ไม่รู้ อัมพิกาก็กระชากเจ้ากลีบกุหลาบอุบาทว์นั่นไปขยี้ๆๆ จนแหลกเละคามือ ก่อนจะขว้างทิ้งไว้บนโต๊ะ

ทำไมนิติรุตต์จะไม่เห็นพฤติกรรมของลูกค้าคนสำคัญที่เขาคอยแอบมองตั้งแต่เธอเดินเข้าประตูร้าน ชายหนุ่มอมยิ้มกับความรั้นอยากเอาชนะแบบเด็กไม่รู้จักโต เหอะ…แกล้งให้คอยนานๆดีกว่า แค่เห็นใบหน้าแช่มชื่นแกมกระหยิ่มยิ้มย่องของเจ้าหล่อน ก็นึกหวาดๆอยู่เหมือนกันว่าเธอจะมาไม้ไหน
หลังจากระบายอารมณ์ใส่กลีบกุหลาบอัมพิกาก็หันมาดื่มด่ำกับรสชาติขมปนหวานนิดๆ แต่ก็เข้มข้นละมุนลิ้น พร้อมกลิ่นหอมของกาแฟและกลิ่นอ่อนของช็อคโกแล๊ต ความขมปนหวานและหอมเย็นชื่นใจของ ม็อคค่า เป็นสิ่งที่หญิงสาวโปรดปรานที่สุด อัมพิกาเพลิดเพลิน……..จนกระทั่ง


ซื๊ด..ด...ด....ด.....ด......ด.......ด........ด.........ด



หญิงสาวรู้สึกอายๆที่กาแฟหมดก้นแก้วโดยไม่รู้ตัว แล้วที่นี่ถ้าอีตานั่นถามเราจะตอบว่าอะไรดี ทำไมคนหน้าตากวนๆนิสัยแย่ๆถึงชงกาแฟอร่อยนะ ถึงจะล้านเกลียดขี้หน้าแต่อัมพิกา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่าทางชงกาแฟอย่างชำนิชำนาญของบารีสต้าก็ทำให้กาแฟน่าอร่อยไปกว่าครึ่ง ระหว่างดูดกาแฟเพลินๆเธอเองยังเผลอมองบ่อยๆ ความจริงนายนี่เวลาชงกาแฟก็ดูดี เอ๊ย! ไม่ใช่ดูเป็นผู้เป็นคนอยู่เหมือนกัน

หึ…แต่อย่าคิดนะว่าฉันจะพิศวาสอะไรนายขึ้นมา ชาติหน้าเดือนสิบสามนั่นล่ะ แล้วหญิงสาวก็เผลอขว้างค้อนไปให้คนหน้าเค๊าเตอร์เปรี้ยงใหญ่ เล่นเอาคนรับถูกน้ำร้อนลวกอีกหนบ่นงำในใจ อะไรอีกล่ะ ยายจอมรั้น อยู่ดีๆก็ทำตาเขียวใส่เรา




๑๘.๑๕ น. อัมพิกาเริ่มหงุดหงิด ก็ตานั่นเล่นปล่อยให้คอยตั้งเกือบชั่วโมงแล้วนะ จะเข้ามาบอกกล่าวอะไรซักนิดก็ไม่มี ทำอย่างกับว่าเราเป็นลูกค้าทั่วๆไปอย่างนั้นแหละ เอ๊ะ! แล้วเราจะเป็นอะไรกับนายรุตต์ล่ะถ้าไม่ใช่ลูกค้า จะให้นับอีตานั่นเป็นเพื่อนน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ
๑๘.๓๐ น.คราวนี้หญิงสาวมีน้ำโหจริงๆ ลูกค้าก็บางตาไปแล้วไม่เห็นมีเข้ามาใหม่ กาแฟก็ไม่ได้ชงทำไมนายนั่นไม่มาหานะ จะให้เราเดินไปหาเองเหรอ บ้า ฉันไม่มีวันเป็นฝ่ายพูดกับนายก่อนแน่ๆ กำลังก้นบ่นในใจคนเดียวเสียงทุ้มๆก็ดังขึ้นใกล้ๆ ไม่รู้ว่าเขาเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ม็อคค่าเย็นหนึ่งที่สามสิบห้าบาทครับ” เมื่ออัมพิกาเงยหน้าขึ้นก็เห็นบารีสต้าที่ตอนนี้สวมบทบาทเป็นบริกรกล่าวเรียกเก็บเงินหน้าตาย จู่ๆก็จะไล่เราออกจากร้าน เสียมารยาทมาก น่าแกล้งฟ้องผู้จัดการให้โดนเด้งไปเลย แต่เย็นไว้ก่อนเดี๋ยวจะเสียแผนใหญ่ ว่าแล้วหญิงสาวก็ควักแบงค์ ห้าสิบจ่ายไป
“รับมาห้าสิบบาทนะครับ รอเงินทอนสักครู่” แล้วบริกรเจ้าเล่ห์คนนั้นก็เดินหายไปทางหลังร้าน คราวนี้หญิงสาวชักเอ๊ะใจ หรือหมอนี่จะแอบหนี ก็ลองซินายตกงานแน่ๆ เงินแค่สิบห้าบาทน่ะฉันไม่เสียดายหรอกถ้าจะแลกกับการที่นายต้องตกงาน

แต่เปล่าเขาไม่ได้หนี สักห้านาทีนิติรุตต์ก็เดินกลับออกมา คราวนี้ไม่ได้ใส่เครื่องแบบของร้านแล้ว แถมยังสะพายกระเป๋าเป้ราวกลับกำลังจะไปไหน ตรงเข้ามาที่โต๊ะลูกค้าคู่กรณี

“นี่ครับเงินทอนยี่สิบเอ็ดบาท คุณจะกลับแล้วใช่ไหมครับ…เชิญ” ชายหนุ่มกล่าวหน้าตายซ้ำยังผายมือไปที่ประตูอีกต่างหาก เล่นเอาคนฟังเดือดปุดๆ อ้าปากวีน

“นี่นาย จะเบี้ยวหรือไง ให้ฉันคอยตั้งเป็นชั่วโมง แล้วหนังสือล่ะอยู่ไหน” อัมพิกาขึ้นเสียงอย่างเหลืออด

“เบาหน่อยซิคู้ณ หนังสือก็อยู่ในกระเป๋านี่ไง ง่า..ออกไปนอกร้านดีกว่าครับ คุณเสียงดังแบบเนี่ยไล่ลูกค้าหมด”

แม้จะอยากดิ้นร้องกรี๊ดๆ ไม่ย๊อม ไม่ยอม แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เด็กอัมพิกาทำได้แค่เย็นไว้ๆ แล้วเดินตามเขาออกไป “เอามาซิ ฉันจะได้ไปซะที” ออกไปนอกร้านปุ๊บหญิงสาวก็แบมือทวง

“อยากได้ของเขาพูดเพราะๆ หน่อยซิ ตวาดแว๊ดๆอยู่ได้ แสบแก้วหู”

ดู! แต่ละคำฟังได้ที่ไหน คนอะไรไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักศึกษา พูดคำกัดคำ แถมยังทำหน้าทองไม่รู้ร้อนอีก แล้วตอนนี้ไอ้น้ำเสียงสุภาพกับหางเสียง ‘ครับ’ แบบที่พูดในร้านมันหายไปไหนหมด

“ค่ะ คุณรุตต์ขา.... กรุณานำหนังสือที่รับปากว่าจะมอบให้ มาให้ดิฉันเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าคะ จักขอบคุณมาก นี่ก็เป็นเวลาค่ำมากแล้วดิฉันควรจะกลับหอซะที” กัดฟันพูดนะเนี่ย วันพระไม่ได้มีหนเดียว แล้วฉันจะเอาคืนสิบเท่า หญิงสาวเข่นเคี้ยวในใจ

“อืมม์….. ค่อยชื่นใจหน่อย” นิติรุตต์ทำหน้า ‘ชื่นใจ’ ได้สมจริงที่สุด “วันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ผมทำงานตั้งแต่เที่ยงแน่ะมือเป็นระวิงเลย หิวด้วยไปหาบะหมี่กระแทกท้องกันเถอะ”

คนถูกชวนไปกินบะหมี่ถึงกับอึ้ง ไม่รู้ตานี่จะมาไม้ไหน หนังสือก็ไม่ยอมให้สักที โอ้เอ้ อยู่ได้ อยากจะเลิกล้มแผนการอยู่ตะหงิดๆ จะได้สะบัดหน้าเดินหนีไปเลย แต่เมื่อนึกถึงต้นทุนที่ลงไป หึ…ยังไงก็ต้องเอาคืน

“น่าผมเลี้ยงเอง สงสารเห็นคอยตั้งนาน” เห็นคู่กรณียืนลังเลนิติรุตต์จึงทอดคำเชิญชวนเสียงอ่อนคล้ายๆจะสำนึกผิด เหมือนพี่ใหญ่ที่แกล้งน้องเล็กจนสมใจแล้วก็เอาของกินมาล่อมาปลอบ

บารีสต้าแห่งร้านไออุ่นไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกสนุกกับการต่อปากต่อคำกับผู้หญิงคนนี้ ขนาดออกปากจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวเลยนะเนี่ย เคยทำแบบนี้กับใครที่ไหนล่ะ รู้ตัวแค่ว่าที่ทำไปทั้งหมด เพราะอยากอยู่กับคนตรงหน้าให้นานที่สุด ชอบฟังเสียงสะบัดๆ ไหนจะแววตาเจ้าแง่แสนงอน ริมฝีปากแดงย้อยที่มักจะเม้มเข้าหากันอย่างคนเจ้าอารมณ์ ยอมรับว่าความเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่ตอนเที่ยงแทบหายไปหมด เมื่อเห็นเธอคนนี้เดินเข้ามาในร้าน

“ถ้าไม่กินก็นั่งดูผมกินไปล่ะกัน” แล้ว ชายหนุ่มก็หยักไหล่ แสร้งทำหน้าไม่แยแส ก้าวเท้ายาวข้ามถนนไปร้านบะหมี่ฝั่งตรงข้าม ปล่อยหญิงสาวเอาไว้เบื้องหลัง ก่อนจะลงนั่งสั่งอาหาร

“บะหมี่เกี๊ยวน้ำพิเศษชามครับ”

อัมพิกาได้แค่กรี๊ดๆๆๆ ดังๆในใจ บ้าๆๆๆ คนอะไรไม่รู้ฟังกันบ้างเลย ดูซิเดินข้ามถนนไปร้านรถเข็นขายบะหมี่ฝั่งนู้นแล้ว ทำเอาหญิงสาวรีบสาวเท้าตามด้วยความเดือดพล่าน “บะหมี่หมูแดงแห้งหนึ่งกับเกี๊ยวน้ำหนึ่งค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวานให้อาแปะในระหว่างที่สั่งอาหาร ฮึ..อยากเลี้ยงใช่ไหมจะได้สั่งเยอะๆ คอยดูนะหมดสองชามนี่จะสั่งอีก

แล้วอาแปะเจ้าของชายกลางหมี่เกี๊ยวก็นำอาหารที่สั่งมาเสริฟพร้อมกันทั้งสามชาม นิติรุตต์ก้มหน้าจัดการกับบะหมี่ของเขาตุ้ยๆ ตรงข้ามกับที่อัมพิกาพยายามกลืนบะหมี่แห้งของเธอลงคออย่างยากเย็น ความจริงม็อคค่าแก้วนั้นก็อยู่ท้องแล้ว ปกติมื้อเย็นเธอจะไม่กินอะไรมาก แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นก็ต้องกัดฟันกินให้หมดจะได้สั่งอีกชาม




“ไม่กินหมูแดงเหรอ งั้นผมกินเอง“ ไม่พูดเปล่า นิติรุตต์ยังมือยาวยื่นตะเกียบมาคีบหมูแดงที่หญิงสาวอุตส่าห์ทะนุถนอมเอาไว้เพื่อล่อตัวเองกินเส้นให้หมดก่อนจะตบของโปรดเป็นรายการสุดท้าย พอว่าจะกินหมอนี่ก็คว้าเอาไปแล้ว

“กิน…เอาคืนมานะ” ใครจะยอมแพ้ตานี่ทุกเรื่อง อัมพิกายื่นตะเกียบหวังแย่งคืน แต่อีกฝ่ายเอาเข้าปากเคี้ยวง่ำๆ

“เห็นอั้มทำท่ากล้ำกลืน กินไม่ไหวก็บอกมาเถ๊อะ”

“ไหวซิทำไมจะไม่ไหว” อัมพิกาตอบข้างๆคูๆ ไม่ทันสังเกตว่าเขาเรียกแทนตัวเธอด้วยชื่อเล่น

“เดี๋ยว...ผมช่วยกินเกี๊ยวน้ำนี่ล่ะกัน” ว่าแล้วนิติรุตต์ก็เอาตะเกียบฉกเกี๊ยวปูในน้ำซุปขึ้นมา

ทั้งๆอิ่มแสนอิ่ม แต่ไม่มีทางเด็ดขาดที่อัมพิกาจะยอมแพ้ เธอใช้ตะเกียบของตัวไปชิงเอาชิ้นที่ชายหนุ่มคีบนั่นแหละ ฝ่ายนั้นไม่ทันระวังเลยเสียเกี๊ยวไปทั้งๆที่มันเกือบจะได้เข้าปากอยู่แล้วเชียว และแล้ว ณ ร้านบะหมี่ข้างถนนนั่นเอง ก็เกิด ‘ศึกดวลตะเกียบชิงเจ้ายุทธเกี๊ยว’ ท้ายสุดเกี๊ยวน้ำชามนั้นก็หมดไปในเวลารวดเร็ว

ระหว่างรอเงินทอนจากอาแปะ อยู่ๆ นิติรุตต์ก็คว้ามือถืออันจิ๋วของอัมพิกาที่วางอยู่บนโต๊ะไปต่อหน้า แป๊บเดียวหญิงสาวก็ได้ยินเสียงมือถือของเขาดัง กว่าจะรู้ตัวว่านั่นคือการขโมยเบอร์ก็สายเสียแล้ว

“นี่เบอร์ผม เมม ไว้ด้วยนะ”

“เชอะ ใครอยากได้เบอร์นายไม่ทราบ ฉันไม่เมมให้เสียเมโมรี่โทรศัพท์ฉันหรอก”

นิติรุตต์ไม่ต่อปากต่อคำแต่เปลี่ยนเรื่องไปอีกเรื่อง “ป๊ะ…หออยู่ไหนเดี๋ยวไปส่ง”

“ไม่ต้อง” เรื่องอะไรจะให้นายนี่รู้ที่อยู่แค่ได้เบอร์ไปก็พลาดท่าเต็มทีแล้ว ทำไมฉันต้องทำตามนายอยู่เรื่อย

“จะสองทุ่มแล้วนะครับคุณผู้หญิง อยากจะอวดเก่งน่ะดูเวล่ำเวลาหน่อยเถอะ”

เมื่อมองไปรอบๆถนนซึ่งเริ่มจะเงียบเหงานอกจากนั้นยังมีกลุ่มวัยรุ่นชายที่ท่าทางไม่แน่ว่าจะเมาหรือเปล่าจับจองเอาริมทางเท้าเป็นที่พบปะ อัมพิกาเลยต้องยอมจำนนเดินกลับหอโดยมีผู้ชายที่ป่วนประสาทที่สุดในโลกเดินข้างๆ ใจเต้นโครมคราม ไม่รู้จะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไร แล้วทำไมวันนี้หอมันดูไกลๆล่ะ ห่างกันแค่สองซอยเอง

“นี่ หนังสือที่อั้มอยากได้นักหนา หวังว่าจะเอาไปส่งคืนห้องสมุดตามเวลานะครับ ไม่งั้นผมแย่แน่ๆ” เมื่อถึงหน้าหอพักนิติรุตต์ก็ล้วงเอาหนังสือเจ้าปัญหาออกมาจากกระเป๋าส่งให้อีกฝ่าย แม้จะรู้ทันเมื่อเห็นแววตาดีใจสุดขีดของคู่ปรับ แต่อย่างน้อยก็รู้หอ รู้เบอร์โทรถ้าฉุกเฉินคงตามไม่ยาก

“เอ่อ… ขอบใจที่เดินมาส่ง” พลั้งปากไปแล้วอัมพิกานึกอยากบีบคอตัวเองนัก ตายแล้วฉันพูดอะไรออกไปไม่เห็นต้องขอบใจคนแบบนี้เลย แต่คำพูดของหญิงสาวกับทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ...อืมม์...ถ้าเขาจะยิ้มแบบนี้บ่อยๆ ก็คงดีไม่น้อย

“ฝันดีนะครับอั้ม” เมื่อพูดจบคนพูดทำท่าราวกับว่าไม่แน่ใจในคำพูดของตัวเอง แต่ก็พูดไปแล้ว...เฮ้อ...เราไม่เคยพูดจาแบบนี้กับใครนี่หว่า...

“รุตต์…ก็….เดินกลับดีๆนะ” แม้จะรู้ว่าไม่อยากพูดสักนิด แต่เหมือนมีอำนาจอะไรมาดลใจ อาจเพราะตาซึ้งๆของเขาที่มองมา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไหนจะความรู้สึกหวาบหวิวที่เกาะกุมอีก ตอนนี้อัมพิการู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ใช่ตัวเองอย่างนั้นแหละ หญิงสาวยืนส่งคู่อริจนลับตารู้ตัวอีกทีเมื่อเพื่อนซี้กระตุกเรียก

“อั้ม ใครมาส่ง แล้วไปไหนมากลับมืดเชียว”

“เปล่า” ปฏิเสธไว้ก่อนตามประเพณีไทยแล้วอัมพิกาก็รุดกลับไปที่ห้อง ปล่อยให้นลินีมองตามด้วยสายตาสงสัย ไหนว่าไม่อินเลิฟ แล้วแอบไปออกเดทกับหนุ่มผิวเข้มเนี่ยนะ

ทำไมนลินีจะไม่เห็นเหตุการณ์ตอนเพื่อนสาวกับหนุ่มคนนั้นยืนมองตากันซะหวานซึ้ง แล้วรู้สึกจะคุ้นหน้านายนั่นยังไงก็ไม่รู้เหมือนเพื่อนของเป็นหนึ่งที่เรียนอยู่รัฐศาสตร์เลย

เมื่อเข้ามาในห้องอัมพิกาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง “รู้ไว้ด้วยนะนายรุตต์ฉันไม่ได้เมมเพราะคำสั่งของนาย ไม่ได้เมมเพราะนายเป็นคนสำคัญ แต่ที่เมมเพราะเวลานายโทรมาป่วนจะได้ตัดสายไม่รับไงล่ะ “ แล้วเธอก็จัดเก็บเบอร์ที่ถูกโทรออกล่าสุดโดยระบุชื่อว่า ‘อีตาบ้า’ เสร็จแล้วก็ยิ้มระรื่นอย่างสาแก่ใจ
อัมพิกาคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มแห่งความสะใจ รอยยิ้มของคนที่กำชัยชนะ แต่หากส่องกระจกดูหญิงสาวอาจไม่เชื่อตัวเองก็ได้ว่าแววตาของเธอจะวาวระยิบได้ขนาดนั้น ดวงหน้าเนียนใสเป็นสีชมพูระเรื่อ เช่นเดียวกับที่หัวใจกำลังเบ่งบานรู้สึกว่าโลกนี้งดงามจังเลย……….






Create Date : 14 มิถุนายน 2552
Last Update : 14 มิถุนายน 2552 0:53:50 น. 1 comments
Counter : 246 Pageviews.

 
จักดีมาก หากช่วงชีวิตหนึ่งในรั้วมหาลัย
เจออย่างยายอั้มบ้าง
แต่...
งื้อๆๆๆ สามุท่ม ดิฉันยังต้องเดินกลับหอคนเดียว

พี่เก๋อย่าเพิ่งรำคาญนะ อ้อตามกรี้ด พระเอกทุกตอนแหละ อ่านแล้วมันน่ากรี้ดอ่ะ

อ่านแล้ว ทำให้อยากนั่งร้านกาแฟอีกครั้ง


โดย: ต้นอ้อสีม่วง วันที่: 18 มิถุนายน 2552 เวลา:8:59:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พินทุอิ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สระอะไรเอ่ย...ยิ้มได้? ก็ สระ "อิ" ไงจ๊ะ นี่แหละค่ะที่มาของชื่อ "พินทุอิ" สระที่มีหน้าตาเหมือนรอยยิ้ม (จริงๆนะ)
มาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มและความสุขกันนะคะ

หมายเหตุ
งานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการนำงานเขียนชิ้นใดไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
Friends' blogs
[Add พินทุอิ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.