ตุลาคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
บุพนิวาส..ตอนที่ ๑

๑.




ทั้งที่เป็นค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ป่าละเมาะแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดสลัวเนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเสียดสล้างอยู่ติด ๆ กันบดบังแสงจันทร์จนเกือบมืดมิด เสียงสวบสาบคล้ายใบไม้ถูกเหยียบย่ำดังขึ้นพร้อมกับแสงตะเกียงอันวูบไหวกำลังเคลื่อนตัวมาจากป่าหม่อนอันรกเรื้อ ครู่ใหญ่ร่างของชายฉกรรจ์สองคนก็มาถึงบริเวณทางเดินที่ปูด้วยอิฐก้อนเล็ก ๆ ทอดยาวไปจนจรดรั้วชาทอง มองเห็นเรือนไทยหลังใหญ่ตระหง่านอยู่ลิบ ๆ ท่ามกลางแมกไม้ที่ถูกฉาบทาด้วยแสงสีเงินของคืนเพ็ญ


ชายผู้มีรูปร่างล่ำเตี้ยถือตะเกียงเจ้าพายุเดินนำหน้า ส่วนชายร่างใหญ่ซึ่งแบกจอบและเสียมพะรุงพะรังอยู่นั้นตามหลังมาติดๆ


“ คืนนี้เงียบเชียบแต๊ ๆ อ้ายแก้ว คนคงไปงานแต่งงานอีจันทร์เพ็ญกันหมด ส่วนแม่เลี้ยงก็คงนอนแต่หัวค่ำ ถึงได้หื้ออีพลับพลึงกับผัวมันไปเฝ้าเรือนใหญ่ตั้งแต่ยังบ่ทันมืดแล้ว ”


“ อือ อ้ายได้ยินลุงหนานจันทร์เปิ้นบอกอยู่เหมือนกั๋น ว่าจะไปในเวียง ถึงจวนคิงมาขุดคืนนี้จะไดล่ะ ตางมันสะดวก ” หนานแก้วตอบ


อินแหลงและหนานแก้วเป็นคนงานในสวนหม่อนไหมของแม่เลี้ยงวงเดือน เจ้าของแหล่งผลิตผ้าไหมรายใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสองคนเป็นคนงานเก่าแก่ที่รู้เรื่องราวของแม่เลี้ยงและเฮือนเอื้องดอยเป็นอย่างดี ประกอบกับความโลภที่บังตา ทำให้คนทั้งคู่กระหายต่อการขุดหาของมีค่าซึ่งอยู่ใต้กู่เก่าแก่ อันเป็นที่ร่ำลือกันว่าผีดุนัก


ภาพของกู่โบราณดำทะมึนปรากฏอยู่ท่ามกลางความมืดมิดดูน่าสะพรึงกลัว ยิ่งคนทั้งสองเคยได้ยินกิตติศัพท์อาถรรพ์มาบ้างแล้วก็ยิ่งทำให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปใกล้ วางสัมภาระลงข้าง ๆ ต้นไทรใหญ่ที่ปล่อยรากไทรห้อยย้อยลงมาดูราวกับสาวน้อยสยายผม เสียงน้ำค้างหยดดังเปาะแปะทำให้อาณาบริเวณไม่เงียบเหงาเกินไปนัก หนานแก้วถือตะเกียงไว้ในมือพลางเดินวนรอบ ๆกู่ เพื่อเป็นการสำรวจดูลู่ทาง



“ อ้ายว่าเฮาควรจะเริ่มขุดตรงจอมปลวกนี่ล่ะ หลวงพ่อท่านเคยเล่าว่าของเก่ามักจะมีสัญลักษณ์ เท่าที่อ้ายหันมันก็มีจอมปลวกนี่ล่ะบ่ะ ”
อีกฝ่ายไม่ตอบ เป็นนานผู้เล่าจึงเอะใจหันกลับไปมอง และได้พบเพียงความว่างเปล่า “ หายไปไหนของมันวะเนี่ย ”


บ่นแล้วยืนรออินแหลงอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นหนุ่มรุ่นน้องยังไม่กลับมา เขาจึงเกิดความฉุนเฉียว เพราะเกรงว่าหากชักช้าจะมีใครมาพบเข้าเสียก่อน จึงพรวดพราดออกมาตะโกนเสียงดัง “ ถ้าฮู้ว่าคิงมันบ่ได้เรื่องแบบนี้ ฮาจวนไอ้น้อยเมืองมาโตยเสียยังจะดีกว่า ”


เงียบ..ไม่มีเสียงตอบอีกตามเคย มีเพียงเสียงกระพือปีกของนกเท่านั้นที่ดังแทรกความเงียบงันขึ้น หากเขาก็ไม่ใส่ใจนัก เนื่องจากรู้ดีว่าต้นไทรใหญ่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนกเค้าแมวนับร้อยตัว แต่ด้วยความห่วงใยหนุ่มรุ่นน้อง หนานแก้วจึงเดินกลับไปที่จอมปลวกอีกรอบทว่าก็ยังไม่พบวี่แววของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


“ มันไปไหนของมันวะ ” เขาบ่นด้วยความขุ่นเคืองระคนห่วงใย


ชายกลางคนเดินวนมายังใต้ต้นไทร จ้ำอ้าวเข้าไปคว้าเสียมกับจอบ หันหลังกลับไปยังด้านหลังกู่อีกครั้งหนึ่ง


พรึบ ! เสียงดังเหมือนคนตวัดเชือกดังขึ้น พร้อมความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังยึดขาของเขาเอาไว้ เมื่อหนานแก้วก้มลงไปมองก็พบว่าเป็นรากไทรนั่นเอง เขารีบปล่อยจอบและเสียมลงกับพื้น แล้วก้มหน้าก้มตากระชากมันออกจากตัวเป็นพัลวัน แต่รากไทรเจ้ากรรมกลับเลื้อยขึ้นมารัดแขนของเขาแน่นจนรู้สึกอึดอัด ชายกลางคนรู้สึกใจคอไม่ดี เหงื่อเม็ดเป้ง ๆ ผุดขึ้นเต็มใบหน้า ทั้ง ๆ ที่อากาศยามค่ำคืนนั้นหนาวจับใจ


“ โซงตวาแด ” เสียงหวานเจือดุดันดังกังวานเต็มสองหู ประดุจสัญญาณให้รากไทรเลื้อยเข้ามารัดร่างท้วมนั้นไว้มากขึ้นเป็นทวีคูณ


ความกลัวบีบรัดหัวใจ หนานแก้วจึงยกมือที่ถูกรัดด้วยรากไทรขึ้นพนม อ้อนวอนสุ้มเสียงสั่น ด้วยความเป็นความตายกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะจิต


“ เฮา..จะ...บะ..บ่ยะปหมแล้ว ปละ..ปล่อยเฮาไปเต๊อะ ”


“โซงตวาแด ! "


เมื่อสิ้นเสียงเกรี้ยวกราดนั้น รากไทรก็รัดร่างของเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนหายใจติดขัดมากขึ้นทุกที ความเจ็บปวดประดังเข้ามาทั่วสรรพางค์ เสียงฝนหยาดหยดดังสาดซ่าปะปนกับเสียงร้องครวญครางอย่างทรมาน


“ จ้วย... จ้วยโตย ! ” หนานแก้วพยายามกัดฟันตะโกนออกไปจนสุดเสียง พร้อมกับที่ถูกรากไทรอำมหิตกระชากร่างขึ้นสูงแล้วฟาดลงกับลำต้นดัง ตุบ ! ก่อนจะปล่อยร่างไร้ลมหายใจลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิวลงจากต้น



หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สีเข้มยืนปะปนกับนักศึกษาในชุดไปรเวทที่เกาะกลุ่มกันชะเง้อชะแง้มองไปยังท้องถนนอันทอดยาวขึ้นมายังโค้งขุนกรรณ์ก่อนจะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ คลี่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นคนอีกกลุ่มในชุดเสื้อผ้าเมืองสีขาวกางเกงผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อนทยอยวิ่งโผล่พ้นโค้งขึ้นมาทีละแถว โดยมีเหล่ารุ่นพี่ที่รออยู่ก่อนวิ่งลงไปรับ กึ่งลากกึ่งจูงขึ้นมาด้วยสีหน้าระรื่น แม้ว่าอากาศบนดอยสุเทพในยามสายจะยังค่อนข้างเย็น แต่ทุกคนกลับมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้า เพราะวิ่งขึ้นที่สูงมาในระยะทางไกลหลายกิโลเมตร


เสียงหรีดหริ่งแมลงไพรที่ดังระงมอยู่เงียบเสียงลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ต่างจากดอกหญ้าต้นสูงซึ่งเอนลู่ตามแรงลมราวกับต้องการเอ่ยคำทักทายเหล่านักศึกษาผู้มาจากต่างถิ่นที่ หากก็มารวมตัวกันในวันนี้ ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียว


ระมิงค์ยืนมองหนุ่มสาววัยรุ่นจับจูงกันผ่านสายตาไปคนแล้วคนเล่า ทำให้ผู้มีจิตใจอ่อนไหวอย่างหล่อนเกิดความตื้นตันใจขึ้นมาอย่างประหลาด จนอดไม่ได้ที่จะยกกล้องถ่ายรูปซึ่งคล้องคออยู่ขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก หวนนึกถึงอดีตของตนเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แม้ที่นั่นจะมีพิธีการรับน้องใหม่ต่างจากที่นี่ แต่หญิงสาวก็จำได้ดีว่า การรับน้องใหม่ที่เคยสัมผัส เป็นกิจกรรมอันเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ทว่าแทรกเจือไปด้วยกลิ่นอายของความรัก และความผูกพันเช่นเดียวกัน


หลังจากลดกล้องถ่ายรูปลง ยกมือขึ้นกอดอก หญิงสาวก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเอื้อมมือมาแตะที่ปลายข้อศอก จึงเบี่ยงตัวหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มกว้างขวาง เมื่อพบว่าผู้ที่เดินเข้ามาสะกิดนั้นเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสันซึ่งยิ้มเย็นรออยู่ ดวงตาคู่นั้นถูกปิดบังด้วยแว่นสีดำอันใหญ่ แต่ระมิงค์ก็ยังจดจำสายตาคมของเขาได้เสมอ


“ ดื่มน้ำครับมิ้ง ” นักรบเอ่ย พร้อมกับยื่นขวดน้ำมาให้ วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อยืด และกางเกงยีนส์ โดยมีแจ๊คเก็ตสีดำสวมทับอีกชั้นหนึ่ง ดูเรียบง่ายแต่ก็เข้มขรึมอยู่ในที


หญิงสาวเอ่ยขอบคุณขณะเอื้อมมือไปรับขวดน้ำเย็นเฉียบจากเขา แล้วขยับให้ชายหนุ่มก้าวเข้ามายืนเคียงคู่


“ ที่นี่เขาจัดงานแบบนี้ทุกปีเลยหรือคะ ” ด้วยวิสัยของนักเขียน ทำให้ระมิงค์สนใจเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเสมอ


“ ก็จัดขึ้นในวันไหว้ครูทุกปีจนกลายเป็นประเพณีไปแล้วล่ะครับ ”


ดวงตาคมในแสงแดดพราวระยับเมื่อได้ยินคำตอบ หญิงสาวยังคงมองภาพชีวิตเบื้องหน้าอย่างจดจ่อขณะแสดงความคิดเห็น “ มิ้งว่านี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยนะ เอ๊ ! นักศึกษาปีหนึ่งวิ่งขึ้นดอย แล้วต้องวิ่งลงไปไหมคะ ”


นักรบส่ายหน้า ก่อนเล่าต่ออย่างอารมณ์ดี “ คนที่ต้องวิ่งลงไปจะเป็นปีสี่ครับ วิ่งลงจากดอย เพื่อเอาเคล็ดให้เรียนจบโดยไม่มีอุปสรรค ”


คนตั้งตาฟังเลิกคิ้วขึ้น ถามอย่างสนใจ “ เคยมีคนที่ไม่ยอมวิ่งลงดอยแล้วไม่จบไหมคะ”


“ ที่ไม่จบก็มีเยอะเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับความเชื่อนี้หรือเปล่านะ ”เขาตอบด้วยท่าทางครุ่นคิด แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องในตอนท้ายประโยค “ วันนี้มิ้งรีบกลับไหม ”


“ ไม่รีบค่ะ เย็นนี้แม่กับป้าเดือนจะไปงานบวช ส่วนสุรีย์ก็...” หญิงสาวละไว้ แกล้งกลอกตาขึ้นลง ทำเอาคนฟังกลั้นหัวเราะ แล้วต่อเสียเองว่า “ เจ้าเขตคงตามไปเป็นภาระให้เลี้ยงข้าวอีกใช่ไหมฮะ ”


ผู้ถูกถามพยักหน้าแทนคำตอบ “ ใช่ค่ะ แต่คุณเขตต์ก็เก่งนะ ทำกับข้าวเป็นตั้งหลายอย่าง ”


หลังเคลียร์ปัญหาระหว่างตนเองและวาโยเสร็จสิ้นลงแล้ว ระมิงค์จึงเดินทางกลับมายังจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวของสุรีย์รัศมิ์เพื่อหาข้อมูลงานเขียนชิ้นใหม่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเวียงกุมกามในครั้งนั้น การกลับมาครั้งนี้ทำให้เธอได้พบว่า สุรีย์รัศมิ์และสุดเขตเริ่มปรับตัวเข้าหากันได้ ขณะที่ตนเองและนักรบนั้นก็มั่นใจในกันและกันว่า นอกเหนือจากความรักที่มีอยู่ ทั้งคู่ยังมีความเข้าใจต่อกันเป็นอย่างดี


เมื่ออีกฝ่ายเงียบ อาจารย์หนุ่มจึงทำเป็นอมยิ้ม แล้วกระแอมกระไอขึ้น “ แบบนี้ผมก็เก่งเหมือนกันสิ เพราะทำกับข้าวเก่งกว่าเจ้าเขตมันหลายเท่า ”


ระมิงค์ส่ายหน้าระอาใจ “ คนอะไรหลงตัวเองชะมัด ทำไข่เจียวไหม้ ยังกล้าบอกว่าทำกับข้าวเก่งอีก ”


มองค้อนคนหลงตัวเองที่กำลังขำถ้อยคำแดกดัน แล้วต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หล่อนรีบกดรับ


“ นี่ปูนเองนะพี่มิ้ง ” น้ำเสียงกังวานใสดังขึ้นปลายสาย “ เห็นอาสุรีย์บอกว่าพี่มิ้งมาขึ้นดอยพร้อมอาจารย์นักรบ ปูนก็เลยจะขอติดรถกลับบ้านด้วยน่ะค่ะ ”


“ ได้จ้ะ แล้วตอนนี้ปูนหอมอยู่ไหนล่ะคะ ”


“ ปูนอยู่ที่ขบวนของคณะมนุษย์ ฯ กำลังจะขึ้นบันไดไปไหว้พระธาตุ พี่มิ้งละอยู่ที่ไหน ”


“ พี่ยังอยู่แถว ๆ ทางขึ้นเหมือนกันค่ะ ปูนหอมรออยู่บนวัดนั่นแหละ เดี๋ยวพี่ตามไปเอง ” สรุปความและวางสายลงแล้ว หญิงสาวจึงหันไปบอกคนข้างกาย “ หลานสาวสุรีย์จะขอติดรถกลับบ้านด้วยน่ะค่ะ มิ้งเลยนัดเจอกันบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ ”


นักรบพยักหน้า “ ได้ครับ ถ้างั้นเราไปไหว้พระธาตุกันเลยดีไหม เด็ก ๆ ทยอยเดินขึ้นบันไดไปแล้ว ว่าแต่มิ้งจะเดินหรือว่าขึ้นกระเช้าดีละฮะ ”


“ ก็ต้องเดินขึ้นสิคะ เหนื่อยหน่อย แต่ภูมิใจกว่ากันเยอะเลย ” ตอบด้วยใบหน้าที่ทำให้คนฟังรู้ว่าผู้พูดรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ


“ ตกลงครับ เดี๋ยวเดินตามขบวนคณะมนุษย์ ฯ ไปก็แล้วกัน ” คนเป็นครูบอก ขณะมองตามนักศึกษากลุ่มใหญ่ซึ่งรวมตัวกันเดินขึ้นบันไดไปเป็นทิวแถว


ระมิงค์มองตามพลางอมยิ้ม แล้วสายตาก็สะดุดกับร่างร่างหนึ่ง และเมื่อความทรงจำทำหน้าที่ของมันอย่างฉับไว เธอจึงพยักหน้าชวนนักรบให้ก้าวตามนักศึกษากลุ่มนั้นไปด้วยท่าทางที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าลุกลี้ลุกลนผิดปกติ


“ พร้อมไหม ” เสียงนักศึกษาปีสามตะโกนถามผ่านโทรโข่งดังก้อง เหล่านักศึกษาน้องใหม่ตอบอย่างพร้อมเพียงกันว่า พร้อมค่ะ / ครับ รุ่นพี่คนเดิมจึงมีคำสั่งให้ เดิน จากนั้นขบวนคนเสื้อสีขาว กางเกงสีม่วงกลุ่มใหญ่จึงค่อย ๆ เคลื่อนผ่านบันไดพญานาคเจ็ดเศียรไปทีละแถว


“ เมื่อยไหมปูน ” หญิงสาวผู้มีดวงตากลมโต ใบหน้าได้รูปรับกันอย่างที่เรียกว่าปากนิดจมูกหน่อย ในเครื่องแต่งกายแบบเดียวกันวิ่งเข้ามาหาและถามด้วยน้ำเสียงสดใสปนหอบ หล่อนผู้นั้นคงเหนื่อยและร้อนจนแก้มขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ น่ามอง


“ พอไหวจ้ะ ” กัณฐ์ลดาตอบพลางปาดเหงื่อ


อีกฝ่ายจึงยิ้ม และถามทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง “ เดี๋ยวลงจากดอยแล้วพู่กันจะกลับหอเลยเหรอ ”


คนถูกถามสั่นหน้าน้อย ๆ “ พู่กันคงจะไม่พักหอในแล้วล่ะปูนหอม คุณแม่บอกให้ไปพักบ้านคุณยายแถวชานเมืองน่ะ ”


“ อ้าว ! ทำไมล่ะ ” ธิชาดาค่อนข้างผิดหวัง


ทั้งสองคนมีโอกาสได้เป็นรูมเมทกันในหอพักของมหาวิทยาลัยมาระยะหนึ่งแล้ว และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในภายหลัง


เท่าที่ทราบประวัติ กัณฐ์ลดาเป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด ต่างจากธิชาดาซึ่งเป็นคนเชียงใหม่โดยแท้ ทั้งคู่รู้จักกันนับตั้งแต่ก้าวย่างแรกของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ประกอบกับความผูกพันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจกรรมรับน้องใหม่ จึงทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น


“ คุณยายเป็นน้องสาวของยายแท้ ๆ ของพู่กันที่อยู่กรุงเทพ ฯ น่ะ ท่านเป็นสาวโสด ตอนนี้ท่านแก่มากแล้ว และพู่กันเองก็ได้มาเรียนที่เชียงใหม่ คุณแม่ก็เลยถือโอกาสให้ไปดูแลท่าน แต่ต้องรอให้การรับน้องใหม่เสร็จสิ้นไปก่อน เวลาเลิกดึก ๆ จะได้ไม่ลำบาก”


“ แล้วนี่จะไปยังไง ” ธิชาดายังไม่วายห่วง


“ เดี๋ยวคนขับรถที่บ้านคุณยายจะมารับน่ะ ป่านนี้คงมารอแล้วมั้ง ดีนะที่บ้านคุณยายอยู่ไม่ไกลมาก ไม่งั้นมาเรียนลำบากตายเลย ” กัณฐ์ลดาตอบ ขณะสายตาเสไปมองต้นไม้และตุงไจยสีสันงดงามซึ่งประดับประดาสองข้างทางไปพลาง


“ แย่จัง แบบนี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วสิ ” คนเป็นเพื่อนทำเสียงละห้อย


“ แหม ตอนเรียนเราก็เจอกันอยู่แล้วนี่จ๊ะปูนหอม ” กัณฐ์ลดายิ้มปลอบ


“ พู่กันเรียกว่าปูนเฉย ๆ ก็พอละ ” เจ้าตัวเลิกแง่งอนแล้วเปลี่ยนเรื่องเสียง่าย ๆ


“ ทำไมล่ะ ”


“ ก็ เอ่อ ปูนหอมมันหวานเกินไปไง ไม่เหมาะกับคนอย่างปูน ”


ใบหน้างามของคนฟังหันมามอง จับจ้อง “ หรือที่คนอื่นบอกว่าปูนเป็นทอมนี่จะเป็นเรื่องจริง ” สาวเมืองกรุงครุ่นคิดก่อนพูดต่อ “ เอ คงไม่ใช่หรอก หน้าปูนออกจะสวยขนาดนี้ ”


คนถูกพินิจก้มลงมองพื้นบันได แล้วยื่นมือไปประสานกับอีกฝ่ายบีบเบา ๆ ก่อนจะยกมือข้างที่เหลือขึ้นชี้ให้ดูซุ้มประตูทางเข้าซึ่งมีลวดลายปูนปั้นที่ตกแต่งอย่างวิจิตร “ ถึงแล้วล่ะ ”


“ นี่ ! ยายขี้เหร่สองคนนั่นน่ะ ไม่คิดจะรอนางแก้วคนสวยเลยใช่มะ ” เสียงแหบพร่าราวกับวิทยุไม่ตรงคลื่นดังขึ้นท่ามกลางความจอแจ ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูวัดพระธาตุต้องหันกลับไปมองพร้อม ๆ กัน


คนที่อ้างตัวว่าเป็น นางแก้ว หรือ ดาวประจำมหาวิทยาลัย กำลังเดินนวยนาดพาร่างใหญ่ถึกในชุดเจ้านางแห่งล้านนาขึ้นบันไดมาอย่างทุลักทุเล กัณฐ์ลดาหัวเราะ เมื่อนึกถึงภาพเดิมของมาคินในวันแรกที่รับน้องเปรียบเทียบกับลุคส์ใหม่ของเพื่อนในวันนี้ ตอนนั้นเขายังพยายามแอ๊บแมนเต็มที่และประกาศตนต่อหน้ารุ่นพี่ว่า ผมชื่อนายมาคินครับ แต่พอผ่านการรับน้องไปได้ไม่ทันไร บุรุษหนุ่มร่างใหญ่ก็เริ่มสาวแตก รุ่นพี่จึงเปลี่ยนชื่อจากมาคิน มาเป็น น้องมาร์กี้ และมอบตำแหน่งมิสควีน อ๊อฟ ยูนิตี้ หรือ ดาวเทียมประจำคณะให้อย่างเป็นเอกฉันท์


“ ใครบอกว่าไม่รอล่ะยายมะม่วงแก้ว ” ธิชาดาโต้ทันควัน ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อมาคินค้อนให้วงใหญ่ “ หน้ามะม่วงนั่นมันหล่อนสองคนหรอกนะ จะมาใช้กับนางแก้วคนสวยอย่างมาร์กี้ไม่ได้หรอกย่ะ ”


“ เอาล่ะ พอแล้ว ๆ ” กัณฐ์ลดารีบห้ามทัพ “ พู่กันเห็นมาร์กี้ต้องไปเดินถือป้ายคณะนำขบวนนี่ คิดว่าคงมีกิจกรรมเยอะ เลยพากันเดินล่วงหน้ามาก่อน ”


มาคินอมยิ้ม ยกมือขวาขึ้นเชยคางตนเองแล้วชม้ายชายตา โชว์จริตจก้านเต็มที่ “ คนสวยก็ต้องเด่นแบบนี้แหละย่ะ ”


ธิชาดาแกล้งโก่งคออาเจียน ก่อนพูดว่า “ พอเถอะแม่ดาวเทียมมหาลัย โน่นแน่ะ รุ่นพี่ปีสามเรียกไปเข้าแถวแล้ว ขืนชักช้าดาวเทียมอาจจะต้องกลายเป็นกระเทียมถึกเหมือนเดิมก็ได้นะ ”


เท่านั้น มิสควีน อ๊อฟ ยูนิตี้ ร่างบึกก็ย่นจมูกใส่เพื่อน แล้วถลกชายผ้าซิ่นขึ้นมาเกือบครึ่งน่อง วิ่งเขย่งเก็งก็องไปด้านหน้าพระวิหารด้วยท่าทางราวกับไก่จะบิน




หลังจากเดินวนจนครบสามรอบแล้ว ร่างสูงจึงย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ หญิงสาวร่างระหงที่นั่งพับเพียบรออยู่ตรงหน้าองค์พระธาตุทรงระฆังสีทองสูงตระหง่าน ตัดกับท้องฟ้าสีขาวกระจ่าง สายตาคมสวยตวัดมองฉัตรทองเหลืองซึ่งตั้งอยู่สี่มุมโดยรอบ แล้วกวาดมายังสัตติบัญชร หรือ รั้วหอก ซึ่งเป็นรั้วสีแดงปลายทอง ก่อนจะหยุดสายตาที่พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ตรงหน้า เสียงกระดิ่งใบ


โพธิ์ที่ห้อยอยู่บนชายคาพระวิหารดังกรุ๋งกริ๋งลอยมาตามลม แทรกเสียงระฆังเหง่งหง่างอยู่เป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น เย็นใจ


“ สวยจังค่ะ ” ระมิงค์เอ่ยขึ้นเบา ๆ ดวงหน้าอิ่มเอิบ ครู่ใหญ่จึงยื่นมือออกไปจุดเทียน และปักลงบนจงกลเม็ดราวเทียนที่ตั้งเตรียมไว้


อะไรบางอย่างแล่นลิ่วเข้ามาสู่หัวใจ ความรู้สึกแบบนี้ บรรยากาศแบบเดียวกันนี้ ที่ยังตราตรึงใจเสมอ แม้จะต่างยุค ต่างสมัย ต่างชาติ ต่างภพ แต่สำหรับระมิงค์แล้วมันคือความทรงจำที่หลอมรวมกันได้อย่างแนบเนียน ทำให้ดวงตางามรื้นไปด้วยหยดน้ำแห่งความระลึกถึงอดีต


“ เป็นอะไรไปครับมิ้ง ” นักรบหันมาเอ่ยถามพร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือเรียวซึ่งวางไว้ข้างตัว บีบเบา ๆ ก่อนแบมือออก “ มา ผมจุดธูปให้ ”


ระมิงค์ไม่ตอบคำ ยื่นธูปให้ชายหนุ่ม แล้วนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายรวบธูปหกดอกออกไปจุดและสะบัดเบา ๆ


เมื่อไฟดับ ควันธูปสีขาวฟุ้งกำจาย จึงยื่นคืนให้แก่เธอ จิตใจของหญิงสาวอ่อนโยนลงในยามหลับตาอธิษฐานต่อหน้าพระ กลิ่นธูปโชยเอื่อยปะทะจมูกบางเบา ระมิงค์ลืมตาขึ้น นักรบจึงยื่นมือให้เธอจับเพื่อเป็นหลัก“ เดี๋ยวเราไปเดินเคาะระฆังรอบวัดกันดีกว่าครับ ”


นักเขียนสาวเพียงแค่พยักหน้า ขยับกายลุกขึ้น ก้าวตามออกไปอย่างเลื่อนลอย



ระฆังทองเหลืองนับร้อยที่แขวนอยู่รอบพระวิหารดังเหง่งหง่างตามจังหวะการเคาะของผู้คนอันมีจิตศรัทธาทั้งหลาย เมื่อนักรบและระมิงค์ไปถึง เขาก็ดุนหลังหญิงสาวให้ก้าวนำไปก่อน ระมิงค์ไม่ลังเล เอื้อมมือไปเคาะระฆังทีละใบอย่างตั้งใจ ขณะสองเท้าก้าวตามไปช้า ๆ จนสุดทางเดิน


“ พี่มิ้งคะ รอด้วย ” เสียงกังวานแจ่มใสนั้น ทำให้ผู้ที่หันมา พบว่าธิชาดากำลังวิ่งตื๋อเข้ามาหา พร้อมกับหญิงสาวหน้าแฉล้มอีกผู้หนึ่ง


“ สวัสดีค่ะอาจารย์ ” ผู้มาใหม่ทักทายนักรบและไต่ถามกันเล็กน้อย จากนั้นธิชาดาจึงหันมาแนะนำเพื่อน “ พี่มิ้งคะนี่พู่กันเพื่อนของปูนเองค่ะ ”


เด็กสาวยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม ระมิงค์รับไหว้แล้วจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ พู่กันเรียนอยู่คณะเดียวกับปูนหอมหรือคะ ”


“ เรียนคณะเดียวกันค่ะ แต่เราสนิทกันมากเพราะเป็นรูมเมทกันอีกต่างหาก ” ธิชาดาชิงตอบเสียเอง


ระมิงค์พยักหน้า ถามต่อ พลางจ้องกัณฐ์ลดาอย่างสนใจ “ แล้วนี่จะกลับยังไงคะ ให้พี่ไปส่งไหม ”


“ ขอบคุณมากค่ะพี่มิ้ง แต่มีคนมารอรับพู่กันแล้ว ”


เมื่อเห็นระมิงค์ทำหน้าเสียดาย ธิชาดาจึงขยายความให้ “ คุณยายของพู่กันส่งคนมารอตรงที่จอดรถแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวพี่มิ้งคงได้เจอเพื่อนของปูนบ่อย ๆ ที่คณะ ” สาวน้อยทิ้งท้ายแล้วปรายตามองอาจารย์ของตนยิ้ม ๆ เพราะรู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดี


“ เด็ก ๆ บอกให้มิ้งไปหาผมบ่อย ๆ ได้ยินไหมฮะ ” นักรบขยับเข้ามาหาหญิงคนรักพลางกระซิบเบา ๆ กลั้วหัวเราะ


ระมิงค์ค้อน แก้เขิน ด้วยรู้ความนัยของถ้อยคำนั้น


คนเป็นครูยิ้ม ปรับเสียงขรึม “ พิธีการของเด็ก ๆ เสร็จหรือยังล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราจะได้กลับกันเสียที ”


“ รุ่นพี่ปล่อยตามอัธยาศัยแล้วละค่ะ ” ธิชาดาเป็นฝ่ายตอบอีกตามเคย เพราะกัณฐ์ลดานั้นเป็นคนพูดน้อย ยกเว้นเวลาอยู่กับคนที่สนิทจริง ๆ ก็จะกลายเป็นคนช่างพูดไปในทันที


“ ถ้างั้นไปกันเถอะค่ะ ” ระมิงค์หันไปบอกชายหนุ่มคนเดียวในที่นั้น นักรบเพียงแค่พยักหน้าแล้วปล่อยให้เด็กสาวทั้งสองเดินนำ ส่วนตนเองเดินรั้งท้ายถัดจากสาวคนรัก ผู้ซึ่งในหัวยังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างที่สะดุดใจในวันนี้




ส่งกัณฐ์ลดาขึ้นรถยุโรปสีดำคันยาวแล้ว หญิงสาวทั้งสองจึงพากันยืนรอรถตรงด้านหน้าทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราวสิบห้านาทีรถของนักรบก็เข้ามาจอดรับ


“ พู่กันเป็นคนเชียงใหม่เลยหรือเปล่าปูนหอม ” ระมิงค์เริ่มซักไซ้ประวัติเด็กสาวแปลกหน้าทันทีที่เข้าไปนั่งในรถ


นักรบนิ่งฟังอย่างสนใจ ขณะผู้ถูกถามเอ่ยตอบ “ เป็นคนชลบุรี ค่ะพี่มิ้ง แต่เห็นว่ามีบ้านยายอยู่ที่นี่ด้วย พอรับน้องเสร็จก็เลยต้องเข้าไปอยู่ที่บ้านนั้น ”


“ แล้วบ้านยายของพู่กันอยู่แถวไหนล่ะ ” นักเขียนสาวยังคงถามเรียบเรื่อย
“ ปูนก็ยังไม่ทราบค่ะ เพิ่งรู้เรื่องเมื่อกี้นี้เหมือนกัน ”


“ มิ้งดูท่าทางจะสนใจพู่กันมากนะครับ ” นักรบจับสังเกต ในสายตาของเขา ระมิงค์เป็นคนที่ดูง่าย ลองถ้าชอบก็จะสนใจ ห่วงใย แต่ถ้าเกลียดก็ไม่ยอมมองแม้เพียงหางตา


“ เด็กคนนั้นมีอะไรคุ้นตามิ้งน่ะค่ะ ” หญิงสาวตอบตรง ๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด กาลเวลาเท่านั้นที่จะขยายความบางเรื่องราวด้วยตัวเอง “ เอ่อ บุคลิกคล้าย ๆ เพื่อนคนหนึ่ง ”



“ พี่มิ้งคงไม่คิดว่าพู่กันจะเป็นเพื่อนคนนั้นหรอกนะคะ ” ธิชาดาถามติดตลก ทว่าผู้ถูกถามกลับนิ่ง ไม่ยอมปฏิเสธตามที่ควรจะเป็น นักรบจึงเป็นฝ่ายสรุปเสียเองว่า “ บางทีพู่กันอาจจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับเพื่อนของมิ้งก็ได้นะ ในชีวิตคนเรา มักจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ”


คำพูดกำกวมของอาจารย์ทำให้คนที่นั่งอยู่บนเบาะหลังรู้สึกงง แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวรุ่นพี่ไม่โต้ตอบอะไร ตนเองจึงเสมองต้นไม้สองข้างทางด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส วันนี้เป็นวันแห่งความทรงจำอีกวันหนึ่ง จริงๆ



Create Date : 05 ตุลาคม 2554
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 15:50:52 น.
Counter : 1036 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ