สิงหาคม 2555

 
 
 
1
3
4
5
6
10
11
12
14
16
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๓/๒

ขาดคำ เสียงหัวเราะก็ดังประสานกันอย่างสดใส พร้อมกับการก้าวเดินออกจากตัวบ้าน เลียบไปตามทางเดินอิฐซึ่งรายล้อมอยู่รอบสนามหญ้ากว้างใหญ่ ทว่าสักพักปณิตาก็หยุดเดินและชี้ไปยังเด็กชายรูปร่างผอมในชุดลำลองซึ่งนั่งเล่นอยู่เพียงลำพัง “เด็กที่ไหนมานั่งเล่นอยู่นั่นน่ะพาย”

 

พิมพ์วลัญช์มองตาม แล้วจึงก้าวสวบๆเข้าไปหาเด็กชายที่กำลังเล่นกิ่งไม้แห้งอย่างเพลิดเพลิน ส่วนปณิตานั้นแม้จะรู้สึกงงงันอยู่บ้างแต่ก็รีบเดินตามเพื่อนไปจนทัน

 

“เล่นอะไรอยู่หนูน้อย”เจ้าของบ้านสาวย่อตัวลงถามด้วยน้ำเสียงใจดี เป็นเหตุให้มือจ้อยซึ่งถือกิ่งไม้อยู่ต้องชะงัก ดวงตาดำขลับเงยขึ้นสบดวงตากลมโตนั้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก

 

“พี่เจอหนูที่นี่หลายหนแล้ว หนูชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะ”พิมพ์วลัญช์ถามต่อแม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมตอบคำถามแรกก็ตามที

 

เด็กน้อยลุกพรวดขึ้น จ้องหน้างามด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเขม็ง มือที่ถือกิ่งไม้อยู่ก็ถูกยกขึ้นราวกับกำลังเตรียมตัวต่อสู้ ริมฝีปากเล็กแห้งกรังขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงใดหลุดลอดออกมา

 

“ใจเย็นๆสิหนุ่มน้อย พี่พายเขาเป็น...”ปณิตาปรามขึ้น หากยังไม่ขาดคำ เสียงแหบห้าว ร้อนรน ก็ดังมาแต่ไกล

 

“เจิดจ้า หยุดนะ”

 

สองสาวหันขวับไปมองพร้อมกัน ขณะที่มือเล็กๆของเด็กชายเจิดจ้านั้นลดลงข้างตัว แล้วร่างจ้อยก็หันขวับวิ่งตัดช่องเล็กๆของดงดอกเข็มออกไปด้านหลังตึก

 

“เด็กคนนั้นเป็นใครคะ ลุงพ่วง”พิมพ์วลัญช์ถามขึ้น เมื่อผู้สูงวัยเดินเข้ามาใกล้

 

ลุงพ่วงทำหน้าเครียด เอ่ยตอบ “เจ้าเจิดจ้า หลานชายของผมเองครับคุณพาย เป็นลูกของลูกชายที่เสียไปแล้ว ผมก็เหลือหลานอยู่คนเดียวนี่แหละครับ แต่มันสติสตังไม่ค่อยจะดี”

 

“ อ๋อ มิน่าล่ะ พายถึงเจอเขาบ่อยๆ ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันค่ะ ว่าถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ แต่ เอ๊ เมื่อวานแกยังดูปกติอยู่เลยนี่คะ แถมยังเตือนพายเลยว่าให้ระวังตัวอีก”

 

“เจ้าเจิดจ้าเนี่ยเหรอครับ เตือนคุณ”พ่อบ้านเก่าแก่ย้อนถามอย่างไม่เชื่อถือ

 

พิมพ์วลัญช์พยักหน้า ยืนยัน “ใช่ค่ะ เจิดจ้าเนี่ยแหละ”

 

ใบหน้าเหี่ยวย่นมองตามทางที่หลานชายวิ่งจากไป ก่อนสั่นหน้าให้กับความคิดของตนเอง แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะหากมีการซักถามถึงหลานชายต่อไปก็คงหาข้อสรุปไม่ได้อย่างแน่นอน “คุณๆกำลังจะไปที่ไหนกันหรือครับ”

 

“พายจะพาเพื่อนไปเดินดูรอบๆบ้านค่ะลุงพ่วง ว่าจะไปดูโรงแรมเก่ากันด้วย ตาเค้าสนใจน่ะค่ะ”

 

“อย่าเดินเข้าไปในตัวโรงแรมนะครับคุณ กลัวงูเงี้ยวเขี้ยวขอ”ผู้มากวัยเตือน

 

“จ้ะลุง พายไปก่อนนะคะ”พิมพ์วลัญช์รับคำ แล้วจึงหันไปจับจูงแขนเพื่อนเดินไปตามทางเดินซึ่งทอดไปสู่ตัวตึกร้างที่มองเห็นอยู่ลิบๆ

 

ไม่ถึงห้านาทีหญิงสาวทั้งสองก็มาหยุดอยู่ด้านหน้าซากปรักหักพังของตึกสามชั้นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่มีไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมด้านข้างตัวอาคารขึ้นไปจนถึงบนหลังคา

 

“แต่ก่อนโรงแรมนี้คงจะสวยมากเลยนะพาย”ปณิตาเอ่ยชมพลางเดินเข้าไปยืนข้างๆน้ำพุซึ่งมีไม้เลื้อยขึ้นคลุมจนดูคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่มากกว่า “แล้วที่เขาว่าเคยมีระเบิดลงนี่คงจะเป็นส่วนปีกขวาของอาคารโน่นใช่ไหมพาย ที่หลังคาดูแหว่งๆไปนั่นน่ะ”

 

“น่าจะใช่ พายเองก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่ครั้งแรกเหมือนกัน”

 

“แล้วคุณลุงจะทุบตึกนี่เมื่อไหร่ล่ะ น่าเสียดายเหมือนกันนะ ดูขลังๆยังไงไม่รู้บ้านของพายเนี่ย”

 

“ก็คงเร็วๆนี้แหละ เพราะคุณพ่อท่านไปติดต่อบริษัทรับเหมาเอาไว้แล้ว”พิมพ์วลัญช์ตอบเรียบเรื่อย สายตายังไม่ละไปจากโรงแรมร้างตรงหน้า หัวใจของหญิงสาวเบาหวิว ความรู้สึกตื้นตันแล่นลิ่วขึ้นมาในอก ความเสียดาย อาลัยอาวรณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรืออาจจะเป็นเพราะเธอเสียดายความเก่าแก่ของโรงแรมสยามธาราในอดีตก็ไม่อาจตอบได้

 

“คุณลุงนี่ทำอะไรรวดเร็วจังนะ เพิ่งมาถึงไม่เท่าไรก็ดำเนินการไปได้ขั้นหนึ่งละ”

 

“เพื่อนคุณพ่อเขาเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างน่ะ บ้านคุณลุงเขาก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง ไปกันหรือยังล่ะตา พายไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆ รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีน่ะ”พิมพ์ลวัญช์เร่ง

 

ปณิตาจึงหันมามองเพื่อน และพบว่าใบหน้าที่เคยขาวนวลนั้นบัดนี้ดูซีดเผือดคล้ายไม่มีเลือดขึ้นมาหล่อเลี้ยงกระนั้น เธอจึงพยักหน้าแล้วดึงมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายมากุมไว้ ก่อนจะพากันเดินกลับไปยังทางเดิมที่เพิ่งจากมา

 

หากหญิงสาวทั้งสองหันกลับมามองที่โรงแรมร้างอีกครั้ง ก็คงพบว่ามีร่างเล็กๆร่างหนึ่งกำลังก้าวออกมาจากกรอบประตูโล่งๆด้านหน้าอาคารเก่าคร่ำ พลางมองตามร่างบางของพิมพ์ลวัญช์อย่างไม่ละสายตา

 

 

 

 

เมื่อภาพที่เจิดจำรัสอยู่ในหัวค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ นายทหารหนุ่มในชุดสีขาวจึงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานอย่างอ่อนแรง

 

เขามองเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว...

 

หญิงสาววัยต้นยี่สิบผู้มีใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่ง ดวงตาคมเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งพองาม ริมฝีปากบางได้รูป ใบหน้าของเธอติดอยู่ในใจของเขาเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่หญิงสาวปรากฏขึ้นในมโนภาพ และมองเห็นซ้ำๆอยู่เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

 

มือใหญ่เปิดลิ้นชักข้างโต๊ะออก แล้วจึงหยิบกรอบรูปเก่าๆขึ้นมาวางตรงหน้า พลางพินิจภาพในกรอบสี่เหลี่ยมอย่างตั้งใจ

 

ภาพนั้นเป็นภาพวาดสีน้ำมันที่เขาเคยวาดเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยม

 

หญิงสาวที่เขาจำได้ติดตาผู้นี้ทำให้เขาต้องขออนุญาตบิดาไปเรียนวาดรูปกับสถาบันศิลปะชื่อดัง เพียงเพื่อต้องการวาดสิ่งที่เห็นในมโนภาพให้เป็นรูปธรรมและทำให้ได้เห็นเธอทุกครั้งที่ใจต้องการ

 

“คุณเป็นใครกัน เป็นคน หรือเป็นดวงวิญญาณ ทำไมถึงตามหลอกหลอนผมทั้งยามหลับ ยามตื่นแบบนี้” อนันต์ทวีปครวญพลางยกมือขวาขึ้นไล้ดวงหน้างามในรูปเบาๆ และน่าแปลกที่ในวินาทีนั้น ความรู้สึกอ่อนโยนเริ่มก่อกำเนิดขึ้นในใจของเขาอย่างประหลาด

 

เธอคือคนที่เขาตามหาและเฝ้ารอมาตลอด…

 

เสียงนาฬิกาที่ดังติ๊กๆเบาๆข้างกายทำให้ชายหนุ่มตัดใจวางกรอบรูปลงบนลิ้นชักดุจเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วก้าวออกไปจากห้อง

 

เสียงนกหวีดเรือดังกังวาน เมื่อเขาก้าวขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าเรือ

 

วันนี้แล้วสินะที่เขาจะต้องพาเรือต.ก.ด.กลับเข้าสู่ฝั่ง หลังจากออกไปปฏิบัติหน้าที่กลางท้องทะเลเวิ้งว้างมาแรมเดือน

 

ใบหน้าคมสันของนาวาตรีอนันต์ทวีปทอดมองไปเบื้องหน้าแสนไกล หากสองหูยังคงได้ยินเสียงต้นเรือผู้เป็นเพื่อนรักสั่งแถวตรงดังลั่น

 

แววตาอันคมกล้าของผู้การหนุ่มแห่งเรือทยานชลไหวระริกขณะที่หัวใจกำลังรู้สึกอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง บอกไปใครจะเชื่อกันเล่า ว่าเขามีใจให้หญิงสาวในฝันมาแสนนาน นานเสียจนไม่สามารถมอบความรักให้หญิงคนใดได้ แม้ว่าจะพยายามแล้วก็ตามที




Create Date : 15 สิงหาคม 2555
Last Update : 15 สิงหาคม 2555 5:43:22 น.
Counter : 875 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ