มกราคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
15
17
19
21
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยายตราบสิ้นอสงไขย บทที่ ๗ ทฤษฎีกาลเวลา

บทที่๗



เมื่อสองหนุ่มสาวเดินผ่านบริเวณที่มีแสงแดดอุ่นเข้ามาสู่อาณาเขตของพิงครัตน์รีสอร์ตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก็เป็นช่วงเวลาอันประจวบเหมาะกับที่เอื้องลดาเล่าเรื่องแหวนนาคของตนจบลงพอดีและทิ้งท้ายว่า “เอื้องค่อนข้างมั่นใจว่าคำพูดของคุณปู่สุนทรมักจะเป็นจริงเสมอค่ะ

“เหมือนเป็นคนที่มีซิกเซ้นส์อะไรแบบนั้นน่ะหรือครับ”

เอื้องลดาพยักหน้า “ก็อาจจะเป็นไปได้ค่ะ แต่เอื้องขอมองแบบวิทยาศาสตร์ก่อน เอื้องว่าท่านใช้เหตุผลในการคิดผนวกกับการคาดเดาสถานการณ์ได้ดีน่ะค่ะ ก็เลยตรงเผงบ่อยๆ”

“งั้นถ้าคุณได้คุยกับพ่อผมคุณคงชอบ”นทีดลชี้นำ

ดาราสาวยิ้มกว้างจนมองเห็นลักยิ้มน่ามองสองข้างแก้มก่อนรวบรัด “ก็คุณดลรับปากเอื้องเอาไว้แล้วนี่คะว่าจะให้ไปพบท่านได้ในช่วงสงกรานต์ ใจจริงก็อยากพบท่านเช้านี้เลยแต่เอื้องติดถ่ายละครช่วงเก้าโมงน่ะค่ะ ตอนนี้เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหมคะ ปล่อยไว้แบบนี้คงได้จูงมือกันป่วยแน่”

“ก็ดีนะครับ ถ้าคุณจะจูงมือผมจริงๆ”เขาพูดติดตลกตรงข้ามกับแววตาซึ่งมีรอยหวานเจืออยู่ หากหญิงสาวกลับทำตาเขียวปั๊ดตอบด้วยคิดว่าเขาเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น “ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ เดี๋ยวทำให้คิวถ่ายละครของชาวบ้านเขารวนหมด”

นทีดลยิ้ม เขารับรู้ได้ว่ากำลังมีอะไรร้อนๆวิ่งเข้าสู่หัวใจ ทำให้รู้สึกอ่อนหวานและอบอุ่นผสมผสานอย่างบอกไม่ถูก ยามนี้เขาจึงยินดีที่จะยืนมองเธอนิ่งๆมากกว่าต่อล้อต่อเถียงใดๆทั้งสิ้น แต่กระนั้นสองหูของชายหนุ่มก็ยังได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถนนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆอย่างชัดเจน

“มีความสุขจังเลยนะคะพี่ดล เอื้องลดา”เสียงเล็กแหลมดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเมรินที่กำลังเดินผ่านมุมน้ำตกจำลองออกมาด้วยใบหน้าไม่เป็นมิตรนัก

“อ้าว นี่ลิลลี่ย้ายของเสร็จตั้งแต่เช้าเลยหรือครับ”นทีดลย้อนถามธุระโดยมิได้สนใจคำพูดก่อนหน้าของผู้มาใหม่

เมรินแกล้งค้อนขวับใส่ชายหนุ่มแล้วปรายหางตามองเอื้องลดาก่อนจะตอบด้วยเสียงที่บังคับให้เรียบเย็นตรงกันข้ามกับอารมณ์แท้จริงที่เป็นอยู่ “ก็คุณนัยน่ะสิคะบอกว่าให้ลิลลี่ออกมาแต่เช้า ไม่งั้นรถจะติดแถวคูเมืองเพราะคนเล่นสงกรานต์กันเยอะ ลิลลี่ก็เลยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า แล้วอะไรกันคะ พอมาถึงที่นี่โทร.หาพี่ดลก็ไม่มีคนรับ ที่แท้...”

“ขอตัวก่อนนะคะคุณดล เดี๋ยวเอื้องต้องรีบไปถ่ายละครอีก”เอื้องลดาพูดแทรกขึ้นเมื่อรู้ดีว่าอีกฝ่ายเจตนาว่ากระทบตน

หึ...เมรินนี่ช่างทำตัวได้ขวางโลกสมคำล่ำลือจริงๆ นี่ขนาดกับเธอที่ร่วมงานกันนับครั้งได้และไม่เคยมีปัญหากันเลยสักครั้ง ก็ยังถูกเธอฟาดงวงฟาดงาใส่จนได้

หากคนถูกแทรกกลับหัวเราะขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “คุณเอื้องคงยังไม่รู้มั้งว่าพี่คณินเปลี่ยนเวลาถ่ายทำเป็นช่วงบ่าย แล้วก็ย้ายไปถ่ายฉากสงกรานต์ที่วัดเจ็ดยอด เพราะเมื่อกี้ฝนตกหนัก ไม่สะดวกที่จะถ่ายทำในโบราณสถานน่ะ”

“อ้าวเหรอ ขอบคุณมากนะคุณลิลลี่ แต่ยังไงเอื้องก็ต้องขอตัวอยู่ดีแหละ เชิญตามสบายนะ”กล่าวจบเอื้องลดาก็แกล้งส่งยิ้มให้นทีดลก่อนจะเดินลิ่วๆไปตามถนนปูด้วยอิฐอย่างไม่สนใจผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

“ว่าแต่ลิลลี่ตามหาพี่ทำไมครับ”นทีดลทำลายความเงียบขึ้นก่อนหลังจากอยู่กันตามลำพัง

เมรินจึงหันกลับมาให้ความสนใจในตัวเขาต่อ “ก็ลิลลี่อยากจะขอบคุณพี่ดลน่ะค่ะที่จัดการเรื่องที่พักเร็วทันใจจริงๆ”

“พี่แค่โทรบอกนัยกริ๊งเดียวก็เรียบร้อยแล้วล่ะครับ อีกอย่างมันเป็นหน้าที่ของทางรีสอร์ตที่ต้องดูแลลูกค้าด้วย ไม่เห็นจะต้องขอบอกขอบใจอะไรเลย”

“ค่ะ แล้วนี่พี่ดลไปไหนกันมาคะ ดูซิ เปียกมะลอกมะแลกกันทั้งสองคนเชียว”ปากของเมรินถามขณะที่สายตามองเขาอย่างจับผิด แค่เห็นชายหนุ่มเดินมาพร้อมกับเอื้องลดาต่อมริษยาของเธอก็ทำงานอย่างเต็มพิกัดแล้ว พานให้ลืมถ้อยคำที่ตนบอกเพื่อนทั้งสองว่าจะพยายามทำตัวเป็นหญิงสาวที่น่ารักในสายตาของนทีดลจนได้

“พี่ไปไหว้กู่มาน่ะ วันนี้เป็นวันสังขารล่อง คนเหนือเขาจะทำสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเช่น สระเกล้าดำหัว ไหว้พระ ทำความสะอาดบ้านอะไรทำนองนี้”

“แล้วเอื้องลดาล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ พี่บังเอิญไปเจอเธอที่นั่น...”

เมรินเบะปากแล้วจึงต่อให้เสียเอง “ก็เลยหลบฝนอยู่ด้วยกันเป็นนานสองนานใช่ไหมคะ”

นทีดลรู้ดีว่าถูกประชดแต่กลับยิ้มสู้“ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ โดนฝนแบบนี้ถ้าไม่รีบสระผมอาจจะเป็นไข้ได้”บอกพลางเขาก็แอบนึกถึงถ้อยคำของสาวอีกนางที่เพิ่งเดินจากไปแล้วหัวเราะ “จูงมือกันป่วย”ดูเธอก็มีอารมณ์ขันกับเขาเหมือนกันแฮะ

“หัวเราะอะไรคะพี่ดล”เมรินชักจะอารมณ์ไม่บรรเจิดเพราะไฟริษยากำลังลามเลียอยู่ทั่วตัวแล้วในเวลานี้

แต่แทนที่จะตอบ นทีดลกลับสั่นหน้าและย้ำ “พี่ไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”

สายตาไม่พอใจจ้องตามร่างสูงที่เพิ่งเดินจากไปไม่ละ และเมื่อเขาลับหายไปหลังน้ำตกจำลองแล้ว ดาราสาวจึงระบายความโกรธด้วยการกระชากกิ่งดอกหางนกยูงเต็มแรง

ทว่ากิ่งไม้เจ้ากรรมซึ่งเพิ่งถูกตัดแต่งไปเมื่อเย็นวานกลับบาดมือเธอจนเป็นทางยาว เลือดสีแดงไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว เมรินกรีดร้องเสียงหลง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้ยิน เธอจึงรีบเดินแกมวิ่งออกไปทางสำนักงานรีสอร์ตด้วยสีหน้าตกใจ



Create Date : 20 มกราคม 2557
Last Update : 21 มกราคม 2557 12:58:05 น.
Counter : 482 Pageviews.

1 comments
  
เอื้องลดาเอนกายพิงเก้าไม้สักมองทัศนียภาพนอกระเบียงอันเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้อย่างพึงพอใจ ขณะนึกถึงเหตุการณ์ช่วงสายซึ่งนทีดลดั้นด้นไปเคาะประตูเรียกเธอถึงห้องเพื่อให้ตามมาพบบิดาของเขาที่คุ้มเวียงพิงค์ และเมื่อมาถึงเขาก็แนะนำเธอให้รู้จักกับเจ้าสกุลรัตน์ผู้เป็นมารดาก่อนจะพาหญิงสาวมานั่งรออยู่ตรงมุมนั่งเล่นนอกระเบียงแห่งนี้ แล้วเจ้าตัวก็ขอตัวไปเชิญบิดาในห้องทำงานด้วยตนเอง

“นี่ไงครับพ่อ คุณเอื้องที่ผมเล่าให้ฟัง”น้ำเสียงของนทีดลดังขึ้น หญิงสาวจึงหันกลับมามองพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนและยกมือขึ้นทำความเคารพชายวัยต้นปิจฉิมร่างสูงในชุดเสื้อม่อฮ่อม กางเกงสะดอซึ่งเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเจือยิ้ม

ผู้สูงวัยรับไหว้พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆบุตรชายซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับเอื้องลดาและถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ที่มาขอพบนี่มีอะไรหรือแม่หนู”

“คือเอื้องเห็นผีเด็กตอนถ่ายละครน่ะค่ะก็เลยอยากมาปรึกษาว่ามีอะไรที่ทำไปแล้วอะไรไม่ถูกไม่ควรหรือเปล่า ที่กังวลเพราะพักหลังๆมานี่ เอื้องมักจะพบเจออะไรแปลกๆบ่อยน่ะค่ะ”

เจ้าของบ้านพยักหน้า “ได้สิ แต่หนูเรียกฉันว่าพ่อครูเหมือนคนอื่นๆดีกว่านะ ดูสนิทใจดี ส่วนเรื่องที่หนูเล่ามา ฟังแล้วก็ยังไม่เห็นเลยว่าผีจะหลอกหนูตรงไหน การที่ดวงวิญญาณออกมาปรากฏตัวนั้นมีอยู่หลายสาเหตุ ขอส่วนบุญก็ใช่ เคยผูกพันกันมาก่อนก็ใช่ หรือมองอีกด้านก็อาจจะมาเพื่อปกปักรักษาเราก็เป็นได้”

“ค่ะ เอื้องก็หาเหตุผลไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาเอื้องยังไม่เคยเห็นผีสางเลยค่ะ เพิ่งจะเจอครั้งแรกก็ที่เมืองเก่าสะหลีคำนี่แหละค่ะพ่อครู”

“ทุกอย่างมีที่มาที่ไปเสมอ โลกนี้มีความเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่ตลอดเวลา ทุกคนที่เวียนว่ายมาพบกันนั่นก็เป็นเพราะต่างมีเวรกรรมต่อกัน หรือไม่ก็อาจจะเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกันตามบุญทำกรรมแต่งแต่หนหลัง” ผู้ชราอธิบายต่อ

นทีดลซึ่งนิ่งฟังอยู่นานเพิ่งนึกขึ้นได้จึงหันบอกหญิงสาวว่า “ผมเล่าเรื่องแหวนนาคสองวงนั่นให้พ่อฟังแล้วนะครับ”

บิดาของชายหนุ่มจึงเอ่ยอนุญาตอย่างใจดี “อยากพูดอยากถามก็พูดมาเถอะหนู”

“เอ่อ เอื้องแปลกใจน่ะค่ะพ่อครู แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี คือแหวนนาคที่อยู่กับเอื้องและคุณดลน่ะมันเหมือนกันแทบทุกจุด และถ้าไม่คิดไปเอง คล้ายกับว่าทุกสิ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดและเพราะอะไรน่ะค่ะ” เธอพยายามอธิบายสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจให้ชัดเจนที่สุดแล้วนิ่งรอฟังคำตอบอย่างสงบ

พ่อครูชัยพงษ์ฟังก่อนขยับมุมปากขึ้นยิ้ม “เอาล่ะ ขอดูลายมือของหนูหน่อยสิ”

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเอื้องลดาคงอิดออดเพราะไม่เชื่อเรื่องดวงชะตาราศี แต่ในวันนี้เธอกลับแบมือและยื่นออกไปโดยง่าย พ่อครูชัยพงษ์ก้มลงทำปากขมุบขมิบอยู่ครู่ใหญ่จึงยกมือขวาขึ้นและคว่ำลงเป็นระนาบเดียวกับมือของดาราสาวแล้วขยับวนเป็นรูปวงกลมก่อนจะเป่าพรวดลงไปเบาๆ“ดวงชะตานี้ไม่ได้เกิดมาอย่างโดดเดี่ยว มักจะมีผู้ที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เสมอ แต่ช่วงนี้ขอให้ระมัดระวังตัวเองให้ดีเพราะเป็นช่วงที่มีเคราะห์หนัก หากพ้นเคราะห์ร้ายไปแล้วทุกสิ่งจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตจะมีความสุข มีครอบครัวที่ดีสมดังที่รอคอยมาแสนนาน”

“ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเรื่องแหวนเลยนี่ครับพ่อ”นทีดลโพล่งถามด้วยความสงสัยเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาด้วยเหมือนกัน

หากบิดากลับหัวเราะหึๆ “ใจเย็นๆสิไอ้เสือ เขามีภาระหน้าที่ต้องทำ แหวนวงนี้คือห่วงแห่งอดีต”

“ห่วงแห่งอดีต”ดาราสาวทวนคำพลางเงยหน้าขึ้นสบตานทีดลแวบหนึ่ง เขาจึงยิ้มปลอบใจเธอและวกมาถามเรื่องของตนบ้าง“ผมเองก็เหมือนกันสิครับพ่อ”

พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้าแล้วเคลื่อนสายตาขึ้นไปมองดอกเอื้องบนคาคบไม้นอกตัวเรือน “วันที่แม่จะคลอดดล แม่เขาได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า เด็กคนนี้มีบุญ เขาเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ จงนำเขาไปถวายเป็นลูกครูบาท่าน มิเช่นนั้นแล้วเด็กจะเจ็บป่วยเนื่องจากบารมีเหนือพ่อเหนือแม่”

“งั้นแสดงว่าที่เราได้รับแหวนวงนี้เป็นเพราะเราต้องรับภาระบางอย่างร่วมกันใช่ไหมคะพ่อครู”เธอถามจบก็เงยหน้าขึ้นมองผู้ร่วมชะตากรรมนิ่ง

“ใช่และมันน่าจะเกี่ยวกับเมืองเก่าสะหลีคำด้วย เพราะพ่อปู่อินถาท่านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญแหวนของดลมาจากเมืองเก่า ถ้าเจ้าของเขาไม่เต็มใจมอบให้ก็ย่อมไม่มีใครมองเห็นมันได้”

นทีดลเบิกตาค้าง นึกถึงยามที่หมากแก้วและหมากคำมักจะบ่นว่าเกรงกลัวพ่อปู่เสียหนักหนา“พ่อรู้จักพ่อปู่ด้วยหรือครับ”

ผู้ถูกถามมองลูกชายแวบหนึ่งก่อนส่ายศีรษะ มองเลยไปยังทิศทางของที่ตั้งเมืองเก่า “ก็ไม่เชิงหรอก แต่ตอนที่พ่อยังบวชพระอยู่น่ะพ่อเคยไปนั่งวิปัสนาที่นั่น แล้วในกลางดึกคืนหนึ่งพ่อปู่ก็ปรากฏตัว ท่านเป็นอารักษ์แห่งเมืองนะ ไม่ใช่สัมภเวสี ท่านเป็นผู้ดูแลเมืองนั้นหลังจากที่พญาเจ้าเมืองท่านละนิวรณ์ไปจุติยังโลกใหม่”

“พ่อพูดเหมือนเมืองนั้นยังดำรงอยู่เหมือนโลกเรางั้นแหละครับ”นทีดลฉงน

พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้า “ใช่สิ ทุกสิ่งต่างก็เป็นไปตามครรลองของตน”

เอื้องลดาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว หากเธอก็ยังคงนิ่งฟังต่ออย่างสงบ
“รู้ไหม ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังให้ความสนใจเรื่องจักรวาลซ้อน ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่เนี่ยอาจจะมีจักรวาลอีกจักรวาลหนึ่งทับซ้อนอยู่ในรูปของคู่ขนาน โดยที่ทั้งสองจักรวาลไม่เคยรู้เลยว่ามีการทับซ้อนเช่นนี้อยู่”

“เหมือนที่เขาเล่าลือกันถึงอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าใช่ไหมครับพ่อ”นทีดลเสริม

บิดาพยักหน้า “ใช่ แต่การทับซ้อนที่พูดถึงนี่ไม่ได้อันตรายเหมือนกลางมหาสมุทรแอตแลนติกนั่นนะ”

“น่าสนใจจังเลยค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องพิเศษที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส เอื้องเองก็เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน”เอื้องลดาแสดงความเห็นด้วยท่าทีพึงพอใจ

พ่อครูชัยพงษ์ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงลุกขึ้นนั่ง พลางบอก “รอสักครู่นะ พ่อครูมีอะไรให้ดู”

เอื้องลดาจึงเงยหน้าขึ้นตอบด้วยแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ค่ะพ่อครู”

นทีดลมองตามแผ่นหลังของบิดาไปด้วยแววตาภาคภูมิใจและเชื่อมั่นว่าผู้สูงวัยจะต้องกลับมาพร้อมกับการเซอร์ไพรส์แขกสาวเป็นแน่ แล้วก็จริง ผ่านไปไม่ถึง 10 นาทีพ่อครูชัยพงษ์ก็เดินกลับมาพร้อมเอกสารชุดหนึ่ง “เอาล่ะ ทั้งสองคนลองอ่านบทความนี้ดูสิ”

เอื้องลดาเอื้อมมือไปรับเอกสารที่ถูกยื่นมาให้และอ่านคร่าวๆก่อนจะส่งให้นทีดลอ่านต่อ

จวบจนชายหนุ่มอ่านเสร็จแล้วผู้มากวัยซึ่งพิงพนักเก้าอี้รออยู่จึงสรุปความ “นี่เป็นบทความเรื่อง The mask of time ของโจแอน มอร์แกน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษซึ่งชอบสะสมของเก่าเป็นผู้เขียน”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าโจแอนจะเคยหลงเข้าไปในร้านที่ย้อนยุคไปถึงร้อยปีได้”

“นั่นสิครับ”นทีดลพูดขึ้นบ้าง “ผมอยากเห็นหน้าเธอตอนวันรุ่งขึ้นที่กลับไปร้านเดิมแล้วพบว่าแท้จริงแล้วร้านนั้นเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่จัง คงจะน่าดูพิลึก”

“โจแอนสรุปว่านั่นคือการหักเหของเวลา ก็คงเหมือนแถวๆบ้านเราน่ะแหละ อย่างเช่นที่มีคนบอกว่าเคยหลงเข้าไปในเมืองลับแลที่ดงละคร จ.นครนายก แล้วก็ไม่ได้มีเหตุการณ์แบบนี้แค่ที่เดียวนะ เมืองบังบดทางภาคอีสานนี่ก็ถือว่าเป็นประตูสู่มิติเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์น่าจะเรียกว่าเกิดขึ้นเพราะการผันผวนของสนามแม่เหล็กโลก มิติที่ทับซ้อนกันอยู่จึงเกิดการผกผัน”พ่อครูชัยพงษ์สรุปยิ้มๆ

ความเงียบงันครอบคลุมคนทั้งสามอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากต่างก็หมกมุ่นอยู่ในความคิดตน แล้วเสียงโทรศัพท์ของเอื้องลดาก็ดังขึ้น เธอจึงขออนุญาตรับสายก่อนจะเอ่ยขอตัวด้วยเหตุผลว่า “พี่นัทโทร.มาตามค่ะ ยังไงเอื้องต้องขอบคุณพ่อครูกับคุณดลด้วยนะคะที่ให้ความกระจ่างในวันนี้”

พ่อครูชัยพงษ์พยักหน้าอย่างใจดี “ถือเสียว่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน”

ส่วนนทีดลนั้นลุกขึ้นยืนพลางอมยิ้ม จากนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย “ส่วนผมน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะไม่ได้ช่วยคุณฟรีๆ”

คนเอ่ยคำขอบคุณเมื่อครู่ชะงัก ขยับหัวคิ้วเข้าหากันแล้วเม้มปากนิ่งรอให้เขาพูดต่อ ชายหนุ่มจึงหัวเราะอย่างชอบใจ “ค่าตอบแทนคือ วันนี้ต้องให้ผมตามไปดูการถ่ายทำที่วัดเจ็ดยอดด้วยเพราะคุณนัทแอบกระซิบมาว่าเป็นฉากที่อลังการมาก”

หญิงสาวหัวเราะและโคลงศีรษะไปมาเบาๆ “ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะเล่นมุกแบบนี้กับเขาเป็นเหมือนกัน”

“แน่นอนสิ”ชายหนุ่มตอบไล่หลังและมองตามร่างโปร่งบางที่กำลังเดินลงบันไดไปจนลับตา โดยไม่ทันรู้ตัวว่าผู้เป็นบิดาแอบลอบสังเกตกิริยาของตนอยู่เช่นเดียวกัน

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 21 มกราคม 2557 เวลา:13:01:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ