สิงหาคม 2555

 
 
 
1
3
4
5
6
10
11
12
14
16
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
หนึ่งฝันวันวาน {เพราะเธอคือความทรงจำ}



มือเรียวไล้ปกสมุดบันทึกสีชมพูซีดจางอย่างเบามือ พลางจ้องมองราวกับจะให้ทะลุไปยังแผ่นกระดาษที่อยู่ด้านใน อันเป็นกระดาษสีขาวหม่นตามอายุของการใช้งาน ซึ่งถ้าจะดูตามวันเวลาที่ระบุไว้บนหน้าปกนั้นสมุดบันทึกเล่มนี้อายุแก่กว่าเธอถึงสามสิบกว่าปี ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่หรอก ในเมื่อผู้เป็นเจ้าของตัวจริงก็ล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว หากแต่ใบหน้าขาวเนียนของคุณกุลธิดายังคงเค้าความงามในอดีตไว้ได้อย่างพร้อมสรรพ

“ฉันขอให้หนูใส่มันในลงไปตอนเผาศพคุณอาด้วยเถอะ ฉันอยากให้ความทรงจำดีๆอยู่กับเขาตลอดไป ”คุณกุลธิดายื่นสมุดบันทึกเล่มนี้ให้เธอในงานศพของคุณอาทัพน้องชายคนเดียวของบิดา

ในวันนั้นหญิงสาวเพียงแค่รับคำโดยไม่ถามต่อ แม้จะรู้สึกสงสัยอยู่ครามครันว่า สตรีผู้มีใบหน้างามและมีความเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วผู้นี้ คือใคร

“หนูแพร ทำความสะอาดห้องคุณอาเสร็จหรือยังลูก ” จู่ๆเสียงมารดาก็ดังขึ้นทำให้หญิงสาวหลุดออกมาจากห้วงภวังค์โดยฉับพลัน

“ใกล้เสร็จแล้วค่ะ คุณแม่ ”

“เสร็จแล้วรีบลงมาทานข้าวนะลูก จะได้ไปวัดกัน ”

“ ค่ะคุณแม่ ”รับคำแล้วหญิงสาวจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปยังตู้หนังสือของคุณอาผู้ล่วงลับ ก่อนจะลงมือปัดฝุ่นและจัดเรียงหนังสือให้เป็นระเบียบ แล้วสายตาของเธอก็สะดุดกับสมุดปกแข็งอันคุ้นตาที่วางอยู่ปะปนกับหนังสือเล่มหนาชั้นบนสุด พรรัมภาจึงรีบดึงมันออกมาด้วยความตื่นเต้น

สมุดบันทึกสีชมพูเก่าซีดเล่มนี้เป็นแบบเดียวกันกับที่วางอยู่บนโต๊ะ อีกทั้งวันเวลาที่ระบุบนหน้าปกก็ยังเป็นวันเดียวกัน ความสงสัยจึงปะทุขึ้นในใจของหญิงสาวทันที เธอจึงรีบสาวเท้าไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่าง พลางวางสมุดบันทึกของผู้เป็นอาเทียบกับเล่มก่อนหน้า ก่อนจะคลี่เปิดมันออกอย่างเบามือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน

บ่ายคล้อย..ดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนตัวลับหายไปหลังทิวไม้ ความร้อนอบอ้าวจึงค่อยจางหายไป สายลมเย็นจากแม่น้ำกว้างใหญ่พัดโชยมาแทนที่ เด็กชายในชุดนักเรียนม.ต้นเดินอุ้มลูกนกอ่อนแรงเข้ามาในศาลาท่าน้ำ ก่อนจะวางมันลงบนพื้นอย่างเบามือ แล้วจึงหันหลังกลับ เดินไปยังดงไม้ข้างรั้วเพื่อหาหนอนเล็กๆให้มันประทังชีพ

“ อะ กินซะเจ้าตัวเล็ก จะได้มีแรง ” เขาบอกอย่างอ่อนโยน

นกน้อยใช้ปากเขี่ยตัวหนอนก่อนจะจิกกินไปทีละตัว โดยมีหนุ่มน้อยหน้าตาคมสันนั่งขัดสมาธิมองอยู่ด้วยความเวทนา

“หาน้ำให้มันกินด้วยสิเธอ เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก ”เสียงใสๆของใครคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง

แม่ทัพหันขวับ

สาวน้อยดวงตากลมโตรับกับใบหน้าน่ารักคลี่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอนั่งอยู่ในชิงช้าใต้ซุ้มชมนาดที่เลื้อยพันโครงไม้จนดูคล้ายเป็นหลังคา

“เธอรู้จักที่นี่ได้ยังไง ”แทนที่จะยินดีแต่เด็กหนุ่มกลับย้อนถามด้วยความแปลกใจ

“เราเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ ”บอกพลางชี้ไปยังคฤหาสน์สีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ถัดไป

“อ้อ..ลูกสาวเศรษฐีบ้านนั้นน่ะเอง ” หนุ่มน้อยพึมพำ

“เราชี่อกุลธิดา เรียกว่ากุ้งก็ได้ แล้วเธอล่ะ ”

“เราชื่อแม่ทัพ เดี๋ยวหาน้ำมาให้นกก่อนนะ ”

กุลธิดาลุกจากชิงช้าก้าวเข้ามาในศาลาท่าน้ำพลางนั่งลงข้างๆนกน้อยเมื่อแม่ทัพตักน้ำมาแล้ว เขาจึงนำใบไม้มาทำเป็นทรงกรวยใส่น้ำ โดยมีกุลธิดาคอยอุ้มลูกนกขึ้นเพื่อให้เขาป้อนน้ำใส่ปากมันได้ถนัดถนี่

“กินน้ำแล้ว เดี๋ยวคงมีแรงมากขึ้น ” เด็กสาวคะเน

“แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะ ” แม่ทัพถาม

“ตรงซุ้มเหนือชิงช้ามีรังนกเก่าๆอยู่รังหนึ่ง เราเอามันไปไว้บนนั้นก่อนดีไหม ถ้ามันแข็งแรงดีแล้วก็คงจะบินกลับไปหาแม่มันเอง ” กุลธิดาแนะ

แม่ทัพจึงนำนกน้อยไปวางไว้ในรัง แล้วคอยหาอาหารมาให้มันทุกเช้าเย็น โดยมีเพื่อนใหม่เป็นผู้ช่วยเหลือ ราวหนึ่งสัปดาห์เมื่อนกน้อยแข็งแรงขึ้นแล้วมันจึงบินจากไปหลงเหลือไว้เพียงมิตรภาพระหว่างคนสองคนที่เริ่มผลิดอกออกช่อไปตามกาลเวลา


สามปีผ่านไป

ค่ำแล้วแต่กุลธิดายังคงนั่งอยู่บนชิงช้าใต้ซุ้มชมนาดอย่างเหงาหงอย เสียงหมู่นกบินกลับรังดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สายลมจากแม่น้ำพัดโชยแผ่ว แต่สาวน้อยก็มิได้ใส่ใจกับสิ่งรอบตัว ดวงตากลมโตมองทอดไปยังท้องฟ้าสีส้มแดงอย่างเหม่อลอย

วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ทัพ แต่เขากลับไม่มาที่ซุ้มชมนาดเหมือนทุกๆวัน เธอจึงนั่งรอและหวังว่าเขาจะต้องมา แต่จนบัดนี้ ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาแล้ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา หยดน้ำตาแห่งความน้อยใจเริ่มเอ่อคลอสองตางาม หญิงสาวก้มตัวซบหน้าลงบนเข่า ปล่อยน้ำตาให้ไหลริน

“วันนี้อยู่เย็นจังเลยกุ้ง นึกว่าจะไม่เจอเสียแล้ว ”เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นหญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นมอง ผู้มาใหม่ชะงักเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ

“กุ้งเป็นอะไรไป ”

กุลธิดาเม้มปาก สะบัดหน้าหนี

“โกรธเราหรือไง ”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่ง แม่ทัพจึงพยายามอธิบาย

“วันนี้พี่ชายเราไม่สบาย พ่อกับแม่ก็ยังไม่กลับ เราต้องหาข้าวให้พี่ชายกินก่อน พอพี่ชายกินยาเสร็จก็เลยรีบวิ่งออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละ ”เขาหยุดเล่าขณะที่หญิงสาวหันมา

“เรารู้ว่าวันนี้กุ้งต้องมารอ ”

คำพูดของเขา ทำให้เธอยิ้ม..ทั้งน้ำตา

“สุขสันต์วันเกิดทัพ กุ้งมีของขวัญให้ด้วย ”เธอบอกพลางก้มลงไปหยิบสมุดบันทึกสีชมพูที่วางอยู่บนชิงช้าให้กับเขา

แม่ทัพยื่นมือไปรับพลางขมวดคิ้ว

“ทำไมให้สีชมพูล่ะ เราไม่ใช่กะเทยสักหน่อย ”

กุลธิดาหน้าแดงเรื่อ แต่ก็พยายามกลบเกลื่อน

“คือ เอ่อ..อ้อ..คุณแม่ซื้อมาฝากกุ้งสองเล่มน่ะ ก็เลยแบ่งให้ทัพเล่มหนึ่ง ” หญิงสาวปด เพราะแท้จริงแล้วเธออยากให้เขาใช้ของคู่กันกับของตนเองต่างหาก

“สวยไหม ”

ผู้ถูกถามพยักหน้าพลางจ้องหน้างามใต้ความสลัว

“สวยมาก ”

“เราจะเขียนความรู้สึก ความคิดที่ไม่อยากบอกใครลงไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเอามาแลกกันอ่าน”

“ไม่อยากบอกใครแล้วทำไมต้องแลกกันอ่านด้วยล่ะ ” เขาย้อนถาม

“ก็..เราไม่เคยมีความลับต่อกันนี่นา ”เธอบอกแล้วจึงหันหลังเดินตัวปลิวจากไป

สายตาคมปลาบของชายหนุ่มร่างสูงได้แต่มองตาม จนอีกฝ่ายลับหายเข้าไปในประตูรั้วเหล็กดัดสีขาวที่มองเห็นชัดเจนในความสลัวรอบกาย

นับวันความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้นเรื่อยๆ ทุกเย็นสองหนุ่มสาวจะมาพบกันที่ซุ้มชมนาดเสมอ พูดคุยแลกเปลี่ยน และปรับทุกข์ซึ่งกันและกันจนเป็นความเคยชินขณะที่สมุดบันทึกสีชมพูก็เริ่มมีข้อความที่มาจากใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“กุ้งอยากรู้เหลือเกินว่าทัพคิดยังไงกับกุ้ง ”ปากกาสีน้ำเงินจากมือเรียวงามเขียนลงบนสมุดบันทึกก่อนจะถูกวางลง เมื่อมารดาของกุลธิดาก้าวเข้ามาในห้อง

“แม่มีเรื่องจะคุยกับหนู ” มารดาบอกพลางนั่งลงที่ปลายเตียง

หญิงสาวหันมาเผชิญหน้าแล้วมองอีกฝ่ายตาแป๋ว

“พวกคนใช้บอกว่าช่วงที่แม่ไม่อยู่ หนูไปที่ท่าน้ำทุกวัน ”

กุลธิดาชะงัก กัดริมฝีปากจนแน่น ด้วยเกรงจะถูกห้ามปราม

“แม่อยากรู้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ”

ผู้อ่อนวัยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วจึงตอบด้วยความมั่นใจ

“เขาชื่อแม่ทัพค่ะ เป็นเพื่อนของกุ้ง ”

“แน่ใจว่าไม่โกหกแม่ ” คุณสุจินดาปราม

“แน่ใจค่ะ ” ตอบพลางคิดว่า จะโกหกได้อย่างไรในเมื่อเขายังไม่เคยขอคบกับเธอนี่นา

“แม่ห่วงลูก เพราะคุณพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน ”

กุลธิดาขยับเข้าไปหามารดาแล้วโอบคุณสุจินดาจากทางด้านหลัง

“กุ้งเข้าใจดีค่ะ แต่คุณแม่อย่าห่วงกุ้งเลยนะคะ กุ้งจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ”

มารดาพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ

“แม่มีอีกเรื่องจะบอกลูก ”

“เรื่องอะไรคะ ”

“เดือนหน้าคุณพ่อจะต้องไปประจำอยู่สถานทูตอังกฤษ เราจะขายบ้านที่นี่ แล้วไปอยู่ที่โน่นกัน ”

แขนที่โอบเอวมารดาอยู่นั้นเกร็งจนคุณสุจินดารู้สึก ความสะเทือนใจไหลปรี่ขึ้นมา จนสุดที่หญิงสาวจะเก็บอารมณ์ได้ไหว

“เป็นอะไรไปหรือเปล่าลูก ”

“ปละ..เปล่าค่ะ ” เธอตอบอย่างพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

สิ่งที่รับรู้ทำให้กุลธิดารู้สึกสับสนจนเกินจะเก็บเอาไว้ได้ คนเดียวที่เธอต้องการปรึกษาคือ แม่ทัพหญิงสาวจึงออกไปรอเขาที่ซุ้มชมนาดเร็วกว่าทุกวัน


กุลธิดานั่งแกว่งชิงช้าไปพลางครุ่นคิดไปพลาง แต่แล้วชิงช้าที่กำลังแกว่งไกวกลับหยุดชะงักราวกับมีใครมาดึงไว้ เธอหันขวับ

“วันนี้ทำไมมาเร็ว ” แม่ทัพถามยิ้มๆ

“คิดถึงเราล่ะสิ ”

เพียงเห็นหน้าเขา ความเข้มแข็งทั้งมวลก็พังทลายลง หยดน้ำตาของเธอร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ตลอดสามปีที่ผ่านมาเขาเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หัวเราะ ร้องไห้ สุข เศร้า ร่วมกันตลอดมาแล้ววันนี้เพียงแค่คิดว่าจะต้องจากกัน ก็รู้สึกทนไม่ได้เสียแล้วเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะหักห้ามความรู้สึกได้อย่างไร

“หยุดร้องได้แล้วคนขี้แย วันนี้เรามีเรื่องจะบอกล่ะ แต่ต้องหยุดร้องไห้ก่อน ”เขาทรุดตัวลงนั่ง แล้วเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ปลอบประโลม..อ่อนโยน

“กุ้งก็มีเรื่องจะบอกทัพเหมือนกัน ”

“ถ้างั้นกุ้งบอกก่อน ” ก็..เขาเพียงแค่อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อเธอมาตลอดสามปีเท่านั้นเอง

“ คือกุ้งต้องไปอยู่อังกฤษกับคุณพ่อคุณแม่ ” เธอบอกทั้งน้ำตา

“กุ้งไม่ไปนะทัพ กุ้ง...” หญิงสาวชะงักถ้อยคำเอาไว้ ด้วยเกรงว่าหากบอกความในใจ เขาอาจจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป หากไม่ได้รู้สึกตรงกัน

แม่ทัพอึ้ง ลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังเดินออกไปหยุดอยู่ที่ท่าน้ำ เนิ่นนานกุลธิดาจึงก้าวตามเข้าไปบ้าง

“แล้วทัพมีอะไรจะบอกกุ้งล่ะ ” เธอถาม

แม่ทัพหันมาเผชิญหน้า ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ เขายิ้ม..หากแต่เป็นยิ้มที่ดูอ่อนล้าเต็มที

“เราล้อเล่นน่ะ แค่หลอกให้กุ้งเลิกร้องไห้ ”

กุลธิดามองเขา แม่ทัพจ้องตอบ ดวงตาแสดงความรู้สึกหลาย ๆ อย่างออกไป ก่อนที่เขาจะดึงเธอเข้ามากอด ปล่อยให้หญิงสาวร้องไห้จนเสื้อของเขาเปียกชื้นไปทั้งช่วงไหล่

“กุ้งจะไปเมื่อไรละ ”

“เดือนหน้านี่แล้ว ทัพ..ทัพจะลืมกุ้งไหม ถ้าเราไม่ได้เจอกัน ”

อ้อมแขนของเขารัดแน่นขึ้น เมื่อตอบคำเธอ

“เราไม่มีวันลืมกุ้ง เราจะจำกุ้งไปจนวันตาย ”



ก็อก..ก็อก เสียงเคาะประตูดังกระชั้นขึ้น

“หนูแพรลงมาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวไปไม่ทันพิธีเผาศพพคุณอาทัพนะลูก ”เสียงมารดาดังลั่น พรรัมภาจึงรีบปิดสมุดบันทึก แล้วก้าวออกไปจากห้อง โดยไม่ลืมหยิบมันติดมือออกมาด้วย


พรรัมภาเดินกอดถุงกระดาษขนาดย่อมเอาไว้กับอกแล้วเดินตามมารดาเข้าไปในศาลาซึ่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งอยู่ด้านในที่ล้วนแต่อยู่ในชุดสีดำ ทันทีที่มารดานั่งลงและทักทายญาติผู้ใหญ่เสร็จแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยขอตัว ลุกจากเก้าอี้เดินอ้อมไปหาหญิงวัยไล่เลี่ยกับมารดาซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังบนเก้าอี้ด้านหลังสุด

“สวัสดีค่ะคุณน้า ”

คุณกุลธิดารับไหว้พลางยิ้มน้อย ๆ หากแต่ความเศร้าสร้อยก็ยังมิเจือจาง

“อย่าลืมทำตามที่ฉันขอร้องหนูเอาไว้นะจ๊ะ ” ผู้สูงวัยสำทับ

พรรัมภาจึงเปิดถุงกระดาษออกแล้วหยิบสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา

คุณกุลธิดาจ้องมองสมุดบันทึกที่วางซ้อนกันอยู่สองเล่มด้วยดวงตาพราวพรายไปด้วยหยดน้ำแห่งความรู้สึก เนิ่นนาน..จึงยกมืออันสั่นเทาด้วยแรงแห่งความเศร้าขึ้นมาเปิดมันออก

“แพรอยากให้คุณน้าเก็บมันเอาไว้ค่ะ ”

ผู้สูงวัยกว่าเงยหน้าขึ้นมองผู้พูดด้วยแววตาฉงน

พรรัมภายิ้ม แล้วจึงเอื้อมไปเปิดสมุดบันทึกหน้าที่ตนเองใช้ที่คั่นหนังสือคั่นเอาไว้ออกมา คุณกุลธิดาจึงมองเห็นตัวอักษรสีน้ำเงินจาง ๆ นั้นอย่างชัดเจน

“เราตั้งใจจะบอกว่า เรารักกุ้งมานานแล้ว แต่มันเป็นรักที่ปรารถดีและพร้อมที่จะให้ เมื่อกุ้งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่จะย้ายไปประจำอยู่ประเทศอังกฤษ เราจึงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจคนเดียว..ตลอดมา ”

“คุณน้าลองอ่านหน้าสุดท้ายสิคะ อาทัพเขียนเอาไว้ก่อนตาย ”เสียงเธอเครือในท้ายประโยค

คุณกุลธิดาทำตามอย่างว่าง่าย พลางเขม้นมองตัวอักษรผ่านม่านน้ำตา

“เรามีความสุขกับภาพความทรงจำเก่าๆที่เต้นระยับอยู่ในความรู้สึก แม้มันจะผ่านไปถึงสี่สิบปีแล้วก็ตาม ทุกอย่างที่เป็นกุ้งทำให้เราเรียนรู้ว่า การโอบกอดความรักแม้ไม่ได้อยู่เคียงข้าง ก็ยังดีกว่าอยู่อย่างมีคนรักแต่ไร้หัวใจ”

“นี่ล่ะค่ะ เหตุผลที่อาทัพไม่เคยคิดจะแต่งงานกับใคร เพราะเขามีความสุขที่มีคุณน้าอยู่ในใจมาตลอดสี่สิบปี ”

คุณกุลธิดายกสองมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ ก่อนจะเอ่ยปากบอกความในใจกับหลานสาวของผู้ชายที่เธอรัก

“ฉันกลับมาอยู่เมืองไทยก่อนหน้าที่เขาจะเสียไม่กี่วัน ฉันมาช้าไปฉันจึงไม่ได้บอกเขาว่า ฉันเองก็รักเขามาตลอด เป็นเกียรติเหลือเกินที่ชีวิตนี้ได้พบกับความรักที่แท้จริง ฉันจะเก็บสมุดบันทึกสองเล่มนี้ไว้ด้วยกันตามที่หนูบอก ตราบใดที่ความทรงจำของฉันยังเหลืออยู่เราจะยืนอยู่เคียงข้างกันใต้ซุ้มชมนาดเหมือนทุกวันที่เคยเป็นมา ”แสงไฟในศาลาดับพรึบลง พัดลมที่หมุนอยู่เหนือศีรษะหยุดชะงัก แต่กลับมีสายลมพัดโชยเข้ามาจากด้านนอกดังหวู่หวิว ราวกับเสียงกระซิบ

“ฉันรักเธอ”

คุณกุลธิดาจ้องมองไปยังโลงศพที่ห้อมล้อมด้วยดอกไม้หลากสีราวกับคนที่เธอรักยืนอยู่ที่นั่น วันนี้ไม่มีเขาอีกต่อไปแล้ว แต่เขาจะยังคงอยู่ในหัวใจไปตลอดกาล เหมือนดังที่เป็นมาตลอด..สี่สิบปี


ความรัก อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง ทว่า รักแท้ นั้นมีได้แค่ ครั้งเดียว และต้องเป็น เธอ เพียงคนเดียวเท่านั้น..


ด้วยรัก..น้ำฟ้า




Create Date : 09 สิงหาคม 2555
Last Update : 9 สิงหาคม 2555 7:37:49 น.
Counter : 2307 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ