ทะเล ภูเขา ป่าไม้ สายน้ำ ธรรมชาติ บ้านของเรา
เขาใหญ่ คุณรู้ไหม?..!!!

ผมจำไม่ได้ว่าผมมาเขาใหญ่กี่ครั้งแล้ว มาบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน รู้แต่ว่าทุกครั้งที่ผมมาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็จะมีความประทับใจในหลากหลายเรื่องราว ต่างภารกิจ กับประสบการณ์ที่แตกต่างกันตามวันเวลาที่ผันผ่านล่วงเลยไปทำให้ผมได้หวนรำลึกถึงเขาใหญ่เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ภาพของเขาใหญ่ในตอนนั้นผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจนเมื่อครั้งเขาใหญ่ยังมีสนามกอล์ฟอยู่ท่ามกลางป่าดงดิบ และบรรดาสัตว์ป่าน้อยใหญ่ จะเป็นเก้ง กวาง วัวกระทิง ช้าง หมี ฝูงลิงมากมาย ด้วยเสน่ห์ของป่าเขาใหญ่นั้นมีมากเหลือเกิน ผมจึงสนใจศึกษาและค้นหาประวัติของเขาใหญ่มาอ่านพอให้ได้รู้ประวัติของเขาใหญ่บ้างและก็จินตนาการตามเอกสารประวัติศาสตร์ที่ผู้เรียบเรียงเอาไว้ให้ ผู้สนใจได้ศึกษา เรื่องราวความเป็นมาของป่าเขาใหญ่และผืนป่าดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นในเวลาต่อมา

 

เขาใหญ่เป็นเทือกเขาสูงที่สุดในเขตภาคกลางและอีสานตอนล่างเป็นป่าดงดิบและป่าอีกหลายชนิดรวมเข้ากับผืนป่าดงพญาไฟ พื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาปราจีนบุรี นครนายก สระบุรี ในสมัยก่อนการเดินทางระหว่างภาคอีสานใต้กับพื้นที่ภาคกลางจะต้องเดินทางข้ามผืนป่าดงพญาไฟแห่งนี้ใช้เวลาเดินทางหลายวันหลายคืนต้องพักค้างแรมในป่าเขาใหญ่ ซึ่งชุกชุมไปด้วยสิงห์สา ลาสัตว์ ไข้ป่า และเรื่องราวอันลี้ลับมากมาย  

หลายชีวิตต้องล้มหายตายจากเซ่นสังเวยให้กับป่าเขาใหญ่แห่งนี้ด้วยพิษของไข้ป่า โดนสัตว์ป่าทำร้าย หรือด้วยเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมานานนับชั่วคนถึงอาถรรพ์ของป่าดงดิบผืนใหญ่แห่งนี้และเป็นที่มาของชื่อดงพญาไฟซึ่งต่อมาทางการได้เปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็นเพื่อให้ดงพญาไฟนั้นลดความน่าหวาดกลัวลงไปในสายตาของบรรดานักเดินทางและประชาชน

บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ในปัจจุบันและบริเวณโดยรอบนั้นในอดีตเคยเป็นชุมโจรมาก่อน สมัยก่อนเวลาใครต้องคดีความอุกฉกรรจ์ มักจะหนีอาญาแผ่นดินขึ้นไปกบดานบนเขาใหญ่แห่งนี้ เขาใหญ่จึงเป็นแหล่งซ่องสุมของบรรดาโจรผู้ร้าย นักโทษอุกฉกรรจ์ เดือดร้อนทางการจึงได้ส่งปลัดจ่าง มือปราบมือหนึ่งขึ้นไปปราบโจร ชื่อเสียงของปลัดจ่างนั้นบรรดาเหล่าเสือ สิงห์ นักเลงโจร เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของปลัดจ่างแล้วต้องหัวหดเสียทุกรายไม่มีใครกล้าต่อกรกับปลัดจ่างเป็นอัดขาดหากริอาจต่อสู้ขัดขืนมีอันต้องแพ้พ่ายแตกกระเจิงไป ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ปลัดจ่างปราบโจรเขาใหญ่ราบคาบ คงเหลือไว้เพียงร่องรอยแค้มป์พักของชุมโจรคือบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ต่อมาจึงได้มีการตั้งศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เอาไว้บริเวณด่านทางขึ้นเขาใหญ่ด้านอำเภอหมูสี ให้อนุชนคนรุ่นหลังเจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวได้เคารพกราบไหว้และรำลึกถึงวีรกรรมของปลัดจ่าง เจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นที่นับถือของเหล่าเจ้าหน้าที่เขาใหญ่ทุกคนตลอดจนผู้คนทั่วไป มักจะไปกราบไหว้ อธิษฐานจิต ขอให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย และขอพรให้ประสบความสำเร็จ เวลาที่ต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า เพื่อเป็นกำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆ  

 

เขาใหญ่เป็นที่รู้จักของนักอนุรักษ์และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ความชุกชุมของสัตว์ป่าที่สามารถพบเห็นได้ไม่ยากตั้งแต่เหยียบย่างเข้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีโรงแรมระดับ 5 ดาวไว้รองรับนักท่องเที่ยว มีสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุมอยู่ท่ามกลางป่าดงดิบและเหล่าฝูงสัตว์ป่า เช่น เก้ง กวาง วัวกระทิง ฯลฯ ชอบที่จะออกมาอวดโฉมให้นักกอล์ฟและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้เห็นเสมอๆเขาใหญ่ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อบ้านพักรับรองบนเขาใหญ่หรือเรียกกันว่าบ้านจอมพล ที่มีเสียงร่ำลือเล่าต่อๆกันมาว่าผีดุหนักหนาใครมานอนที่บ้านหลังนี้มักจะเจอดีแทบทุกราย 

ครั้งแรกที่ผมได้เขาไปพักค้างแรมที่เขาใหญ่ขณะนั้นยังเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนประจำจังหวัดจันทบุรี โรงเรียนปิดภาคเรียนหลังสอบปลายภาคแรกเสร็จเรียบร้อยระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนช่วงปลายฝนต้นหนาวนี่แหละพวกเรานัดหมายกันว่าเราจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดกันในกลุ่มเพื่อนร่วมห้องเรียน เขาใหญ่เป็นสถานที่ที่เราเลือกที่จะไป ผมรู้จักเขาใหญ่จากอนุสาร อ.ส.ท.นิตยสารรายเดือนที่แม่ซื้ออ่านเป็นประจำทุกเล่มแม่บอกว่าแม่อ่าน อ.ส.ท.มาตั้งแต่เล่มละ 2.50 บาทปัจจุบันนิตยสาร อ.ส.ท.เล่มละเกือบจะหนึ่งร้อยบาทแม่ไม่ได้ซื้อมาอ่านประจำอย่างเมื่อก่อน แม่จะซื้อเป็นบางเล่มเนื่องจากสายตาแม่ไม่ดีเหมือนตอนนั้นผมยังอาศัยหนังสือของแม่มาทำรายงานหรือจัดนิทรรศการของกลุ่มหรือของห้องเสมอจึงทำให้ได้อ่านเรื่องราวของเขาใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ของป่าดงดิบที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ความงดงามของน้ำตกเหวสุวัตที่เลื่องชื่อติดอันดับต้นๆของประเทศไทย ภาพความใหญ่โตมโหฬารและน่าอัศจรรย์แฝงด้วยความน่าสะพรึงกลัวของน้ำตกเหวนรก นึกอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงชื่อเหวนรก ผาเดียวดายจุดชมวิวที่ใครมาเขาใหญ่จะต้องมาชม ผาเดียวดายเป็นหน้าผาอยู่ระหว่างทางขึ้นยอดเขาเขียวจุดที่สูงที่สุดในภาคกลางเป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศใช้ควบคุมการบินและบันทึกข้อมูลทางการทหาร ผาเดียวดายมีเรื่องเล่าขานถึงหญิงสาวที่ผิดหวังในความรัก เขาใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อเป็นที่รู้จักดีในหมู่ของนักเดินทางทุกระดับทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกับเพื่อนๆจะเดินทางไปต่างจังหวัดโดยลำพังไม่มีผู้ปกครองหรืออาจารย์คอยกำกับดูแลเหมือนครั้งก่อนๆ ทุกอย่างถูกกำหนดโดยพวกเราเอง เริ่มจากการวางแผนการเดินทางกำหนดโปรแกรมการท่องเที่ยวว่าจะไปที่ไหนบ้าง พักที่ไหน จัดเตรียมเสบียงอาหารฯลฯ พวกเราจึงตื่นเต้นเป็นที่สุด
“เจอกันตีสามหน้าโรงหนังสยามนะ” ชรินทร์ ม้าแก้ว พวกเราถนัดเรียกชื่อเล่น “เบ๊นซ์”มากกว่า หัวหน้าห้องเรียนและหัวหน้าคณะพวกเราในการเดินทางครั้งนี้ ร้องบอกเพื่อนทุกคนที่จะร่วมเดินทางให้มาให้ตรงเวลา เบ๊นซ์เป็นคนเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่องเกินเด็กในวัยเดียวกันเวลาพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนเบ๊นซ์ชอบจะยกปรัชญาต่างๆที่พวกเราไม่ค่อยรู้มาเปรียบเปรยให้พวกเรางงๆ แต่ก็ทำให้เพื่อนๆหยุดความคะนองตามประสาวัยรุ่นไปได้ชั่วขณะในเวลาที่พวกเราพูดคุยเสียงดังเอะอะโวยวายเกินพอดี แต่เบ๊นซ์ก็ใช่ว่าจะเคร่งขรึมเป็นจอมปรัชญาเสียทุกเวลา มีเล่นสนุกกับเพื่อนบ้าง เบ๊นซ์ เล่นฟุตบอลเก่งเอาการเป็นนักฟุตบอลของสีฟ้าในการแข่งกีฬาสีของโรงเรียน นอกจากนั้นเบ๊นซ์ยังชอบเล่นกีต้าร์ร้องเพลงเพื่อชีวิตแนว น้าหงา คาราวาน น้าหมูพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ประมาณนี้แหล่ะ

เวลา 03.30 น.สมาชิกที่ร่วมเดินทางในวัย 16 - 17 ปี จำนวน 16 คน มีผม ลพ เบ๊นซ์ นันท์ พงษ์ แก๊งค์ จุล (เดชเสียชีวิต) ปุ๊ก บุษ ต๋อย จี๊ด แมว ทัศวลี ประภัสสร ปราณี ทุกคนมาพร้อมกันที่หน้าโรงหนังสยาม จุดนัดหมายของพวกเราโรงหนังสยามเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในจังหวัดจันทบุรีสมัยนั้นอยู่กลางตัวเมืองจันทบุรีไม่มีใครมาสายเพราะทุกคนใจจดจ่อกับการเดินทางครั้งนี้ พวกเราทุกคนไม่เคยได้มีใครได้ไปเยือนเขาใหญ่มาก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อมโชเฟอร์รถสองแถวที่วิ่งบริการประจำสายจันทบุรี-นายายอามก็พาพวกเราออกจากจังหวัดจันทบุรีไปตามเส้นทางสาย 304 (จันทบุรี-สระแก้ว) เสียงหยอกล้อเล่นกันสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น ดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มไปในระหว่างเดินทาง อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเขาใหญ่ของจริงก็จะอยู่ตรงหน้าผมแล้วไม่ใช่ภาพเขาใหญ่ในหนังสือ อ.ส.ท.ที่ผมคุ้นเคย
ฟ้าเริ่มสาง แสงแรกแห่งวันทอสีทองอร่ามทั่วท้องฟ้า ตลาดปราจีนบุรีคลาคล่ำไปด้วยผู้คนขวักไขว่สายตาจับจ้องมองหาสินค้า กับข้าว หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผักผลไม้ในตลาดสดยามเช้า แม่ค้าส่งเสียงร้องขายสินค้าเสียงดังจ้อกแจ้ก จอแจไปทั่ว พวกเราเลือกซื้ออาหารและสิ่งของเครื่องใช้เท่าที่คิดว่าจำเป็นจะต้องใช้ในระหว่างพักค้างแรมบนเขาใหญ่ด้วยไม่รู้ว่าข้างบนจะมีอะไรบ้างก็เท่านั้น
จับจ่ายเสร็จสรรพโชเฟอร์พาพวกเราเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางขึ้นเขาใหญ่ผ่านด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมรถสองแถวที่พวกเราเลือกใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางครั้งนี้วิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวของเส้นทางที่ตัดผ่านเขาใหญ่จากฝั่งปราจีนบุรีไปถึงฝั่งอำเภอหมูสี จังหวัดนครราชสีมาท่ามกลางป่าทึบแสงรำไรเล็ดลอดยอดไม้ส่องมายังพื้นล่างได้บ้าง รถวิ่งไต่ระดับสูงขึ้นอากาศเริ่มเย็นลงต้องขยับเสื้อให้กระชับเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น พวกเราตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อเริ่มเห็นสัตว์ป่าออกมาเพ่นพ่านแนวสองข้างทางที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดคือฝูงลิงที่ออกมาวิ่งเล่นบนถนนและชะเง้อมองรถที่วิ่งผ่านไปมาด้วยหวังว่ามนุษย์ใจร้ายจะหยิบโยนขนมขบเคี้ยว อาหารขยะของมนุษย์แต่เป็นของใหม่สำหรับสัตว์ป่าไร้เดียงสาที่ไม่รู้ถึงพิษร้ายของแปลกปลอมเหล่านี้ ยังคงเคยชินกับการที่นักท่องเที่ยวชอบเอาอาหารมาให้ด้วยความเมตตา แต่หารู้ไม่นั่นเป็นการทำร้ายสัตว์ป่า ทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้ติดนิสัยไม่ยอมไปหากินตามสันชาตญาณสัตว์ป่า เสียสันดานสัตว์ป่าไป และด้วยความไม่รู้บางครั้งก็กินเศษถุงพลาสติกวัสดุที่ห่อหุ้มขนมขบเคี้ยวไปด้วย ปัจจุบันไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเอาอาหารไปให้แล้วเพราะอุทยานฯรณรงค์ติดป้ายประชาสัมพันธ์ห้ามให้อาหารสัตว์ป่าถ้าจับได้ก็ต้องถูกปรับตามกฎหมาย ประกอบกับนักท่องเที่ยวเองก็รู้ถึงโทษของการให้อาหารสัตว์ป่ามากขึ้น

ผ่านด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมขึ้นเขาใหญ่ด้านจังหวัดปราจีนบุรีมาไม่นานก็ถึงจุดชมวิว พวกเราแวะชื่นชมความงามของธรรมชาติของช่องว่างระหว่างหุบเขาเวิ้งว้างสุดสายตามองเห็นยอดเขาสลับซับซ้อนมองเห็นนกเงือกบินอยู่ไกลๆ เป็นความงามของธรรมชาติ ดุจจิตรกรรมชิ้นเอกที่บรรจงวาดลวดลายธรรมชาติจากปลายพู่กันของยอดศิลปิน เป็นธรรมชาติของป่าเขาที่ยังเหลือไว้ให้คนรุ่นเราได้เชยชม นึกขอบคุณบรรพบุรุษที่ไม่ได้กล้ำกลายทำลายป่าผืนนี้ให้บุบสลายไปเสียก่อนป่าเขาใหญ่ยังคงยืนหยัดท้าแดดลมอยู่อย่างนี้ไม่อาจรู้ได้ว่านานแค่ไหนเป็นอานิสงฆ์ของคนรุ่นเราที่ยังมีโอกาสได้เชยชมความงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของป่าเขาใหญ่แห่งนี้ งามเหลือเกิน แอบหวังไว้ในใจต่อไปว่าขอให้ความงดงามของป่าเขาใหญ่นี้ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้ต่อไปให้ยาวนานที่สุดเพื่อคนรุ่นต่อๆไปได้เชยชมเหมือนอย่างผมและเพื่อนๆในวันนี้ตราบนานเท่านาน

สายของวันเดียวกันพวกเราก็มาถึงบ้านพักที่ปุ๊ก(นงคราญ ปัญญาพันธ์)เป็นผู้อาสาจองเอาไว้กับกรมป่าไม้ ชื่อบ้านอรพิม เป็นบ้านพักชั้นเดียวขนาดสามห้องนอน ตั้งตระหง่านอยู่กลางเนินทางขึ้นไปพระตำหนักที่ประทับแรมของพระบรมวงศานุวงศ์ พวกเรากุลีกุจอเก็บสัมภาระของแต่ละคนที่มีเพียงกระเป๋า เป้กันคนละใบ เก็บเข้าห้องที่พักแยกห้องนอนหญิงชาย เลือกทำเลที่นอนว่าใครจะนอนตรงไหนตามใจชอบด้วยความตื่นเต้นที่ได้มานอนต่างจังหวัดไม่ใช่ที่นอนที่เคยนอนประจำ บ้างก็ออกไปถ่ายรูปหน้าบ้านอรพิมที่มีแบ็คกราวด์เป็นเนินทุ่งกว้างที่ตั้งของหอดูสัตว์หนองผักชี อากาศบนเขาใหญ่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าท่องเที่ยวที่สุด พื้นดินยังชุ่มชื้นอยู่บ้างยังมีกลิ่นอายของสายฝนที่เพิ่งจะทิ้งไปไม่นาน ในขณะที่สายลมหนาวเริ่มโชยฉิวมาต้องกายให้สะท้านเล็กๆ หญิงสาวช่วยกันจัดเตรียมทำอาหารสำหรับมื้อเย็นส่วนมื้อกลางวันเป็นข้าวเหนียวไก่ย่าง และข้าวกล่องและอาหารเล็กๆน้อยที่หาซื้อมาจากตลาดปราจีนบุรี สำหรับวันนี้เราไม่มีโปรแกรมจะไปที่ไหน ยังคงดื่มด่ำกับธรรมชาติใจกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างนี้อย่างไม่รู้เบื่อบนบ้านอรพิมนี่แหละ โปรแกรมที่เราจะทำต่อไปนั้นคือ การส่องสัตว์เวลาประมาณ 19.30 น.ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มาติดต่อเอาไว้ก่อนตอนเอากุญแจมาเปิดบ้านให้ ในระหว่างนี้พวกผู้ชายก็จับกลุ่มเตะตะกร้ออยู่บริเวณลานหน้าบ้าน บางคนออกเดินสำรวจเส้นทางบนเขาใหญ่ว่าเส้นทางที่ลัดเลาะอยู่ในบริเวณอุทยานไปยังจุดหมายที่ไหนบ้างแต่ก็เดินไปได้ไม่ไกลจากบ้านมากนักเพราะเริ่มจะโพล้เพล้แล้ว ประเดี๋ยวจะกลับมาไม่ทันมื้อเย็นกับเพื่อน ผู้หญิงบ้างก็จับกลุ่มคุยกันจุ๊กจิ๊กประสาวัยแรกรุ่น

19.30 น.ตามเวลานัดรถกระบะของอุทยานต่อ(แซง)ไม่รู้ว่าที่อื่นเขาเรียกว่าอะไรแต่คนจันทบุรีเรียก(แซง)คือโครงเหล็กหรือโครเมียมที่ต่อสูงขึ้นมาจากขอบกระบะตัวรถปิคอัพเอาไว้บรรทุกผลไม้กันไม่ให้เข่งหรือภาชนะใส่ผลไม้ร่วงหล่นจากรถได้หรือการเที้ยบทุกเรียน เอาละสิต้องอธิบายกันต่ออีกว่าการเที้ยบทุเรียนคือการวางลูกทุเรียนสลับร่องกันอย่างเป็นระเบียบเรียงกันสูงขึ้นไปให้ได้มากที่สุดโดยไม่มีขอบเขตคือไม่มีโครงเหล็กหรือไม้หรือวัสดุอื่นที่ชาวจันทบุรีเรียกแซงมาขนาบด้านข้างถ้าใครวางได้เป็นระเบียบเรียบร้อยจะบรรทุกได้มากและดูสวยงาม
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นำมาดัดแปลงรถปิคอัพของอุทยานต่อแซงที่ว่าให้นักท่องเที่ยวได้อาศัยยืนยึดเกาะเวลาส่องสัตว์ สะดวกในการยืนมองดูสัตว์เวลาที่รถวิ่งแล้วยังปลอดภัยจากการพลัดตกหรือการถูกสัตว์ป่าดุร้ายเข้าชาร์ตได้อีกด้วย รถมาจอดรอคนที่จะไปส่องสัตว์ ผมและเพื่อนอีก 4-5 คนเลือกจะอยู่ที่บ้านอรพิม ยังสนุกสนานกับการเกลือกกลิ้งกับที่นอนอันอ่อนนุ่มในความรู้สึก ดีใจเล่นสนุกกันบนที่นอนเอาหมอนมากว้างปาใส่กันไปมาจนหมอนแตกไปสองใบ ไม่รู้เหมือนกันว่าพรุ่งนี้เขาจะปรับค่าทำหมอนแตกหรือเปล่า
22.00 น.สี่ทุ่มสำหรับเด็กอย่างพวกเราถือว่าดึกแล้ว พวกไปส่องสัตว์กลับมาคุยโอ้อวดว่าได้เห็นสัตว์ต่างๆนานามากมาย ในขณะที่พวกเราที่อยู่ที่บ้านก็ยังสนุกสนานและตื่นเต้นในกิจกรรมที่ไม่มีขอบเขตไม่มีกำหนดการ คืนนั้นพวกเรานอนคุยกันถึงความตื่นเต้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาตลอดทั้งวัน และโปรแกรมที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้อีกมากที่พวกเราจะได้เจอ คิดถึงเพื่อนๆที่ไม่ได้มาสนุกกับเรา คลอไปกับเสียงของสัตว์ป่ากลางคืนคราง ฮือๆ แว่วมาเป็นระยะ เสียงคุยระหว่างเพื่อนเริ่มห่างและเบาลงจนกระทั่งเราเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าตรู่ ลมเย็นในยามฤดูปลายฝนต้นหนาวต้องผิวกายสะท้านไหวเยือก ชวนให้เหงา คิดถึงใครบางคนว่าน่าจะมาอยู่เคียงข้างตอนหนาวอย่างนี้คงได้พออาศัยไออุ่นให้คลายหนาว เสียงเพื่อนล้อมวงเตะตะกร้ออยู่หน้าบ้าน ตัดใจสลัดตัวเองจากผ้าห่มอันละมุนละไมอย่างเสียดาย แต่สิงที่เร้าใจท้าท้ายอยู่ข้างหน้ามีมากกว่าวันนี้จะไปที่ไหนบ้าง ตื่นเต้น ๆ รีบล้างหน้าล้างตาหยิบขนมปังแผ่นละเลงด้วยเนยอ่อนใส่ลงท้องพอปะทังหิว ระหว่างรอพวกผู้หญิงทำข้าวต้มเป็นอาหารมื้อเช้าของพวกเรา
“เฮ้ย ลพเดินเล่นไปตามทางนี่กันดีกว่าว่ะ” ผมเอ่ยชวนไอ้ลพ เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ ม.1
“ไปสิ” ไอ้ลพตอบด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน
เราสองคนออกเดินไปตามทางบนเขาใหญ่ที่ตัดลัดเลาะเรื่อยไปในบริเวณอันกว้างใหญ่ของอุทยานฯ ผมและไอ้ลพเดินลงเนินจากบ้านอรพิมได้เพียงสามร้อยเมตรก่อนถึงสะพานข้ามลำห้วยลำตะคองที่ไหลตัดผ่านในใจกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็เจอกับเจ้ากวางน้อยคู่หนึ่งเลาะเล็มยอดหญ้ายามเช้าอยู่ริมสองข้างทางอย่างเอร็ดอร่อยจนลืมนึกไปว่าสัตว์สองขาน่ากลัวที่เรียกว่ามนุษย์ได้เข้ามาใกล้เกินไปแล้วนะ ผมและไอ้ลพเดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าวถึงได้ขยับตัววิ่งหนีไปแบบไม่รีบร้อน คงเป็นเพราะเคยชินกับคนแล้วก็ได้ และคงคิดว่าอยู่ในเขาใหญ่นี่ปลอดภัยที่สุดแล้วจึงเริ่มไว้ใจคนคิดคนว่าเป็นมิตรไม่ทำอันตรายให้มัน สำหรับผมและไอ้ลพตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสัตว์ป่าแบบใกล้ชิดอย่างนี้ไม่ใช่ในกรงในสวนสัตว์

ผมและไอ้ลพเดินลัดเลาะคุยเล่นกันไปตามเส้นทางเรื่อยไปผ่านสนามกอล์ฟเขาใหญ่ที่เราเคยเห็นแต่ในหนังสือ อ.ส.ท.ว่ามันงดงามยิ่งนัก มาเจอของจริงยิ่งประทับใจ บนกรีนปูด้วยหญ้าอะไรเราไม่รู้จักรู้แต่ว่ามันเนียนนุ่มเขียวขจีดุจพรมชั้นดีในโรงแรมหรู ยิ่งยามเช้าอย่างนี้ยอดหญ้ายังมีน้ำค้างเกาะอยู่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ดุจมณีน้ำงาม
“ผลุ้ก” เสียงลูกกอล์ฟกระทบต้นไม้ไม่ไกลจากเราสองคนและกระเด้งไป เราจึงไม่ไยดีกับความงามตรงนั้นอีกต่อไป รีบเดินไปให้พ้นวิถีของลูกกอล์ฟก่อนจะดีกว่าแน่ๆ ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอแจ็คพ็อตเข้าเต็มๆละก้อมีหวังได้กลับบ้านก่อนกำหนด
เราเดินต่อไป “เฮ้ยอ้วน เราเดินไปน้ำตกเหวสุวัตกันดีไหม? ไอ้ลพถามผม
“เอาสิ” ผมตอบอย่างคนชอบพจญภัยอยู่แล้ว โดยไม่รู้ว่าน้ำตกเหวสุวัตอยู่ทางไหน และไกลแค่ไหน
เราสองคนเดินเรื่อยต่อไปตามเส้นทางราดยางที่ตัดลัดเลาะท่ามกลางสนามกอล์ฟหลุมต่างๆกลางป่าเขาใหญ่เป้าหมายคือน้ำตกเหวสุวัต ตลอดสองข้างทางมีสัตว์ป่าออกมาอวดโฉมอยู่เรื่อยๆ โดยมากจะเป็นเก้ง กวาง สองชนิดนี้ดูจะชุกชุมและคุ้นเคยกับคนได้ง่ายกว่าสัตว์ชนิดอื่น
เราเดินมาได้น่าจะมากกว่า 5 ก.ม.แล้วตามความรู้สึก แสงแดดเริ่มแรงมากขึ้น เจ็ดโมงเกือบจะแปดโมงแล้ว ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ ขนมปังทาเนยสองแผ่นเมื่อเช้ามันหายไปไหนหมด
“เฮ้ย มึงว่ามันจะอีกไกลไม๊วะ น้ำตกเหวสุวัต ไอ้ลพเริ่มถามผมด้วยความไม่แน่ใจในตัวเองเข้าแล้ว
“อือม์..กูก็ว่างั้นแหล่ะ หิวแล้วด้วย เดี๋ยวไอ้พวกนั้นมันรอกินข้าวแน่ๆ” ผมตอบย้ำความไม่แน่ใจว่าจะเดินกันถึงน้ำตกเหวสุวัตหรือไม่
“แต่ ไหนก็ไหนๆ แล้ว เดินมาตั้งไกลแล้วนี่ ลองไปดูให้รู้ซิว่ามันยังอยู่อีกไกลไม๊” ไอ้ลพบอกผมแบบแข็งใจ
“เอ้า ไปก็ไป ยังไม่เจอป้ายบอกทางอะไรเลยนี่ ยังไม่พ้นสนามกอล์ฟด้วยซ้ำ” ผมตอบด้วยความอยากเห็นน้ำตกเหวสุวัตเต็มทีและหวังจะได้โม้กับเพื่อนได้ว่าเราสองคนเดินมาเห็นน้ำตกเหวสุวัตก่อนใครในเพื่อนที่มาด้วยกัน
“เฮ้ยโน่นไง ป้ายบอกทาง” ไอ้ลพร้องเสียงลั่น หลังจากที่เราเดินมาได้อีกสักพักใหญ่ด้วยความลังเล เรารีบเดินจ้ำเพื่อให้เห็นป้ายบอกทางชัดเจน
ซ้าย“เหวสุวัต 12 ก.ม.” ขวา “ปราจีนบุรี 46 ก.ม.” เราสองคนแทบเข่าอ่อน อีก 12 ก.ม. โอ้ พระเจ้า! ผมรำพึงในใจ นี่ก็เดินมาไกลโขแล้วนะ ไม่ต่ำกว่า 7 ก.ม.แน่
“เอาไงวะ? ไอ้ลพถามผม
“กลับซีวะ หิวจะตายอยู่แล้ว” ผมตอบแบบไม่ลังเล ขืนเดินต่อถึงน้ำตกเหวสุวัต คงเที่ยงบ่ายนั่นแหล่ะ
ผมสองคนเดินกลับแบบอ่อนล้า พูดคุยกันน้อยลง แสงแดงแรงขึ้นเป็นลำดับ จะเก้าโมงเช้าแล้ว ข้าวยังไม่ตกถึงท้องสักเม็ด ถึงจะเดินอยู่ท่ามกลางแมกไม้ธรรมชาติที่แสนจะร่มรื่นงดงาม แต่ยามนี้ไม่มีอารมณ์แล้วอยากถึงบ้านพักให้เร็วที่สุด


เสียงรถยนต์คุ้นเคยดังแว่ววิ่งสวนทางกับที่เราเดินไป ดังชัดเจนขึ้นและใกล้มากขึ้น ชั่วอึดใจ
“เฮ้ย มึงสองคนไปไหนกันมาวะ? พวกกูรอกินข้าว จนรอไม่ไหวเนี่ยะเลยเก็บของของมึงสองคนมาด้วยแล้ว เร็วๆ ขึ้นรถเลย ไปน้ำตกเหวสุวัตกัน...ไอ้เบ๊นซ์บอกด้วยความเป็นห่วงเพื่อนปนหงุดหงิด
ผมและไอ้ลพกระโดดขึ้นรถด้วยความอ่อนล้า พวกเรามุ่งหน้าสู่น้ำตกเหวสุวัติซึ่งอยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกลมากนัก แต่คงเกินกำลังที่ผมสองคนจะเดินไหว
ไม่กี่นาทีพวกเราก็มาถึงแล้วน้ำตกเหวสุวัติ พวกเราต้องเดินลงไปด้านล่างเพื่อชมความงามในมุมที่สวยงามของน้ำตกเหวสุวัติตามที่เห็นในโปสเตอร์หนังสือท่องเที่ยวทั่วไป ในฤดูฝนที่น้ำมากขนาดนี้ คงเกินที่จะลงไปว่ายน้ำเล่นได้ตามที่พวกเราคาดหวัง คงทำได้แต่เพียงอยู่ริมๆน้ำและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่ามาถึงแล้วน้ำตกเหวสุวัติภาพที่คุ้นเคยในหนังสือ อ.ส.ท.ของแม่ วันนี้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ช่างน่าอัศจรรย์ในความอลังการยิ่งใหญ่ของน้ำตกไหลตกจากหน้าผากระทบโขดหินและผืนน้ำเบื้องล่างเกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณจนเสื้อผ้าพวกเราชุ่มชื้นไปทั้งตัว พวกเราใช้เวลาชื่นชมและถ่ายรูปกับน้ำตกเหวสุวัติอยู่นานพอสมควร จากนั้นพวกเราก็ต้องออกเดินทางไปต่อที่หมายต่อไปคือ วังตะไคร้ ที่นั่นพวกเราคงได้เล่นน้ำกันสมใจ ต้องไปแล้วละเขาใหญ่ ยังมีเรื่องราวของเขาใหญ่อีกมากมายที่ยังไม่รู้ แล้วจะกลับมาเยือนอีก




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 5 มิถุนายน 2556 13:41:01 น. 3 comments
Counter : 3664 Pageviews.

 

เห็นภาพแล้วก็คิดถึง....อยากไป...



*~*~*~*..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..*~*~*~*

..HappY BrightDaY..


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:26:31 น.  

 
มาทักทายครับ ผมอยากไปมากยังไม่เคยไปเลยครับ ว่างๆ ไปออกรอบกันนะครับ


โดย: Abilene IP: 125.25.226.213 วันที่: 11 ธันวาคม 2553 เวลา:22:30:54 น.  

 
ขอบคุณครับ Abilene เขาใหญ่อยู่แค่นี้เอง ไปแล้วจะประทับใจในธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ถึงแม้จะมีความเจริญเข้ามาถึงเขาใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


โดย: story_dnp วันที่: 17 มีนาคม 2554 เวลา:0:41:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

story_dnp
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




http://i11.photobucket.com/albums/a171/merrymod/flower01.gif
New Comments
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
28 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add story_dnp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.