Group Blog
 
All Blogs
 
Hotel Rwanda

How come I don't know???




เคยไหมเวลาดูหนังสักเรื่องแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังดูอยู่มันเป็นเกินกว่าหนังไปแล้ว ผมเคยดูหนังบางเรื่องที่ดีๆจนตัวเองคิดไปอย่างนั้น หรือหนังอย่าง The Matrix ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกินกว่าหนัง เมื่อมันกลายเป็นเหมือนลัทธิข้ามชาติลัทธิหนึ่ง บางคนบอกว่า The Thin Red Line หรือหนังอีกหลายๆเรื่อง เป็นเหมือนบทกวีที่สวยงาม กับเรื่องนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าหนังไปแล้ว...ในอีกแบบหนึ่งที่แตกต่าง เรื่องนี้ผมคงพูดเกี่ยวกับคุณภาพขององค์ประกอบต่างๆที่เป็นหนังไม่ได้มากนัก แต่คงเป็นเรื่องราวในหนัง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า อย่างไรก็ตาม จะพยายามไม่เปิดเผยเนื้อเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านดูสนุกน้อยลงอย่างดีที่สุด (ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกว่าดู ‘สนุก’ ได้หรือเปล่า)

Hotel Rwanda บอกเล่าเรื่องราวโหดร้ายที่สร้างวีรบุรุษ ว่าด้วยการสังหารหมู่ในรวันดา ประเทศในทวีปแอฟริกาซึ่งชาวเผ่าฮูตูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเผ่าทุตซี เมื่อ Paul Rusesabagina ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมในรวันดา ได้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวทุตซีให้หลบซ่อนอยู่ในโรงแรมของเขานับพันคน หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลขวัญใจมหาชนจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ซึ่งนับเป็นเทศกาลใหญ่ของโลกเทศกาลหนึ่ง

ที่น่าตกใจก็คือเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนนี่เอง แต่ชาวโลกโดยทั่วไปกลับไม่ได้รับรู้ถึงความรุนแรงครั้งนี้กันเท่าไหร่นัก เท่าที่ทราบในตอนนี้ มันคงเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในโลก มีคนตายราวๆ 8 แสนคน มากกว่าที่นาซีฆ่าชาวยิวในสงครามโลกราว 3 เท่า และเหตุการณ์ที่กินเวลาประมาณ 3 เดือนก็ทำให้ถ้านับจำนวนคนที่ถูกฆ่าต่อวัน มากกว่าเหตุการณ์สงครามโลกครั้งนั้น 5 เท่า ผมเองในสมัยนั้นก็โตพอจะรู้เรื่องรู้ราวและติดตามข่าวสารรอบโลกทั่วไปบ้างแล้ว แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาก่อนเลย และถ้าเคยก็คงเป็นการอ่านหัวข้อข่าวเล็กๆ หรือดูรายงานข่าวสั้นๆทั่วๆไป จนไม่ได้ใส่ใจจะจดจำเท่าไหร่นัก คงต้องยอมรับตรงนี้ก่อนว่าผมเป็นคนที่ติดตามข่าวค่อนข้างน้อย และปกติก็ไม่ได้มีความสนใจในเรื่องทางการเมืองมากนัก แต่จากที่ได้คุยกับเพื่อนบางคนที่สนใจเรื่องพวกนี้ ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง บางคนไม่เคยได้ยินเช่นกัน บางคนก็เคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันรุนแรงขนาดไหน

ขอแนะนำว่าใน Bioscope เล่มล่าสุด (หน้าปกแดงแจ๋รูปน้องพลอยในร่างของบุปผาชูสองนิ้ว) มี Footnote ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ค่อนข้างละเอียด เขียนโดยพี่เต้ ไกรวุฒิ หัวหน้ากองบรรณาธิการของหนังสือ และผมเชื่อว่าตอนนี้เมื่อหนังเรื่องนี้ออกฉายและได้รับคำชมมาจากทั่วโลกแล้ว เรื่องราวเหล่านี้คงมีให้อ่านมากขึ้นถ้าตั้งใจค้นหาในอินเตอร์เน็ต หรือลองไปตามเว็บไซต์ต่างประเทศเกี่ยวกับหนังใหญ่ๆที่มีที่ให้ผู้ใช้มาโต้เถียงพูดคุยกันอย่างเช่น //www.imdb.com เป็นต้น

ขอยกตัวอย่างบางส่วนของเหตุการณ์มาเล่า ขออนุญาตพี่เต้, นิตยสาร Bioscope และขอขอบคุณไว้ตรงนี้เลยนะครับ (นี่เป็นเพียงแค่ย่อๆ) ใครที่อยากดูหนังก่อนค่อยมาอ่าน ก็ข้ามส่วนต่อไปไปก่อนแล้วกันครับ (แต่คิดว่ามันไม่ได้ Spoil อะไรมากนักนะครับ ก็แล้วแต่)

สาเหตุของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้คร่าวๆ เมื่อหลังสงครามโลก ประเทศรวันดาซึ่งประกอบด้วยชนเผ่าฮูตูผู้เป็นเผ่าพื้นเมืองและมีจำนวนมากกว่า และชนเผ่าทุตซีซึ่งเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจากเอธิโอเปียได้ตกเป็นของอาณานิคมของเบลเยียม ในระหว่างการปกครอง เบลเยียมกลับไปผูกมิตรและให้อำนาจทางการเมืองและสังคมแก่ชาวเผ่าทุตซีมากกว่า โดยสองเผ่าจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน และทหารเบลเยียมได้แบ่งแยกชาวเผ่าทั้งสองเป็นลายลักษณ์อักษรในบัตรประชาชน รัฐบาลทุตซีสมัยนั้นก็กดขี่ข่มเหงชาวฮูตูอยู่ ทำให้ชาวฮูตูต้องทนลำบากยากแค้น จนในที่สุดได้ก่อการปฏิวัติขึ้นเพื่อต่อต้านอำนาจของเบลเยียมและชนเผ่าทุตซี และจบลงด้วยชัยชนะของชนเผ่าฮูตู ส่วนชาวทุตซีจำนวนมากได้หนีไปประเทศอูกันดา และตั้งกลุ่มกองกำลังแนวหน้ารักชาติรวันดา (RPF) ขึ้นเพื่อต่อต้านอำนาจชาวเผ่าฮูตู

จากนั้นประธานาธิบดี จูเวนัล ฮับยาริมานาของรัฐบาลฮูตู ได้เลือกการเจรจาสันติภาพกับชาวเผ่ารวันดาเพื่อยุติความรุนแรงระหว่างเผ่า แต่ทางเลือกของประธานาธิบดีดูจะไม่เป็นที่พอใจของคนใหญ่คนโตในรัฐบาลหลายคน และหลังการเซ็นสัญญาสงบศึกนั่นเอง ก็มีจรวดมิซไซล์ลึกลับพุ่งตรงไปยังเครื่องบินที่กำลังจะลงจอดของท่าประธานาธิบดี ปลิดชีวิตของท่านผู้นำทันที ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากชาวฮูตูที่โกรธแค้น (แต่เชื่อกันว่าผู้สังหารท่านประธานาธิบดี น่าจะเป็นลูกน้องของท่านเอง ผู้ซึ่งไม่พอใจกับการเซ็นสัญญาสันติภาพ)

ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น เหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นเมื่อทหารฮูตูรวมถึงประชาชนบางส่วนออกมาไล่ฆ่าชาวเผ่าทุตซี ซึ่งส่วนนี้คือจุดที่หนังเริ่มนำเสนอ การฆ่ามีเป้าหมายไปที่ชายชาวทุตซีทุกคนตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆถึงชายชรา ด้วยเหตุผลว่าคนพวกนี้อาจกลายไปเป็นกลุ่มกบฏ RPF ได้ ส่วนผู้หญิงถูกนำมาข่มขืน และพวกที่รอดตายจำนวน 2 ใน 3 ก็ถูกทิ้งไว้กับโรคเอดส์ นอกจากนั้น ชาวฮูตูที่รักสันติก็ถูกฆ่าด้วยเช่นกัน โดยคาดว่ามีชาวทุตซีถูกฆ่าตายประมาณ 750,000 คน และชาวฮูตูผู้รักสันติถูกฆ่าตายประมาณ 50,000 คน

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งคือในเวลานั้น องค์กรสันติภาพต่างๆได้รับการพัฒนาจนรุ่งเรืองแล้ว และน่าจะหยุดเหตุการณ์นี้ได้ แต่ความจริงและสิ่งที่จะได้เห็นในหนังก็คือ ไม่มีองค์กรใดๆ หรือประเทศอะไรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการยุติเหตุการณ์ครั้งนี้ ในช่วงแรกประเทศผู้นำคืออเมริกา, ฝรั่งเศส, เบลเยียม และทางสหประชาชาติต่างหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ในการบรรยายสถานการณ์ แต่สิ่งที่พวกเขาทำในขณะที่สามารถยับยั้งเหตุการณ์นี้ได้ กลับเป็นการอพยพเฉพาะคนของตัวเองออกจากประเทศ และปฏิเสธการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ทหารของสหประชาชาติไม่สามารถยิงใครได้เพราะไม่ได้รับคำสั่ง และทำหน้าที่ได้แค่เพียงยิงสุนัขที่จะมากัดกินศพของชาวรวันดาเท่านั้น!!! (มีหนังอีกเรื่องชื่อ Shooting Dogs เพิ่งออกฉายปีนี้ ไม่แน่ใจว่าบ้านเราจะได้ดูกันหรือไม่อย่างไร ที่เกี่ยวกับมุมมองของคนขาวในเหตุการณ์นี้ นอกจากนั้น ในช่วงปีที่แล้วถึงปีนี้ มีหนังและสารคดีมากมายที่ออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้และเพิ่งทำให้ชาวโลกรู้ซึ้งถึงความรุนแรงครั้งนี้กันมากขึ้น ทั้งๆที่ก่อนนั้นแทบจะไม่มีหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย โดยอาจมีสารคดีเพียงเรื่องสองเรื่อง)

มีนักศึกษาชาวรวันดาสรุปเรื่องราวได้อย่างเห็นภาพรวมว่า “พวกอเมริกากลัวจะเปลืองเงิน พวกเบลเยียมกลัวจะเสียหน้า ส่วนฝรั่งเศสกลัวจะเสียเพื่อน” (ฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลฮูตูและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งความช่วยเหลือด้านการทหารทั้งก่อนและระหว่างมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)

เรื่องราวต่อจากที่มีในหนังก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุตซียุติลง 3 เดือนให้หลัง เมื่อกลุ่ม RPF เข้ายึดกรุงคิกาลีจนรัฐบาลฮูตูและชาวฮูตูราว 2 ล้านคนอพยพไปอยู่คองโกโดยที่ขณะนั้นชาวทุตซีที่มีชีวิตรอดมีอยู่ราว 130,000 คนเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ยุติความรุนแรง เมื่อทหาร RPF ก็ไล่สังหารชาวฮูตูเพื่อเป็นการแก้แค้น โดยใช้ให้เด็กชาวฮูตูไปตามหาพ่อแม่ที่หนีเข้าซ่อนตัวตามป่าเขา เพื่อนำตัวมาสังหาร นอกจากนั้นชาวทุตซีบางส่วนก็อพยพไปยังคองโกด้วย และผู้อพยพก็ยังถูกสังหารจากทหารคองโกอยู่แม้กระทั่งในปัจจุบัน

นอกจากนั้นหลังเกิดเหตุ รวันดาประสบปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจนถึงปัจจุบันซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ยากจนเป็นอันดับ 3 ของโลก และได้มีการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงครั้งนั้นติดต่อกันมายาวนาน ซึ่งที่น่าตกใจอีกอย่างก็คือในเดือนมกราคมที่ผ่านมา การตัดสินผู้กระทำผิดยังไม่จบสิ้น โดยเพิ่งจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าชาวรวันดา 1 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 8 ของประชากรทั้งประเทศ จะต้องขึ้นศาลทีละคนเนื่องจากมีส่วนพัวพันกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น และมีคนประมาณ 8 แสนคนติดคุกอยู่ โดยเชื่อกันว่าคงจะมีหลายคนที่เสียชีวิตไปก่อนได้รับการตัดสิน

เหตุการณ์ปัจจุบันยังคงต้องเรียกว่าคุกรุ่น เพราะชาวทุตซีหลายคนยังมีความเชื่อว่าการจะอยู่รอดก็คือต้องปราบปรามชาวฮูตู ส่วนชาวฮูตูก็เชื่อว่าพวกเข้าคงโดนประทับตราบาปจากเหตุการณ์นั้นไปอีกนารน โดยไม่มีใครสนใจความยากแค้นของเขาในสมัยที่รัฐบาลทุตซีปกครองประเทศเลย จึงเป็นไปได้ว่าอาจยังมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีกในอนาคต


พูดถึงตัวหนัง สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างนอกจากเรื่องราวคงเป็นการแสดงที่ได้ชิงออสการ์ของ Don Cheadle ในบท Paul ผู้จัดการโรงแรมชาวฮูตู ผู้ที่เราผ่านตาในฐานะตัวประกอบเล็กๆมายาวนาน กับบทที่เด่นและได้แสดงฝีมือเต็มที่ครั้งแรก ซึ่งการแสดงของเขาก็นับว่าสมควรอย่างยิ่งที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ นอกจากนั้นบทภรรยาของ Paul ที่ชื่อ Tatiana ผู้ซึ่งเป็นชนเผ่าทุตซี ก็เล่นได้เด็ดขาดโดย Sophie Okonedo จนได้ชิงออสการ์สมทบหญิงเช่นกัน รวมถึงบทภาพยนตร์ที่ได้ชิงบทภาพยนตร์ดั้งเดิมด้วย นอกจากนั้นผมเชื่อว่าตัวภาพยนตร์เองก็คงพลาดการเข้าชิงไปแค่เพียงฉิวเฉียดเท่านั้นเอง

แต่อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงต้น นอกจากการแสดงที่โดดเด่น และเรื่องราวที่น่าตกใจ ผมคงไม่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบแต่ละส่วนของหนังได้ว่าแต่ละส่วนดีเพียงใด เพราะแค่นั้นก็ทำให้ผมไม่มีความสนใจจะสังเกตอย่างอื่นแล้ว และเป็นการดูหนังที่เหมือนตกเข้าไปอยู่ในเรื่องราวนั้นอย่างเต็มตัว ผมบอกได้แค่หนังเรื่องนี้เป็นหนังดีมากแน่ๆ และเป็นหนังที่ต้องดูเลยทีเดียว คงต้องยกความดีส่วนใหญ่ให้ผู้กำกับ Terry George ในการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรก โดยมีเครดิตผลงานเด่นๆคือการเป็นผู้เขียนบทคู่บุญของ Jim Sheridan โดยเฉพาะเรื่อง In the Name of the Father

บทเด่นของหนังนอกจากที่ว่ามายังมีบทของนายพล Oliver (รับบทโดย Nick Nolte) นายพลของสหประชาชาติที่ประจำการในรวันดา โดยเขาได้พยายามช่วยเหลือชาวรวันดาอย่างมากที่สุดแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากเบื้องสูงแต่อย่างใด ว่ากันว่าบทนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆมาจากชีวิตจริงของนายพล Roméo Dallaire ผู้ซึ่งหลังจากได้พบเห็นความเลวร้ายเหล่านั้นมา ได้พยายามทำการฆ่าตัวตายมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งในเทศกาลหนัง Sundance ที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกเทศกาลที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของโลกภาพยนตร์ ได้มีสารคดีเรื่อง Shake Hands with the Devil: The Journey of Roméo Dallaire เข้าฉายและเข้าชิงในสายประกวด รวมถึงชนะรางวัลสารคดีขวัญใจมหาชนมาเช่นกัน ว่ากันว่าหลังจากหนังฉายจบ ผู้ชมได้แต่อึ้งตะลึง บางคนเอาแต่ร้องไห้ แล้วท้ายที่สุดก็ลุกขึ้นปรบมือกันยาวนาน

ในหนังมีฉากที่ผมชอบมากๆคือฉากการลี้ภัยของคนขาวจากโรงแรมที่เกิดเรื่อง คงต้องเรียกว่าเป็นฉากที่เจ็บปวดจริงๆ เพราะเราแทบจะว่าอะไรผู้คนเหล่านั้นไม่ได้เลย สิ่งที่เราเห็นก็คือเกือบทุกคนต่างอยากช่วยชาวรวันดาเหล่านั้น บางคนมีความผูกพันกันลึกซึ้ง แต่ก็ต้องแยกจากกันโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากนั้นสิ่งที่นักข่าวอังกฤษคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ (รับบทโดย Joaquin Phoenix) พูดขึ้น ทำให้ผมแทบสะอึกเพราะรู้สึกว่าตัวเองก็โดนตำหนิ และมันก็เป็นเรื่องจริงแบบที่ปฏิเสธไม่ได้เลย

อีกหลายๆสิ่งที่ได้รับจากหนังก็คือ ผมรู้สึกเหมือนมนุษย์เกิดมากับความงี่เง่า ทั้งเรื่องที่จุดเริ่มต้นดูไร้เหตุผลกลับนำมาซึ่งความรุนแรงเลวร้ายเกินบรรยาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวิธีที่หนังบอกเล่าเหตุผลและวิธีของการแบ่งแยกชาวเผ่าทั้งสองออกจากกัน), ความงี่เง่าของประเทศและองค์กรผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้เรื่องราวบานปลายขนาดนั้นโดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม (จากการคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เค้าได้ให้เหตุผลที่ง่ายๆแต่น่าจะจริงว่า รวันดามันเป็นประเทศห่างไกลในแอฟริกา ที่ไม่ได้มีทรัพยากรอะไรจะทำเงินให้ประเทศมหาอำนาจพวกนั้นได้เท่าไหร่ เลยไม่มีใครสนใจ), ความงี่เง่าของการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ของชาวโลก คนขาวกับคนดำ, คนดำด้วยกันเองแต่ต่างเผ่า, คนดำเผ่าเดียวกันเองแต่ต่างทัศนคติ ในหนังเราจะได้ยินคำว่าแมลงสาบ ซี่งเป็นคำที่พวกฮูตูที่ใช้ความรุนแรงเรียกพวกทุตซีตลอดหลายสิบครั้ง

นอกจากนั้นผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของความอ่อนแอและความเข้มแข็งของมนุษย์ออกมาได้อย่างสุดโต่งในเวลาเดียวกัน ฉากบางฉากมีการเปลี่ยนอารมณ์ที่รวดเร็วแต่ก็ดูจริง และพาคนดูไปด้วยได้เป็นอย่างดี ทั้งการเปลี่ยนจากความอุ่นใจเป็นความเจ็บปวดโศกเศร้า หรือการที่บทมีคำพูดหรือการกระทำที่ออกติดตลกของตัวละครลงไปในช่วงเวลาที่ออกจะบีบคั้น หรือตึงเครียดอยู่ และบางครั้งในขณะที่คนดูยังหัวเราะตามในลำคอ ก็กลับมาสู่ความตึงงเครียดอีกครั้ง

อีกสิ่งที่ทำได้ดีก็คือการทำให้หนังที่เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความรุนแรงเช่นนี้ได้รับแค่เรต PG-13 ในอเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นจุดประสงค์ที่ทำให้หนังได้คนดูมากขึ้นจากกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งก็ดูเนื้อหาเป็นเรื่องเหมาะสมที่น่าจะต้องศึกษารับรู้กันอยู่ ภาพในหนังไม่ได้มีความรุนแรงถึงกับมากนักขนาดที่ทนดูไม่ได้ เพียงแต่มันสื่อได้ถึงความเลวร้ายของเรื่องราวจนคนดูรู้สึกไปกับเรื่องที่ดูอยู่ได้อย่างเต็มที่

หลายๆคนอาจเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับ The Killing Fields ซึ่งเป็นหนังว่าด้วยการฆ่าล้างในประเทศกัมพูชา แต่ผมยังไม่ได้ดูเรื่องนั้นครับ คงเปรียบเทียบได้กับ Schindler’s List ที่ว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซีในค่ายกักกันสงครามโลก แต่สิ่งที่แตกต่างก็มีเห็นได้ชัดหลายอย่าง อย่างแรกคือในขณะที่เรื่องราวการฆ่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วโดยทั่วไป แต่เหตุการณ์ในรวันดากลับไม่ได้มีการรับรู้มากนัก หรืออาจจะรับรู้ในฐานะเป็นเรื่องห่างไกลที่ได้ยินผ่านๆ ทั้งๆที่ความรุนแรงนั้นไม่ได้น้อยกว่าเลย ซึ่งทำให้การนำเสนอใน Schindler’s List เหมือนจะเป็นการเล่าเรื่องให้คนดูฟังและแสดงภาพให้เห็นเฉยๆ ในขณะที่ Hotel Rwanda มีหลายๆครั้งที่คนดูก็รู้สึกเหมือนถูกวิพากษ์วิจารณ์พร้อมๆกันไปด้วย และน่าจะส่งผลให้คนที่ได้ดูกระตือรือร้นจะทำอะไรมากขึ้น

เรื่องที่สองคือในขณะที่ Oscar Schindler เป็นวีรบุรุษที่อยู่ในฐานะทางสังคมค่อนข้างสูง มีอำนาจในการช่วยเหลือโดยที่ตัวเองไม่ได้เสี่ยงต่ออันตรายจากเหตุการณ์นัก แต่ Paul Rusesabagina นับว่าเป็นผู้ที่ต้องตกอยู่ในอันตรายจากเหตุการณ์ด้วยโดยตรง และจากในหนังจะเห็นว่ามีหลายๆครั้งที่เขาก็เฉียดตายชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดอยู่เหมือนกัน

นอกจากนั้นคงต้องบอกว่าเรื่องราวและภาพใน Hotel Rwanda ออกจะดูดิบกว่า เป็นจริงมากกว่า ให้ความรู้สึกว่าเป็นหนังน้อยกว่า โดยจุดเด่นอย่างหนึ่งของ Schindler’s List น่าจะเป็นการใช้เทคนิคของภาพได้อย่างโดดเด่น ในการเป็นหนังขาว-ดำ ที่มีฉากสำคัญของหนังที่เด็กผู้หญิงใส่เสื้อสีแดง และใช้การถ่ายภาพที่สวยงาม ขณะที่ Hotel Rwanda ใช้ภาพที่ค่อนข้างไร้การประดิดประดอยในแง่ของมุมกล้องที่จัดวางมากมายนัก และดำเนินเหตุการณ์โดยคนดูจะอยู่ในจุดเดียวกับพระเอกตลอดเวลา ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์มากกว่า

สิ่งที่หนังอาจจะขาดไปก็คือการให้รายละเอียดในส่วนของเหตุผลที่ทำให้ชาวฮูตูโกรธแค้นถึงขนาดทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุตซีอย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น กล่าวคือหนังดูจะกำหนดให้ชาวฮูตูเหล่านั้นเป็นผู้ร้ายในแบบที่เลวร้ายเต็มร้อย ไม่มีอะไรที่คนดูจะเห็นใจอยู่เลย หลายๆครั้งดูเหมือนคนเหล่านั้นเป็นเครื่องจักรสังหารอะไรสักอย่างด้วยซ้ำ ซึ่งอย่างแรกอาจจะเป็นเพราะเวลามีไม่พอที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ในหนังเป็นเพียงแค่ส่วนที่อาจจะเรียกได้ว่าคับขันรุนแรงที่สุด หรือเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องราวของรวันดาทั้งหมดนั่นเอง แต่ถ้าจะคิดอีกแง่หนึ่งซึ่งหนังทำสำเร็จสำหรับผม คือการกระตุ้นให้คนดูอยากรู้ว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงทำได้ขนาดนั้นราวกับอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์และตัวเองก็เหมือนไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ และกลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเอง

บทสรุปของหนังเรื่องนี้สำหรับผมคือมันอาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่เท่าที่ผมคิดทบทวนดูน่าจะเรียกได้ว่า Hotel Rwanda เป็นหนังในแบบที่ทุกคนควรจะดู หลายๆคนต้องดู และไม่น่าพลาดมากที่สุด และน่าจะยังทำสำเร็จในการทำให้คนดูไปหาข้อมูลต่อไปและอาจจะทำอะไรสักอย่างมากที่สุด เพราะมันช่างน่าตกใจยิ่งที่เหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้เกิดในระยะเวลาที่ผมน่าจะรับรู้และติดตามข่าว แต่ผมกลับไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นเลย โดยถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะเคยอ่านพบว่าตัวละครเด่นๆทั้งหมดในหนัง นอกจากนายพล Oliver ที่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆแล้ว มีตัวตนอยู่จริง และแทบจะไม่ต้องดัดแปลงอะไรกันอีกเลยในการที่กลายมาเป็นบทหนัง

บัดนี้ 10 ปีผ่านไป เมื่อ Hotel Rwanda สร้างชื่อในเทศกาลหนังและประเทศต่างๆที่หนังเข้าฉาย รวมถึงมีหนังหลายๆเรื่องที่ออกมาเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น Paul Rusesabagina ซึ่งปัจจุบันไปตั้งรกรากในประเทศเบลเยียมกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจนมีนักข่าวตามไปสัมภาษณ์มากมาย สิ่งที่ Paul บอกซ้ำๆก็คือเหตุการณ์แบบเดียวกับที่เกิดในรวันดา ทุกๆวันนี้ก็ยังคงเกิดอยู่ในคองโก และก็ยังไม่เห็นจะมีประเทศหรือองค์กรที่มีอำนาจพอจะช่วยเหลือได้ลงมือทำอะไรจริงๆจังๆตามที่ควรนักอยู่ดี และโลกควรจะรู้ได้แล้วว่าชีวิตคนแอฟริกันก็มีค่าไม่ได้น้อยไปกว่าชีวิตชาวตะวันตกผิวขาวหรือใครต่อใครในโลกเลย

คงต้องขอบคุณ พี่เต้ ไกรวุฒิ จุลพงศธร หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร Bioscope อีกครั้งจริงๆล่ะครับ เพราะเอาข้อมูลมาจากบทความที่พี่เค้าเขียนอยู่มากเลย หลังจากดูแล้วได้พูดคุยกับพี่เค้านิดหน่อย ผมก็บอกว่าหนังดีนะ พี่เค้าก็บอก นั่นสิ ถ้าใครบอกหนังเรื่องนี้ไม่ดีนี่ดูจะใจร้ายมาก ผมก็ว่าอย่างงั้น คิดว่าถ้าจะมีคนไม่ชอบคงเป็นเพราะไม่ชอบดูหนังแนวนี้เลยมากกว่า หรือไม่อยากได้รับความเครียดอะไรจากการดูหนังเลยมั้ง และคงต้องขอขอบคุณทีมงาน Bioscope ด้วยที่จัดรอบพิเศษให้ผมได้ชมหนังที่ไม่น่าพลาดอย่างยิ่งเรื่องนี้ ผมคงจะพาเพื่อนไปชมในโรงอีกอย่างน้อยรอบนึงล่ะครับ แล้วก็คงบอกต่อๆให้ใครหลายคนได้ไปชมหนังดีๆเรื่องนี้กันอีก

สำหรับใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ถ้ายังไม่ได้ไปชม ก็ไปเถอะครับ อยากให้ดูจริงๆเรื่องนี้



Create Date : 11 มีนาคม 2548
Last Update : 11 มีนาคม 2548 14:29:31 น. 34 comments
Counter : 4329 Pageviews.

 
ยังไม่ได้ไปดูเลยครับ
กะดูเมื่อวาน แต่ลืมเอาแว่นไป เลยยังไม่ดูดีกว่า :) (ซวยจริงๆ)

เดี๋ยวอังคารหน้า ถ้าได้ดู จะมาเล่าบ้างครับ -- :D
ป.ล. อ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรวันดาใน Bioscope แล้วครับ รู้สึกเศร้ายังไงไม่รู้ ไม่นึกเลยว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในโลก :(


โดย: it ซียู วันที่: 11 มีนาคม 2548 เวลา:7:53:55 น.  

 
กะว่าจะไปดูวันหยุดนี่ล่ะครับ
ขออณุญาติ add blog ไว้นะครับ
เป็นคนชอบดูหนัง แต่ไม่ค่อยจะสนใจหรอกครับ ว่าหนังจะดีหรือไม่ดี
ขอให้มีหนังดูเป็นใช้ได้


โดย: merf1970 วันที่: 11 มีนาคม 2548 เวลา:12:07:39 น.  

 
....คราวนี้ยาวน่าดู ชื่นชมครับข้อมูลแน่นปึ้กเลย จะไปดูเหมือนกันครับ ไปดูเสร็จค่อยกลับมาอ่านอย่างละเอียดอีกรอบดีกว่า

ปล...เห็นเขียนในพันทิพว่าไม่อยู่หลายวันจะไปเข้าค่าย ค่ายไหนเหรอครับ?


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 12 มีนาคม 2548 เวลา:2:09:53 น.  

 
หนังดีเนอะ ชอบมาก ...

ปล. เราว่างก็จะไม่อยู่ซะแล้วเหรอ :P



โดย: MoonLight IP: 70.56.195.194 วันที่: 13 มีนาคม 2548 เวลา:1:30:46 น.  

 
เข้าค่ายนักบินครับ เข้าป่าเขา เตรียมพร้อมรับอาชีพใหม่

น้องแนนไม่ต้องมาว่างเลย สงกรานต์กลับมานี่เลยดิ


โดย: Dr Syntax วันที่: 13 มีนาคม 2548 เวลา:19:32:39 น.  

 
เข้าค่ายนักบิน....???
ฮุ้หู ประมาณ ทอม ครูซ ในเรื่อง TOP GUN...???
กรี๊ดๆๆ (แซวเล่นนะ)

สงสัยเรื่องนี้จะไม่ได้ดูแล้วล่ะ แต่ใครไปดู Code46 (ของ bio) และ My First Boyfriend (ที่จัดที่ house) น่าจะจเอกันครับ เอ้อ...อาจจะไปงานเปิดหนังสือเล่มใหม่ของพี่ตั้ม (คนเขียน hesheit) ด้วยครับ


โดย: merveillesxx วันที่: 13 มีนาคม 2548 เวลา:22:22:53 น.  

 
^
^
^
Code46 ... ผมซื้อแผ่นแล้วอะ แต่ยังไม่มีเวลาดูเลย หนังแผ่นอยู่ในกองดองมากมายจนเกลือจะขึ้นหมดแล้ว


โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 14 มีนาคม 2548 เวลา:0:02:08 น.  

 
รอบินฟรีอยู่อ่ะ 555


โดย: MoonLight IP: 70.56.195.194 วันที่: 14 มีนาคม 2548 เวลา:1:59:55 น.  

 
ไปดูมาแล้ว (ตามคำแนะนำ) ขอบคุณมากเลยที่แนะนำให้ไปดู วันแรก ( วันเสาร์ ) กะจะไปดู แต่เห็นว่า side ways เข้านานแล้ว เลยดู sideways ก่อน รุ่งวัน ( อาทิตย์) เลยได้ดู hotel rwanda ซ่ะที หนังเค้าทำได้ถูกใจจริงๆ


โดย: merf1970 วันที่: 14 มีนาคม 2548 เวลา:14:34:14 น.  

 
BBC ทำสกู๊ป ครบรอบสิบปีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา
เอามาให้ดูนะ//news.bbc.co.uk/1/hi/in_depth/africa/2004/rwanda/default.stm


โดย: seasta IP: 61.91.170.247 วันที่: 16 มีนาคม 2548 เวลา:23:23:06 น.  

 
พี่ยังไม่ได้ดูแฮะ เลยยังไม่อยากอ่าน เด๋วจะรู้เรื่องมากเกินไป ... แต่ยังไงก็ดูแน่ๆ ฮับ ไม่พลาดแน่นอน พอดีรอเพื่อนอยู่ มันยังไม่ว่าง คาดว่าน่าจะได้ดูอาทิตย์หน้าเนี้ยะแหละ แล้วเด๋วจะมีเขียนคอมเมนต์หลังจากดูแล้วนะครับ ... ค้าง Robots กะ A very long engagament ด้วยอ่ะ ยังไม่ได้ดูเลย ...

... อ้อ แล้วก็ไปเข้าป่า ... ฝึกหนัก ระวังผอมนะครับ ... ถ้าจบแล้ว เด๋วพี่ไปเป็นผู้โดยสารรุ่นทดลองให้ละกานเน้ออออ 555


โดย: พี่วิน (semi_indy_stu) IP: 210.1.33.130 วันที่: 18 มีนาคม 2548 เวลา:15:29:27 น.  

 
มัน edit comment ตรงไหนฟระเนี่ย
... จะพิมพ์ว่าเข้าค่าย ... ดันกลายเป็นเข้าป่าไปได้ตรู เวงกำ - -"


โดย: เพ่วิน (อีกหน) IP: 210.1.33.130 วันที่: 18 มีนาคม 2548 เวลา:15:32:27 น.  

 
อ่า...มาแวะรอบินฟรีเหมือนกัน 555


โดย: it ซียู วันที่: 5 เมษายน 2548 เวลา:11:49:26 น.  

 
สรุป merveillesxx ได้ไปงานเปิดตัว หนังสือของพี่ตั้มไหมอะ
เราไปนะ เจอแต่ท้อปอะ (lakari) วันที่ดู code 46 ก็ว่าจะคุยด้วยอยู่
มีหลายเรื่องคาใจ แต่คิดว่าเดี๋ยวไปอ่าน review ของ merveillesxx คงหายคาใจเอง (มั้ง)
เออ หนิ ทั้ง merveillesxx แล้วก็ Dr Syntax เราแอบเขียนถึงพวกคุณในบล้อคเราแหละ หวังว่าคงไม่เคืองกันนะคือแบบ หยอกเล่น นิๆโหน่ยๆ หนะ แหะๆๆ !!!


โดย: LUNATIC SPACE วันที่: 7 เมษายน 2548 เวลา:10:59:51 น.  

 
ขออนุญาตแอดบล็อกด้วยคนนะครับ

Hotel Rwanda ผมว่าก็เป็นหนังที่ดิบๆดี ใช้ได้ ดาราก็เล่นดี ตัวที่เลวก็ดูเลวดีครับ

ดอน ชีเดิ้ล ผมว่าถ้าไปเข้าชิงปีก่อน ก็น่าจะได้ (ในความคิดผมนะ...) เพราะผมก้ไม่ได้ประทับใจ Sean Penn ใน Mystic River เท่าไหร่...

หนังทำให้คนหดหู่ใจไปกับเนื้อเรื่องได้ค่อนข้างดีทีเดียว...

แต่รอบที่ผมไปดู (ไม่แน่ใจว่าเป็นทุกรอบรึเปล่า) ซับไตเติ้ลแย่มาก...




โดย: nanoguy วันที่: 16 เมษายน 2548 เวลา:13:46:44 น.  

 
เรื่องนี้ ผมอ่านในหนังสือเรียนเมื่อปีก่อนครับ ในวิชา International Law มันก็แย่จริง ๆ กับสถานการณ์ Genocide ที่เกิดขึ้น และกว่าที่ United Nations จะเข้าไป ก็เกือบจะสายเกินไป แล้วผม จะแวะมาอ่านอีกครับ


โดย: POL_US วันที่: 1 มิถุนายน 2548 เวลา:5:50:11 น.  

 
ดูแล้วครับ ชอบครับชอบ


โดย: bedroom IP: 221.128.101.62 วันที่: 12 มิถุนายน 2548 เวลา:22:20:49 น.  

 
โอ๊ย เลทไปเยอะเลยแฮะ
ขอโทดทีคับ ช่วงนี้ปวดหัวเล็กน้อย
แฮปปี้เบิร์ดเดย์น้า
แก่เชียว สองรอบแล้ว
เมื่อไหร่เข้ามาอ่านก้อค่อยนึกถึงเราละกัน


โดย: molamola IP: 58.64.126.66 วันที่: 30 มิถุนายน 2548 เวลา:2:46:14 น.  

 
ดร.ษิณทัก มาอัพเดทได้แล้ว


โดย: ยัติภังค์ (yuttipung ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:20:43 น.  

 
โอ๊ะโอ๋ อดใจรออีกซักพักนะ
ขอไปพักร้อนก่อน ยังไม่ได้วางมือถาวรหรอกน่า :P


โดย: Dr Syntax วันที่: 11 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:17:10 น.  

 
ได้ดูในโรงเหมือนกันครับเรื่องนี้
จำได้ว่าตั้งแต่กลางเรื่องไปน้ำตาไหลไม่หยุดเลย
แต่น่าเสียดายที่ตอนจบมัน"บังเอิญ"ไปหน่อย ไม่งั้นจะดีกว่านี้

เป็นหนังสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกเรื่องที่ต้องเก็บไว้ต่อจาก ทุ่งสังหารและหนังขาวดำเรื่องนั้น


โดย: keano (jonykeano ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:44:37 น.  

 
ถ้าคุณยังเข้าบล็อกนี้อยู่หนูอยากบอกขอบคุณมากๆๆๆที่สุดเลยค่ะ ถ้าไม่มีคุณหนูก็คงทำเรียงความเรื่องนี้ไม่เสร็จแน่ๆ คุณเป็นฮีโร่ในใจหนูค่ะ เวอร์ไปหน่อย อิอิ แต่ขอขอบคุณจากใจจริงเลยนะคะ ภาษาอังกฤษอ่านแล้วเอ๋อมากๆ ไว้วันหลังจะหาหนังเรื่องนี้มาดูบ้างค่ะ


โดย: narmfon IP: 221.128.96.36 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:22:55:09 น.  

 
//www.popcornfor2.com/movies/neung.html


โดย: g0661347@hotmail.com IP: 216.136.10.66 วันที่: 17 มีนาคม 2549 เวลา:9:42:07 น.  

 
ฮึ้ยยย
ไม่ค่อยได้เข้าแล้วครับ เพิ่งเข้ามาเห็นเนี่ย ตกใจ ไม่นึกว่าจะได้เป็นฮีโร่กับเค้าด้วย

หวังว่าซักวันตัวเองคงมีไฟกลับมาเขียนอีกนะ


โดย: Dr. Syntax IP: 58.8.249.35 วันที่: 17 มีนาคม 2549 เวลา:11:44:37 น.  

 
นั่นสิครับ กำลังรอให้คุณกลับมาเขียนอยู่เหมือนกัน เวลาเห็นหนังเรื่อง Ray ผมก็คิดถึงรีวิวที่คุณเขียน
ขอให้กลับมามีไฟเร็วๆ นะครับ


โดย: Mint@da{-"-} วันที่: 1 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:39:12 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดนะคะ^^









...



โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 27 มิถุนายน 2549 เวลา:7:46:01 น.  

 
แวะมาอวยพรเจ้าของวันเกิด

ขอให้พบแต่ความสุขสมหวัง

สุขภาพแข็งแรงอย่าเจ็บอย่าจน





โดย: somnumberone วันที่: 27 มิถุนายน 2549 เวลา:9:43:59 น.  

 
สุขสันต์วันเกิด ย้อนหลังค่ะ


โดย: varissaporn327 วันที่: 30 มิถุนายน 2549 เวลา:21:35:14 น.  

 
ถ้ามีเวลาก็แวะมานะคะ
ดูแลสุขภาพเช่นกันค่ะ^^





...


โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 12 กันยายน 2549 เวลา:9:09:57 น.  

 
ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ
แต่จดๆจ้องๆอยู่หลายทีเหมือนกัน


โดย: renton_renton วันที่: 30 ตุลาคม 2549 เวลา:20:11:01 น.  

 










































































-----------------------------------------------------------------*************************************////////////////////////////////////////////////////////////////////////++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!@@@@@@@@@@@@@###########$$$$$$$$$$$$%%%%%%%%%^^^^^^^^^^^^^^^^&&&&&&&&&&&************((((((((((())))))))))))_______________+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


โดย: 141514 IP: 125.24.19.129 วันที่: 3 ตุลาคม 2550 เวลา:21:15:38 น.  

 
ผมเพิ่งดูหนังเรื่องนี้เมื่อสองวันก่อนนึ้เอง

รู้สึกว่าจะช้าไปเือบสองปี

ใช่ครับ มันเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดจริงๆๆๆ



โดย: เด็กผู้ชายทีไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 6 มิถุนายน 2551 เวลา:19:23:21 น.  

 
แมงป่องครับ ลดราคา เหลือแค่ 79 บาท ซื้อ 5 แถม 1
ดีมากๆ เข้ากับสถานการณ์บ้านเราตอนนี้สุดๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: A IP: 172.16.217.92, 202.149.29.83 วันที่: 13 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:12:07 น.  

 
Back in the day, [url=//www.louboutinsale-christian.com][b]Louboutin Shoes[/b][/url] were mostly worn to smart parties but today they have become a part of everyday wear.

Women wear heels to the office and even for menial tasks and outings like grocery shopping. Famous for her love of high heels, Ms Beckham was even spotted in five inch high Christian Louboutin heels recently when she spent her day out with her boys at a theme park! in we pay more attention, would find that she love [url=//www.louboutinsale-christian.com][b]Louboutin[/b][/url] Shoes very much, we can see many photos when she wear the brand shoes!

The most obvious purpose individuals would want [url=//www.louboutinsale-christian.com/christian-louboutin-sandals-c-11.html][b]Christian Louboutin Sandals[/b][/url] and [url=//www.louboutinsale-christian.com/christian-louboutin-high-boots-c-15.html][b]Christian Louboutin Boots[/b][/url] or [url=//www.louboutinsale-christian.com/chanel-shoes-c-23.html][b]Chanel Shoes[/b][/url] is the types they present.

But the authentic [url=//www.louboutinsale-christian.com][b]Christian Louboutin Sale[/b][/url] are always not easy to afford, thus replica manufacturers help us to enjoy the famous brand shoes in a cheap way. With these high quality Louboutin Shoes, you do not have to wait for saving money hard. You can have the actual thing since almost immediately as it comes out.

Here,You can also buy the new [url=//www.louboutinsale-christian.com/gianmarco-lorenzi-c-65.html][b]Gianmarco Lorenzi[/b][/url] and [url=//www.louboutinsale-christian.com/givenchy-c-66.html][b]Givenchy[/b][/url] ,there have Beautiful [url=//www.louboutinsale-christian.com/gianmarco-lorenzi-denim-high-boots-p-1549.html][b]Gianmarco Lorenzi Denim High Boots[/b][/url]
and [url=//www.louboutinsale-christian.com/azzedine-alaia-braided-suede-ankle-boots-p-1548.html][b]Azzedine Alaia Braided Suede Ankle Boots[/b][/url]. Sincerely welcome you to buy!


โดย: dsfad IP: 123.161.78.184 วันที่: 30 กันยายน 2553 เวลา:7:32:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Dr Syntax
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Dr Syntax's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.