OLOS in U.S.A. "Over 3,000 Miles in 20 Days" : U.S. West Coast Road Trip [DAY 5-6] " San Francisco"

//pantip.com/topic/32221961

สวัสดีครับอมยิ้ม17

วันนี้เราจะเดินทางเข้าสู่ San Francisco เมืองที่หลายๆคนชื่นชอบ และฝัน อยากมาสัมผัสบรรยากาศความเป็นซานฟรานสักครั้ง  ที่ซานฟรานมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งมากครับ แต่ถ้าพูดถึงซานฟราน เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง  Golden Gate Bridge สะพานสีส้มอมแดง ที่มีชื่อเสียงอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซานฟรานซิสโกอย่างแน่นอน นอกจากสะพานโกลเด้นเกทแล้ว ยังมี Painted Ladies กลุ่มบ้านทรงวิคตอเรียนอันสวยงามบริเวณ Alamo Square Park ถ้าใครเคยดูละครเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม จะต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี(เกิดทันกันไหมครับ)  รวมถึง Lombard Street ถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลก  , Twin Peak ยอดเขาที่สามารถชมวิวมุมสูงของซานฟรานได้ทั้งเมือง หรือจะเป็น  Pier 39 & Fisherman 's Wharf ย่านร้านค้าร้านอาหารกับบรรยากาศสบายๆ ริมอ่าวซานฟราน  หรือ เพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้ง กับย่านการค้าชื่อดังอย่าง  Union Square นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ ที่ซานฟรานยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมายให้เราไปสัมผัส

พร้อมจะไปเที่ยวซานฟรานกันหรือยังครับ  ถ้าพร้อมแล้ว ตามมากันเลยเม่าออกรถ



แผนการเดินทางในวันนี้



เราเดินทางออกจาก Monterey กันตั้งแต่ 6 โมงกว่าๆ ฟ้ายังไม่สว่างเลยครับดาว





ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึง Pigeon Point Lighthouse ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย (น่าเศร้าจริงๆ)

สำหรับ Pigeon Point Lighthouse สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1872 ตั้งอยู่ปลายแหลมของชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค  ชื่อของ Pigeon นั้นมาจากชื่อเรือที่มาอับปางลงในบริเวณนี้ครับ  ประภาคารที่เห็นนี้มีความสูง 115 ฟุต เป็นหนึ่งในประภาคารที่สูง และสวยที่สุดของอเมริกาด้วยนะครับ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Pigeon Point Light Station State Historic Park

//www.parks.ca.gov/?page_id=533



ตื่นแต่เช้า นั่งๆมาแอบหลับไปบ้าง ตื่นมาอีกทีตอนนี้อยู่แถวๆ Half Moon Bay ละครับ  ฟ้าขาวได้ทุกวันจริงๆอมยิ้ม14







เริ่มเข้าสู่ San Francisco บรรยากาศยามเช้า กำลังคึกคักเชียวครับ  เพี้ยนสู้สู้







เราตรงดิ่งมายัง Japanese Tea Garden ซึ่งตั้งอยู่ภายใน  Golden Gate Park

Golden Gate Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 1,017 เอเคอร์ หรือ ประมาณ 2,500 ไร่  ครับ ใหญ่มากกก  แรกเริ่มสร้างขึ้น เนื่องจากชาวเมือง ต้องการพื้นที่สีเขียว เหมือน กับ Central Park ที่นิวยอร์ค ดังนั้นหน้าตาของ Golden Gate Park แห่งนี้จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับ Central Park ครับ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย  ภายในมีหลายส่วนให้เที่ยวชม ที่สำคัญๆ เห็นจะได้แก่ De Young Museum, Academy of Sciences และ Japanese Tea Garden

//www.golden-gate-park.com/


cr: //en.wikipedia.org/wiki/Golden_Gate_Park

จริงๆถ้ามีเวลาก็อยากไปชมหลายที่นะครับ แต่เวลาน้อยมาก เลยเอาเฉพาะที่อยากไปมากที่สุดละกัน เราตรงไปที่ Japanese Tea Garden กันเลยครับ

จากถนน  19th Avenue เลี้ยวขวาเข้า Martin Luther King Jr Drive

เราหาที่จอดกันริมถนนครับ สามารถจอดได้ฟรี 4 ชั่วโมง ถ้าไปช่วงเช้าๆ หาที่จอดไม่ยากครับ อย่าลืมสังเกตป้ายด้วยว่าบริเวณไหนห้ามจอด

แต่ถ้าไม่มีที่จอด ต้องไปจอดที่อาคาร Music Concourse Garage ครับ ค่าจอดชั่วโมงละ $2.5



จอดเสร็จเดินตามทางมาเรื่อยๆ ผ่าน Botanic Garden สำหรับคนชอบธรรมชาติ ที่นี่ เป็นอีกแห่งที่น่าสนใจครับ

//www.sfbotanicalgarden.org/



เดินเลี้ยวซ้ายเข้า Hagiwara Tea Garden Drive ก็ถึง Japanese Tea Garden  



มาดูแผนที่ภายในกันก่อนครับ



แค่ด้านนอก ก็ได้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นแล้ว



ถึงประตูแรกทาง South Gate



เดินถัดมาอีกหน่อยจะถึงทางเข้าหลักที่ Main Gate

สำหรับที่ Japanese Tea Garden ถือเป็นสวนญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ตั้งอยู่ภายใน  Golden Gate Park เปิดให้เข้าชมทุกวันครับ

ช่วง Summer เดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม  เปิด เวลา 9.00-18.00 น.
ช่วง Winter เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เปิดเวลา 9.00-16.45 น.

ค่าเข้าชม $7 แต่ถ้าเข้าชมก่อน 10.00 น. เฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เข้าชมฟรีครับ  ไอ่เราก็ดันมาวันเข้าฟรีพอดีเลย อิอิ

//japaneseteagardensf.com/





ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ภายใน ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบสงบเลยครับ  ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ตามสไตล์สวนญี่ปุ่น  โดยประวัติความเป็นมาของสวนแห่งนี้ เริ่มมาจาก เมื่อปี ค.ศ.ได้มีการจัดแสดงสวนญี่ปุ่นในงาน  California Midwinter International Exposition  เมื่อจบงาน  คุณ  Makoto Hagiwara ซึ่งเป็นภูมิสถาปนิค ได้ขอให้รักษาสวนญี่ปุ่นแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ชม  และยกสวนแห่งนั้นมาดูแล รวมถึงขยายพื้นที่ของสวนญี่ปุ่นให้ใหญ่ขึ้นจากเดิม 1 เอเคอร์ เป็น 5 เอเคอร์

อาคารไม้สไตล์ญี่ปุ่นด้านหน้าจะเป็น  Tea House ซึ่งบริการชาและเครื่องดื่ม รวมถึงของว่างต่างๆ ครับ  ถ้ามีเวลาลองมานั่งทานขนม จิบชาร้อนๆ ชมวิวบ่อน้ำและสวนสวยๆ คงมีความสุขไม่น้อยเชียวล่ะ จุ๊บๆ









นักท่องเที่ยวเข้ามาชมกันแต่เช้าเลยครับ คงเป็นเพราะวันนี้ เปิดให้เข้าชมฟรีก่อน 10 โมงเช้า แน่ๆ อิอิ



ทางเดินหิน บนบ่อน้ำ และไม้แคระ อีกหนึ่งเสน่ห์ของสวนญี่ปุ่น



และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เจดีย์ ที่ทำให้ได้บรรยากาศญี่ปุ่นมาก



หากมาในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน ก็จะเห็นดอกเชอรี่ บานด้วยครับ  ส่วนตัวชอบมุมนี้ มีบ่อน้ำ สะพานหินเล็กๆ และปลาคาร์ฟตัวโตแหวกว่ายไปมา  นั่งดูเพลินเลยครับ







และนี่คืออีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องมาถ่ายรูป คือ Drum Bridge สะพานที่โค้งเป็นครึ่งวงกลม ชันทีเดียวครับ  ใครมาจะต้องถ่ายเจ้าสะพานอันนี้อมยิ้ม01







ภายในสวนยัง พระพุทธรูป สไตล์ญี่ปุ่น ให้เราได้กราบสักการะด้วย



เดินอ้อมมาถึงทางเข้า Tea House เสียดายไม่มีเวลา อยากมาจิบชาสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นๆ บ้าง



ใกล้ๆ กันเป็นร้าน Gift Shop ครับ จำหน่ายของฝากจากญี่ปุ่น ตุ๊กตา ถ้วยชา ต่างๆ   เห็นนักท่องเที่ยวเข้าไปชมเยอะมากครับ เลยไม่ได้เข้าไป



บรรยากาศภายในดูสวยงามไปหมด ทั้งสีสันของต้นไม้ต่างๆ ทั้งบรรยากาศ โอ๊ยยย ชอบบบบบ อมยิ้ม02













ด้านหลังร้านกิฟท์ช็อป บรรยากาศดีทีเดียวครับ ด้านขวามือ คือ  Hagawara Gate  

มุมแถวนี้ก็เงียบสงบดีนะครับ



จากนั้นเดินตรงต่อไปยัง สวนญี่ปุ่นแบบ Zen ผ่าน Maple Lane ซึ่งเต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลสีเขียว  แต่เสียดายที่ไม่เปลี่ยนสีเป็นเหลืองๆแดงๆ





ถัดไปเป็นสวนหินญี่ปุ่น หรือ  Zen Garden มีลักษณะเป็นสวนแบบแห้ง คือไม่มีบ่อน้ำ แต่จะมีองค์ประกอบหลัก คือ ก้อนหิน ทรายขาว มอส และต้นไม้ต่างๆ แม้จะไม่มีบ่อน้ำเหมือนสวนญี่ปุ่นโดยทั่วไป แต่สังเกตว่า ทรายที่ใช้ตกแต่งสวนญี่ปุ่นแบบนี้ จะถูกทำให้เป็นรุปโค้ง หรือมีลวดลายต่างๆ ที่สื่อถึง แม่น้ำ มหาสมุทร คลื่น เพื่อทดแทนบ่อน้ำ นั่นเอง และยังถือเป็นการฝึกสมาธิ อีกอย่างหนึ่งด้วย เพราะว่าการกวาดทำลายได้ ต้องอาศัยเวลามากๆครับ





ลัดเลาะผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ มาเจอ Temple Gate เสาสีส้มนี่เล่นเอาแชะไปหลายรูปเหมือนกันครับ



ซ้ายมือ จะเห็น Pagoda เจดีย์สีแดงสด ตั้งอยู่ มีรั้วล้อมรอบมิดชิด



รู้สึกมีความสุขมากตลอดเวลาในสวนนี้แห่งนี้  แนะนำว่า เป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดครับ อมยิ้ม36







ออกจากสวนญี่ปุ่น ยังพอมีเวลา เราไปต่อกันที่ Dutch Windmill หรือ The North Windmill ตั้งอยู่บน John F Kennedy Drive ทางซ้ายสุดของ Golden Gate Park สังเกตง่ายๆ  ให้ดูกังหันอันใหญ่ๆ  ภายในมีสวนดอกไม้ให้ถ่ายรูปเล่นด้วยครับ  

//www.golden-gate-park.com/windmills.html















ใช้เวลาไม่นาน เราก็เดินทางต่อไปยัง Twin Peak เพื่อมาชมวิวมุมสูงของเมืองซานฟรานกันครับ

Twin Peak ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชื่อของยอดเขา 2 ลูก มีความสูงประมาณ 200 เมตร ประกอบไปด้วย Eureka Peak( North Peak ) และ  Noe Peak ( South Peak )โดยจุดชมวิวที่เรามาชมนั้น มีชื่อ ว่า Christmas Tree Point ตั้งอยู่ใต้ Eureka Peak ซึ่งเราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองซานฟรานซิสโก และอ่าวซานฟรานซิสโก ได้ แต่วันนี้สภาพอากาศไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไร ทำให้เห็นไม่ค่อยชัด











ลงจากเขา  มาชมบรรยากาศในเมืองกันต่อครับ





ก่อนจะมาต่อกันที่ Alamo Square ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระหว่าง  Webster Street ทางทิศตะวันออก , Golden Gate Avenue ทางทิศเหนือ, Divisadero Street ทางทิศตะวันตก และ Fell Street ทางทิศใต้ โดยมีพื้นที่ใจกลางเป็นสวนสาธารณะที่มีชื่อว่า  Alamo Square Park



Painted Ladies ที่เราจะมาชมนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Alamo Square Park ด้านถนน Steiner Street หาที่จอดได้ริมถนนเลยนะครับ



รองเท้าใครเอ่ย มาห้อยอยู่บนนี้นานาเสียใจ



เดินขึ้นบันไดไปข้างบนกัน    นี่ไงครับ  Painted Ladiesพลุ

คำว่า Painted Ladies เนี่ยในมุมทางสถาปัตยกรรมของอเมริกัน เค้าให้คำจำกัดความ หมายถึง  ตึกหรือบ้านในสไตล์  Victorian หรือ Edwardian ที่ทาสีตั้งแต่ 3 สีขึ้นไป ที่รู้จักกันดี เห็นจะเป็น กลุ่มบ้านสไตล์วิคตอเรียน ที่ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 710–720 Steiner Street ครับ ในบางครั้งก็นิยมเรียก ว่า " Postcard Row " เพราะกลุ่มบ้านวิคตอเรียนเหล่านี้ มักถูกถ่ายและนำไปทำเป็นโปสการ์ด  บ้านเหล่านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1892-1896 อายุเก่าแก่มากครับ จึงต้องมีการบูรณะซ่อมแซมกันอยู่เรื่อยๆ  จะเห็นว่าตึกด้านขวาก็กำลังซ่อมแซมอยู่เหมือนกัน











ที่ด้านบนของ Alamo Square Park เป็นสนามหญ้ากว้าง  ชาวเมืองซานฟรานนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกัน ทั้งนั่งเล่น นอนเล่น ปูเสื่อปิคนิคกันนั่งเม้าท์กัน





มีสนามเด็กเล่น สำหรับคุณหนูๆ ด้วยนะครับ



จากนั้นตั้งใจจะไปเดินเล่นกันที่ย่าน China Town กัน  ในตัวเมืองรถค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วน  แต่รถไม่ติดเหมือนบ้านเรานะครับ  





แผนที่ที่เตรียมไว้ครับ ทั้งร้านติ่มซำ ร้านขายของสด สถานที่ต่างๆที่น่าสนใจ



เราเริ่มกันที่ซุ้มประตูแบบจีน (Dragon Gate) ที่บริเวณ Bush St.



สำหรับย่าน China Town ในเมืองซานฟรานนี้ เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1848 ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในอเมริกาครับ และถ้าไม่นับในทวีปเอเชีย ที่นี่ยังเป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย โดยถนนเส้นหลักของย่านไชน่าทาวน์ จะเป็นเส้น   Grant Avenue ที่เรากำลังวิ่งอยู่นี้ รวมทั้งเส้น Stockton Street ที่ตั้งขนานกันด้วย

บนถนน Grant Avenue เส้นนี้ตกแต่งด้วยโคมแดงเกือบตลอดเส้น   ได้บรรยากาศความเป็นจีนมากๆ เลย ว่าไหมครับ



ตอนแรกตั้งใจว่าจะหาที่จอดข้างทาง แล้วลงไปเดินเล่นซื้อของกินของฝากสักหน่อย  แต่วนหลายรอบแล้วก็ยังหาที่จอดไม่ได้ไม่มี เลยได้แต่ขับรถชมบรรยากาศเอาก็พอ ตึกส่วนใหญ่ก็มีรูปทรงออกแนวจีนๆ ทั้งหลังคาแบบเก๋งจีน รวมถึงลวดลาย การประดับประดาต่างๆ  

ด้านซ้ายมือในรูป เป็นอาคาร  Sing Chong Building ด้านขวาคือ Old St Mary's Church ทั้งสองตึกนี้ตั้งอยู่บริเวณหัวมุม Grant Ave ตัดกับ California St.  สถาปัตยกรรมแบบตะวันออกกับตะวันตก ก็อยู่ด้วยกันได้ จริงไหมครับ



ในภาพอาคารที่เห็นเป็น Bank Of America ตั้งอยู่บริเวณ Grant Ave ตัดกับ Sacramento St.



ถนนบางเส้นก็วันเวย์นะครับ ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาอาจจะงงๆ นิดนึง



จากไชน่าทาวน์เราตรงมา ที่ Union Square ครับ ตั้งอยู่บริเวณถนน Geary, Powell, Post และ Stockton Streets ที่ชื่อ Union Square ก็เนื่องจาก เดิมที่นี่เคยเป็นฐานทัพสนับสนุน Union Army ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา จึงเป็นที่มาของชื่อ Union Square นั่นเองครับ

เสาตรงกลางที่เห็นในภาพ เป็น  The Dewey Monument สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1901 เพื่อรำลึกถึง George Dewey ในสงครามสเปน-อเมริกา  โดยมี The Goddess of Victory statue ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งชัยชนะตั้งอยู่ด้านบน



ถ้าใครขับรถมา ก็สามารถจอดรถได้ที่นี่ครับ หรือ จอดตามที่จอดรถเอกชนทั้งหลาย  แต่ค่าจอดก็แพงนิดนึง



บริเวณ Union Square Park ถือเป็นศูนย์กลางที่ผู้คนนิยมมานั่งเล่น นัดเจอกัน



และที่หัวมุมทั้ง 4 ด้าน จะเป็นที่ตั้งของผลงานศิลปะรูปหัวใจในชื่อของ  Hearts in San Francisco ซึ่งจะเพ้นท์เป็นรูปต่างๆ  โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 และในแต่ละปีจะมีการประมูลผลงานเหล่านี้เพื่อหาเงินเข้า  San Francisco General Hospital Foundation หลังจากนั้นก็จะมีผลงานใหม่ๆ มาเปลี่ยนอยู่ทุกๆปี   จริงๆที่อยากมา เพราะอยากมาถ่ายรูปกับหัวใจครับ แต่ก็พลาดอีกละ



บรรยากาศย่านการค้า โรงแรม แหล่งช็อปปิ้งที่ Union Square มีทั้ง  Macy's และ Shop จากแบรนด์ชั้นนำมากมายครับ แต่เราไม่เน้นช็อปปิ้ง เลยผ่านไป อิอิ



จากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อครับ จุดหมายปลายทางอยู่ที่ Crissy Field





Crissy Field เดิมใช้เป็นฐานทัพอากาศของสหรัฐ ครับ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Golden Gate National Recreation Area



มีลานจอดรถติดชายหาดเลยครับ สะดวกมาก  



ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองซานฟราน หลายๆคนนิยมมาเดินเล่น ปิคนิค บางคนก็พาสุนัขมาวิ่งเล่น รวมถึงกิจกรรมทางน้ำต่างๆ  และที่ Crissy Field ยังสามารถมองเห็นวิวของสะพาน  Golden Gate และเกาะ  Alcatraz ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย











สำหรับ เกาะ Alcatraz เคยเป็นที่ตั้งของประภาคาร ป้อมปราการของกองทัพ และยังเคยเป็นคุกทหาร จนถึงปี ค.ศ.1963 หลังจากนั้น เกาะอัลคาทราซก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ  Golden Gate National Recreation Area  นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมเกาะนี้ได้ โดยเรือเฟอร์รี่จาก Pier 33 ใกล้กับ Fisherman's Wharf ครับ



จากนั้นแวะไปถ่ายรูปกันต่อที่  Palace Of Fine Arts เราจอดรถกันที่ถนน  Baker St.ครับ  บรรยากาศทางเดินดูแล้วร่มรื่นมากๆ



สำหรับ Palace Of Fine Arts เดิมทีที่นี่สร้างขึ้นมาในงาน  Panama-Pacific Exposition เมื่อปี ค.ศ.1915 ครับ เป็นสิ่งเดียวที่เหลือ และตั้งอยู่ที่เดิมจากการจัดงานในครั้งนั้น แต่หลังจากนั้นได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1965 และปรับปรุงทะเลสาป ทางเดินและอื่นๆ เพิ่มเติมจนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.2009

//www.palaceoffinearts.org



เสียดายมาถึงช่วงเย็นแล้ว อากาศก็ไม่เป็นใจเหมือนเคย  ถ้าให้ดี แนะนำให้มาช่วงเช้าๆนะครับ จะได้ไม่ย้อนแสง









ก่อนออกจากที่นี่ เจอเจ้าเป็ดสองตัวนี้ครับ น่ารักมาก เดินตามกันต้อยๆ เลย นานาแต่งตัว



เข้าที่พักกันเลยครับ ขอบอกว่าที่พักในซานฟราน หายากที่สุดในทริปนี้แล้วครับ เพราะข้อกำหนดเยอะ คือต้องไม่แพง ดูดี มีที่จอดรถฟรี  อิอิ  แต่ในที่สุดก็ได้ที่นี่ " Laluna Inn " ตั้งอยู่บนหัวถนน Lombard St.ตัดกับ Broderick St. ซึ่งที่พักแบบ Motel ที่มีบริการที่จอดรถฟรี ส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่บน Lombard St.ครับ

//lalunainn.com



สามารถจอดรถได้ประมาณ 30 คันครับ ถ้าแขกที่เข้าพักไม่เยอะมาก ก็น่าจะมีที่จอดสบายๆครับ



เราได้ห้องพักที่ชั้น 3 มีลิฟท์ให้บริการครับ แต่ขึ้นบันไดมาก็ไม่ได้เหนื่อยเท่าไรครับ  เห็นที่พักอยู่ริมถนนแบบนี้  ตอนกลางคึนก็ไม่ได้ยินเสียงรถเท่าไร หรือเป็นเพราะหลับง่ายก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนแรกก็กังวลมากๆ เพราะเห็นฟีดแบคใน Tripadvisor มีคนบ่นเรื่องหนวกหูเหมือนกัน ก็คงแล้วแต่คนนะครับ  แต่ห้องติดฝั่งถนนแบบนี้ก็ได้วิวเมือง ดีไปอีกแบบ ถ้ากลัวเสียงดัง ต้องไปอยู่ห้องด้านหลังครับ ติดกำแพงตึกอีกฝั่ง



เราจองห้องแบบ Queen/Queen Deluxe room ภายในห้องตกแต่งเรียบง่าย แต่ดูดี  เตียงนอนก็นอนสบายดีครับ อุปกรณ์อื่น มีให้ครบ มีเตารีดให้ด้วยนะครับ แต่โรงแรมแทบทุกแห่ง ไม่มีน้ำดื่มให้เหมือนบ้านเราให้ครับ ต้องเสียตังค์ ภายในห้องน้ำก็โอเคครับ  น้ำแรงดี สรุปแล้วถือว่าประทับใจกับที่นี่นะครับ

















บรรยากาศช่วงค่ำๆ ไม่ได้ออกไปไหนครับ พักผ่อนอยู่ที่ห้องเนี่ยล่ะ





เช้าวันรุ่งขึ้นยังคงเที่ยวอยู่ในซานฟรานครับ  ขับรถมุ่งหน้าไปที่ตาม Lombart St.เลี้ยวขวาที่ Hyde St.แล้วหาที่จอดริมถนนครับ



เส้นนี้มีรถรางสาย Powell-Hyde วิ่งผ่านด้วยครับ



จอดได้ตั้งแต่ 8โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ยกเว้นวันอาทิตย์ครับ  ขอบอกว่าจอดยากมาเพราะถนนมันชัน ต้องบิดล้อขวางกับขอบทางเท้าให้รถไม่ไหลครับ เสียวไหลไปชนคันอื่นจริงๆ



จอดเสร็จเดินไปชมถนน Lombard บริเวณที่คดเคี้ยวที่สุดในโลกกันดีกว่า  

สองข้างทางมีทางบันไดสำหรับเดินขึ้นลงครับ ส่วนทางรถวิ่งนั้น วันเวย์ ขับลงได้อย่างเดียวครับ





ระหว่างถนนที่คดเคี้ยวนั้น ก็มีที่จอดรถสำหรับเจ้าของบ้านด้วยครับ เวลาขับเข้า-ออก บ้านคงลำบากน่าดู



เมื่อเดินลงมาจนถึงด้านล่าง ซึ่งเป็นถนน Leavenworth St. ก็จะเห็นมุมที่คุ้นตาแบบนี้ครับ ซิกแซกแบบไม่ต้องหยุดกันเลยทีเดียว





เนื่องจากถนนในช่วงนี้ชัน และเป็นทางลง เราสามารถมองเห็นวิวของอาคารบ้านเรือนไปจนสุดถนนเลยครับ และยังมองเห็น Coil Tower ทางขวามืออีกด้วย



ด้านหลังที่เห็นลางๆ เป็น  Treasure Island ครับ



ตามถนนเค้าจะปลูกต้นไม้เป็นระยะๆ สร้างความสดชื่นและมีเสน่ห์ให้กับถนนเส้นนี้อย่างมาก บางฤดู เราจะเห็นดอกไม้บานเต็มไปหมดด้วยครับ





มองไปทางขวา จะเห็น San Francisco-Oakland Bay Bridge อยู่ไกลๆ ด้านขวามือที่เป็นตึกแหลมๆ นั่นคือ ตึก Transpyramid ครับ



จาก Lombard St. เราจะขับข้ามสะพาน     Golden Gate ไปยังฝั่งตรงข้ามครับ ซึ่งถ้าวิ่งขึ้นทางทิศเหนือข้ามไป ไม่เสียค่าผ่านทางครับ แต่ขากลับเข้าเมืองต้องเสียนะ อิอิ



สำหรับสถานที่ที่เราจะไปเมื่อข้ามไปฝั่ง Marine Headland ก็คือ จุดชมวิว  3 จุดตามภาพนี้ครับ



บนสะพาน มีคนมาเดินชมวิวกันเยอะเลย เสียดายที่เราไม่ได้เดิน เพราะไม่มีเวลาเลย



พอข้ามสะพานแล้วเตรียมชิดขวาไว้ครับ สังเกตป้าย Vista Point ไว้



ขับเข้ามาด้านในของ Vista Point มีลานจอดรถโดยรอบ และแนวกำแพงกั้นสำหรับชมสะพานโกลเด้นเกท







และยังสามารถชมวิวสถานที่สำคัญๆ จากฝั่งซานฟราน ได้ด้วยครับ โดยจะมีแผ่นป้ายชี้ไปสถานที่นั้นๆ





ซูมๆ จะเห็น สะพาน San Francisco-Oakland Bay Bridge และ ขวามือคือ ตึก Transpyramid



พื้นที่ตรงกลางมีรูปปั้น The Lone Sailor เพื่อรำลึกถึงทหารเรือที่เคยแล่นเรือผ่านสะพานนี้ และจากไประหว่างสงคราม





อาคารแสดงประวัติและข้อมูลต่างๆ มีบริการห้องน้ำด้วยครับ





ออกจาก Vista Point ขับลอดใต้ถนนไปอีกฝั่ง เพื่อไปยัง ถนน ConZelman Rd. ของ  Marine Headland





จริงๆ เราจะแวะที่ Battery Spencer ก่อนแต่ไม่มีที่จอดรถ  จึงขับเลยมาอีกหน่อย มีที่จอดชมวิวสะพาน Golden Gate ได้เหมือนกันครับ







ถ่ายเสร็จก็ขับย้อนไปเส้นทางเดิม มีที่จอดรถพอดี แล้วเดินเท้าต่อไปยัง  Battery Spencer จุดที่ใกล้กับสะพานโกลเด้นเกทมากที่สุด



เดินกันเพลินๆ ประมาณ 10-15 นาที ก็ถึงครับ แต่ลมแรงมากๆครับ ทางเดินก็ชันเล็กน้อย   พอเมื่อยขา



จุดนี้มองเห็น Vista Point ที่เราเพิ่งไปมาด้วยครับ



เดินอีกนิดก็ถึงด้านบนจุดชมวิวแล้วครับ เป็นลานกว้างๆ มีรั้วกั้นกันตกอยู่ด้านริม  ตอนแรกคิดว่าจะมาถ่ายช่วงค่ำๆ แสงสวยๆ แต่ก็ไม่ได้มาครับ น่าเศร้า..อมยิ้ม14







ได้เวลาข้ามสะพานกลับไปยังเมืองซานฟรานละครับ ซึ่งเราต้องเสียค่าข้ามสะพานด้วย  ราคาประมาณ  $7 ครับ โดยเราสามารถเสียผ่านออนไลน์ได้ ตอนขับผ่านก็งงๆ เล็กน้อยครับ เคยอ่านมาเข้าใจว่า กล้องจะยิงป้ายทะเบียนไว้เรียกเก็บตังค์ ถ้าไม่จ่ายจะมีบิลเรียกเก็บส่งมาที่บ้านเจ้าของรถ  แต่รถที่เราขับเป็นรถใหม่ยังไม่มีป้าย คิดว่าคงตามเก็บไม่ถูกครับ 555

https://www.bayareafastrak.org/vector/static/about/payGGBToll.shtml





พอลงจากสะพาน Golden Gate ก็เริ่มงงเส้นทางครับ ขนาดดู Gps แล้วก็ยังหลง ต้องหาที่ตั้งต้นใหม่ เพื่อไปยัง Baker Beach



Baker Beach เป็นชายหาดสาธารณะ ทอดยาวไปกับมหาสมุทรแปซิฟิค ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซานฟราน  หาดแห่งนี้มีความยาวประมาณ 800 เมตร อยู่ในการดูแลของ Golden Gate National Recreation Area  จอดรถกันเรียบร้อยก็เดินตรงออกมาที่หาดเลยครับ  ทางเดินเป็นทราย  เดินยากนิดนึง และต้องระวังทรายเข้ารองเท้าด้วยครับ



ด้านซ้ายมือเป็นบ้านคนตั้งอยู่บนหน้าผาหิน น่าอิจฉาเจ้าของบ้านนะครับ เห็นวิวชายหาด และสะพานโกลเด้นเกททุกวันเลย



ที่ชายหาดผู้คนนิยมมาเดินเล่น อาบแดด นอนอ่านหนังสือ หรือปูเสื่อปิคนิค กันครับ บางคนก็มาตกปลากันริมหาดกันด้วย



ตอนแรกกะว่าจะเดินไปจนถึงตืนสะพาน แต่เดินไปได้ซักระยะ ตัดสินใจว่าพอดีกว่า สำหรับที่ Baker Beach นี้ ผมชอบมากกว่าที่ Crissy Field อีกนะครับ คงเพราะสามารถมองเห็นสะพานได้ใกล้กว่า และคนน้อยกว่าด้วยครับ  เสียดายวันนี้ไม่มีแดด ไม่งั้นคงแจ่มกว่านี้



แต่ยืนดูเจ้าของจูงสุนัขมาเดินเล่นริมหาด ก็เพลินแล้วครับ





จาก Baker Beach เรามาต่อกันที่ Golden Gate Bridge Vista Point ฝั่งเมืองซานฟรานกันครับ จุดนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด   สามารถจอดรถได้ที่จุดสีแดง และสีเหลือง ตามแผนที่ครับ เราเลือกจอดที่จุดสีเหลือง เพราะค่าจอดถูกกว่า



บริเวณลานจอดรถจุดสีเหลือง มีชื่อว่า Battery East



จอดเสร็จไปจ่ายเงินค่าจอดที่ตู้นี้ครับ



ค่าจอด ชั่วโมงละ $1 เราเลือกเวลาประมาณ 30 นาที



ก็จะได้ใบเสร็จแบบนี้มา ไปวางไว้ที่หน้ากระจกรถครับ



จากนั้นก็เดินตาม Battery East Trail ไปเรื่อยๆครับ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระหว่างทางเดินก็จะมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสะพาน Golden Gate สวยๆ หลายมุมเหมือนกัน  และเส้นนี้ยังเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้ปั่นจักรยานไปยังจุดต่างๆอีกด้วยครับ







เดินเรื่อยๆสบายๆ ก็มาถึง Golden Gate Bridge Vista Point แล้วครับ

//goldengatebridge.org/photos/grounds.php



บริเวณนี้มีรูปปั้น ที่สร้างเพื่อระลึกถึง ง Joseph Baermann Strauss วิศวกรโครงสร้างชาวอเมริกัน  ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะที่เป็นหัวหน้าวิศวกร ในการสร้างสะพาน Golden Gate แห่งนี้



ด้านบนอาคารทรงกลมที่เห็นคือ Bridge Round House ภายในมีจัดแสดงภาพถ่าย และเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร รวมถึงไกด์ทัวร์ต่างๆ ใกล้ๆกันที่มีธงชาติอเมริกัน เป็นจุดชมวิว Flag Pole Hill สามารถชมวิวสะพานได้



สำหรับผู้ที่จอดรถในบริเวณนี้ก็มาจ่ายค่าจอดได้บริเวณนี้เช่นกัน  



อันนี้เป็นป้ายบอกวิธีการจ่ายค่าข้ามสะพานโกลเด้นเกทครับ



ถัดมาเป็น Bridge Pavillion อาคารสีส้มแดง ภายในบริการข้อมูล และจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆครับ

//www.goldengatebridgestore.org



ซ้ายมือเป็น Bridge Cafe จำหน่ายอาหารง่ายๆ พวกแซนวิช สลัด และเครื่องดื่มต่างๆ



ป้ายรถบัส อยู่ที่หน้า Bridge Pavillion



สายเคเบิ้ลที่ใช้สร้างสะพาน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 92.4 เซนติเมตร เกือบเมตรเลยครับ ใหญ่มากๆ



แผนที่บริเวณ Golden Gate Bridge Vista Point



ชมบรรยากาศกันสักครู่ ก็ได้เวลาเดินกลับไปยังที่จอดรถล่ะครับ  ระหว่างทางพอมองเห็น เกาะ  Alcatraz ได้ไกลๆ





เส้น  Battery East Trail สามารถเดินเชื่อมไปยังเส้นอื่นๆ ได้ด้วยนะครับ





จากสะพานโกลเด้นเกท เราแวะไป Crissy Field กันอีกรอบครับ เห็นวันนี้ฟ้าใสกว่าเมื่อวานนานาโอเค















ก่อนกลับมาพักเหนื่อยกันที่โรงแรมครับ



ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆโรงแรมบริเวณสี่แยกมี  Walgreens เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดย่อมๆ ใครต้องการซื้ออะไรก็ไปที่นี่ได้เลยครับ สะดวกมากๆ



แอบดูที่จ่ายเงินค่าจอดรถ หน้า Wallgreens  ตำรวจในรถนั่งมอง ไอ่นี่มันถ่ายไปทำไม 55



หาอะไรทานมื้อเที่ยง นอนเล่นสักชั่วโมง บ่ายๆ ก็ออกเดินทางต่อ ตั้งใจจะไปเดิน Pier 39 และ Fisherman's Wharf ขับรถวนหาที่จอดริมถนน แต่ไม่มีว่างเลยครับ คงเป็นเพราะเป็นวันหยุดด้วย ครั้นจะไปจอดที่จอดรถเอกชน ค่าจอดก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน ประกอบกับที่บ้านขี้เกียจเดินเลยขอชมบรรยากาศจากบนรถละกัน

//www.pier39.com/



สำหรับที่ Pier 39 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยม เพราะมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเก๋ๆมากมาย และบริเวณท่าเรือยังมีเจ้าสิงโตทะเล Sea Lion คอยเรียกแขกอีกด้วย  สำหรับเมนูที่หลายคนนิยมมาชิมกันก็คือ Clam Chowder หรือซุปครีมหอยลาย ที่ร้าน  Boudin  ส่วนตัวเคยชิมของซุปครีมหอยลาย ตอนที่ไป Costco แล้วครับ ก็อร่อยดีนะ

//www.boudinbakery.com/







บริเวณ Hyde Street Pier เป็นที่ตั้งของ San Francisco Maritime National Historical Park เราสามารถเข้าชมบนเรือประวัติศาสตร์ได้ด้วยครับ ค่าเช้าชมคนละ $5

//www.nps.gov/safr/index.htm





ผ่านจุดกลับรถ Cable Car สาย Powell-Hyde St.



จากนั้นไปต่อกันที่ Coil Tower ครับ



ขับไปทางเส้น The Embarcadero ผ่าน Pier 33 จริงๆ ตั้งใจจะมาเดินเล่นที่ Ferry Building และแวะถ่าย Bay Bridge ด้วยครับ  แต่ก็ล่ม



ตั้ง GPS มาแล้ว แต่หาไม่เจอครับ เห็นแต่ป้ายให้เดินเท้าขึ้นไป  



งั้นขอถ่ายจากด้านล่างละกัน เพราะหาทางขึ้นไม่เจอ ฮือๆ



สุดท้ายกลับโรงแรมล่ะครับ  ผ่าน Transamerica Pyramid ตึกทรงปิระมิดแห่งนี้อยู่บริเวณหัวมุมแยก Washington St. กับ Montgomery St. ครับ

//www.transamericapyramidcenter.com/





ผ่านแถวๆ Union Square และ Japan Town ก่อนจะกลับสู่ที่พัก  เป็นอันจบการเที่ยวในซานฟรานครับ







------------------------------------------------

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่แวะมาชม นะครับ  พบกันใหม่คราวหน้าครับ  อมยิ้ม16

หากเพื่อนๆต้องการติดตามหรือพูดคุย เชิญที่นี่นะครับ

FB: https://www.facebook.com/oLosMagazine

Instagram :onelightoneshadow





Create Date : 21 มิถุนายน 2557
Last Update : 21 มิถุนายน 2557 16:41:47 น. 0 comments
Counter : 1454 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

One Light One Shadow
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




กด like / ถูกใจ OLOS

qrcode free counters
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
21 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add One Light One Shadow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.