สัมผัสมนต์เสน่ห์เมืองโบราณเฟิ่งหวง เสียวสุดทรวงบนทางเดินกระจกที่จางเจียเจี้ย กลับเบบเพลียๆที่ฉางซา

วัสดีครับ อมยิ้ม01

นี่ขนาดเพิ่งเดือนมีนาคม อากาศก็เริ่มร้อนกันแล้ว  ถ้าเข้าเมษายน นี่ไม่อยากจะคิด
เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศจีน
ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะไป เพราะส่วนใหญ่สถานที่เที่ยวในจีนจะเน้นด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งไม่ใช่แนวที่ชอบ  สำหรับผม สถานที่ที่น่าสนใจและอยากไป ก็คงจะเป็นแนวธรรมชาติ อย่างที่ จิ่วไจ้โกว มากกว่า

แต่เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว จะรอช้าอยู่ใย ไปเที่ยวจีนกันดีกว่าเพี้ยนออกทริป

ปล.ทริปนี้เดินทางไปกับทัวร์ อาจจะไม่มีข้อมูลการเดินทางต่างๆ นะครับ



เริ่มต้นการเดินทางกันที่ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
เรามาถึงสนามบินตั้งแต่ 11 โมง แต่ทัวร์นัด บ่ายโมงครึ่ง
เลยลงไปหาอะไรทานกันที่ชั้น 1 ก่อน





พอได้เวลานัด เจ้าหน้าที่ส่งทัวร์มาถึง ก็จัดการแจกพาสปอร์ต
รวมถึงถุงยังชีพ ซึ่งมีทั้งรายการทัวร์ ยาอม ยาดม ขนมต่างๆ
ทริปนี้มี " คุณพลอย " ซึ่งเป็นหัวหน้าทัวร์ เดินทางไปกับเราในครั้งนี้ด้วย





วันนี้เราได้เกท D1 ซึ่งเป็นบัสเกท
ตอนไปหลวงพระบางก็ได้เกทนี้เหมือนกัน





เป็นครั้งแรกที่เดินทางกับสายการบินไทยสไมล์
เครื่องที่ใช้เป็น Airbus A320-200
ที่นั่งเป็นแบบ 3 -3







บนเครื่องมีอาหารร้อนและ ขนมบริการ
เมนูวันนี้เป็นข้าวแกงเขียวหวานไก่ กับบะหมี่ผัดปลา
รสชาติอร่อยทั้งสองเมนูเลย ไม่เสียชื่อครัวการบินไทย







หลังจากทานอาหารเรียบร้อย บนเครื่องจะแจกใบ ตม. เข้าจีน
แต่ของเรา บริษัททัวร์จัดการ พิมพ์มาให้เรียบร้อยแล้ว
แค่เซนต์ชื่ออย่างเดียว สบายจริงๆ



ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ เราก็เดินทางมาถึงเมืองฉางซา ประเทศจีน
วันนี้ดีเลย์เล็กน้อย  เวลาที่จีนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมงนะครับ
ทันทีที่ลงเครื่อง ก็ต้อนรับกันด้วยเม็ดฝน ชุ่มฉ่ำกันตั้งแต่วันแรกเลย



หลังจากผ่านด่าน ตม. และรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
ก็ออกมาเจอไกด์ท้องถิ่น " อาเต๋อ " ซึ่งจะดูแลเราตลอดการเดินทางที่จีน

เราลงมาทานอาหารกันที่ร้านอาหารชั้นล่างของสนามบินฉางซากันก่อน
เป็นอาหารจีนมื้อแรกของทริปนี้  รสชาติก็พอกินได้
จากที่เคยคิดว่าอาหารจีนนั้นจืดๆ ไม่มีรสชาตินั้น คิดผิด !!
เพราะบางจานนั้นก็ เค็มมาก ถึงมากที่สุด เช่นกัน





หลังจากอิ่มท้องกันพอประมาณ ก็ได้เวลาเดินทางเข้าสู่เมืองฉางซากันแล้ว
เราออกมาเดินรอรถบัสที่ด้านนอกอาคาร เม็ดฝนยังคงโปรยปราย



ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เกือบห้าทุ่ม  เราก็เดินทางมาถึงที่พัก
ที่พักของเรา มีชื่อว่า Days Hotel & Suites China Town, Changsha
ห้องพักที่นี่กว้างขวาง สะดวกสบาย  ห้องน้ำมีขนาดใหญ่ แยกส่วนการใช้อย่างชัดเจน
แต่อุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำ บางอย่างอาจจะชาร์จ ต้องอ่านป้ายให้ดีก่อนใช้











กว่าจะได้นอนก็ราวเที่ยงคืนไปแล้ว ทางทัวร์นัดเวลาพรุ่งนี้เช้า เป็น 6-7-8
เช้านี้เราขึ้นมาทานอาหารเช้า กันที่ชั้นบน ไลน์อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผัก และแป้ง







หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย แปดโมงก็ได้เวลานัดหมาย





หน้าตาของรถบัสที่พาเราใช้เดินทางตลอดทริปนี้



บรรยากาศในเมืองฉางซา ดูคึกคักไม่แพ้กรุงเทพบ้านเรา
การจราจรติดเป็นช่วงๆ รถยนต์เยอะมาก  มีตึกสูง ทั่วทั้งเมือง







วันนี้เราออกเดินทางจากเมืองฉางซา ไปยังเมืองเฟิ่งหวง
การเดินทางตลอดทริปส่วนใหญ่จะใช้ทางด่วน
มีแวะให้เข้าห้องน้ำ ทุกๆสองชั่วโมง
ห้องน้ำที่นี่ก็ใช้ได้ คล้ายๆกับที่พักรถที่เมืองไทย





ประมาณ 11 โมง ก็แวะทานมื้อเที่ยงกันก่อน
อาหารทุกมื้อส่วนใหญ่จะคล้ายๆกัน ที่แน่ๆจะต้องมีไข่เจียว
ซึ่งรสชาติไข่เจียวที่นี่ ยังไงก็ไม่หอม ไม่อร่อยเหมือนบ้านเรา
ปลาของที่นี่ก้างเล็กๆ จะเยอะมาก แต่รสชาติก็ใช้ได้นะครับ









อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ วันนี้ใช้เวลาเดินทางนานมาก
อาจเป็นเพราะคนขับรถต้องควบคุมความเร็วตามที่กำหนด
และเส้นทางส่วนใหญ่จะลอดผ่านอุโมงค์ ไปตามช่องเขาต่างๆ
ทำให้ทำความเร็วได้ไม่มากเท่าที่ควร

สภาพบรรยากาศสองข้างทาง บางช่วงจะเห็นทุ่งดอกไม้สีเหลืองๆ
ซึ่งชาวบ้านปลูกเพื่อเอามาสกัดทำน้ำมัน  
บ้านเรือนตามชนบทส่วนใหญ่จะเป็นปูน น้อยมากที่จะสร้างด้วยไม้











ประมาณสี่โมงเย็น เราก็เดินทางเข้าสู่เมืองเฟิ่งหวง

เมืองเฟิ่งหวงตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง มีประวัติกว่า 400 ปี
" เฟิ่งหวง " แปลว่า หงส์  เนื่องจากเขาหนานหัวทางใต้ของเมือง มีรูปร่างเหมือนหงส์
ปัจจุบัน เมืองเฟิ่งหวง มีประชากรประมาณ สามแสนคน ส่วนใหญ่จะเป็นชนเผ่าถูเจี่ย และ ชาวม้ง







เฟิ่งหวง เป็นเมืองขนาดเล็ก แบ่งเป็นเมืองเก่า กับ เมืองใหม่
เมืองเก่าจะสร้างตามเชิงเขา ที่มีลำน้ำถัวเจียงไหลผ่าน
มีถนนที่ปูด้วยหินสีเขียวกว่า 20 สาย มีกำแพงโบราณ ตั้งอยู่ริมน้ำ
มีสะพานหงเฉียว ซึ่งเป็นสะพานเก่าแก่ ที่มีหลังคาคลุม เชื่อมทั้งสองเมืองให้เป็นหนึ่งเดียว











สถานที่แรกที่เราแวะชม คือ บ้านของกวี " เสิ่นฉงเหวิน " สมัยราชวงศ์ชิง
ภายในจะตกแต่งด้วยรูปถ่ายในสมัยก่อน  ส่วนตัวคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไร







หลังจากนั้นเราก็เดินไปตามทาง ผ่านร้านค้า มีทั้งขายผ้า ขายของที่ระลึก ต่างๆ









ร้านอาหาร ตามตรอกซอกซอย  ส่วนใหญ่จะเป็นของทอด ทานเล่น
ลูกค้าส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กๆ ชาวเฟิ่งหวง









เราเดินมาเรื่อยจนถึงท่าเรือ  ซึ่งเราจะนั่งเรือแจว ล่องตามลำน้ำถัวเจียง  ชมบรรยากาศวิถีชีวิตสองฟากฝั่งแม่น้ำกัน
เรือหนึ่งลำ นั่งได้ประมาณ 10 คน ช่วงที่ไป ต้องรอคิวนานนิดนึง เพราะมีทัวร์เกาหลีลง และใกล้เวลาปิดล่องเรือแล้ว











ระหว่างล่องเรือ เราก็จะได้สัมผัสกับ " เตี้ยวเจี่ยวโหล " ซึ่งเป็นบ้านที่ยกสูง ตั้งเรียงรายกันตามริมน้ำ
แม่น้ำที่นี่ใส สะอาด ไม่มีขยะ





บางครั้งเราจะพบหญิงสาวชาวม้ง หรือชาวถู่เจียงแต่งตัวในชุดชนชาติ ที่ประดับด้วยลายดอกไม้
ซึ่งก็มีบริการให้นักท่องเที่ยวเช่า สำหรับถ่ายรูป เช่นกัน



















นั่งชมบรรยากาศไม่นาน ก็ถึงฝั่งแล้วครับ  ซึ่งเรือจะไปปล่อยลงอีกท่านึง









จริงๆ เราสามารถเดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ ได้ แต่เราเดินทางย้อนกลับไปทางเดิมที่ล่องเรือมา
ไกด์ให้เวลาเดินชมเมืองประมาณ 2 ชั่วโมง นัดเจอกันอีกครั้งตอนหนึ่งทุ่ม



ไกด์จะให้เราถ่ายตั๋วเข้าเมืองไว้ เพราะเวลาเดินเข้าออกตามจุดต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ



บนสะพานหงเฉียว จะมีร้านค้า ขายของที่ระลึกต่างๆ
จริงๆ ชั้นบนจะมีทางขึ้น ไปถ่ายรูปบนสะพานได้
แต่เรามาช้าไป เขาปิดซะก่อน เข้าใจว่าปิดตอนห้าโมงเย็นนะครับ





เราเดินย้อนกลับไปตรงจุดแรก บริเวณท่าเรือ
ซึ่งต้องเดินผ่านตรอกซอกซอย บ้านเรือนเข้าไป
เพราะทางเดินริมน้ำมีแค่บางช่วงเท่านั้น
ตามทางจะมีเกสเฮ้าส์ ที่พักขนาดเล็กให้นักท่องเที่ยวได้พัก
ดูสภาพแล้วอาจจะไม่สะดวกสบายเท่ากับโรงแรมเท่าไร
แต่แลกกับบรรยากาศริมน้ำแบบนี้ ก็น่าจะคุ้มอยู่ไม่น้อย









เราเดินบนสะพานไม้ ข้ามไปอีกฝั่งนึง เพื่อหาจุดถ่ายรูป
ช่วงที่ข้ามสะพานกลางแม่น้ำ สวยทีเดียวครับ
ฟังเสียงน้ำไหลเบาๆ พร้อมกับเพลงจีนที่เปิดดังไปทั่ว มันช่างได้บรรยากาศจริงๆ









หลังจากเดินข้ามแม่น้ำมาแล้ว ก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ
จนเจอจุดที่ถูกใจ ก็นั่งรอเวลากันตรงนี้

มีโอกาสได้ชิมไส้กรอกของที่นี่ด้วย  รสชาติอร่อยดีครับ
หวานนิดๆ คล้ายๆกุนเชียงบ้านเรา เนื้อจะฉ่ำๆ กัดทีน้ำกระจาย











พอพระอาทิตย์เริ่มหมด บ้านเรือนต่างๆ ก็เริ่มทยอยเปิดไฟ
ทำให้เมืองเฟิ่งหวง ดูสว่างไสว กลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง





























หลังจากเดินชมความงามยามค่ำคืนของเมืองเฟิ่งหวงกันแล้ว
เราตรงไปยังที่พักของเราที่มีชื่อว่า " Fenghuang Garden Hotel"
ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับตัวเมืองที่เรามาชม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-10 นาที

เราทานมื้อค่ำกันที่โรงแรมเลยครับ
ตอนแรก ไกด์บอกว่า อาหารพื้นเมืองที่นี่ อาจจะทานยากหน่อย
แต่ชิมแล้วก็คล้ายๆ อาหารจีนทั่วไปที่เราทานมา





หลังจากอิ่มท้องเรียบร้อย ก็ขึ้นห้องพักกันเลยสิครับ รออะไร
ห้องพักที่นี่ก็สะดวกสบาย ห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน ทำธุระพร้อมกันได้ไม่เสียเวลา
คืนนี้มีเวลาพักผ่อนเยอะ เลยหลับสบายทั้งคืน









เช้าวันที่ 3 ตื่นมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้นล่างเหมือนเมื่อคืน
อาหารก็เดิมๆ คล้ายกันทุกโรงแรม



เดินออกมาชมบรรยากาศด้านหน้าโรงแรม
อากาศเย็นทีเดียว พูดทีควันออกปาก





หลังจากเช็คเอ้าท์เรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทาง
วันนี้เราจะเดินทางไปยัง เขาเทียนเหมินซาน
จากเมืองเฟิ่งหวง ก็มาถึงเมืองจางเจียเจี้ย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
เราแวะทานมื้อเที่ยงกันในเมืองก่อน   มื้อนี้พิเศษ มีสุกี้ยากี้เห็ดด้วย









อิ่มท้องแล้ว ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงสถานีกระเช้า ซึ้งตั้งอยู่ใจกลางเมืองจางเจียเจี้ย แล้ว
เรามาถึงประมาณ 13.15  ใช้เวลาต่อคิวรอขึ้นกระเช้าร่วมสองชั่วโมง
คิวจะพับไปพับมาไล่จากข้างนอก ไปถึงชั้น 1 ชั้น 2
กว่าจะได้ขึ้นกระเช้า ต้องยืนดมกลิ่นบุหรี่ จนมึน
คงเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ ทั้งทัวร์ และคนจีน มาเที่ยวที่นี่กันเยอะมากครับ









จากสถานีกระเช้า ถึง เขาเทียนเหมินซาน มีระยะทางกว่า 7.5 กิโลเมตร
ซึ่งถือว่าเป็นกระเช้าที่มีความยาวมากที่สุดในโลก  ใช้เวลานั่งกระเช้า ประมาณ 40 นาที
อากาศวันนี้เมฆเยอะ ท้องฟ้าไม่ค่อยใส แต่ก็ยังดีที่ไม่มีฝนครับ
ระหว่างทางจะผ่านบ้านเรือนผู้คน เรือกสวนไร่นา และแอ่งน้ำขนาดใหญ่













นั่งชมบรรยากาศกันเพลินๆ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสถานีกลางทาง
ซึ่งหากจะไปชมถ้ำเทียนเหมิน หรือ ประตูสวรรค์ จะต้องลงกระเช้าที่สถานีนี้
และเปลี่ยนขึ้นรถของอุทยาน ผ่านถนนคดเคี้ยวไปมา กว่า 99 โค้ง
แต่ช่วงนี้ถนนที่ไปประตูสวรรค์ปิด เราจึงพลาดที่จะนั่งรถไปชมแบบใกล้ๆ





ประตูสวรรค์ คือ เขาที่มีช่องตรงกลางแบบนี้ครับ
ที่เรียกว่าประตูสวรรค์ เพราะภูเขาแห่งนี้เกิดการระเบิดเองโดยธรรมชาติ
จนกลายเป็นช่องประตูแบบที่เห็น  
ช่องนี้มีความสูง 131.5 เมตร  ความกว้าง 57 เมตร ลึก 60 เมตร
โดยปกติสามารถขึ้นบันไดเลื่อนไปยังประตูสวรรค์ได้
หากบันไดเลื่อนปิด ก็ขึ้นบันได 999 ขั้น ไปชมได้เช่นกัน







ช่วงที่ใกล้จะถึงยอดเขา จะชันที่สุด แต่ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ





เวลา 40 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราก็ขึ้นมาถึงด้านบนของเขาเทียนเหมินซาน
เราเดินตามทางเดินริมหน้าผา เพื่อไปยังปลายทาง ที่เป็นทางเดินกระจก











ตอนนี้เราอยู่ที่ตำแหน่งจุดสีม่วงแล้วครับ



เส้นทางเดินจะขึ้นๆ ลงๆ มีบันไดให้ได้ก้าวออกกำลังบ้างเล็กน้อย
ประมาณ 30 นาที ก็มาถึงจุดขายตั๋วสำหรับเดินชมหน้าผาลอยฟ้า
ตามป้ายจะปิดเวลา 16.30   เราโชคที่ดีมาถึงก่อนปิด 15 นาที
เพราะถ้าพลาดไฮไลท์นี้ คงเสียดายแย่











หลังจากเดินผ่านจุดขายตั๋วเข้าไป ช่วงแรกยังคงเป็นทางเดินไม้
วิวทิวทัศน์จากด้านบน มองลงไปด้านล่างนั้น อลังการมาก









ก่อนถึงทางเดินกระจก จะมีจุดแจกผ้าหุ้มรองเท้า สำหรับสวมทับรองเท้า
เพื่อกันรอยที่จะเกิดกับทางเดินกระจก  
สภาพผ้าหุ้มเน่ามาก ผ่านการหมุนเวียนใช้งานจากคนก่อนหน้ามาแล้ว



สวมผ้าหุ้มเรียบร้อยก็พร้อมเดินบนกระจกแล้ว
ทางเดินกระจกนี้มีความยาวประมาณ 60 เมตร
ก่อนมาแอบกังวลเล็กๆ ว่ามันจะเสียวแค่ไหนนะ
แต่พอมาถึง รู้สึกเฉยๆมาก ไม่ตื่นเต้นเลย
คงเป็นเพราะพื้นกระจกไม่ค่อยใส และอากาศที่ขะมุกขะมัว
ทำให้มองไม่เห็นพื้นด้านล่างเท่าไร

อีกอย่างคือนักท่องเที่ยวเยอะมาก แทบจะหยุดถ่ายรูปไม่ได้เลย
เดินไล่ตามหลังกันมาเป็นขบวน







หลังจากเดินบนกระจก ออกมาอีกด้าน ก็เดินทางกลับไปยังสถานีกระเช้า
ขามาใช้เวลารอคิว เกือบสองชั่วโมง  
ขากลับก็รอนานไม่แพ้กัน   ชั่วโมงครึ่ง !!













กระเช้าที่นี่ ส่วนตัวรู้สึกไม่แกว่งเหมือนที่ฮ่องกงนะครับ
นั่งกันเพลินๆ แปบเดียวก็ถึงสถานีในตัวเมืองแล้ว













ออกจากสถานีกระเช้า เราแวะทานมื้อเย็นกันในเมืองจางเจียเจี้ย กันต่อ
หลังมื้อเย็น บางส่วนแยกเดินทางไปชมโชว์จิ้งจอกขาว
ส่วนเราไม่ชมโชว์ ก็เดินทางไปโรงแรมกันเลย







จากตัวเมืองจางเจียเจี้ย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เกือบสามทุ่มก็ถึงโรงแรม
เราพักกันที่  Santo Domingo International Hotel
ซึ่งอยู่ในเขต Wulingyuanในพื้นที่ของจางเจียเจี้ย
บริเวณนี้มีโรงแรมตั้งอยู่ติดกันหลายแห่ง ถือเป็นหน้าด่านสำหรับผู้ที่จะท่องเที่ยวในแถบนี้

เราพักกันที่นี่ 3 คืน จนถึงวันกลับ
เตียงนอนหลับสบาย ห้องน้ำ ใหญ่เบิ้ม











มื้อเช้าลงมาทานอาหารที่ชั้นล่าง  อาหารก็สไตล์เดิม
แต่ไลน์อาหารที่นี่จะเยอะหน่อย







หน้าตาโรงแรมที่เราพัก หลังจากเมื่อคืน มาถึงซะดึก



เช้าวันที่ 4 โปรแกรมแรก คือ ร้านบัวหิมะ  (มาทัวร์ครั้งนี้ กำหนดว่าจะต้องเข้าร้านรัฐบาล 3-4 ร้าน)
มาถึงร้าน เจ้าหน้าที่ก็พาเดินเข้าห้อง เพื่อฟังบรรยายขายของ ตามเรื่อง
มีบริการแช่เท้า นวดเท้าให้ฟรี  แถมยังมีหมอทิเบต มาตรวจโรคให้ฟรี อีกด้วย

ไอ่เราก็อยากลอง เจ้าหน้าที่บอกว่า
"ใครอยากตรวจ ให้ยกฝ่ามือสองข้างไว้เลย ตรวจเสร็จแล้ว ขอบคุณหมอด้วยนะ "

สักพักหมอเดินเข้ามา 4-5 คน หน้าตาก็ดูไม่เหมือนหมอเท่าไร อายุก็ยังไม่มาก
เราก็นั่งแช่เท้าในน้ำร้อนอยู่   หมอเดินมาถึงพร้อมล่ามคนจีน
เริ่มแรกก็ปล่อยกำลังภายใน มาที่ฝ่ามือ จนเรารู้สึก และมีไฟแล่บเล็กน้อย
จากนั้นให้อ้าปาก แลบลิ้น  และเริ่มวินิจฉัยละ

" ตับไม่ค่อยดีนะ กินเหล้าหรือเปล่า กินโค้กหรือเปล่า "
" ผอมไปนะ ทำงานหนักใช่ไหม "

ว่าแล้วหมอก็ให้เปิดเสื้อขึ้น แล้วเอายาสีเหลืองๆ มาทาที่ท้องฝั่งซ้าย
ก็เห็นเป็นคราบเหลืองๆ แล้วเอาทิชชู่เช็ดออก
จากนั้นก็ทำกำลังภายใน มาที่ท้องอีกฝั่งนึง ซึ่งเขาบอกว่าเป็นตับ
แล้วเอายาสีเหลืองๆ มาทา
ปรากฎว่า ยาสีเหลืองๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง !! เขาบอกว่านี่คือพิษ

พิษออกมาแล้ว แต่ต้องกินยาด้วยเพื่อขับพิษ  หมอจะสั่งยาให้
ยาเป็นหลอดเล็กๆ สองกล่องใหญ่ ไม่แน่ใจว่าเป็นดีหมี หรืออะไรสักอย่าง
กินแล้ว ขับออกมาจะมันๆ ไม่ต้องตกใจ ประมาณ 15 วันก็หาย
ค่ายา 4000 หยวน !!!!  

ห๊ะ .... ฟังไม่ผิด ตีเป็นเงินไทยก็สองหมื่นนิดๆ
ก็บอกไป ไม่มีเงิน เดี๋ยวถ้าจะซื้อยา จะฝากไกด์มาวันหลัง

"จ่ายเป็นบัตรเครดิต หรือเงินไทย ก็ได้นะ "
คือตื้อมาก นี่ถ้าราคาไม่แพงมาก คงซื้อไปละ เพราะฟังแล้วเริ่มเคลิ้ม
แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆ เพราะเราเพิ่งตรวจสุขภาพประจำปีมา ไม่มีอะไร

จนบอกว่า หลอดเดียวก็ได้นะ 400 หยวน
เราก็ส่ายหัว บอกไม่มีเงิน
หลายรอบ กว่าจะไป เกือบไปแล้วไหมล่ะ !!

แต่สุดท้าย ก็ได้ยาทาคลายปวดมาขวดนึง 380 หยวน อมยิ้ม35







ใช้เวลาที่ร้านบัวหิมะประมาณหนึ่งชั่วโมง
จากนั้น ประมาณ 9.30 เราก็ออกเดินทางไปยังอุทยานอู่หลิงหยวน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน

ตอนแรกเราจะเปลี่ยนแผน เอาแผนเที่ยววันนี้ ไปไว้วันจันทร์
เพราะกลัวว่าคนจะเยอะในวันหยุด เหมือนตอนไปเขาเทียนเหมินซาน
แต่สุดท้ายก็มาที่นี่ในวันอาทิตย์เหมือนเดิม โชคดีที่คนไม่เยอะ และฝนไม่ตก





เราลงรถกันที่ลานจอดรถ และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 10 นาที
ระหว่างทางจะผ่านร้านขายของต่างๆ







พอถึงตัวอาคารด้านใน ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าอุทยาน
หลังจากนั้นเดินไปขึ้นรถบัสของอุทยาน
ที่ต้องเดินทางโดยรถของอุทยาน เนื่องจากเส้นทางภายในคดเคี้ยว
หากนักท่องเที่ยวนำรถเข้ามาเอง อาจจะไม่ชำนาญเส้นทาง และเกิดอันตรายได้















รถบัสอุทยานมาจอด  ตรงจุดขึ้นลิฟท์แก้ว ไป๋หลง
ลิฟท์แก้วไป๋หลง มีความสูง 326 เมตร เป็นลิฟท์แก้วกลางแจ้งที่สูงและเร็วที่สุดในโลก









เข้ามาในลิฟท์ประมาณ หนึ่งนาทีก็ถึงด้านบนแล้วครับ เร็วจริงๆ





ออกจากลิฟท์แก้ว เราเดินไปตามทางอีกประมาณ 10 นาที เพื่อขึ้นรถอุทยาน
บริเวณจุดขึ้นรถอุทยาน จะมีร้านค้าขายอาหารอยู่ มีทั้งเกาลัด และพวกของทอดต่างๆ

















หลังจากนั่งรถอุทยาน ก็ต้องลงเดินต่อ
เส้นทางจะมีบันไดขึ้นลงเป็นระยะ ใครเหนื่อยก็ต้องสู้ครับ







ในที่สุดก็ถึงภูเขาฮาเลลูยา หรือ หุบเขาอวตาร แล้วครับ
ลักษณะจะเป็นแท่งหินที่โผล่ขึ้นมาจากด้านล่าง
บางลูกก็ดูคล้ายดาบเล่มมหึมาที่ปักอยู่ บ้างก็เหมือนบอนไซยักษ์











ตลอดเส้นทางเดิน จะมีจุดให้ชมวิว ถ่ายรูปเป็นระยะ
ซึ่งวิวก็จะเป็นแบบนี้เหมือนๆกัน

















จุดนี้มีบริการถ่ายรูป กับสัตว์ประหลาดในหนังด้วย









ตามทางก็มีร้านขายขนม เครื่องดื่มจำหน่ายด้วย
ลองซื้อไอติมมาชิมดู 10 หยวน ด้านนอกเคลือบงา
ข้างในเหมือนจะสอดไส้แตงโม 555



ระหว่างทางมีพวกลิงป่าด้วยครับ ต้องระวัง
อย่าให้อาหารมันจะดีกว่า เพราะมันอาจมาทำร้ายนักท่องเที่ยวได้







เดินมาอีกเกือบ 10 นาที ก็จะเห็นสะพานเทียนเสี้ยตี้อี้เฉียว หรือ บางคนเรียกว่า สะพานหนึ่งในใต้หล้า
เป็นสะพานหินธรรมชาติ ที่เชื่อมเขาสองลูก เข้าด้วยกัน
บนสะพานจะมีแม่กุญแจแขวนเต็มไปหมด
ตามความเชื่อว่าหากหนุ่มสาวเอาไปคล้องไว้ที่สูงๆ จะไม่มีใครพรากเราให้จากกันได้
บางคนก็ทิ้งลงเหวด้านล่าง ก็ให้ความหมายเดียวกันว่าเราจะไม่จากกันจนชั่วนิรันดร์











จากสะพานหนึ่งในใต้หล้า เราก็เดินไปตามทางไม่เกิน 10 นาที จะเจอทางออกด้านนอก
เราเดินไปที่อาคารสีส้ม  Tourist Center Yuanjiajie เพื่อทานมื้อเที่ยง













อิ่มท้องแล้วเราเดินเท้าต่อ ประมาณ 15 นาที  เพื่อไปขึ้นลิฟท์แก้วไป๋หลงลงมาด้านล่าง















จากนั้นขึ้นรถอุทยานเพื่อเดินทางต่อไปยัง ลำธารแส้ทอง







ลำธารจินเปียนซี หรือ ลำธารแส้ทอง  Golden Whip Brook
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยาน  เป็นลำธารที่ไหลผ่านช่องเขา และผาสูงชัน
มีความยาวประมาณ 7.5 กิโลเมตร โดยจะไหลไปรวมกับแม่น้ำหลี ของมณฑลหูหนาน













เมื่อเข้ามาถึงก็จะพบกับความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่  เสียงน้ำไหลของลำธาร ผ่านก้อนหินน้อยใหญ่
ช่วยเพิ่มความสดชื่น คลายความอ่อนล้าจากการเดินทางได้อย่างดีทีเดียว







บรรยากาศน่ามาปิคนิค ปูเสื่อ นอนเล่นมากมายครับ
เราเดินชมความสวยงามกันเฉพาะด้านหน้า เนื่องจากไม่มีเวลามากพอ
โดยเดินวนเป็นลูป ระยะทางใกล้ๆครับ























มีมาสคอตจากหนัง ให้ถ่ายรูปกันด้วย











จากลำธารแส้ทอง เรานั่งรถอุทยาน เพื่อไปขึ้นรถราง ชมภาพเขียนสิบลี้





เราลงรถกันที่ตรงนี้ แล้วเดินไปยังอาคารที่เห็นด้านหลัง









มีเจ้าตัวนี้จากหนัง Avatar ไว้ให้ถ่ายรูปกัน



จากนั้นเราก็นั่งรถรางชม ภาพเขียนสิบลี้ กันเลย
ภาพเขียนสิบลี้ Shili Gallery เป็นช่องเขาแคบๆ ด้านล่างของเทียนจื่อซาน
ที่ถูกบีบด้วยภูเขา และแท่งหินขนาดใหญ่กว่า 200 แท่ง เรียงรายเป็นแนวทิวเขา
ซึ่งประกอบด้วยยอดเขา รูปร่างแปลกตา มีลำธารเล็กๆไหลผ่านตามแนวเขา
ก่อให้เกิดความสวยงาม ราวกับภาพเขียน





หากไม่นั่งรถราง ก็สามารถเดินเท้าชมความงามได้เช่นกัน
ซึ่งแต่ละจุด ก็จะจินตนาการได้ภาพที่แตกต่างกันออกไป



สำหรับไฮไลท์ของที่นี่คือ ภูเขาสามลูกที่เรียงกัน เหมือนสามพี่น้อง  ซึ่งอยู่ที่ปลายทางของจุดจอดรถราง







จากนั้นก็นั่งรถรางกลับเส้นทางเดิม



เขาลูกนี้ จินตนาการเหมือนกับ คนแก่กำลังเก็บใบชา





จากนั้นเราก็นั่งรถอุทยานกลับไปยังจุดแรกที่เรามา
เพื่อเดินกลับไปยังลานจอดรถ





เป้าหมายต่อไป เราไปที่ร้านชา กันครับ
นั่งฟังบรรยาย และชิมชา  ใครถูกใจก็ซื้อกลับกันได้
แต่ต้องต่อเยอะๆนะครับ อาจจะได้ราคาพิเศษ  1แถม1 หรือ 2แถม1 ก็ได้







หลังจากเหน็ดเหนื่อย เมื่อยขามาทั้งวัน ก็ได้เวลาทานมื้อเย็น
วันนี้เราทานกันที่โรงแรมครับ อาหารก็จะดูดีกว่ามื้อเข้านิดหน่อย
ไฮไลท์อยู่ที่ปลาหมึกย่าง อร่อยมาก ได้น้ำจิ้มซีฟู้ดจากบริษัททัวร์ด้วย ฟินเลย











เช้าวันที่ 5  หลังทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อย โปรแกรมแรกคือ ไปร้านผ้าไหม
ตอนแรกคิดว่าขายผ้าไหมเหมือนบ้านเรา แต่ไม่ใช่ครับ
ส่วนใหญ่จะขายเป็นพวกชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม ผ้าพันคอ ที่ทำจากไหม
ราคาก็สูงเอาเรื่อง ชุดเครื่องนอน พร้อมปลอกผ้านวม ก็ประมาณ 10000 หยวน
ต้องต่อเยอะๆ แบบ 1 แถม 1 หรือมากกว่านั้น นะครับ ได้แน่นอน











ออกจากร้านผ้าไหม ออกมาด้านนอกฝนตกครับ  แต่ไม่เป็นไร เราตรงไปไฮไลท์ของวันนี้กันเลย
นั่นคือ หวงหลงต้ง หรือถ้ำมังกรเหลือง Yellow Dragon Cave

เราจอดรถกันที่ด้านนอก และต้องเดินเท้าเข้าไปด้านใน ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีครับ
เดินมาได้สักระยะ ข้ามสะพานหิน ก็จะเจอกับทางเดินไม้ ในอาคารแล้ว
มีกังหันไม้วิดน้ำ ขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา

















จากนั้นเดินขึ้นบันไดกันสักนิด จะเจอที่ขายตั๋ว ก่อนถึงทางเข้าถ้ำ













หลังจากเดินเข้ามาภายในถ้ำมังกรเหลือง ก็จะตื่นตาตื่นใจไปกับความสวยงามของหินงอกหินย้อย
แต่ส่วนใหญ่ที่เด่นและสะดุดตา จะเป็นหินงอก ที่มีจำนวนมากกว่า
บ้างก็เป็นแท่งสูงยาวโผล่ขึ้นมา บ้างก็เป็นรูปร่างอื่นแตกต่างกันไป
และยิ่งสวยงามมากขึ้น ด้วยไฟสีสันต่างๆ ที่ช่วยแต่งเติมให้ถ้ำแห่งนี้มีสีสันที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น















การเดินทางภายในถ้ำแห่งนี้ จะต้องเดินขึ้นบันไดเกือบพันขั้น
ต้องอาศัยกำลังขาออกแรงกันนิดหน่อย  และภายในถ้ำบางจุดก็มืดมาก
ควรหาไฟฉายติดตัวไป ส่องพื้นทางเดินด้วยนะครับ เพราะบางจุดก็มีน้ำซึม
อาจจะลื่นหกล้ม เกิดอุบัติเหตุได้











ตอนแรกคิดว่าภายในถ้ำคงจะงั้นๆ ไม่สวยงามขนาดนี้
แต่นี่ถ่ายรูปสนุกเลยครับ ชอบกว่าหุบเขาอวตารซะอีก











หลังจากเดินชมภายในถ้ำกันแล้ว ก็มานั่งเรือชมกันบ้างครับ
ซึ่งเราจะล่องเรือไปตามธารน้ำใต้ดินของถ้ำ โดยความลึกของธารน้ำนี้ยังคงเป็นปริศนาว่าลึกเท่าใด
หากเทียบกันแล้วการเดินชม จะเห็นความสวยงามมากกว่าการนั่งเรือครับ
ถ้าไม่ได้นั่งเรือ ก็ไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป แถมยังถ่ายรูปลำบากกว่าด้วย เพราะสภาพแสงมืดมาก











เราใช้เวลาเดินชมในถ้ำตั้งแต่ 11โมงครึ่ง จนถึงบ่ายโมง ก็เดินกลับ









ระหว่างทางก็มีแปลงดอกไม้สวยๆ ให้เก็บภาพกันด้วย
ก่อนที่จะเดินผ่านร้านขายของ ออกไปขึ้นรถกันอีกฝั่งครับ











จากนั้นตอนบ่ายสองก็ได้เวลาทานมื้อกลางวัน เพิ่มพลัง
หลังจากหมดไปกับการเดินขึ้นบันไดในถ้ำมังกรเหลือง





หลังจากทานข้าวเรียบร้อย เราก็ไปชม ภาพวาดหินทราย กันต่อ
ซึ่งศิลปะทรายสีจูนเฟิง นั้น ใช้ทรายและวัสดุธรรมชาติต่างๆ ในการสร้างสรรภาพ
โดยศิลปิน หลี่ จวิน เซิง ซึ่งมีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในประเทศจีน
ภายในมีการแสดงภาพวาดหินทรายในรูปแบบต่างๆ สามารถซื้อกลับได้ด้วยครับ
ราคามีตั้งแต่  300 หยวนไปจนถึงหลักแสนหยวน กันเลยทีเดียว









จากนั้นก็ได้เวลาอาหารเย็น มื้อนี้เป็นอาหารไทยครับ
ค่อยถูกปากขึ้นมาหน่อย แม้รสชาติจะไม่เหมือนบ้านเราก็ตาม
แต่ก็อร่อยกว่าทุกมื้อที่ผ่านมา  ก่อนจะกลับไปพักผ่อนกันที่โรงแรม







เช้าวันที่ 6 วันนี้หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็เช็คเอ้าท์
และนั่งรถเดินทางไปเมืองฉางซา ครับ
วันนี้ฝนยังคงโปรยปรายตลอดทั้งวัน โชคดีมากๆ ที่เราเที่ยวกันเสร็จแล้ว







ถึงฉางซาเกือบบ่ายสามโมง  แวะทานมื้อกลางวันกันก่อน





ทานกันเรียบร้อย เราเดินทางไปเที่ยวเกาะส้ม Juzi Island กันต่อ
ฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง และยังมีลมพัดอีก ทำให้อากาศเย็นจนเริ่มหนาวนิดหน่อย
เราจะนั่งรถรางชมรอบๆเกาะส้ม กันครับ

เกาะส้ม เป็นเกาะที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไรนัก ตั้งอยู่กลางแม่น้ำเซียงเจียง
ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่ไหลผ่านกลางเมืองฉางซา
มีความยาวจากเหนือถึงใต้ ประมาณ 5 กิโลเมตร และ กว้าง 50-200 เมตร
เกาะนี้ถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองฉางซาเลยก็ว่าได้
และที่พลาดไม่ได้ คือ ชมหินแกะสลักรูปหน้าของท่านประธานเหมาเจอตุง









หลังจากนั้นเราก็ตรงไปที่สนามบินฉางซากันเลยครับ
แวะทานอาหารมื่อเย็นกันก่อนที่สนามบิน







ก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยสายการบินไทยสไมล์
ออกจากฉางซาราวๆ เกือบสามทุ่ม ถึงสนามบินสุวรรภูมิประมาณ ห้าทุ่มเศษ
เป็นอันจบทริปอย่างสมบูรณ์แบบ





ไปเที่ยวกับทัวร์ก็สบายไปอีกแบบ ไม่ต้องคิดไม่ต้องแพลนอะไร แต่ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ
ส่วนตัวถ้าเป็นประเทศที่สื่อสารกันลำบาก อย่างจีน ไปทัวร์น่าจะเหมาะกว่า

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่แวะมาชมครับ พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ




Create Date : 15 มีนาคม 2559
Last Update : 15 มีนาคม 2559 12:31:51 น. 4 comments
Counter : 1556 Pageviews.

 
โหหหห ทีเดียวรวดเลยนะคะคุณเหาาาาา ดีค่ะ อ่านรวดเดียวจบ

ที่ออฟฟิศเราก็มีพากรุ๊ปไป แต่ไล่หลังคุณเหาไป เป็นกรุ๊ปเหมาค่ะ

เราไปเมื่อมกรา มีแต่หิมะ เราว่าแบบนี้สวยกว่าอ้ะ เห็นเขียวๆ บ้าง แหะๆ

โพสต์บอร์ดดิ้งพาส เค้าเตือนๆ กันอยู่ว่าไม่ควรให้เห็นคิวอาร์โค้ดนะคะ เซนเซอร์หน่อยมั้ยเอ่ย


โหวตค่าา

Sweet_pills Travel Blog ดู Blog
ที่เห็นและเป็นมา Music Blog ดู Blog
Rinsa Yoyolive Food Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Photo Blog ดู Blog
One Light One Shadow Travel Blog ดู Blog


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 15 มีนาคม 2559 เวลา:10:38:13 น.  

 
สาวไกด์ใจซื่อ เห็นอยู่แวบๆ ว่าไปมาเหมือนกันครับ จริงๆ ชอบแบบมีหิมะ หน่อยๆ สวยกว่าครับ 55 // เดี๋ยวแก้ครับ ขอบคุณคร้าบ


โดย: One Light One Shadow วันที่: 15 มีนาคม 2559 เวลา:12:30:59 น.  

 
thx u crab


โดย: Kavanich96 วันที่: 19 มีนาคม 2559 เวลา:2:12:07 น.  

 
อลังการณ์มากค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 8 เมษายน 2559 เวลา:16:52:13 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
One Light One Shadow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




กด like / ถูกใจ OLOS

qrcode free counters
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
15 มีนาคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add One Light One Shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.