มกราคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
15
17
19
21
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยายตราบสิ้นอสงไขย บทที่ ๕ คนละภพ
บทที่ ๕



ประตูไม้เปิดออกหลังเจ้าของห้องเช็คผ่านช่องตาแมวแล้วว่า ผู้ที่มาเคาะประตูเรียกในช่วงเวลาหลังสี่ทุ่มคืนนี้คือบุคคลที่ไว้ใจได้

“ยังไม่นอนใช่ไหมน้องเอื้อง พี่กลับมาดึกไปหน่อย พอดีไปเดินไนท์บาร์ซ่าต่อน่ะ”นาถนรีแก้ตัวทันทีที่ได้เผชิญหน้ากับผู้ซึ่งยืนยิ้มแป้นรออยู่

“เพิ่งอาบน้ำเสร็จค่ะ เข้ามาข้างในก่อนสิคะพี่นัท”เอื้องลดาเอ่ยชวนแล้วเดินนำเข้าไปก่อน

นาถนรีทำตามอย่างว่าง่าย เธอเลือกที่จะนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะที่เจ้าของห้องนั่งหมิ่นเหม่อยู่ที่ขอบเตียงฝั่งตรงข้าม

“พี่ลืมโทร.ไปปฏิเสธคุณดลให้น้องเอื้อง พอโทร.ไปตอนสองทุ่มเขากลับบอกว่าน้องเอื้องเพิ่งออกไป ตกลงเปลี่ยนใจรับนัดคุณดลตอนหลังเหรอ”แขกยามราตรีเปิดประเด็นด้วยสีหน้ายิ้มๆ

เอื้องลดาจ้องอีกฝ่ายเขม็งแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ “เอื้องไปที่คุ้มเพราะต้องการพบอ.ชัยพงษ์พ่อของคุณนทีดลค่ะ แต่ท่านไม่อยู่ เขาก็เลยเข้าใจผิดว่าเอื้องรับนัด”

“แล้วน้องเอื้องทำยังไงล่ะ”

“เอื้องก็บอกว่าไม่ค่อยหิว ขอทานแค่ผลไม้ เขาก็ไม่ว่าอะไร”

“ตายแล้ว พี่ต้องขอโทษจริงๆ ดีนะที่คุณดลไม่ใช่คนเรื่องมาก ก็เลยไม่ถือสาน่ะ ว่าแต่ได้คุยอะไรกันบ้างล่ะ”

“ดูๆแล้วเขาคงอยากถามเอื้องเรื่องเด็กเมื่อกลางวันน่ะค่ะ ท่าทางเขาสนใจเรื่องนี้มาก แถมรู้อีกต่างหากว่าเด็กชื่อหมากคำ”

นาถนรีหรี่ตาลงเล็กน้อย “หมายความว่าไง สรุปเด็กนั้นเป็นคน หรือว่าคุณดลติดต่อกับผีได้”

“ยังไม่ชัดเจนค่ะ พอดีคุณนัยเข้ามาเสียก่อนเลยไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ”

“เฮ้อ คุณนัยนะคุณนัย แทนที่จะกระจ่าง ดันมาขัดขวางเสียนี่”

“อย่าตำหนิเขาเลยค่ะ จริงๆคุณนัยตั้งใจจะพาเอื้องไปปรึกษาอ.ชัยพงษ์ถึงเรื่องนี้เพราะท่านมีความรู้เกี่ยวกับความเชื่อและประวัติของเมืองล้านนาดี”

“อืม ใช่ พี่ได้ยินมาว่าพ่อครูชัยพงษ์ท่านบวชเรียนจนอายุสามสิบต้นๆ แล้วมาสึกเอาตอนคุณพ่อของท่านเสีย จากนั้นก็อยู่ดูแลคุณแม่อยู่นาน จนมาพบรักกับเจ้าสกุลรัตน์ตอนหลังเนี่ยล่ะถึงยอมแต่งงาน”

“ถ้างั้นก็แสดงว่าอาจารย์อายุห่างจากเจ้าสกุลรัตน์หลายปีสิคะ”

“ก็ใช่น่ะสิ” นาถนรีรับคำแล้วจึงหัวเราะ “ถ้าเอื้องเจอท่านทั้งสองคน ก็คงจะแปลกใจ เจ้าสกุลรัตน์ดูสวยเนี้ยบ ทันสมัย แต่พ่อครูชัยพงษ์จะออกแนวสมถะและคงแก่เรียน ท่านมีดีกรีดอกเตอร์ทางโบราณคดีแล้วยังจบปริญญาโททางวิทยาศาสตร์ด้วยนะ ตอนนี้ท่านเป็นที่ปรึกษาโครงการข่วงหลวงเวียงแก้วอยู่”

“โห เรียนสองอย่างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ”

คนเล่าพยักหน้า “แต่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อไสยศาสตร์ด้วยน่ะ ดังนั้นไม่ว่าคนหัวใหม่หรือหัวเก่าก็คุยกับท่านได้”

“เอื้องชักอยากจะพบท่านแล้วสิคะ”

“โอย เราถ่ายละครอีกเป็นเดือนยังไงก็ได้พบแน่ ไม่ต้องห่วง เอาล่ะ พี่แวะมาดูเฉยๆเดี๋ยวจะกลับไปอาบน้ำนอนแล้ว”คนพูดบอกพลางลุกขึ้นยืน

เจ้าของห้องจึงลุกและเดินตามอีกฝ่ายไปยังประตู“ฝันดีนะคะพี่นัท”

คนเป็นพี่ยิ้มพลางจ้องหน้า “น้องเอื้องก็เหมือนกัน อย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนล่ะ”

น้องสาวพยักหน้า “ไม่ลืมแน่นอนค่ะ”




Create Date : 16 มกราคม 2557
Last Update : 16 มกราคม 2557 9:25:07 น.
Counter : 687 Pageviews.

2 comments
  
ดวงตาเรียวคมมองกวาดรอบกายอย่างช้าๆ หมอกสีขาวโพลนลอยเอื่อยอยู่ใต้เงื้อมเงาร่มครึ้มของต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ บรรยากาศช่างหม่นมัวจนมองไม่เห็นฉากหลัง เนิ่นนาน ทั่วบริเวณยังคงเงียบงันปราศจากสรรพเสียงใดๆ เงียบเสียจนชายหนุ่มแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง

เรือนร่างสูงโปร่งหากเต็มไปด้วยมัดกล้ามสมชายชาตรีขยับตัว ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความระแวดระวัง แล้วจู่ๆชายชราซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีขาวคล้ายพราหมณ์ก็ก้าวผ่านม่านหมอกทึบออกมาจากหลังดงไม้

ดวงตาคมกล้าจับจ้องอีกฝ่ายเขม็งแต่นทีดลก็มิได้ถอยหนีหรือขลาดกลัว เขายังคงตรึงเท้าเอาไว้ ณ จุดเดิม รอจนผู้สูงวัยเดินเข้ามาใกล้ ไม่สิ ต้องใช้คำว่าเคลื่อนตัวเข้ามามากกว่าเพราะเพียงแค่พริบตาเดียวฝ่ายนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว โดยที่ไม่มีการก้าวเดินเลยสักนิด และยิ่งอยู่ใกล้มากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งมองเห็นแสงสว่างเมลืองมลังที่ปรากฏอยู่รอบกายชายชรามากขึ้นเช่นกัน

หลังการเผชิญหน้าชายหนุ่มรู้สึกแสบตาจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยแค่พอมองเห็นว่าชายชุดขาวกำลังยื่นมือออกมาหาตนและแบออก

สิ่งที่วางอยู่กลางอุ้งมือเหี่ยวย่นคือแหวนนาควงไม่ใหญ่นัก ถ้านำมาสวมน่าจะพอดีกับนิ้วก้อยของเขามากกว่านิ้วอื่นๆ ชายหนุ่มพินิจดูแหวนวงนั้นอยู่ชั่วครู่จึงเงยหน้าขึ้นใช้สายตาถามคำถาม

พ่อปู่อินถามองตอบมาด้วยความปรานี พร้อมทั้งเอ่ยตอบเบาๆ “กรรมเก่าบังตาบังใจเอาไว้ จงเร่งสร้างบารมีขึ้นเต๊อะพ่อพญา ผลแห่งความดีจักช่วยเหลือทุกคนได้”

คล้ายถูกมนต์สะกด ชายหนุ่มยื่นมือออกไปรับแหวนนาคมาสวมไว้

แสงสีทองสุกปลั่งเปล่งรัศมีออกจากแหวนวงน้อย สว่างไสวเสียจนดวงตาพร่ามัว นทีดลหลับตาลงด้วยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวใต้ร่มเงาไม้สะหลีคู่แห่งเมืองเก่าสะหลีคำ


ดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อยก่อนจะเปิดออกพร้อมกับที่เจ้าตัวผุดลุกขึ้นนั่งกลางที่นอนและพบว่าเวลานี้มีเพียงแสงไฟนอกเรือนส่องลอดเข้ามาตามช่องว่างระหว่างม่านสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีหมอกสลัวและไม้สะหลีที่เพิ่งเห็นในนิมิต

เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในฝันเมื่อครู่ นทีดลก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงยกมือซ้ายของตนขึ้นมาดูและพบว่านิ้วก้อยเรียวยาวของตนว่างเปล่า ไม่มีแหวนนาค ไม่ได้เป็นไปตามความฝันเลย

เรียวปากหยักลึกขยับมุมขึ้นเล็กน้อย นึกขำที่ตนเองเชื่อความฝันเป็นตุเป็นตะ นี่ถ้าพบว่าแหวนวงนั้นสวมอยู่ในนิ้วของตนจริงๆคงประหลาดนัก

แต่ก็มีทางเป็นไปได้อยู่บ้าง ในเมื่อเขายังสามารถมองเห็นหมากแก้วกับหมากคำได้เลยนี่นา อีกใจค้านก่อนที่ชายหนุ่มจะขยับตัวเปลี่ยนเป็นท่านอนแล้วข่มตาลงอีกครั้ง

รอให้เช้าก่อนเถอะ เขาจะไปยังเมืองเก่าสะหลีคำ สถานที่ในความฝันซึ่งนทีดลมั่นใจว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างไม่ธรรมดาซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:9:26:35 น.
  
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วบนต้นไม้ข้างบ้านพักเป็นเหตุให้ร่างบอบบางซึ่งนอนอยู่บนเตียงสี่เสาเริ่มขยับตัวและลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด

เอื้องลดาเงี่ยหูฟังสรรพเสียงรอบตัวแล้วยิ้มกริ่ม โชคดีที่เธอเลือกพักอยู่ไกลตัวเมืองดังเช่นพิงครัตน์รีสอร์ตแห่งนี้จึงมีโอกาสได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน เสียดายที่คืนแรกนั้นหญิงสาวอ่อนเพลียจากการเดินทาง จึงทำให้นอนตื่นสาย เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เขาว่าคนตื่นเช้านั้นได้เปรียบ วันนี้เธอคงต้องฉกฉวยความได้เปรียบเอาไว้ให้ชุ่มปอดก่อน คิดดังนั้นเอื้องลดาก็ลุกพรวดขึ้นจากที่นอน หยิบผ้าเช็ดตัวหนานุ่มเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยความรู้สึกสดชื่น

แม้จะอยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนแต่อากาศยามค่ำคืนจนถึงเช้าตรู่ของเมืองเชียงใหม่นั้นยังค่อนข้างเย็นต่างจากช่วงเวลากลางวันลิบลับ หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำด้วยความรวดเร็วก่อนจะใช้ผ้าขนหนูผืนเดิมพันตัวออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าสดใส จากนั้นจึงปลดเสื้อสีตองอ่อนเนื้อผ้าเบาพลิ้วจากไม้แขวนออกมาสวม ตามด้วยกางเกงสามส่วนสีขาวสะอาด เสร็จแล้วตวัดผมยาวสลวยของตนมวนขึ้นเป็นมวย ทว่าก็ยังมีไรผมปอยเล็กๆระอยู่สองข้างแก้มดูเก๋ไก๋

ดวงตาปราศจากการแต่งแต้มจ้องมองภาพตนเองในกระจกอย่างพึงพอใจ ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กๆสีน้ำตาลขึ้นคล้องไหล่ ก้าวเดินไปยังประตูห้อง เปิดมันออกช้าๆเพื่อรับกลิ่นอายแห่งอรุณ

ความสว่างเริ่มแทรกตัวผ่านความมืดเข้ามาแล้ว หากก็ยังมีหมอกจางๆให้เห็นอยู่บนยอดดอยสุเทพไกลๆ สองตาของเธอทอดมองไปเบื้องหน้าซึ่งมีผืนหญ้าและดอกไม้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม ขณะที่สองขาก้าวไปตามทางเดินปูด้วยอิฐที่เรียงรายจนจรดด้านหลังรีสอร์ตซึ่งมีประตูไม้บานเล็กๆสำหรับเปิดออกไปสู่ภายนอกอันเป็นเส้นทางสำหรับเดินไปยังโบราณสถานสะหลีคำ

หญิงสาวยังคงเดินทอดน่องไปช้าๆไม่เร่งรีบ ราวสามนาทีก็มาถึงประตูรั้ว เธอเปิดมันออกอย่างเบามือก่อนแทรกกายผ่านกรอบประตูออกมายืนด้านนอกอาณาเขตรีสอร์ต

สายลมเย็นพัดกรูเข้ามาต้องผิวเนื้อนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เอื้องลดาเหยียบย่างออกมานอกเขตรั้ว หญิงสาวยกสองมือขึ้นลูบเรียวแขนซึ่งขนอ่อนกำลังชูชัน พร้อมทั้งหันมองรอบกายอย่างพินิจ ด้วยรู้สึกราวกับว่าตนเองมิได้อยู่เพียงลำพัง

ณ วินาทีนั้น หากเอื้องลดาก้มลงมองนิ้วก้อยที่สวมแหวนนาคสักนิดก็คงจะพบว่าแหวนวงน้อยกำลังเปล่งรัศมีแรเหลือบทองวูบวาบอร่ามตา

แต่ไม่เลย เวลานี้หญิงสาวกำลังเงยหน้าขึ้นมองเหนือศีรษะ เนื่องจากได้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกกล้วยไม้สีเหลืองซึ่งห้อยลงมาเป็นพวงระย้าเหนือคาคบไม้สูงส่งกลิ่นโชยชายรวยริน เห็นดอกเอื้องครั้งใดพานให้ใจกระหวัดไปถึงคุณยายผู้ล่วงลับ ผู้เป็นคนตั้งชื่อ “เอื้องลดา”ให้กับหลานสาวคนเดียวคนนี้

คุณอัญชลีแม่ของเธอเคยเล่าให้ฟังว่า คุณยายสายหยุดเป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด ส่วนคุณตานั้นเป็นตำรวจรถไฟซึ่งเดินทางไปมาระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯบ่อยครั้ง ท่านทั้งสองจึงพบรักกันและคุณยายได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯหลังแต่งงาน แต่น่าเสียดายที่คุณยายสายหยุดอายุสั้นนักจึงทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างคุณอัญชลีและญาติๆที่เชียงใหม่พลอยห่างเหินตามไปด้วย

“จักไปไหนรึ”เสียงแหบแห้งที่จู่ๆก็ดังขึ้นข้างตัวเป็นเหตุให้หญิงสาวผู้ตกอยู่ในภวังค์ความคิดถึงกับสะดุ้งโหยงและหันขวับ มองไปยังริมลำธารอันเป็นทิศทางที่มาของเสียงดังกล่าว

แล้วกลับต้องชะงัก เมื่อพบว่าผู้ที่ยืนนิ่งรออยู่เป็นผู้ทรงศีลซึ่งมีหน้าตาดุจเดียวกับที่เธอเคยฝันเห็น เธอจึงเอ่ยตอบ“ดิฉันจะไปที่เมืองเก่าสะหลีคำค่ะ”

ชายในชุดขาวพยักหน้า “เจ้าคงจะหมายถึงเมืองอนันตกาลสินะ”

คิ้วเรียวสวยไร้การตกแต่งขยับเข้าหากันเมื่อย้อนถาม “เมืองอนันตกาลที่ว่านี่หมายถึงเมืองเก่าที่อยู่ใกล้ๆนี่หรือคะ”

“อืม ใช่ละ ยามนี้กาลล่วงเลยมายาวนาน ผู้คนคงจักตั้งชื่อตามที่ปรากฏแก่สายตา เพราะบ่เคยรู้ว่าชื่อดั้งเดิมของเมืองนั้นคือ อนันตกาล”

“ประหลาดจัง ไม่มีใครรู้เลยหรือคะท่าน”

ผู้ทรงศีลพยักหน้า “ก็คงจะเหมือนที่บ่เคยรู้ว่าลำน้ำสายนี้เคยเป็นแม่น้ำอันกว้างใหญ่เมื่อพันปีก่อน”

“แม่น้ำสายกว้างใหญ่”หญิงสาวทวนคำพลางหันไปมองลำธารสายเล็กๆซึ่งไหลรินขนาบทางเดินจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง กาลเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้มากมายเหลือเกิน

“ใหญ่ถึงขนาดเรือสำเภาแล่นผ่านมาได้หลายลำเทียวนา”ผู้เฒ่าชุดขาวสำทับ

“นานวันไปธารน้ำคงจะตื้นเขินขึ้น น่าเสียดายนะคะ อาจจะเหมือนเวียงกุมกามที่อยู่ใต้เมืองเชียงใหม่ลงไป ซึ่งน้ำปิงเปลี่ยนสายจนเมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองในตำนานอยู่หลายชั่วอายุคน”หญิงสาวโต้ตอบผู้มาใหม่พร้อมกับก้าวเดินไปราวกับเป็นคนที่คุ้นเคยกันมานาน โดยที่ไม่มีความรู้สึกหวาดระแวงใดๆทั้งสิ้น

“เมืองแห่งนี้เกิดก่อนเวียงกุมกามหลายปีนัก เมินเสียจนแทบจะบ่หลงเหลือความทรงจำใดๆเอาไว้เลย”

“ปกติเมืองอื่นจะเหลือจารึกเอาไว้บ้าง แล้วเมืองนี้ไม่มีหรือคะ”

“มี”ผู้ทรงศีลหยุดเดิน หันมามองผู้ถามด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ได้ “แต่จมอยู่ใต้ดิน บ่มีไผหาพบ”

เอื้องลดารู้สึกสะดุดใจ หันมามอง หากก็ยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุด อีกไม่ถึงสิบเมตรก็จะเข้าสู่อาณาเขตของเมืองเก่าสะหลีคำแล้ว“ทำไมท่านถึงรู้ล่ะคะ คนทั่วไปรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า”
ชายในชุดขาวไม่ยอมตอบคำถาม แต่กลับขยับมุมปากใต้หนวดเครานั้นให้มียิ้มน้อยๆ“ที่แห่งนี้มีหลายสิ่งที่คนทั่วไปสัมผัสบ่ได้ นอกจากคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น”

“ค่ะ”หญิงสาวรับคำและก้าวผ่านประตูทางเข้าโบราณสถานไปยืนอยู่บนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยผืนหญ้าสีเขียวครึ้ม สายตาคู่งามเปลี่ยนวิถีจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างพระธาตุหรือที่ภาษาเหนือเรียกว่ากู่กุด

“อ้าว คุณเอื้อง ตื่นแต่เช้าจังเลยนะครับ”เขาถามพลางก้าวฉับๆเข้ามาหา

เอื้องลดายิ้มให้อีกฝ่ายแต่ไกล แล้วจึงหันกลับมามองคู่สนทนาคนเก่า

แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ผู้ชราในชุดขาวไม่อยู่เสียแล้ว

“คุณเอื้องมาทำอะไรที่นี่ครับ อย่าบอกนะว่ามาสำรวจสถานที่ถ่ายทำ” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยถาม หลังจากเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆเธอแล้ว

ดาราสาวสั่นหน้า “เปล่าหรอกค่ะ เอื้องแค่มาตามหาเด็กคนนั้น”

“คุณคงจะหมายถึงหมากคำ”

“ค่ะ เด็กคนนั้นแหละ แต่ก็ไม่เจอเลยค่ะ เจอแต่คนแก่แต่งตัวคล้ายๆพราหมณ์”

นทีดลเลิกคิ้ว สบสายตางามพลางนิ่งคิด หัวใจไหวหวั่นลึกๆทว่าเขายังคงมีสติไต่ถามถึงสิ่งที่ฟังแล้วข้องใจ “ผมไม่เคยเห็นว่ามีชีปะขาวหรือพราหมณ์อยู่แถวนี้เลยนะฮะ”

“อ้าว ก็คนที่เดินมาพร้อมกับเอื้องไงคะ ตอนแรกๆเห็นคุณมองอยู่ก่อนแล้ว น่าจะทันเห็น เอ่อ จะเรียกอะไรดีล่ะ ชีปะขาวคนนั้น”หญิงสาวท้วงอย่างแปลกใจ เธอพูดคุยกับผู้เฒ่าอยู่แหม็บๆ ในจังหวะที่นทีดลเองก็มองอยู่ แล้วชายหนุ่มจะไม่ทันเห็นได้อย่างไรกัน

คนฟังยิ้ม สั่นหน้าช้าๆ “ผมเห็นคุณเอื้องตั้งแต่เดินพ้นโค้งริมฝายน้ำ ก่อนจะมาถึงประตูทางเข้าแล้วล่ะครับ คุณเดินมาคนเดียว ไม่มีใครเดินมาด้วยเลย”

“อะไรกันคะ เป็นไปได้ยังไง”เอื้องลดาถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจสุดขีด


โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:9:27:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ