~~**~~ WELCOME TO SNOWBLACK WORLD~~ **~~
Group Blog
 
All blogs
 
หาดทราย สายลมและจุดเริ่มต้นของความรัก (ตอนที่15)

“เย้ ดีใจจังเลยที่วันนี้ถ่ายทำกันเสร็จเร็วเกินคาด เป็นเพราะว่าเราสองคนเก่งเลยไม่ต้องถ่ายใหม่ซักฉาก”

เสียงหัวเราะอันแสนร่าเริงของสาวสวยสองคนดังขึ้น เมื่อการถ่ายทำในวันนี้จบเร็วกว่ากำหนดเกือบครึ่งวัน

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราว่าง แก้วก็ว่าง พาฮินะไปซื้อของหน่อยนะจ๊ะแล้วจ๋า มาเมืองไทยไปตั้งหลายจังหวัดแต่ไม่ได้ซื้อของฝากให้ที่บ้านสักที วันนี้หละที่จะได้ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาสักที รบกวนด้วยนะจ๊ะแก้ว”

ฮินะพูดขึ้นอย่างดีใจสุดขีด ก่อนที่จะก้มศีรษะเป็นเชิงขอร้องให้แก้วช่วยเธอที

“ยินดีเช่นกันคะ”

แก้วพูดพลางก้มศีรษะลง เลียนแบบฮินะ ก่อนที่ทั้งสองจะพากันขับรถตะเวนรอบ ๆ กรุงเทพมหานคร เวลาผ่านไปยังไม่ถึง 2 ชั่วโมงดีนัก แต่ในมือของทั้งคุ่ก็เต็มไปด้วยข้าวของเยอะแยะมากมายจนต้องหอบหิ้วกันพะรุงพะรังไปหมด ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการไปเดินดูบรรยากาศยามราตรีแถวท้องสนามหลวง ทั้งสองต่าง ๆ พูดคุยและหยอกล้อกัน อย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการแวะซื้อขนมเค้กและน้ำผลไม้ไปทานที่คอนโดของฮินะ เมื่อไปถึง เจ้าของห้องนำอัลบั้มรูปเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยเรียน ระหว่างเธอ มีนา และ มาฆะ มาให้แก้วดู พร้อมกับเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของทั้งสามคน ตั้งแต่มัธยมต้น จนกระทั่งทั้งสามคนไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านการแสดงแห่งหนึ่งในประเทสสหรัฐอเมริกา แก้วตั้งใจฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมาฆะด้วยความสนอกสนใจอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวมักจะเผลอยิ้มในทุกครั้งที่ฮินะเล่าเรื่องราว ความเปิ่นและความโก๊ะของชายหนุ่มให้เธอได้ฟัง แต่แล้วก็ต้องรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ที่หัวใจในทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวความสนิทสนมเป็นพิเศษของฮินะกับมาฆะ รวมทั้งรูปถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนทั้งคู่

“อะไรนะ เมื่อวานเธอไปกับยายแก้วเหรอฮินะ จะไปไหนทำไมไม่บอกชั้น เดี๋ยวพาไปเองก็ได้ไม่เห็นต้องพึ่งพายายนั่นเลย”

เสียงของมาฆะดังขึ้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ มาฆะพูดเบา ๆ ซิจ๊ะ เดี๋ยวแก้วได้ยินก็เสียใจกันพอดี”

ก่อนที่ทั้งคู่จะคุยอะไรกันต่อ ก็ต้องถึงกับหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบของทีมงานดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของมีนาและการะบุหนิง ที่เดินยิ้มแย้มแจ่มใสเดินเคียงข้างกันมา

“สองคนนี่ดูน่ารักเหมาะสมกันจังเลยนะคะ น้องมาฆะ น้องฮินะว่ามั๊ย แหมตอนแรกพวกพี่ก็นึกว่า น้องมาฆะ ปิ๊งปั้งกับน้องแก้วซะอีก เห็นหลัง ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ที่ไหนได้ พวกพี่คิดผิด คิก คิก คิก”

ทุกคนต่างพากันหัวเราะอย่างมีความสุข ยกเว้นมาฆะที่ทำหน้าบูดหน้าบึ้ง ราวกับว่ามีหนามแหลม ๆ มาทิ่มแทงใจซะอย่างนั้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วฉากสุดท้ายของการถ่ายทำ MV ก็มาถึง ผู้กำกับลงทุนยกกองไปถ่ายทำกันถึง อ.ปาย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน งานนี้คนอื่น ๆ เดินทางกันไปก่อนล่วงหน้า ยกเว้น มาฆะ การะบุหนิงและทีมงานอีก 2 คน ที่ต้องนั่งรถตู้ตามไปทีหลัง

“แก้วเดินทางดี ๆ นะครับ มีอะไรก็โทรหาเราได้ตลอดนะ”

น้ำเสียงอันอ่อนโยน บวกกับภาพสวีทหวานซึ้งของมีนากับการะบุหนิง ทำให้ใครหลายคนยืนมองด้วยสายตาร้อนผ่าว ไม่เว้นแม้แต่คนที่ชอบทำตัวเป็นอริกับหญิงสาว (แต่ใจกับรักเขาเข้าเต็มเปา)

“เชอะ เดินทางดี ๆ มีอะไรโทรหา ไม่น่าเชื่อว่านายมีนาจะพูดประโยคชวนอ้วกแบบนี้เป็นด้วย “

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บรรยากาศภายในรถตู้ขนาด 14 ที่นั่งเต็มไปด้วยความเงียบงัน เมื่อมาฆะและการะบุหนิง ต่างพากันเฉยชา ไม่พูดไม่จากันสักคำ จนทำให้กะทิและลิซ่าสองกระเทยสุดซ่าประจำกองถ่าย ถึงกับเซื่องซึม หลังจากที่พยายามขุดมุกสารพัดมุกที่คิดว่าขำแบบสุด ๆ หยุดไม่ได้มาเล่นแล้วเล่นอีก ที่แย่กว่านั้น มาฆะกลับไปนั่งอยู่เบาะแถวท้ายสุด ส่วนการะบุหนิงก็เลือกที่จะนั่งอยู่เบาะแถวหน้าสุด

“นี่แก พวกเรากำลังเดินทางไปถ่าย MV หรือว่าอยู่บนเวทีมวยสวนลุมพินีวะ” สองกระเทยร่างยักษ์แอบซุบซิบกันด้วยความรู้สึกลำบากใจ อย่างสุดจะกลั้น

“นังกะทิ แกแน่ใจเหรอนี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงจนจะถึงที่หมายอยู่แล้วนะแก ยังนั่งเงียบกันอย่างกะป่าช้า ฉันเริ่มกลัวมากขึ้นทุกที ๆ แล้วนะ เกิดอยุ่ ๆ กระโดดชกกันว่ายังวไง”

ก่อนที่ทั้งคู่จะซุบซิบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นั้น อยู่ ๆ ก็เกิดมีต้นไม้ต้นใหญ่ล้มลงมาขวางทางข้างหน้าไว้จนทำให้ลุงมี คนขับรถต้องรีบเหยียบเบรกจนทุกคนหน้าคะมำ กันเป็นแถว และยังไม่ทันที่ใครจะทันเอ่ยอะไรออกมาก็ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ประมาณ 5 คนพร้อมอาวุธครบมือ ใช้ท่อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบกระจกด้านข้างรถอย่างแรง มาฆะที่นั่งอยู่หลังสุดรีบกระโดดมาดึงตัวแก้วให้พ้นจากเศษกระจก ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน

“ไหนไอ้พวกที่มันมาก่อนบอกว่าทางสะดวก โปร่งโล่ง บรรยากาศดี แต่ดูซินี่อะไร มีกระท่อมเก่าๆ พัง ๆ แถมมีโจรเป็นยามชั้นดีนั่งเฝ้าอยู่ข้างหน้าอีกต่างหาก”

“นี่แม่กะทิสด จะบ่นไปหาวิมานอะไรยะ เกิดเสียงแกไปทำให้ไอ้พวกข้างนอกมันระคายหู ก็ได้ตายกันยกกลุ่มหรอก นังกระเทยตัวใหญ่ใจปลาซิว”

ว่าแล้วกะทิและลิซ่าสองกระเทยสุดซ่ก็ทำท่าจะเปิดศึกวันทรงชัยกันเอง ถ้าหากว่าแก้วไม่ขอร้องให้ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน

“ใช่ครับ จริงอย่างที่แก้วพูด แล้วขืนพวกเราร้องมาก ๆ เดี๋ยวพวกมันจะฆ่าหมกพวกเราเป็นผีเฝ้าป่ากันหมด” มาฆะที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นอีกคน

“ฉันไม่ได้ให้นายมาพูดสนับสนุนชั้นนะนายมาฆะ”

แก้วแหวกลับชายหนุ่มทันทีที่ได้ยินเขาเอ่ยถึงชื่อเธอ จนทำให้กระเทยร่างยักษ์หันมามองก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุ ๆ

“น้องสองคนหละคะ เบา ๆ หน่อย เสียงดังกว่าพวกพี่อีกพี่ว่าพวกเราหาวิธีหนีจากพวกมันให้ได้ก่อนเถอะ ดูไอ้พวกนั้นมันจ้องน้องแก้วตาเป็นประกายเลยนะคะ ก็น่าอยู่หรอกคะสวยซะขนาดนี้”

และแล้วความเงียบและความสิ้นหวังก็กลับมาเยือนทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่ลุงมี คนขับรถประจำกองถ่ายจะค่อย ๆ ขยับเท้าหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมาจากปลายขากางเกง

“ขอโทษทีครับทุกคน ลุงมัวแต่ตกใจจนลืมไปว่าลุงพกมีดไว้เป็นประจำเผื่อกรณีฉุกเฉิน”

ด้วยความที่ทั้ง 5 คน ถูกมัดเอามือไพล่หลังติดกันหมด ลุงมีจึงค่อย ๆ เอามีดเลาะเชือกออกทีละนิดทีละหน่อย จนกระทั่งทุกคนสามารถแกะเชือกออกจากมือและเท้าได้สำเร็จ แต่การที่จะหนีไปจากพวกมันก็ใช่ว่าจะง่ายนัก เพราะดูเหมือนว่าพวกนี้น่าจะเป็นพวกผู้ก่อการร้ายมากกว่าโจรธรรมดาทั่วไป ว่าแล้วทุกคนก็ช่วยกันวางแผนอย่างรัดกุมและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มแผนการณ์โดยให้กะทิทำทีเป็นไม่สบาย มีน้ำลายฟูมปาก ชักดิ้นชักงออยู่บนพื้น ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็พากันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ

“เฮ้ย พวกเอ็งเข้าไปดูข้างในซิว่าพวกมันส่งเสียงร้องทำไม แล้วก็เอานังคนสวย ๆ นั่นออกมาด้วย ข้าจะเอามากอดให้หายเหงาหน่อยโว้ย”

ถึงแม้ว่าพวกคนร้ายจะเป็นระดับมืออาชีพ แต่เมื่อพวกมันเดินเข้ามาในกระท่อม ทุกคนต่างก็ใช้สัญชาติญาณในการเอาตัวรอด พากันประเคนหมัดและลำแข้งเข้าใส่อย่างไม่เลี้ยง ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งพรวดฝ่าคนร้ายอีก 3 คนที่เหลือออกไปอย่างไม่คิดชีวิต กว่าจะรู้ตัวต่างก็วิ่งกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง ฝ่ายลิซ่า กะทิ และลุงมา วิ่งวนไปวนมาจนมาเจอกันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ ทั้ง 3 ต่างพากันดีใจรีบโทรศัพท์แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนในกองถ่ายได้รับทราบ

“ว่าแต่น้องมาฆะกับน้องแก้วจะ เป็นยังไงกันบ้างนะ” กะทิและลิซ่าต่างพากันรำพึงรำพันด้วยความเป็นห่วง

นับว่าเป็นความโชคร้ายของ มาฆะและการะบุหนิงเพราะยิ่งทั้งคู่วิ่งก็ยิ่งเหมือนหลงเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนทั้งคู่รู้สึกเหนื่อยจึงพากันนั่งพักบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากลำธารนัก

“เหนื่อยมั๊ยแก้ว อดทนอีกนิดนะ ยังไงเราก็ต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้”

หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดหวั่น

“นายมาฆะ ชั้นกลัวว่าพวกนั้นจะแกะรอยเราสองคนมาได้ง่าย ๆ เพราะว่าทางที่พวกเราวิ่งมามีแต่โคลนทั้งนั้น รอยเท้าของพวกเราคงจะติดอยู่ที่นั่น อีกอย่างพวกเราก็ไม่ชำนาญกับทางแถวนี้ด้วย ว่าแต่นายมองหน้าฉันทำไมเหรอ”

มาฆะยิ้มพร้อมกับแสดงสีหน้าดีใจที่หญิงสาวยอมพูดกับเขาอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งพักอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนหลายคนกำลังเดินมาในทิศทางที่พวกเขาอยู่

“ถ้าเราไม่มีทางเลือกจริง ๆ เราคงต้องสู้แล้วหละแก้ว ไหนชั้นขอชมฝีมือคาราเต้ระดับแชมป์ของเธอสักหน่อย” ว่าแล้วทั้งคู่ก็พากันแอบอยู่บริเวณโคนต้นไม้ พร้อมกับถือท่อนไม้ขนาดเหมาะมือไว้คนละอัน

“เอาหละแก้ว เตรียมลุย ระวังตัวด้วยนะ”

แก้วแอบดักตีผู้ร้ายอยู่ด้านขวา โดยที่มาฆะดักอยู่ทางด้านซ้าย การต่อสู่เต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะอีกฝ่ายมีปืนเป็นอาวุธ แต่กระนั้นทั้งคู่ก็สามารถล้มพวกมันลงได้ถึง 3 คน ก่อนที่จะจนมุมถูก 2 คนที่เหลือไล่ต้อนไปยังผาน้ำตก ก่อนที่พวกมันจะได้ทำอะไร ทั้งคู่ก็ตัดสินใจจับมือกันโดดลงน้ำตกไปอย่างไม่กลัวอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

“ไอ้สองคนนี่มันกล้าดีจริง ๆ ลองโดดน้ำตกลงไปแบบนี้ท่าทางจะรอดยาก แต่ก็ไม่แน่ ถ้ายังไงพรุ่งนี้พวกเราตามลงไปดูที่ปลายน้ำอีกทีดีกว่า เอ้ย ไปดูไอ้สามคนนั่นซิเป็นยังไงบ้าง”

ความเย็นของน้ำทำให้มาฆะลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อม ๆ กับความรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง ก่อนที่จะมองหาร่างของหญิงสาวที่ตัดสินใจเสี่ยงตายโดดลงมาพร้อม ๆ กับเค้า แต่กับไม่ปรากฏแม้แต่เงาของการะบุหนิง ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใจร้อนยิ่งกว่าไฟเผา

“นี่ตาบ้ายืนเก๊กท่าอยู่ทำไมกันยะ มาช่วยฉุดชั้นขึ้นไปจากตรงนี้ที”

เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ก่อนที่แก้วจะตะกายตัวขึ้นมาจากโขดหินก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเขา มาฆะรีบ วิ่งไปพยุงแก้วที่ขณะนี้ดูสะบักสะบอม แถมตามเนื้อตัวก็มีรอยแดงเต็มไปหมด เมื่อเขาจับตัวแก้วก็พบว่าเธอมีไข้สูง แต่ก็ยังดื้อดึงจะฝืนตัวลุกขึ้นยืน แต่กลับต้องล้มตัวลงในอ้อมแขนเขาอีกครั้ง

“แก้ว เธออย่าเป็นอะไรไปนะ’ เสียงของเขาทำให้หญิงสาวพยุงตัวเองขึ้นอีกครั้ง

“มาฆะ นายไม่ต้องสนใจฉัน นายรีบหนี รีบไปตามตำรวจมา ทิ้งฉันไว้ที่นี่ เพราะถ้าฉันไปด้วยจะเป็นภาระให้นายเปล่า ๆ ”

“ไม่มีทางหรอกยายผู้หญิงบ้า ไม่ว่าเหตุการณ์จะแย่และเลวร้ายแค่ไหน ฉันก็ไม่มีทางทิ้งเอ่อ ทิ้งผู้หญิงที่ฉัน เอ่อ รู้จัก ให้นอนตายอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก”

แม้จะอยู่ในสภาวะคับขัน นาทีเป็นนาทีตาย ชายหนุ่มก็อดด่าตัวเองไม่ได้ที่ยังปากแข็ง ไม่ยอมบอกความในใจให้หญิงสาวได้รับรู้ เขาได้แต่ประคองแก้วให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ไม่เธอต้องไม่เป็นไร ถ้าเราจะรอดก็ต้องรอดด้วยกัน ถ้าเราจะตายก็ต้องตายด้วยกัน”

เขาตัดสินใจอุ้มหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนก่อนที่จะเดินลัดเลาะไปตามลำน้ำ แต่แล้วความโชคร้ายมาเยือนทั้งคู่อีกครั้ง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรที่กลับมาดูว่าพวกเขายังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า ด้วยความไวประดุจสายลม ทำให้มาฆะตัดสินใจรวบรวมกำลังทั้งหมดวิ่งอย่างสุดชีวิต จนทำให้เขาและแก้วตกลงไปยังหลุมดักสัตว์เก่า ๆ ที่ชาวบ้านขุดไว้ แต่ก็ทำให้พวกที่ตามมามองเห็นพวกเขาไม่ชัด จึงยกปืนขึ้นเพื่อจะสาดกระสุนลงไปในหลุม แต่มาฆะกับใช้ตัวบังร่างของการะบุหนิงไว้

“ตาบ้า นายทำอะไรเอาตัวมาบังฉันไว้ทำไม”

การะบุหนิงพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น แต่ชายหนุ่มไม่สนใจยิ่งกอดหญิงสาวให้แน่นขึ้น

“เป็นใครเค้าก็ทำกันทั้งนั้นหละ เป็นใครก็ต้องปกป้องคนที่ตัวเองรักกันทั้งนั้นหละ ถ้าไม่พูดตอนนี้บางทีฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก ขอโทษด้วยนะที่ฉันบอกว่าเกลียดเธอ ฉันโกหกตัวเองต่างหาก จริง ๆ แล้วฉันรัก รัก..”

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดสิ่งที่เขาอยากจะพูดมานานแสนนาน เสียงปืนก็ดังขึ้นอีก 1 นัด พร้อมกับร่างของมาฆะที่กระตุก ก่อนที่จะล้มลงแน่นิ่งไป

“มาฆะ”

เสียงการะบุหนิงกรีดร้องขึ้น ก่อนที่จะหลับตาลงเมื่อได้ยินเสียงกระสุนปืนดังขึ้นอีกนัดหนึ่ง

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“แก้วจ๋าอย่าเป็นอะไรไปนะ เรารักแก้วนะ ถ้าหากแก้วเป็นอะไรไปเราจะไม่ให้อภัยตัวเองตลอดชีวิต .........”

นี่คือส่วนหนึ่งของคำพูดที่มาฆะได้ละเมอออกมาในขณะที่นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอ ซี ยู แต่ไม่อยากจะเอามาเผยแพร่มาก เพราะอาจจะหวานเลี่ยนจนคนอ่านรับไม่ได้ เพราะขนาด กานต์ มีนา ฮินะ และทีมงานอีก4-5 คน ฟังแล้วยังพากันสำลัก เกือบกินข้าวไม่ลงไป 2-3 มื้อ

“เราอัดเสียงไว้ให้แก้วฟังซะหน่อยดีมั๊ย “ มีนาพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ต้องหรอกพี่อัดวิดิโอไว้แล้ว เจ้ามาฆะจะได้เลิกปากแข็งสักที” กานต์ที่เข้ามาทีหลัง ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทำให้คนที่ได้ฟังหันมามองด้วยความทึ่ง

“แอบอัดไว้ตอนไหนเนี่ย”

ขณะที่กานต์ยืดอก ยิ้มรับกับผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ แต่ลึก ๆ ในใจแล้วเขาก็อดเจ็บใจ ที่น้องสาวไปเป็นแฟนเจ้ามาฆะอดีตเด็กอ่อนแอ ไม่ได้เรื่อง เข้าซะนี่

“นายเป็นอะไรไปมาฆะ ทำไมนั่งหันหลังให้ทุก ๆ คน”

มีนาทำน้ำเสียงล้อเลียนน้องชายเพียงคนเดียวของเขา ก่อนที่จะระเบิดหัวเราออกมาดังลั่น จนคนที่ถูกพูดถึงหันมาแยกเขี้ยว 1 ครั้ง เฮ้อ ใครไม่อายก็ตลกแล้วมีอย่างที่ไหนเล่นอัดคำพูดตอนที่เค้าละเมอไปให้ยายแก้วแตกดูหว่า

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นายอยากปากแข็งเอง ชะแรงก็งัดไม่ออก ฉันก็เลยวางแผนแกล้งซะเลย เด็กอนุบาลมันยังดูออกเลยว่าแกรักแก้วมากแค่ไหน ฉันก็เลยถือโอกาสแหย่แกเล่น จะได้รู้ใจตัวเองซะที อีกอย่างนึงนายไม่รู้หรือไงว่าฉันกับฮินะคบกันอยู่”

ฮินะอดไม่ได้ที่จะเอามือตีแขนมีนาเบา ๆ

“พูดเบา ๆ ก็ได้ เค้าหันมามองกันหมดแล้ว จะพูดทำไมเนี่ยจ๊ะ”

มีนาหันมาทำหน้าแปลก ๆ ก่อนที่จะจับมือฮินะ เดินหนีคนอื่น ๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ใครบอกว่าฉันรักนายไม่ทราบ นายมาฆะ หลงตัวเองไปหน่อยแล้วมั้ง”

การะบุหนิงพูดขึ้นด้วยหน้าตาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจในชัยชนะที่เหนือกว่า หลังจากได้ดูวิดิโอที่พี่ชายลงทุนอัดไว้

“ก็ถ้าไม่รัก แล้วใครกันนะที่นั่งร้องไห้จนตาบวมฉึ่งตอนที่ฉันถูกยิงไม่ทราบครับ แถมยังอุตส่าห์มาป้อนน้ำป้อนข้าวทุกวัน ผู้หญิงอะไรพูดจาไม่น่ารักเอาซะเลย”

“ก็เห็นว่ามีบุญคุณช่วยเหลือฉันไว้หรอกยะกลัวว่าถ้าตายไปเดี๋ยวฉันจะเฉาปากเฉาหูไปซะก่อน เชอะ คนอุตส่าห์หวังดี”

ว่าแล้วคนพูดก็ทำหน้างอน ๆ จนอีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะทำหน้าทะเล้นแล้วก็ชูนิ้วก้อยขึ้นตรงหน้า พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน (โดน...)

“แก้วจ๋า ถ้าอย่างนั้นเรามาดีกันนะ นะครับ”

“ไม่ดีด้วยหรอก ตาบ้า ใครเค้าอยากจะญาติดีกับนายยะ”

“นี่ยายแก้วแตก ได้แฟนอย่างชั้นดีแค่ไหน ผู้หญิงทั่วประเทศก็พากันอิจฉา หล่อก็หล่อ เก่ง ก็ เก่ง”

“อย่างนายเนี่ยนะ แหวะ คนหลงตัวเอง นี่ฉันรับปากไปเป็นแฟนนายตอนไหนไม่ทราบ”

“ก็ถ้าเมื่อก่อนไม่ใช่ ตอนนี้ก็ใช่สักทีซิ ก็ชั้นขอเธออยู่นี่ไง เราเป็นแฟนกันนะ”

“นายนี่ไม่โรแมนติกเอาซะเลย ขอเป็นแฟนในโรงพยาบาลนี่นะ ไปเล่าให้ใครฟังอายเค้าตายเลย เอาไว้นายหายแล้วค่อยหาวิธีที่ดีกว่านี้มาขอฉันเป็นแฟนก็แล้วกัน แล้วค่อยตอบตกลงนะ”

“หมายความว่ายังไง แล้วทำไมเธอต้องทำหน้าแดงด้วย”

“ตาบ้าหน้ามันแดงเองจะไปบังคับได้ยังไงกันเล่า”

เสียงทะเลาะ ผสมกับเสียงหัวเราะดังลั่นภายในสวนหย่อมหลังโรงพยาบาล ทำให้ทุกคนที่มาแอบดูอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ เฮ้อ หลังจากที่อ้ำอึ้งมานานในที่สุดก็ยอมเผยความในใจกันซะที


บางเวลาอาจเบื่อกันเอง
บางเวลาอาจใช้อารมณ์
บางเวลาอาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่
บางเวลาไม่อยากจูงมือ
บางเวลาอาจเริ่มชินชา
และไม่รู้ว่าใครผิดตรงไหน
อาจจะโกรธกันได้บ่อยๆ
ไม่ได้อยู่คนละข้างสักหน่อย
เรายังมีกันอยู่จำได้ไหม

ว่าตอนเถียงกันแทบเป็นแทบตาย
ยังคงอยู่ข้างเธอ


ไม่มีรักไหน ที่ดีทุกวัน
ยิ่งนานยิ่งผ่านเรื่องราวมากมาย
เข้ามาทดสอบ เข้ามาลองใจ
ว่าความรักของใครแกร่งจริง
หากเราเรียนรู้วิชาอดทน
หากเราผ่านพ้นย่อมได้ทุกสิ่ง
หากเรามั่นใจว่ารักเราจริง
ทุกสิ่งมันก็มั่นคง


เพลง เถียงกันทำไม ของ ธงไชย แมคอินไตย



Create Date : 11 เมษายน 2551
Last Update : 11 เมษายน 2551 16:48:43 น. 0 comments
Counter : 122 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Designed By Me
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




...OnE GIrL STORY...
Friends' blogs
[Add Designed By Me's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.