มีนาคม 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย บทที่๑ แหวนนาค

>

บทที่๑

แสงสว่างวาบมาจากณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ลำแสงนั้นแจ่มจ้าเสียจนทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัว อากาศบริเวณนั้นอบอ้าว ร้อนจนแน่นหน้าอกหายใจติดขัด ร่างบางเซถลาเข้าไปยังบริเวณที่หมอกสีขาวลอยคละคลุ้ง บรรยากาศจึงค่อยผ่อนคลายมากขึ้นทั้งยังมีกลิ่นหอมฉุนๆลอยมาแต่ไกล

แล้วจู่ๆละอองไอเหล่านั้นก็กลายเป็นสีทองระเรื่อเมื่อชายชราในชุดสีขาวปรากฏกายขึ้น พร้อมกับนำแหวนนาคไร้ลวดลายมาสวมลงบนนิ้วเรียวเสลาของเธอหญิงสาวพยายามดึงมือออกจากการเกาะกุมนั้น ทว่ากลับไร้ผลไม่ช้าแหวนเกลี้ยงทำจากนาคก็ค่อยๆถูกกลืนหายเข้าไปในโคนนิ้วก้อยของเธออย่างช้าๆไม่เจ็บ ไม่รู้สึกรู้สา แต่ในใจของหญิงสาวกลับกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก เอื้องลดารวบรวมสติและเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกระชากข้อมือออกจากมือของผู้เฒ่า แล้ววิ่งหนีอย่างสุดชีวิต แต่สองหูกลับได้ยินเสียงแหบแห้งนั้นดังไล่หลังมา

“จงฮักษามันเอาไว้ให้ดีเอื้องฟ้า”



ร่างระหงที่ผุดลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืดมีอาการเหนื่อยหอบคล้ายคนวิ่งมาจากระยะทางไกลหลายกิโลเมตรดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ คิ้วโก่งขยับเข้าหากันจนเกือบชิด ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นสันตรงทว่าหัวใจนี่สิที่มันเต้นตึกตักอย่างไม่หยุดหย่อน แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าใด

เสียงเครื่องปรับอากาศดังอยู่เหนือศีรษะทำให้เอื้องลดารู้ว่าเวลานี้เธออยู่ในโลกแห่งความจริงมิใช่ความฝันดังเช่นเมื่อครู่

เป็นนานหญิงสาวจึงยกมือซ้ายขึ้นทาบหน้าอกตนเองพรูลมหายใจออกมาด้วยความอัดอั้น เหตุการณ์ในฝันมิได้บีบคั้นจิตใจสักเท่าใดนักแต่บรรยากาศอันมัวสลัว ชายชุดขาวและแหวนวงนั้นที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูกแปลกนักที่คืนนี้เอื้องลดาไม่ฝันถึงการศึกสงครามเหมือนที่เคยฝันอยู่เป็นประจำหญิงสาวได้แต่หวังว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดมโนภาพในฝันจะเป็นเพราะอ่านนิยายแปลมากเกินไปเท่านั้นเอง มันคงมิได้เป็นลางบอกเหตุใดๆหรอก

คิดได้ดังนั้นเอื้องลดาจึงขยับตัวเอนกายลงไปในท่านอนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแค่เอว หลับตาลง พยายามนับแกะ นับเลข อยู่หลายรอบ ก็ยังไม่มีอาการง่วงงุนใจพานจะคิดถึงแต่เรื่องราวในความฝันอยู่ร่ำไป จนล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาใกล้ๆฟ้าสางหญิงสาวจึงหลับสนิทได้ในที่สุด

บางสิ่งหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจแม้เนิ่นนานเท่าใดก็ไม่มีวันลืมลง




Create Date : 22 มีนาคม 2556
Last Update : 4 มีนาคม 2557 13:14:56 น.
Counter : 1185 Pageviews.

2 comments
  
รถสปอร์ตสีแดงเลี้ยวเข้าไปในอาคารขนาดกลางซึ่งเป็นอาคารจอดรถแล้วจึงเคลื่อนเข้าไปจอดบนชั้นสองด้านในสุดตามที่พนักงานได้จัดสรรพื้นที่เอาไว้ให้

หลังรถจอดสนิท มือเรียวจึงถอดแว่นตาสีดำออกจากใบหน้าแล้วหย่อนมันลงในกระเป๋าถือสีเดียวกัน ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหาหญิงสาวที่โดยสารมาในรถอีกสองคน “ไปกันได้แล้วน้องมาส คุณมุกเชิญค่ะ”

ทั้งสองคนตอบเพียงว่า ‘ค่ะ’เบาๆพร้อมทั้งเปิดประตูก้าวลงจากรถไปยืนคุยกันรอเจ้าของรถอยู่ห่างๆ

เมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว เอื้องลดาได้รับโทรศัพท์จากพิมลมาสหรือมาสซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันมาตั้งแต่เธอยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันว่าคุณปู่สุนทรผู้เคยไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเกี่ยวกับเรื่องโบราณวัตถุนั้นต้องการพบตัวโดยด่วน ด้วยความที่เอื้องลดาสนิทสนมกับคุณปู่สุนทรเป็นการพิเศษ เธอจึงรีบแจ้งผู้จัดการส่วนตัวให้โทรศัพท์ไปเลื่อนคิวถ่ายละครซึ่งตนเองรับบทนางเอกอยู่เป็นวันรุ่งขึ้นแทน แต่เพราะละครพีเรียดที่หญิงสาวรับงานเอาไว้นั้นต้องถ่ายทำไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ เอื้องลดาจึงมีเวลาเถลไถลไม่มากนัก เนื่องจากนาถนรีผู้จัดการส่วนตัวของเธอได้จองตัวเครื่องบินเอาไว้ให้ในช่วงบ่ายวันนี้โดยให้เหตุผลว่า “พี่อยากให้เอื้องพักผ่อนสักคืนก่อนถ่ายทำ หน้าตาจะได้ผ่องใส ไม่ใช่ตาลีตาเหลือกมาเข้าฉากหลังลงจากเครื่องไม่กี่ชั่วโมงกลายเป็นนางเอกซอมบี้ไป”

ล็อกรถเสร็จแล้ว ดาราสาวจึงก้าวลงจากฝั่งคนขับไปสมทบกับหญิงสาวอีกสองคนและเอ่ยถามพิมลมาสด้วยความสงสัย“คุณปู่บอกหรือเปล่าน้องมาส ว่าอยากพบพี่เรื่องอะไร ทำไมถึงย้ำว่าให้มาพบก่อนที่จะเดินทางไกลให้ได้”

สาวน้อยสั่นหน้า ตอบโดยไม่ต้องคิด “ไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ มาสเองก็เพิ่งทราบเรื่องจากคุณพ่อตอนเช้านี้เหมือนกัน เห็นว่าคุณลุงอานนท์ฝากท่านมาบอกมาสอีกทีน่ะค่ะ”

คิ้วคู่สวยของเอื้องลดาขยับเข้าหากันชั่วครู่จึงคลายออก เธอไม่เข้าใจเหตุผลของอีกฝ่ายเท่าใดนัก แต่ก็พยายามปัดความข้องใจออกด้วยการหันไปชวนมุกตาภาคุยแทน เพราะแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนักข่าวสายบันเทิงที่พบกันบ่อยอยู่แล้ว แต่ในเวลาทำงานก็ไม่ค่อยมีเวลาเมาท์มอยกันนัก ด้วยต่างคนต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบ"คุณปู่ให้น้องมาสตามคุณมุกมาเหมือนกันหรือคะ”

“เปล่าหรอกค่ะ พอดีวันนี้มุกว่างก็เลยไปเยี่ยมยายมาสที่บ้าน พอถูกชวนมาที่นี่ต่อก็ตกลงทันทีเลย”เหยี่ยวข่าวสาวตอบอย่างคล่องแคล่วตามบุคลิก ดวงหน้าสวยเก๋มีรอยยิ้มระบายอยู่จางๆ

สามสาวเดินลัดเลาะถนนสายเล็กๆอันเต็มไปด้วยร้านรวงสองข้างทางเข้าไปจนเกือบสุดซอยจึงมองเห็นเรือนไม้สองชั้นทาสีเขียวโดดเด่นอยู่ท่ามกลางอาคารลักษณะคล้ายๆกัน ด้านหน้าอาคารแต่ละหลังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นแนวทำให้ดูร่มรื่นไม่แห้งแล้ง โดยเฉพาะหน้าร้านขายของเก่าที่สามสาวกำลังเดินทางไปนั้น แม้จะมีพื้นที่ว่างน้อยนิด แต่เจ้าของร้านก็สู้อุตส่าห์นำไม้อัดมาประกอบกันเป็นชั้นๆ สำหรับวางกระถางดอกไม้ซึ่งปลูกไม้ดอกต้นเล็กๆเอาไว้อย่างสวยงาม

“ถึงแล้ว เฮ้อ!วันนี้พี่รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ปกติก็มาหาคุณปู่อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”เอื้องลดาพึมพำ

“สงสัยพี่เอื้องไม่ได้มาพบคุณปู่นานแล้วมั้งคะ”พิมลมาสพยายามเดา

คนตื่นเต้นพยักหน้าคล้อยตามเมื่อมองไม่เห็นเหตุผลอื่นที่ดีกว่านี้ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังไม้ดอกสีสันสวยงามในกระถางเล็กๆพลางเปรย“คุณปู่เคยพูดอยู่บ่อยๆว่าการพบกันมันเป็นเรื่องของวาสนา”เอื้องลดาเสริมทั้งที่สายตาจับจ้องดอกไม้สีบานเย็นดอกจ้อยในกระถางนิ่ง

“คงจะอย่างนั้นแหละค่ะ”มุกตาภาเห็นด้วย

การสนทนาของสามสาวยุติลงเพียงเท่านั้นเมื่อเอื้องลดาผลักบานประตูเข้าไปในร้านขายของเก่า กระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านนอกประตูแกว่งไกวส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งเป็นเหตุให้ชายกลางคนร่างสันทัดซึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์หันขวับมามอง “อ้าว เด็กๆมากันแล้วรึ คุณปู่นั่งรออยู่ที่ระเบียงหลังร้านโน่นแนะ”

“คุณลุงสวัสดีค่ะ”สาวสวยทั้งสามยกมือขึ้นทำความเคารพและเอ่ยขึ้นเกือบพร้อมๆกัน

คุณอานนท์รับไหว้และทักทายผู้อ่อนวัยกว่าอย่างใจดี จวบจนมีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถามราคาสินค้า เขาจึงชี้บอกทางไประเบียงก่อนหันกลับมาคุยกับลูกค้าของตนอย่างสุภาพ

เสียงไอลอยมาตามลมเป็นระยะๆระหว่างที่สามสาวกำลังเดินตามทางเดินแคบๆไปยังประตูหลังร้านซึ่งผู้ชรานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

เอื้องลดาได้ยินก็หันมาสบตาพิมลมาส “คุณปู่ไม่สบายนี่ มิน่าล่ะ”
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 4 มีนาคม 2557 เวลา:12:55:24 น.
  
“คุณปู่สวัสดีค่ะ”เสียงทักทายของสามสาวเป็นเหตุชายสูงวัยในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงแพรสีน้ำเงินซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกและหญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนที่นั่งอยู่บนตั่งไม้เตี้ยๆเงยหน้าขึ้นมองพลางยิ้ม

“มากันแล้ว ดีๆมานั่งนี่ก่อนหลานๆ”ปู่สุนทรเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความยินดีเอาไว้ไม่มิด

ชายชราถือว่าเด็กสาวทั้งสี่เป็นเสมือนลูกหลาน เนื่องจากได้รู้จักและเกื้อกูลกันมานานจนรู้สึกผูกพัน

“คิดถึงคุณปู่จังค่ะ ไม่ได้คุยกันนานเลย”พิมลมาสประจบด้วยเสียงออดอ้อน

ปู่สุนทรหัวเราะเบาๆแล้วแกล้งพูดดักคอเสียงดุ “จะมาคิดถึงอะไรคนแก่ ตั้งแต่ปู่แก่ตัวลงจนไปมหาวิทยาลัยไม่ไหวก็ไม่มีใครสนใจปู่หรอก แม่นางเอกนั่นก็เหมือนกัน เห็นแต่ในทีวี”

“โธ่ คุณปู่คะ พวกเราก็คิดถึงคุณปู่ตลอดแหละค่ะ เพียงแต่ไม่ค่อยว่างเหมือนตอนเรียนเท่านั้นเอง”เอื้องลดาออกตัวยิ้มๆ หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว “คุณปู่ไม่สบายหรือคะ ตอนเดินเข้ามาเอื้องได้ยินเสียงคุณปู่ไอเป็นวรรคเป็นเวร”

“โรคคนแก่นั่นแหละลูก มันเป็นธรรมดาของสัตว์โลก เมื่อความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็ต้องมีอยู่ ไม่มีใครพ้นตายได้หรอก เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน ตายก็ตายเต็มแผ่นดิน อยู่ เกิด แล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิดอยู่นี่แหละ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจงใช้ชีวิตด้วยความประมาทและอย่าวิตกกังวลให้มากจนเกิดความทุกข์”ปู่สุนทรตอบกลั้วหัวเราะราวกับพูดถึงเรื่องอันน่าขบขัน ทำให้ไหล่อันลู่ค้อมตามวัยนั้นสั่นน้อยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเอนหลังลงไปแนบเก้าอี้

สำหรับผู้ชราที่ฝักใฝ่อยู่ในธรรมะนั้นย่อมปลดปลงไม่ยึดติดอยู่กับอำนาจของสังขารอีกต่อไป การกล่าวถึงความเจ็บ ความตายจึงเป็นเรื่องสามัญของโลก

เอื้องลดามองร่างอันซูบเซียวของผู้สูงวัยพลางระบายลมหายใจออกมาเบาๆเมื่อเห็นว่ารูปร่างของปู่สุนทรนั้นดูผ่ายผอมลงอย่างน่าใจหาย แต่ก็คงเหมือนดังที่พระท่านได้สอนเอาไว้กระมัง ว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีเกิดก็ย่อมมีดับ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลกเพื่อรอเวลาของตน หากเธอเข้าสู่ปัจฉิมวัยดุจเดียวกันก็คงจะปลงต่อชีวิตได้มากกว่านี้

“แล้วหนูมุกล่ะเป็นยังไงบ้าง”ปู่สุนทรหันไปถามผู้ที่นั่งเงียบอยู่ด้านหลังพิมลมาสบ้าง

“มุกสบายดีค่ะคุณปู่ ไม่ได้มากราบคุณปู่นานแล้ว คิดถึงจังเลยค่ะ”มุกตาภาออดบ้าง

พิมลมาสขยับถอยหลังให้พี่สาวเขยิบเข้ามาหาผู้ชราใกล้ๆ แล้วเล่าว่า “ตอนแรกพี่มุกเขาจะไปธุระที่อื่นค่ะคุณปู่ แต่สุดท้ายก็ตามมาสมาต้อยๆ”

“แหมก็ไม่ได้รวมตัวกันนานแล้วนี่คะ” มุกตาภาตอบก่อนจะหันไปยิ้มให้ชลิยา “ตอนแรกนึกว่าวันนี้จะไม่เจอคุณเชอร์รี่เสียแล้ว ยังนึกเสียดายอยู่เลยค่ะ ”

“สงสัยดวงพวกเราจะสมพงษ์กัน” เอื้องลดาช่วยสรุป

สิ้นคำของดาราสาว ชลิยาจึงหันมาตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “เหมือนมีอะไรดลใจให้อยากมาที่นี่น่ะค่ะ ว่าแต่คราวนี้คุณเอื้องท่าทางจะสบายใจดี ดูสิสวยเช้งเลย”

เอื้องลดาหัวเราะ มองเห็นรอยบุ๋มปรากฏชัดอยู่บนสองข้างแก้มแล้ววางมือทาบลงเหนือมือนักเขียนบทสาวเบาๆ “แหม นักเขียนบทนี่เขาปากหวานกันจังนะคะ แล้วคุณเชอร์รี่ล่ะ เป็นไงบ้าง งานเขียนบทหนักไหม เห็นผู้กำกับบอกว่าคุณเชอร์รี่เป็นคนเขียนบทละครตราบสิ้นอสงไขยที่กำลังจะถ่ายทำใช่ไหม”

ชลิยาย่นจมูก “ใช่ค่ะ งานหินและละเอียดมาก หนักหนาสาหัสเสียจนแทบไม่ได้นอนเลยล่ะค่ะคุณเอื้อง บางวันหัวไม่แล่นก็ต้องพยายามคิดเสียจนหัวแทบแตก”

“เอาน่า เก่งอยู่แล้วนักเขียนบทมือทอง”เอื้องลดาบีบมือชลิยาเบาๆอย่างให้กำลังใจ

เอื้องลดาได้ยินชื่อเสียงของชลิยามาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการใหม่ๆ หลายครั้งหลายคราที่เธอต้องเป็นผู้แสดงตามบทบาทที่ชลิยาเป็นผู้กำหนด และเมื่อนักเขียนบทคนดังไปเยี่ยมกองถ่าย ทั้งสองจึงเริ่มทำความรู้จักกัน ทว่าผู้ที่ทำให้สนิทสนมมากยิ่งขึ้นก็คือคุณปู่สุนทรนั่นเอง

เมื่อทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เอื้องลดาจึงขยับนั่งตัวตรง จ้องเจ้าของบ้านตาแป๋วพลางถาม “คุณปู่มีอะไรจะใช้เอื้องหรือเปล่าคะ”

ปู่สุนทรมองหน้าหญิงสาวทีละคนแล้วจึงตรึงสายตาเอาไว้ที่เอื้องลดาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับตน กล่าวเบาๆ“ปู่จะบอกกับทั้งสี่คนว่า ทุกคนมีดวงชะตาที่คล้ายๆกัน จึงได้มาพบและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีอะไรก็จงพูดกันตรงๆอย่าปิดบัง เผื่อมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที”

“จะมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นหรือคะคุณปู่”มุกตาภาเป็นผู้ถาม

“ชีวิตมนุษย์มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายผ่านเข้ามา บางครั้งก็ร้ายก่อนดี บางทีก็ดีก่อนร้าย อย่าไปคิดมากกับเรื่องที่มันยังไม่เกิด เออ ลืมเรื่องสำคัญไปเลย ที่ปู่เรียกเอื้องมาวันนี้เพราะมีของสิ่งหนึ่งจะมอบให้เจ้า”

“ให้เอื้องหรือคะ”เอื้องลดาถามซ้ำงงๆ

“ใช่ ให้เจ้านั่นแหละ แบมือออกสิ”ผู้ชราย้ำเสียงหนัก

สามสาวต่างหันมองเอื้องลดาเป็นตาเดียว ขณะที่ผู้เป็นจุดสนใจยื่นมือออกไปเบื้องหน้าช้าๆ

ปู่สุนทรยิ้มน้อยๆที่มุมปากก่อนวางของบางสิ่งลงบนอุ้งมือขาวผ่องนั้น “จงสวมมันติดตัวเอาไว้ อย่าได้ถอด”

มือเรียวสั่นน้อยๆเมื่อมองเห็นแหวนนาคอันคุ้นตา “เอ่อ คุณปู่จะให้เอื้องสวมแหวนนี่หรือคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ สงสัยอะไรล่ะ แหวนนี้เป็นแหวนที่จะช่วยคุ้มครองเจ้าจากเภทภัยต่างๆ”

“แต่ว่า เอื้อง...”คำปฏิเสธจ่ออยู่ที่ปากของดาราสาวเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ในฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา

“สวมนิ้วเจ้าไว้สิ”ปู่สุนทรเอ่ยสำทับ

“แล้วมัน เอ่อ มันจะจมเข้าไปในเนื้อของเอื้องหรือเปล่าคะคุณปู่”หญิงสาวถามเสียงอ่อย

“บ๊ะ ไอ้เจ้านี่มันเรื่องมากเสียจริง พูดเป็นตลกคาเฟ่ไปได้ มันจะเข้าในนิ้วหรือเปล่า อยากรู้เจ้าก็ลองใส่เข้าไปในนิ้วสักทีสิ”

เอื้องลดามองแหวนในอุ้งมือนิ่ง ชลิยาจึงสะกิด “สวมเถอะค่ะคุณเอื้อง ดูท่าทางจะเป็นแหวนมงคลนะคะ”

“แต่ว่า...”

“มาสใส่ให้ไหมคะพี่เอื้อง”พิมลมาสอาสาช่วยเมื่อเห็นท่าทางเก้ๆกังๆของสาวรุ่นพี่

เอื้องลดาสูดลมหายใจเข้าปอดยาวๆ จากนั้นจึงหันไปตอบสาวน้อยคนเล็ก “ไม่เป็นไรจ้ะพี่ใส่เองได้”

กระนั้นมือขวาของเธอก็ยังสั่นๆขณะจ่อแหวนไว้ที่ปลายนิ้วก้อยข้างซ้ายของตน

ค่อยๆดันมันเข้าไปอย่างช้าๆประวิงเวลาให้เนิ่นนานที่สุด ใจคอพลอยกังวลไปสารพัด

แหวนเลื่อนเข้าไปจนสุด เจ้าของมือจ้องมองนิ้วตนเองนิ่ง หวั่นเกรงว่าจะเกิดปาฏิหารย์ขึ้นดุจเดียวกับในความฝัน

แต่ก็ไม่…

“ดีแล้ว อย่าถอดมันออกนะเอื้องลดา”ผู้ชราเน้นย้ำน้ำเสียงจริงจัง

“ขอบคุณค่ะคุณปู่”เอื้องลดายกมือขึ้นไหว้ก่อนจะขยับถอยหลังออกมานั่งเคียงพิมลมาส จากนั้นจึงนั่งนิ่งเงียบฟังมุกตาภาที่กำลังเอ่ยชมผลงานของนักเขียนบทมือทอง“มุกดูละครที่คุณเชอร์รี่เขียนบทมาหลายเรื่องแล้ว อยากจะบอกว่าสนุกมากกกกก”เธอลากเสียงคำว่ามากยาวเหยียด

สาวน้อยคนเล็กจึงหันไปถามพี่สาวบ้าง “พี่มุกพูดเหมือนไม่ค่อยได้เจอพี่เชอร์รี่ ทำงานวงการบันเทิงเหมือนกันแท้ๆ เวลาเจอกันตามงานทำไมไม่ชมล่ะ พี่เขาจะได้ดีใจ”

ชลิยาหันไปขอบคุณนักข่าวสาวแล้วจึงเอียงหน้ามองผู้อ่อนวัยกว่า “พี่ไม่ใช่ดารานะคะน้องมาส พี่อยู่เบื้องหลังจ้ะ ไม่ค่อยได้ไปงานประกาศผลรางวัลกับเขาหรอก ชอบอยู่เงียบๆมากกว่า”

“ตอนที่ยังไม่รู้จักกัน มุกเคยเจอคุณเชอร์รี่อยู่บ่อยๆเวลาไปงานของช่องน่ะค่ะ คุ้นๆตาอยู่ แต่พอรู้จักกันแล้วไม่ค่อยเห็นหน้าเลย”มุกตาภาบอกเจือยิ้ม

“ก็ไม่เป็นไรนี่คะ ไม่เจอกันตามงานก็มาเจอกันที่บ้านคุณปู่ได้”ชลิยาพูดแล้วยิ้มพราย

“จริงแฮะ” มุกตาภาเออออ

เอื้องลดาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตนเองก่อนเงยหน้าขึ้นมองปู่สุนทรด้วยแววตาละห้อย “คุณปู่คะเอื้องคงต้องขอตัวก่อนล่ะค่ะ ต้องเดินทางวันนี้ตอนบ่ายๆ”

ปู่สุนทรพยักหน้า “อืม ขอให้เจ้ารักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีเถิดหลาน”

หญิงสาวยกมือขึ้นพนม ก้มศีรษะลงจรดปลายนิ้วช้าๆ

พลันนั้นแสงสว่างก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นบริเวณโคนนิ้วก้อยซ้ายของเธอ หญิงสาวตกใจจนแทบผงะแต่ก็กลบเกลื่อนอาการด้วยการขอตัวกลับในทันที อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เอื้องลดามั่นใจว่า คนแก่วัยเจ็ดสิบปีอย่างปู่สุนทรจะต้องมีความจริงบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในใจเป็นแน่ แต่กระนั้นคงต้องรอให้ถึงเวลาเสียก่อนทุกอย่างจึงจะเปิดเผยตนเอง ดังที่คุณปู่เคยพูดเป็นปริศนาให้ฉงนอยู่บ่อยๆ

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 4 มีนาคม 2557 เวลา:12:56:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ