"Over 3,000 Miles in 20 Days" : U.S. West Coast Road Trip [DAY 11] " Grand Canyon National Park "

//pantip.com/topic/32347283

สวัสดีครับ อมยิ้ม17

หลังจากครั้งก่อน ได้พาชมแสงสี และช๊อปปิ้งกันที่ลาสเวกัส พอหอมปากหอมคอกันแล้ว วันนี้เราจะเดินทางข้ามรัฐกันอีกครั้ง จาก รัฐ  Nevada ไปยัง รัฐ Arizona ครับ โดยเป้าหมายแรก เราจะไปชม Hoover Dam เขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็นเขื่อนคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นเราจะไปสัมผัสบรรยากาศในอดีตของเส้นทางอันเก่าแก่บน  Route 66 ที่เมือง Seligman ก่อนที่จะพาไปชมความยิ่งใหญ่ อลังการของธรรมชาติที่น่าทึ่ง กันที่  Grand Canyon National Park

อย่ารอช้า ใครจะไปเที่ยวด้วยกัน รีบขึ้นรถเลยนะครับ  เม่าออกรถ



แผนการเดินทางในวันนี้

//goo.gl/BjKKWM




เราออกเดินทางกันแต่เช้าเช่นเคย  แต่วันนี้จะเช้าเป็นพิเศษ คือ ออกจากลาสเวกัสตั้งแต่ตี 5 กว่าๆเนื่องจากวันนี้เรามีเวลาจำกัด

แม้ว่าตอนนี้จะเวลาใกล้เช้าเต็มทีแล้ว แต่บรรยากาศแสงสีของเมืองลาสเวกัส ยังไม่จืดจาง โรงแรม คาสิโนเกือบทุกแห่ง ยังคงเปิดไฟ เหมือนกับช่วงค่ำๆ

เรามุ่งหน้าสู่ Hoover Dam กันเลยครับอมยิ้ม36





ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึง " Lake Mead " พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นพอดีเลยครับ สวยมาก เสียดายไม่ได้แวะครับ

สำหรับ Lake Mead นั้นเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกา ในแง่ของการกักเก็บน้ำ   โดยเกิดมาจาก เขื่อน Hoover Dam อยู่ห่างจาก Strip เพียง 24 ไมล์ ที่นี่จึงเป็นอีกสถานที่ที่เหมาะสำหรับมาพักผ่อน รวมถึงมีกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ให้ได้เล่น กันอีกมากมายด้วยครับ

//www.nps.gov/lake/index.htm







จาก Lake Mead อีกไม่เกิน 15นาที เราก็มาถึง " Hoover Dam " หรือ " เขื่อนฮุเวอร์ "

Hoover Dam เดิมรู้จักกันในชื่อ Boulder Dam เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง กั้นแม่น้ำ Colorado บนเขตแดนระหว่างรัฐ Arizona กับ รัฐ Nevada  ได้รับการผลักดันโครงการสร้างเขื่อน โดยประธานาธิบดี Herbert Hoover สร้างเสร็จเมื่อปี 1935  ซึ่งในขณะนั้นเป็นเขื่อนคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนะครับ

เราเดินมาทางมาถึงตั้งแต่เช้า ขับเข้าไปข้างในคิดว่าจะไม่เจอใคร แต่ดันเจอด่านตรวจครับ  ขับผ่านโดนโบกให้จอดเปิดท้ายรถทันที 555 เอาแล้ว  คือท้ายรถเต็มไปด้วยกระเป๋า กับกล่องกระดาษใส่เสบียงต่างๆ  เจ้าหน้าที่ก็ให้เปิดกระเป๋าทุกใบครับ เปิดเสร็จก็ไม่มีอะไร  ขนกระเป๋าเก็บคืน (เหนื่อยเลย)  จากนั้นเจ้าหน้าที่สงสัยเรื่องรถครับ เพราะเป็นรถใหม่ ยังไม่มีป้ายทะเบียน เจ้าหน้าที่ก็คงจะกลัวไปขโมยมา 555 โทรไปเช็คว่ารถคันนี้ซื้อมาจากที่ไหนอะไรยังไง กว่าจะเรียบร้อย เล่นเอาเหนื่อยเลย  อิอิ

//www.usbr.gov/lc/hooverdam/



ตอนแรกแพลนไว้จะไปเดินบนสะพานเพื่อชมเขื่อนจากมุมสูงครับ แต่ไม่แน่ใจว่าจะปิด หรือหาไม่เจอ กันแน่555



เราวิ่งผ่านอาคาร Visitor Center มาบนสันเขื่อน เช้าๆแบบนี้ เงียบมากครับ แต่ดีอย่างคือไม่ร้อน



ทางซ้ายมือ มีนาฬิกาบอกเวลาของรัฐ Nevada ถัดไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เป็นเวลาของรัฐ Arizona แล้วครับ  

เส้นแบ่งเขตรัฐทั้งสองอยู่ที่กลางเขื่อนนี้นี่เอง  แต่เวลาทั้งสองรัฐตอนนี้เป็นเวลาเดียวกันนะครับ





ป้ายสัญลักษณ์ที่บอกว่า เราอยู่ที่รัฐ Arizona แล้ว อมยิ้ม36 พูดถึงอริโซน่า นึกถึงอะไรกันครับ ผมนึกถึง ทะเลทราย กับต้นกระบองเพชรยักษ์ พาพันยิ้ม



เราขับเลยไปจอดที่ด้านใน จะมีจุดจอดรถฟรีครับ เพราะส่วนใหญ่จะเสียตัง บางจุดก็เป็นจุดจอดรถบัส ต้องอ่านป้ายดีดีครับ

บริเวณที่จอด ก็มีรถตำรวจจอดอยู่ข้างๆ ทำงานดูแลรักษาความปลอดภัยกันแต่เช้าเลย



จากที่จอดรถ เราเดินมาชมวิวของเขื่อนกันครับ  ตอนเช้าๆ อากาศเย็นสบาย คนไม่เยอะ ถ่ายรูปกันสบายๆ

อาคารสีส้มไกลๆ นั่นคือ Visitor Center และร้านอาหารครับ













ชมกันสักพัก ก็ได้เวลาเดินทางต่อแล้วครับ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ตอนขาเข้ามา บอกให้ขับออกไปอีกทางได้เลย แต่เท่าที่ดูแผนที่มาก่อน ไม่น่าจะมีทางออกนะ  เลยย้อนกลับไปทางเดิมดีกว่า



บริเวณสันเขื่อนก็มีส่วนจัดแสดงให้เข้าชมกันด้วย



รูปปั้นบริเวณสันเขื่อน



ในอาคารสีส้ม เช้าๆ แบบนี้ยังไม่เปิดให้บริการครับ ภายในอาคารมีที่จอดรถด้วย แต่เสียตังนะครับ









กลับมาที่ฝั่ง Nevada ด้วยความรวดเร็ว อมยิ้ม01



นี่ครับ ด่านตรวจที่เจอเมื่อตอนขาเข้า



ขับมาบน Highway เส้น 93 เห็นป้าย Pacific Time ตอนแรกเข้าใจว่า พอไปฝั่ง Arizona แล้วจะต้องตั้งเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริง คือ เวลายังเท่ากันอยู่ครับ ยังไม่ต้องปรับเวลา



วิวช่วงนี้ก็สวยดีครับ เจอภูเขาหัวโล้นสีเทาๆ ไปตลอดทางเลย





เห็นป้ายข้างทางมีจุดชมวิว Overlook แวะดูหน่อยละกัน แต่วิวไม่ค่อยสวยเท่าไร





เดินทางกันต่อครับ ก่อนจะไปแวะเข้าห้องน้ำกันที่ มินิมาร์ท  เท่าที่ดู เส้นนี้ไม่มี Rest Area เลย







พอเข้าสู่เมือง  Kingman เราเดินทางต่อไปตามถนนหมายเลข 40







ปลายทางเราอยู่ที่ Seligman ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บน Route 66   

จริงๆแล้วถนนเส้นประวัติศาสตร์เส้นนี้ วิ่งผ่านหลายรัฐครับ ไล่มาตั้งแต่ Chicago มาสุดที่ California

//www.route66seligmanarizona.com/







พอขับเข้ามาที่ Chino Street ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักในเมือง Seligman เราจะสะดุดตาไปกับร้านค้าเล็กๆ ที่มีสีสัน

นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันครับ จริงๆ มองหาโลโก้ Route 66 บนพื้นถนน กะจะมาถ่ายรูป แต่หายังไงก็ไม่เจอ ไม่รู้บริเวณนี้มันอยู่ตรงช่วงไหนครับ









ร้านนี้เป็นมินิมาร์ท ขนาดย่อมๆ   ใกล้กันก็มีที่นั่งพร้อมโต๊ะสำหรับนั่งปิคนิค สามารถนั่งทานข้าวกันได้ ด้านหลังร้านมีห้องน้ำให้บริการด้วยครับ





ถนนเส้นนี้มีความยาวไม่มากนัก เราวิ่งเลาะตามถนนมาเรื่อยๆ จะเห็นแต่ละหลายแต่งร้านกันดึงดูดนักท่องเที่ยวกันมากมาย

อย่างคาเฟ่ร้านนี้ เจ้าของบรรจงทาสีตึก และตกแต่งด้วยของต่างๆ ทั้งรถเก่าสุดคลาสสิค จนเป็นที่สะดุดตากับนักท่องเที่ยวนานาชอบ









ถ้าขับมาเจอร้านนี้ตอนค่ำๆ อาจหลอนได้  ก็เล่นเอาหุ่นมาแต่งบนหลังคาร้านซะงั้น นานาอุ๊ต๊ะ







บรรยากาศทั่วไปก็จะแต่งร้านกันแนวๆนี้ อย่างปั้มเก่า ก็ถูกดัดแปลงเป็นร้านกิฟท์ช็อป

ช่วงที่ไป นักท่องเที่ยวบางตา ออกจะเงียบๆสักหน่อย แต่ก็ถ่ายรูปสะดวกดีครับ

















จาก Seligman เราใช้เส้นทางหมายเลข 40 วิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง  Williams ระยะทางประมาณ 40 ไมล์ครับ





ขับกันยาวๆ ทางรถไม่เยอะ แต่ก็ต้องระมัดระวัง ดูป้ายเตือนตามทางให้ดี  ไม่อย่างนั้นจะโดนตำรวจเรียกได้ ครับอมยิ้ม35







ตอนแรกจะแวะเมือง Williams ที่ Exit 161 เพื่อซื้อของ  แต่เปลี่ยนใจตรงไป Grand Canyon เลยดีกว่าครับ



เราใช้ทางออกง Exit 165 เพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน หมายเลข 64 ครับ  จากนั้นตรงไปประมาณ 50 ไมล์ ก็จะถึงแกรนด์แคนยอนแล้ว



ใครจะซื้อเสบียงระหว่างทางแถบนี้มี Mc Donalds ด้วยนะครับ







ขับมาเรื่อยๆ จนถึงเมือง Tusayan ซึ่งอยู่ใกล้กับแกรนด์แคนยอนมากที่สุด  ที่นี่มีโรงแรมหลายแห่งทีเดียว เผื่อใครจองที่พักภายในแกรนด์แคนยอนไม่ทันก็มาพักแถบนี้ก็ได้ครับ ใกล้มาก แต่ราคาก็แพงเหมือนกัน หรือไม่ก็พักที่เมือง Williams ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้ามาก็ได้ แต่ก็จะไกลหน่อย









จาก Tusayan ไม่ถึง 2 ไมล์ ก็จะถึงทางเข้า Grand Canyon ฝั่ง South Rim ละครับ ซึ่งเป็นฝั่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากที่สุด มีอีกที่คือ West Rim ซึ่งดำเนินการโดยชนพื้นเมือง ที่เวสท์ริม เราสามารถเดินไปชมวิวผาหิน บนกระจกโค้งรูปเกือกม้า ที่ยื่นออกไปได้ครับ สียค่าเข้าชมแพงเหมือนกันครับ แถมไม่ให้เอากล้องเข้าไปถ่ายรูปด้วย  อีกแห่งคือ ที่ North Rim ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร



เนื่องจากเราซื้อบัตร Annual Pass ซึ่งสามารถเข้าได้ทุก National Park ภายใน 1 ปี เลยไม่ต้องไปต่อแถวยาวๆ ให้เสียเวลา

แสดงบัตร ก็จะได้เอกสารต่างๆ ภายใน Grand Canyon National Park มาให้

//www.nps.gov/grca





จุดหมายแรก เราตรงไปที่ Visitor Center ครับ เพื่อมาจอดรถทิ้งไว้ และขึ้น Shuttle Bus ไปตามจุดชมวิวต่างๆ



Shuttle Bus มีให้บริการทั้งหมด 3 สาย ได้แก่

สายสีฟ้า  Village Route ใช้เดินทางภายในที่พักแต่ละจุดไปยังส่วนอื่นๆ

สายสีส้ม  Kaibab/Rim Route เป็นสายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพื่อไปยังจุดชมวิว เนื่องจากอยู่ใกล้ที่พัก และใช้เวลาเดินทางไม่นาน

สายสีแดง Hermits Rest Route เปิดให้บริการตั้งแต่ 1 มีนาคม - 30 พฤศจิกายนของทุกปี  ซึ่งรถยนต์ส่วนบุคคลไม่สามารถวิ่งได้ในช่วงดังกล่าว

จากแผนที่  Visitor Center จะตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง เส้นสีฟ้ากับสีส้มครับ



เรามาจอดที่ ลานจอด P4 ครับ เป็นลานจอดกลางแจ้ง กว้างพอสมควร วันนี้รถค่อนข้างเต็ม แต่โชคดีไม่ต้องวนรถหาที่จอด มาถึงมีรถออกพอดี



ด้านหน้าทางเข้า Visitor Center มีจุดเช่าจักรยานอยู่ครับ นักท่องเที่ยวหลายคนก็เลือกใช้การขี่จักรยาน ไปตามจุดชมวิวต่างๆได้





ทางซ้ายมือเป็น Visitor Center ด้านหน้ามีป้ายให้ข้อมูลต่าง ๆเกี่ยวกับ Grand Canyon ทั้งการปฎิบัติตัว ข้อควรระวังต่างๆ ระหว่างท่องเที่ยว







ภายในอาคารมีส่วนจัดแสดง และให้บริการข้อมูล เช่นกัน คนเยอะมากครับ ทางที่ดี เตรียมหาข้อมูลไปก่อนจะดีกว่า และเอกสารส่วนใหญ่ก็มีข้อมูลครบอยู่แล้วครับ





จากนั้นเราก็เดินไปยัง จุดจอด Shuttle Bus กันครับ จุดนี้เป็นต้นสาย มีนักท่องเที่ยวมายืนเข้าแถวรอกันเยอะมากๆ

เราเริ่มต้นนั่งสายสีส้ม Kaibab/Rim Route กันก่อนครับ เพราะสายอื่นแถวยาวมาก คาดว่าต้องรออีกนาน จะเสียเวลาเปล่าๆ







พอรถเริ่มแล่นไป  วิ่งเลียบหน้าผา และเห็นวิวของหุบผาของ แกรนด์แคนยอนครั้งแรก เท่านั้นแหละ ...

โอ้วว !!! มันยิ่งใหญ่อลังการตระการตา มากครับ จากที่เคยเห็นแต่ในภาพ มาเห็นกับตาตัวเอง มันเกินคำบรรยายครับอมยิ้ม36

รถวิ่งมาเรื่อยๆ ผ่าน Pipecreek Vista และผ่าน South Kaibab Trailhead ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีเส้นทางเดินย้อนกลับมายังจุดชมวิวต่างๆ และ Village

เวลารถวิ่งผ่านแต่ละจุด พนักงานขับรถ ก็จะบรรยายข้อมูลแต่ละจุดให้เราฟังกันด้วย



ส่วนเรานั่งไปจนถึงป้ายสุดท้ายครับ ที่ " Yaki Point " เราแวะลงกันที่จุดนี้กันเลย



หลายคนคงอยากรู้ว่าแกรนด์แคนยอนเกิดมาได้ยังไงนั้น เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน แม่น้ำ Colorado นั้นเดิมทีเป็นเพียงลำธารสายเล็กๆ ได้ไหลผ่านที่ราบกว้างใหญ่แห่งนี้ ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับน้ำทะเล ต่อมาพอพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น เนื่องจากแรงดัน และความร้อน ที่อยู่ใต้พื้นโลก ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป กลายเป็นแนวหน้าผากว้างใหญ่  ซึ่งการยกตัวของแผ่นดิน จึงทำให้ทางที่ลำธารไหลผ่านลาดชันขึ้น น้ำก็ไหลแรงมากขึ้น จนเกิดการกัดเซาะลึกลงไปทีละน้อยๆในเปลือกโลก และได้พัดเอาทราย รวมถึงตะกอนไปตามน้ำ  บวกกับมีการสึกกร่อนพังทลายของหิน  กระแสลม และแสงแดด มานานหลายล้านปี จนเกิดเป็น “แกรนด์แคนยอน” ขึ้นมาครับ











จาก Yaki Point เราก็ขึ้น Shuttle Bus สายสีฟ้า ไปยัง " Mather Point " กันต่อครับ  

เวลานั่งบนรถ ห้ามทานอาหารนะครับ แต่ดื่มน้ำได้



สำหรับผู้สูงอายุ ที่นั่งรถเข็น พนักงานจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ครับ มีทางลงให้พร้อมเลย ดีจัง



วิวแกรนด์แคนยอน แต่ละจุด ก็จะคล้ายๆกันครับ  บางคนอาจจะเริ่มเบื่อๆ อมยิ้ม35









ทางอุทยานจะทำเส้นทางเดินตามจุดต่างๆไว้บนหน้าผา และมีรั้วตาข่ายขึงกั้นตลอดแนว แต่ก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะครับ อุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้เสมอ



มองจากมุมนี้ก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน เกิดหินมันพังลงไป จะทำไงเนี่ย



ก่อนจาก Mather Point ไป  เจอเจ้าถิ่นมาทักทาย  แต่คงเห็นว่าไม่มีอะไรให้กิน เลยมุดลงหน้าผาไปอย่างรวดเร็ว ไวจริงๆ



จาก Mather Point เรานั่ง Shuttle Bus กลับมาที่ Visitor Center เพื่อมาเอารถทื่จอดไว้ และขับต่อไปยัง " Vercamp's Visitor Center "

ที่นี่มีที่จอดรถไม่มากครับ แต่เราก็โชคดีอีกแล้ว ได้ที่จอดตลอด   แต่ถ้าที่จอดเต็ม เรามีแผนสำรอง คือไปจอดที่ลานจอด Park C ครับ แต่อาจจะเดินมาไกลหน่อย





จาก " Vercamp's Visitor Center " เราจะเดินลัดเลาะตามทางเลียบหน้าผาไปเรื่อยๆครับ (ตามเส้นรอยประสีน้ำตาล)



เราเดินไปที่ทางเดินริมหน้าผา เพื่อชมวิว



นี่คือ Hopi House  สร้างเมื่อปี ค.ศ.1905 โดยชาวพื้นเมือง เป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยแรกๆ ของแกรนด์แคนยอนเลยครับ



ใกล้ๆ กัน มีร้านขายของที่ระลึก  ราคาสูงใช้ได้ครับ เลือกซื้อมาแค่บางอย่าง ไม่งั้นจนแน่ๆนานาแต่งตัว









เดินมาเรื่อยๆ อันนี้เป็นด้านหลัง El Tovar Hotel ครับ สวยมากๆ  ออกแบบโดยผสมผสานระหว่าง Swiss chalet กับ Norwegian Villa ถ้าใครมาพักที่นี่ สามารถเดินมาชมวิวที่ริมหน้าผา ได้อย่างง่ายดาย ใกล้มากๆ  แต่ราคาห้องพักก็สูงหน่อย ประมาณ $180-$460 ครับ และห้องก็เต็มเร็วมาก ต้องจองล่วงหน้าก่อนอย่างต่ำ 6 เดือนครับ

//www.grandcanyonlodges.com/lodging/el-tovar/



เราเดินริมหน้าผาไปเรื่อยๆ จนเกือบถึง Lookout Studio ก็หยุดแค่ตรงนี้ครับ เพราะที่บ้านบางส่วนนั่งรออยู่แถวๆ ที่จอดรถ กลัวจะรอนาน

ระหว่างทางเจอมุมถ่ายรูปริมหน้าผา ที่ไม่มีรั้วกั้น เลยเสียเวลาถ่ายรูปกันนานหน่อย โชคดีมากๆ เพราะจุดชมวิวที่อื่น จะมีรั้วกั้น ถ่ายแล้วไม่สวยเท่าไรครับ ต้องมานั่งบนหน้าผาหิน ถึงจะฟิน แต่ก็ต้องระมัดระวังดูให้ดีก่อนนะครับ เผลอตกลงไป ไม่คุ้มกัน  พอเรานั่งถ่ายกัน ก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่น มายืนรอถ่ายตาม555







สำหรับหุบผา ที่แกรนด์แคนยอนนี้ เราจะเห็นเป็นชั้นสีต่างๆกัน เนื่องจากประกอบด้วยหินเป็นชั้นๆ ซึ่งเป็นลักษณะของชั้นหินที่ถูกแม่น้ำตัดผ่าน มีอยู่ด้วยกันประมาณ 12 ชั้นครับ โดยชั้นล่างสุดเป็นชั้นที่เก่าที่สุด ส่วนชั้นบนสุด เป็นชั้นที่ใหม่ที่สุด  โดยในแต่ละชั้นก็มีสีสันแตกต่างกันไป  ส่วนใหญ่ออกไปทางส้ม แดง เหลือง แซมด้วยสีน้ำตาล และดำ  เวลาโดนแสงแดดกระทบ ก็จะเห็นเป็นสีน้ำเงินอ่อน สี่ม่วง สีแดง สีเขียว สีส้ม แล้วแต่จังหวะของแสงครับ





บริเวณ  Bright Angel Lodge นักท่องเที่ยวมารวมกันบริเวณนี้เยอะเลยครับ มีร้านอาหาร ร้านกิฟท์ช็อป ให้ได้ซื้อกัน



ผ่าน Kachina Lodge ก่อนจะกลับไปเอารถที่  Vercamp's Visitor Center

//www.grandcanyonlodges.com/lodging/kachina-lodge/



จากนั้น เราก็ขับตรงมายังที่พักของเรา ที่ " Yavapai Lodge " ซึ่งอยู่บริเวณ  " Market Plaza " แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหารต่างๆครับ







ขับผ่านมาบริเวณทางเข้าด้านหน้า Market Plaza จะเห็นอาคาร Canyon Cafe นี้  

จุดเช็คอินอยู่ตรงประตูสีเขียวๆครับ แต่บริเวณนี้มีป้ายห้ามจอด เราต้องขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถด้านใน





มีซุปเปอร์มาร์เก็ต ด้วย เดี๋ยวไปเช็คอินก่อน ค่อยมาชม



จากลานจอดรถ เดินไปเช็คอินทางด้านหลังนี้ก็ได้ครับ เข้าทางร้านขายของที่ระลึกนี้เลย



หรือจะเดินอ้อมไปที่ด้านหน้าก็ได้ครับ ใช้เวลาเช็คอินไม่นาน ก็จะได้แผนที่ และ Key Card มาห้องละ 2 ใบ









เดินทะลุผ่านไปยังห้องอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ออกไปยังลานจอดรถได้ครับ







มาดูที่ General store กันบ้าง จริงๆ ก็คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ดีดีนี่เองครับ มีของขายเยอะมากๆ ทั้ง เสื้อผ้า ขนม อาหาร ของใช้ต่างๆ














จากลานจอดรถ เราขับเลี้ยวขวาออกมาตามแผนที่ เพื่อไปยังห้องพักของเรากันครับ

เราจอง ฝั่ง West ซึ่งเป็นห้องพัดลมมา ส่วนฝั่ง East จะมีแอร์ครับ แต่อากาศสบายๆแบบนี้พัดลมยังแทบไม่ต้องเปิดครับ



ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่น ออกมาโชว์ตัวกลางถนนเลย ตัวใหญ่มากกก



ริมถนน จะมีป้ายบอกหมายเลขห้องพักครับ เลี้ยวเข้าไปเลย



ห้องพักของเราเป็นอาคารชั้นเดียว เรียบง่าย ดูสะอาดสะอ้านดีครับ  จอดรถได้ที่หน้าห้องพักเลย สะดวกมากครับ



เปิดห้องเข้ามาก็จะเป็นแบบนี้ เราจองห้องแบบ 2 Queen Beds มาครับ  ห้องสวยใช้ได้เลย

ซ้ายมือเป็นห้องน้ำขนาดกำลังดี มีอ่างอาบน้ำด้วย  ด้านในเป็นเตียงนอน แม้จะเป็นห้องพัดลม ไม่มีแอร์ แต่ก็มี Heater นะครับ  คืนนี้หลับสบายไปอีกคืน













รุ่งเช้า เราออกจากที่พักประมาณ ตีห้าครึ่ง เพื่อไปเช็คเอ้าท์  ก่อนที่จะขับไปทาง " Desert View Drive " เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นกันครับ



เราแวะกันจุดแรกที่ " Pipecreek Vista " ที่เรานั่ง Shuttle Bus สายสีส้มผ่านเมื่อวาน แต่ไม่ได้แวะ







ถ่ายแปบเดียวก็เดินทางกันต่อ  จริงๆแล้ว เส้น Desert View Drive มีจุดชมวิวหลายจุดครับ แต่เรามีเวลาน้อย เลยแวะชมได้แค่บางจุด และบางจุดก็มีเวลาเปิดปิดด้วยครับ

อากาศตอนเช้าค่อนข้างหนาวเย็นทีเดียวครับ



ระหว่างขับไปยังจุดชมวิว ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี พระอาทิตย์ใกล้ขึ้นแล้ว เลยต้องรีบหาที่จอดถ่ายรูปกันหน่อย  จนมาเจอจุดนี้ ซึ่งไม่ใช่จุดชมวิว แต่มีที่ให้จอดครับ

ภาพที่แสงอาทิตย์ตกกระทบหน้าผาหิน มันดูมีเสน่ห์ สวยกว่าที่เราชมตอนกลางวันอีก ว่าไหมครับ









จากจุดนี้ เราก็ขับต่อไปยัง " Lipan Point "



ตั้งแต่ชมมา ผมว่าทื่ Lipan Point เป็นจุดที่ประทับใจที่สุดครับ (ยังไม่รวม Hermits Rest Route สายสีแดง ที่เราไม่มีโอกาสไปชม เส้นนั้นก็น่าจะสวยเช่นกัน)

ที่นี่สามารถมองเห็นโค้งแม่น้ำ Colorado ได้อีกด้วย















และมาถึงจุดสุดท้าย  " Desert View "

จอดรถที่ลานจอดรถแล้ว เดินตรงไปทาง Watch Tower และ Desert View Point ระยะทางประมาณ 200-300 เมตร  ขอบอกว่าอากาศหนาวมากกกก แถมมีลมพัดอีกด้วยครับ ปากสั่นกันเลยทีเดียว

ด้านหน้าเป็น Desert View Visitor Center





มีไปรษณีย์ด้วยนะครับ เผื่อใครอยากมาส่งโปสการ์ดที่นี่





ถึงแล้ว Watch Tower ด้านในมีร้านขายของที่ระลึก สามารถขึ้นไปชมวิวได้  แต่เช้าๆ อย่างนี้ยังไม่เปิดครับ





เดินมาจนสุดทาง ที่ " Desert View Point "

จุดนี้ก็สามารถเห็นแม่น้ำ Colorado ได้เช่นกัน และเนื่องจากเป็นจุดชมวิวสุดท้ายของฝั่ง South Rim จึงมีทัศนียภาพที่แปลกตากว่าจุดอื่นๆ













ก่อนกลับไปที่ลานจอดรถ  เจอพวกถ้ำมองด้วยครับ อมยิ้ม35





เป็นอันจบการเที่ยวแกรนด์แคนยอนครับ ครั้งหน้าเราจะเดินทางต่อไปยังเมือง Page ไปชม  Antelope Canyon และ Horseshoe Bend กันครับ

ขอบอกว่าห้ามพลาด อมยิ้ม16




------------------------------------------------

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่แวะมาชม นะครับ  พบกันใหม่คราวหน้าครับ อมยิ้ม36

หากเพื่อนๆต้องการติดตามหรือพูดคุย เชิญที่นี่นะครับ

FB: https://www.facebook.com/oLosMagazine

Instagram :onelightoneshadow



Create Date : 20 กรกฎาคม 2557
Last Update : 21 กรกฎาคม 2557 16:53:11 น. 0 comments
Counter : 824 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
One Light One Shadow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




กด like / ถูกใจ OLOS

qrcode free counters
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 กรกฏาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add One Light One Shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.