สิงหาคม 2555

 
 
 
1
3
4
5
6
10
11
12
14
16
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๓/๑

 

๓.

 

 

 

 

“ยายตา”น้ำเสียงแสดงความยินดีดังขึ้นหลังจากที่ร่างในชุดลำลองเดินเลี้ยวผ่านกรอบประตูเข้ามายังห้องนั่งเล่น ดวงตาคู่สวยวาวระยับแสดงถึงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด

 

ผู้เป็นแขกรีบลุกขึ้นยืน ก่อนโผเข้าไปกอดเพื่อนด้วยความดีอกดีใจ หลายปีแล้วที่เธอและพิมพ์วลัญช์ไม่ได้พบหน้าค่าตากัน  จำได้ว่าครั้งสุดท้ายนั้นเธอไปหาญาติที่จังหวัดพิษณุโลกจึงได้พบกันเพราะพิมพ์วลัญช์ไปอยู่กับครอบครัวที่นั่น “คิดถึงจังเลยพาย”

 

พิมพ์วลัญช์หัวเราะสดใดพลางบอก “คิดถึงเหมือนกัน ดีใจจังที่ได้เจอ นี่พายก็กลัวว่าตาจะมาไม่ถูกเสียอีก”

 

ปณิตาหัวเราะกิ๊ก ผละจากอกเพื่อนแล้วหย่อนกายลงบนโซฟาก่อนพูดต่อ“หาไม่ยากเท่าไหร่หรอก ตาก็คลำทางเองบ้าง จอดถามคนบ้าง เดี๋ยวเดียวก็ถึงละ ว่าแต่พอตาถามตามที่พายบอกลักษณะของบ้านนะ คนแถวนี้เขาก็ทำตาลุก แล้วบอกว่ารู้จักโรงแรมร้างที่ครอบครัวพายจะทุบทำใหม่ทั้งนั้นเลย”

 

เจ้าของบ้านนั่งข้างๆเพื่อนแล้วจึงถาม “เขาพูดถึงว่ายังไงบ้างล่ะ”

 

ผู้ถูกถามกรอกตาไปมาก่อนตอบเสียงเบา “ก็บอกว่าเป็นโรงแรมอายุเกือบร้อยปีแล้ว แถมโดนระเบิดจนต้องปิดกิจการไปน่ะสิ”

 

“นี่แค่ไปถามทาง เขาถึงกับเล่าให้ตาฟังขนาดนี้เลยเหรอ”พิมพ์วลัญช์สงสัย

 

ปณิตายักไหล่ มองผ่านกรอบหน้าต่างไปยังดงไม้ซึ่งเป็นทางลัดไปสู่โรงแรมที่ว่า “ป้าร้านขายของชำแกไม่ได้เล่าหรอก แต่แม่แกนี่สิ พอได้ยินตาถามทางไปบ้านแสนยากร แกก็โพล่งขึ้นมาว่า ตึกขาว แล้วพูดว่าที่นั่นเป็นบ้านของท่านเจ้าคุณเจ้าของโรงแรมสยามธาราที่เคยถูกระเบิดเมื่อหลายสิบปีก่อน”

 

พิมพ์วลัญช์นั่งทำตาปริบๆฟัง เมื่อเพื่อนยังคงเล่าต่ออย่างสนุกปาก “ป้าเจ้าของร้านพยายามบอกตาว่าอย่าไปสนใจเลย แม่แกเลอะเลือน อายุก็ปาไปแปดสิบกว่าแล้ว”

 

“แกคงไม่พูดเท่านี้หรอกใช่ไหม ลูกสาวถึงต้องออกตัวขนาดนั้นน่ะ เล่ามาให้หมดสิยายตา”

 

ผู้เป็นแขกหันไปขอบคุณนางถนอมที่ยกน้ำและขนมมาวางไว้ให้ ก่อนพูดต่อหลังแม่บ้านสาวใหญ่เดินออกไปจากห้องแล้ว “แกบอกว่าตึกขาวผีดุน่ะสิ”

 

คนฟังเบิกตากว้าง แกล้งขยับเข้ามาหาเพื่อนพลางถามเสียงหลง “จริงเหรอ!”

 

ปณิตาพยักหน้า “ฮื่อ แกว่างั้น”

 

ทว่าฝ่ายเจ้าของบ้านกลับหัวเราะเบาๆในลำคออย่างขบขันเสียเต็มประสา “แกคงเลอะเลือนจริงๆแหละ ผีสางมีเสียที่ไหนกัน”

 

“แสดงว่าพายไม่เชื่อสิ”

 

“ก็ไม่เชิงหรอกแต่พายไม่เคยเห็นนี่นา แล้วจะให้เชื่อว่ามีจริงได้ยังไง”พิมพ์วลัญช์เถียง ทั้งที่ใจยังกระหวัดถึงเสียงประหลาดซึ่งดังรบกวนอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ก้าวย่างแรกที่เข้ามายังตึกโบราณหลังนี้

 

ปณิตาทำหน้ามุ่ย แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ยอมคล้อยตามจึงพยายามโน้มน้าวต่อ “แต่ตาเคยเห็นนะ วันที่คุณย่าเสียตอนเด็กๆน่ะ ท่านมาหาตาหลังจากเผาศพไปแล้ว”

 

“อาจจะตาฝาดก็ได้”

 

แหม คนเล่าอยากจะเอาหัวโขกฝาตายเสียจริง เพื่อนเธอนี่แสนรั้น ให้ตายสิ

 

“ตัวเองไม่เคยเห็นก็หาว่าผีไม่มีในโลก แต่พอคนอื่นเขาเคยเจอก็หาว่าตาฝาด พายนี่หัวดื้อจริงๆเลย”

 

คนหัวดื้อหัวเราะขำท่าทางหัวเสียของเพื่อนแล้วทำเสียงอ่อนลง “เอาน่า ถ้ามีจริงๆก็คงจะทำให้พายเชื่อได้สักวัน เราสองคนนี่ทำเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลยนะ ชอบมานั่งเถียงกันในเรื่องไร้สาระแบบเอาเป็นเอาตาย”

 

ปณิตาย่นจมูก “เค้าเรียกการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างหากล่ะ ตาว่าการที่พายยังไม่เคยเห็นอาจจะเป็นเพราะยังไม่เคยเจอดวงวิญญาณที่ดวงจิตผูกพันกับเราอย่างแรงกล้าหรือพายอาจจะไม่มีเซ้นส์ทางนี้ก็ได้”

 

“อาจจะเป็นได้”พิมพ์วลัญช์เออออตามแล้วเปลี่ยนเรื่องเสียดื้อๆ “แล้วไหนว่าได้ข่าวอดีตหวานใจมาไม่ใช่เหรอ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

 

ปณิตาถอนใจออกมาแรงๆโดยไม่ปิดบัง พลางหันมาจ้องเพื่อนเขม็ง ดวงตาวาววับนั้นบอกเล่าความรู้สึกและความอาวรณ์ที่ปิดไม่มิด “ก็อย่างที่บอก ตาไปเจอรูปเขาใน’เน็ตก็เลยคลิกตามจนรู้ว่า เขาเป็นทหารเรืออยู่สัตหีบ”

 

“เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเป็นเขา ในเมื่อตอนนั้นเราก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงของเขานี่นา”คนฟังแย้ง เธอทั้งสองคนมักจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่มีต่อกันลดน้อยถอยลง ทำไงได้ล่ะในเมื่อพิมพ์วลัญช์เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง มองทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนปณิตานั้นจ่อมจมอยู่ในโลกแห่งความฝันแทบจะตลอดเวลา

 

“ตาจำเขาได้เสมอ”เสียงตอบของเพื่อนแผ่วเบาคล้ายเสียงครวญกับตนเองมากกว่า พิมพ์วลัญช์จึงวางมือลงบนมือเล็กเรียวนั้นเบาๆและเอ่ยปลอบ“พายว่าเรื่องนี้ไม่ยากหรอก คุณพ่อของตาเองก็เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึงจะคนละกองทัพแต่ก็แวดวงเดียวกัน อาจจะวนเวียนมาให้เจอสักวันแหละน่า”

 

“ตาคงไม่รอให้ถึงวันนั้น”

 

พิมพ์วลัญช์เลิกคิ้ว “หมายความว่าไง ตาจะไปตามหาเขางั้นเหรอ”

 

“ยังหรอก ตอนนี้ก็จะพยายามสืบๆดูก่อน แต่ต่อไปน่ะ ไม่แน่”ตอบแล้วอีกฝ่ายจึงเอนหลังพิงพนักโซฟา และมองกวาดไปรอบตัวก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมคนถึงเรียกบ้านพายว่าตึกขาวล่ะ ในเมื่อเห็นๆกันอยู่ว่าทาสีออกเทาๆ”

 

“ไม่รู้สิ มันอาจจะเคยเป็นสีขาวมาก่อนก็ได้มั้ง”

 

“อืม ท่าจะจริง”

 

พิมพ์วลัญช์ยิ้ม บางทีเธออาจจะต้องเดินสำรวจตัวบ้านให้ครบทุกซอกทุกมุมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที เพราะรู้สึกว่าที่นี่มีอะไรบางอย่างดูลึกลับซับซ้อนพิกล

 

                แดดยามบ่ายอ่อนแสงลงตรงข้ามกับการพูดคุยอันออกรสของสองสาว แล้วอยู่ดีๆปณิตาก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาอันเต้นระริก “พาไปเดินดูบ้านหน่อยสิพาย ยายร้านขายของชำมาสะกิดต่อมอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ ตาชักอยากดูของจริงเสียแล้วสิ”

 

                พิมพ์วลัญช์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ วางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนเอี้ยวตัวไปถามเพื่อนเบาๆ“อยากดูอะไรล่ะ”

 

                “ก็รอบๆบ้านไง แล้วก็ เอ่อ โรงแรมร้างที่ว่านั่นด้วย”

 

                เจ้าของบ้านนิ่งคิดเป็นครู่จึงตอบ “เอาล่ะ ดีเหมือนกันจะได้ช่วยกันคิดว่าถ้าโรงแรมใหม่เสร็จแล้วต้องประชาสัมพันธ์ยังไงคนถึงจะชอบ”

 

                “แหม คิดจะใช้เพื่อนทางอ้อมนะพาย”

 

                พิมพ์วลัญช์หัวเราะเบาๆ พลางลุกขึ้นยืน “แหม จะเป็นนักธุรกิจนี่ก็ต้องฝึกใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าก่อนล่ะ”

 

                “เริ่มจากใช้เพื่อนเนี่ยนะ”

 

                “แน่นอน”




Create Date : 13 สิงหาคม 2555
Last Update : 13 สิงหาคม 2555 9:49:32 น.
Counter : 887 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ