Between the Frames
Coraline: เสน่ห์ของผู้หญิงใน 3D



เมื่อพ่อและแม่ (พากย์เสียงโดย จอห์น ฮอจแมนและเทอรี แฮทเชอร์) พาลูกสาวผมสีน้ำเงิน Coraline Jones (พากย์เสียงโดย ดาโกต้า แฟนนิง) ย้ายเข้าไปอยู่ใน Pink Palace บ้านเก่าแก่แบ่งให้เช่า โดยเพื่อนร่วมเช่าบ้านแต่ละคนก็ดูจะไม่ค่อยเต็มกันเท่าไหร่ ตั้งแต่สองสาวแก่ (พากย์เสียงโดย เจนนิเฟอร์ ซอนเดอร์ และ ดอน เฟรนช์) ที่เป็นอดีตนักแสดงสาวสวย จนถึงลุงชาวรัสเซีย (พากย์เสียงโดย เอียน แม็กเชน) ที่เป็นอดีตนักกายกรรม และยังมีเด็กชายท่าทางแปลกๆ ที่อยู่แถวๆ นั้นอีกคน ด้วยความเบื่อ แถมพ่อแม่ก็เอาแต่ทำงาน Coralineก็เลยแก้เซ็งด้วยการออกสำรวจบ้านใหม่ไปเรื่อยจนพบกับประตูบานเล็กๆ พอเปิดเข้าไปก็เจออุโมงค์พาไปยังอีกโลกหนึ่ง โลกที่ทุกอย่างเหมือนกับบ้านของ Coraline ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ว่าโลกนี้สนุกกว่าเยอะ มีพ่อกับแม่ที่เอาใจใส่กว่า ตอนแรกๆ อะไรๆมันก็ดีอยู่ แต่พอไปๆมาๆ คุณแม่อีกคนหนึ่งนั้นอยากจะให้Coraline อยู่ในอีกโลกนี้กับเธอด้วยแบบตลอดกาล แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องยอมให้เย็บกระดุมไว้ที่ตา กว่าจะไหวตัวทัน อะไรๆ ก็เกือบจะสายไปซะแล้วเมื่อเธอพบว่าอีกโลกที่สวยงามนี้อาจจะไม่ได้โสภาสถาพรอย่างที่คิด

นอกเหนือจากความแพรวพราวและความอุตสาหะเกือบถึงขั้นเทพประทานในการกำกับและ การเล่นกับสีและพื้นที่แล้ว เซลิคยังสร้างสีสันให้ตัวละครหญิง Coraline ถนัดต่อปากต่อคำ เหน็บแนมเก่ง กระแหนะกระแหนเป็นเลิศ โดยเฉพาะตอนอยู่กับพ่อแม่ที่ต้องเอาเวลาไปจดจ่อกับการทำธุรกิจทำสวน ยังไม่มีอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องไหนที่ใช้ตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง ที่สามารถแก้ปัญหาด้วยไหวพริบ ฉลาด และกล้าหาญแบบ Coraline สังเกตว่า Coraline สามารถแก้ปัญหาที่ประดังเข้ามาโดยไม่ต้องทำตัวเป็นเจ้าหญิงเหมือนในนิทาน และยังไม่ต้องพึ่งผู้ชายให้มาช่วยอีกด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ (ผู้หญิง) และลูกสาว (ผู้หญิง) น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะว่าสาระสำคัญของเรื่องคือการหาแม่ที่ดีพร้อมให้กับตัวเอง แม่ของ Coraline เป็นแม่ที่ชอบแข่งขันกับสามี ชอบหาเรื่องว่าลูกสาวของตัวเอง และทำงานที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความสุขนัก (จะให้มีความสุขกับงานทำสวนได้ยังไง ในเมื่อตัวเองมัวห่วงว่าทำสวนแล้วเสื้อผ้าจะเลอะรึเปล่า) เสียงพากย์ของ เทรี แฮทเชอร์ ที่เป็น แม่/แม่อีกคน นั้นเหมาะกับลักษณะตัวละครแบบนี้มาก เป็นคุณแม่ที่ไม่รู้จักอดทน เอาแต่ใจตัวเอง ห่วงโน่นนี่ตลอดเวลา แต่ก็ยังฉลาดด้วย เรารู้ว่าคุณแม่ก็รักลูกสาวเหมือนกัน แต่รักลูกยังไงนี่ก็อีกเรื่องนึง ในเรื่องนี้มีตัวละครที่เป็นผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ Coraline ด้วย ซึ่งผู้กำกับก็ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความซับซ้อนเท่ากับคอโรลิน แต่ความสำคัญของตัวละครกลับไม่มีการเหลื่อมล้ำกัน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นอนิเมชันสต็อปโมชันที่ไม่เหมือนใคร อยู่ตรงที่ใส่ความเซ็กซี่ของตัวละครแก่ๆลงไป ตามขนบแล้วผู้หญิงแก่ควรจะอยู่ส่วนแก่ ไม่ควรทำตัวสาว แต่ตัวละครสองสาวแก่ในอีกโลกหนึ่ง กลับทำได้แบบไม่กระอักกระอ่วน และไม่รู้สึกด้วยว่าการที่ตัวเองแก่เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ และให้ทั้ง Coraline และคนดูได้เห็นว่าคนคนแก่ก็ สวยได้ อ่อนช้อยได้ เซ็กซี่ได้ และ ยังมีคลาสได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจที่สุดคือตัวละครแม่อีกคน ที่ในตอนแรกเป็นเหมือนสิ่งที่แม่ตัวจริงไม่สามารถเป็นได้ ทำให้คนดูเห็นอกเห็นใจ ทั้งทำกับข้าวให้กิน และทำขนมที่ชอบให้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นห่วง Coraline ไปทุกเรื่อง แต่ว่าหนังเลือกจะเล่นกับ "มายาคติ" เกี่ยวกับคุณแม่ในอุดมคติ นั่นหมายถึงคุณแม่ที่ดีพร้อมนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของลูกได้ทุกอย่าง ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อธาตุแท้ของแม่อีกคนเป็นเผย Coraline จึงได้ประจักษ์ถึงความจริงว่า ถึงแม้ว่าคุณแม่ตัวจริงจะไม่สามารถสนใจเธอได้ตามที่เธอต้องการ อย่างน้อยคุณแม่ตัวจริงก็ไม่ได้บังคับให้ลูกสาวเลือกระหว่าง "ความสุข" กับ "ชีวิตจิตใจ" ของตัวเอง

Coraline ไม่ได้มีแค่ความสนุกสนานบันเทิงในระดับที่ไม่จำเป็นต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาได้ตลอดเรื่อง แต่อยู่ที่ประเด็นสตรีนิยมที่แจ่มชัดตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ หนังที่พูดถึงความสัมพันธ์แบบแม่ลูกในโลกอนิเมชันนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กสาวที่ทั้งแกร่ง และกล้าหาญในการตัดสินใจยากๆในชีวิตว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญจริงๆในชีวิตตัวเอง Coraline ได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กผู้หญิงก็สามารถมีการผจญภัยที่ลึกซึ้ง นำไปสู่การรู้จักตัวเองได้แบบที่เด็กผู้ชายมีกันมานานนมแล้ว

ผู้กำกับเฮนรี เซลิค ฝีมือระดับเซียน ได้สร้างผลงานน่าทึ่งไว้หลายชิ้น ตั้งแต่ The Nightmare Before Christmas และ James and The Giant Peach ทั้งยังส่งเสริมศิลปะด้านอนิเมชั่นเทคนิค "สตอป-โมชั่น" มากกว่าผู้กำกับคนไหนอีกด้วย มาถึง Coraline งานกำกับชิ้นล่าสุด เป็นภาพยนตร์อนิเมชันสต็อปโมชัน HD เรื่องแรกที่ถ่ายทำในรูปแบบ 3D สร้างขึ้นจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ระดับโลกฝีมือ นีล ไกแมน นักเขียนจินตนาการสุดแจ่มชาวอังกฤษ เป็นหนังอนิเมชั่นสำหรับเด็กแต่ผู้ใหญ่ก็สามารถดูได้ เพราะหนังทำออกมาได้สนุกสนาน มีลุ้นระทึก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และทำให้เราสามารถมองเห็นประเด็นสตรีนิยมที่หนังต้องการจะสื่อได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย



Create Date : 28 กันยายน 2552
Last Update : 20 ตุลาคม 2552 2:38:59 น. 5 comments
Counter : 384 Pageviews.

 
แวะมาอ่านครับ วิจารณ์ได้ดีมากๆครับ ^^ + Follow twitter ไปแล้วนะครับ


โดย: McMurphy วันที่: 7 ตุลาคม 2552 เวลา:11:46:55 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยครับ
ประเด็นที่เขียนถึงน่าสนใจดี


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 17 ตุลาคม 2552 เวลา:8:00:42 น.  

 
ขอบพระคุณมากๆ ครับ ^^

คุณ McMurphy ไป Follow twitter นี่ใช้ user อะไรครับ มีคน follow แต่ผมไม่รู้จักเยอะครับ เดี๋ยวจะไป follow คืน



ตอบ แค่เพียงรู้สึกสุขใจ ไม่ค่อยมีคนเขียนเรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ เลยลองมั่งครับ

ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ


โดย: betweentheframes วันที่: 19 ตุลาคม 2552 เวลา:4:26:49 น.  

 
^
^
follow ไปในชื่อ mctok อ่ะครับ เดี๋ยวผมจะพูดใน twitter ผมอีกที


โดย: McMurphy วันที่: 22 ตุลาคม 2552 เวลา:13:56:50 น.  

 
ตอนแรก SF จะเอาเข้ามา แต่ตอนนี้เงียบหายไปแล้ว ... เฮ้อ


โดย: จุใจ วันที่: 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:21:39 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

betweentheframes
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ว่างจากงานเขียนที่ Movie and Music / Pattaya Press / Movieseer.com / Cinema in Review ก็รับงานบรรยายกลุ่มเล็กๆสอนวิชา Women and Cinema, Aspects of Cinematic Artistry, Between the Frames: How to Watch and Why, Literature and Cinema, LBGT Cinema, และ Literary Approaches to Film Criticism มีคำถามอะไรก็ M มาคุยกันได้ครับ
*** หมายเหตุ : สงวนลิขสิทธิ์ บทความและผลงาน ใน Blog นี้ ***
Group Blog
 
 
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add betweentheframes's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.