กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
26
27
28
30
31
 
 
All Blog
นวนิยาย..พลิกผืนฟ้าหารัก บทที่ ๑/๒

พิมพ์วลัญช์เดินกลับมาถึงด้านหน้าคฤหาสน์ในเวลาที่ความมืดเริ่มห่มคลุมอาณาบริเวณบ้างแล้ว แสงไฟสลัวตามจุดต่างๆของตึกค่อยๆสว่างขึ้นทีละดวงสองดวง เท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบนบันไดหินอ่อนจึงชะงัก และพาร่างระหงถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าว เพื่อชื่นชมความงามของคฤหาสน์เก่าแก่ซึ่งเธอเพิ่งได้เข้ามาเป็นเจ้าของหมาดๆในวันนี้

 

จะว่าไปมันก็ดูสงบ ขรึม และสง่างามไม่เบาแฮะ...

 

แสงไฟตามจุดต่างๆทำให้คฤหาสน์สีเทากลายเป็นสีส้มระเรื่อน่ามอง ทำให้เห็นว่าบนปีกซ้ายและขวาของตัวตึกมีห้องใต้หลังคาซ่อนอยู่ ต่ำลงมาเป็นระเบียงและหน้าต่างประดับกระจกสีตามลำดับ แต่ที่นี่คงจะน่าอยู่กว่านี้ถ้าไม่มีต้นตีนตุ๊กแกสีเขียวเข้มซึ่งเกาะเป็นพรืดอยู่รอบผนังด้านนอกของคฤหาสน์ยกเว้นบริเวณระเบียงขนาดใหญ่กลางตึก

 

เสียงสายเรียกเข้าดังขึ้น หญิงสาวจึงรีบค้นโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าหนังใบโตแล้วกรอกเสียงสดใสลงไป “ว่าไงจ๊ะคุณปณิตา”

 

“มาถึงแล้วเหรอยะ คุณพิมพ์วลัญช์ ”ปลายสายบีบเสียงถามบ้าง

 

“อืม มาถึงสักชั่วโมงได้แล้วล่ะ กำลังสำรวจรอบๆบ้านอยู่”

 

“สำรวจรอบบ้านเนี่ยนะ ทำไม บ้านใหม่ของเธอมันแปลกยังไงฮึ”ปณิตาปรับน้ำเสียงให้ดูจริงจังตามเพื่อนบ้าง

 

เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม และเป็นรูมเมทกันในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด แต่หลังจากเรียนจบกลับมา พิมพ์วลัญช์และปณิตาก็ไม่ค่อยพบหน้าค่าตากันบ่อยครั้งนัก เนื่องจากฝ่ายแรกตามบิดาซึ่งเป็นผู้พิพากษาไปประจำอยู่จังหวัดพิษณุโลก ในขณะที่ฝ่ายหลังกลายเป็นสาวสังคมชั้นสูงอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจจะทำให้ได้พบเจอกันน้อยลงแต่สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนยังคงเหนียวแน่นเสมอ

 

“บ้านใหม่เป็นตึกเก่าสมัยสงครามโลกน่ะสิตา แถมรอบๆบ้านยังมีแต่ต้นไม้ยังกะบ้านสวนแน่ะ”

 

“อุ๊ย แบบนั้นหายากนะพาย ชักอยากไปเห็นกับตาแล้วสิ เห็นแต่ในละครทีวี ตึกโบราณๆรอบบ้านมีแต่ต้นไม้ แล้วก็มี...”

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำอ้ำอึ้งพิมพ์วลัญช์จึงย้อนถามเสียงดุ “มีอะไรฮึ”

 

ปณิตาหัวเราะคิกคักก่อนตอบว่า“ก็มีคุณหลวงหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวรอนางเอกอยู่น่ะสิ ไม่แน่นะ เรื่องนี้พายอาจจะเป็นนางเอกที่มีพระเอกรออยู่ในคฤหาสน์เก่าแก่ก็ได้”

 

พิมพ์วลัญช์ส่ายหัวราวกับอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงหน้า “เพ้อเจ้อไม่หายเลยนะตา ดูละครมากไปปะเนี่ย”

 

“ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะพาย ดูแต่เมืองเก่าเถอะยังมีเสียงซ้อมรบให้ได้ยินบ่อยๆเลย”ปณิตาเถียงคอเป็นเอ็น เพราะเธอเป็นคนเชื่อเรื่องผีสางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

“จ้ะ แม่บัณฑิตคณะไสยศาสตร์ ไว้วันหลังฉันจะพาเธอมาตามหาคุณหลวงที่นี่ก็แล้วกัน”พิมพ์วลัญช์ประชด แต่อีกฝ่ายกลับตอบมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “จริงๆนะยายพาย เมื่อไหร่นัดมาเลย”

 

“จะตื่นเต้นทำไมเนี่ย บ้านพายกับบ้านตาก็อยู่ใกล้กันแค่เนี้ย ลืมไปแล้วเหรอตอนนี้พายมาอยู่กรุงเทพฯแล้วนะ”

 

“เออ จริงแฮะ”ปณิตาหัวเราะแล้วจึงเงียบไป ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ไว้คุยกันใหม่นะพาย เดี๋ยวตาไปงานเลี้ยงก่อน”

 

“ได้เลยแม่เซเลบริตี้สาว”พิมพ์วลัญช์ตอบและหันขวับไปทางซ้ายมือของตึกเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไหววูบอยู่บริเวณนั้น

 

แต่ก็มีเพียงพุ่มไม้ดัดรูปช้างเท่านั้นแหละ เฮ้อ...รู้สึกว่าตั้งแต่มาถึงที่นี่เธอชักจะประสาทหลอนบ่อยเสียจริง

 

 

 

 

“ไปไหนมาเจ้าเจิดจ้า”นายพ่วงวางช้อนลงบนจานกะเบื้อง เมื่อเห็นหลานชายคนเดียวเดินเข้ามาในห้อง

 

เด็กชายร่างเล็ก ผิวขาวซีดไม่ตอบ แต่กลับนั่งลงบนพื้นปูนเย็นเฉียบอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้เป็นปู่อดรนทนไม่ไหว จึงลุกจากเก้าอี้เข้าไปหิ้วปีกเด็กชายขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆที่ตั้งอยู่คู่กับโต๊ะไม้เก่าคร่ำของตน

 

“หิวไหม”ชายชราเอ่ยถามเสียงดัง

 

เจิดจ้าเป็นลูกของลูกชายนายพ่วงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปพร้อมๆกับมารดาของเด็กน้อยเมื่อหกปีก่อน ปล่อยให้เจิดจ้าซึ่งกลายเป็นเด็กป้ำๆเป๋อๆได้ใช้ชีวิตอยู่กับปู่ของตนเพียงลำพัง

 

เจิดจ้ายกมือขึ้นลูบใบหน้าเหี่ยวย่นของปู่เบาๆพลางหัวเราะขณะดึงหนวดสีเทาเล่นโดยไม่ตอบคำ

 

นายพ่วงถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นลูบหัวหลานรักบ้าง เจิดจ้าเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะนอกจากจะสติสตังจะไม่สมประกอบเหมือนใครเขาแล้ว เด็กน้อยก็ยังเป็นกำพร้าเสียอีก ชายชราอดห่วงไม่ได้ว่า ถ้าตนเองตายไปแล้ว ชีวิตของเด็กน้อยจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

คิดแล้วก็ต้องปลงให้ตก พยายามนึกเสียว่า มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นผู้กำหนด มีกรรมเป็นผู้นำทาง ดังนั้นหากเราสร้างทำสิ่งใดเอาไว้ สิ่งนั้นแหละที่จะติดตัวเราไปทั้งภพนี้ตลอดจนภพหน้า

 

“แกคงจะมีวิบากกรรมหนัก เจิดจ้าเอ๋ย”ชายชราพึมพำ

 

หากเด็กชายกลับพยักหน้าหงึกหงักแล้วพูดตามคำของปู่ “กรรมหนักๆ”

 

ดวงตายิบหยีเหี่ยวย่นจ้องมองหลานรักด้วยความพร่ามัวผ่านม่านน้ำตา ดูเอาเถอะ อายุตั้งสิบขวบแล้ว แต่เด็กน้อยก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆเลย

 

“กินข้าวเถอะ”ผู้ชราบอกหลานเสียงเครือ

 

คราวนี้เด็กน้อยจึงจับช้อนขึ้นตักข้าวใส่ปากอย่างว่าง่าย ราวกับจะล่วงรู้ถึงความนึกคิดผู้เป็นปู่

 

เรื่องบางเรื่องอาจไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูด แต่กลับสื่อกันได้ถ้าใช้หัวใจสะพาน

 

แสงจันทร์กระจ่างฉาบทาไปทั่วพื้นโลกยามค่ำคืน ทำให้ลานโล่งด้านนอกคฤหาสน์ดูอ่อนหวานด้วยแสงสีนวล ทว่าภายใต้ผืนดินเย็นเยียบนั่นเล่า เปลวไฟแห่งความอาฆาตแค้นกำลังลุกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด แม้ว่าภายในคฤหาสน์จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นก็ตามที

 

 

 v




Create Date : 29 กรกฎาคม 2555
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 9:13:35 น.
Counter : 831 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ