I noticed tonight that the world has been turning
While I've been stuck here dithering around
Can't Stop Now/Keane
 
 

พลังลม ‘ปาย’



“สองแสนครับ”

คำตอบของลุงเจ้าของร้านขายของข้างทางระหว่างมุ่งหน้าไปปายทำเอาผมสะอึก หลังจากโพล่งถามไปว่าราคาค่าใช้บริการห้องน้ำร้านแกเท่าไหร่

ผมเหลือบไปเห็นป้ายบอกราคาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก่อนถึงห้องน้ำทีหลัง มันเขียนว่า 2 บาท และในเมื่อผมเชื่อว่าทั้งตาและสติสัมปชัญญะยังไม่ฝ้าฟางเกินเหตุ ผมยื่นเหรียญบาทสองเหรียญให้ลุง เดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำ พลางพูดกับตัวเองว่า “หูฝาดน่า”

แต่หูผมหาได้ฝาดไม่ หลักฐานชี้ชัดเจนในเวลาถัดมาเมื่อผมออกจากห้องน้ำ และถามราคาผ้าพันคอต้านลมหนาวที่แขวนอยู่ในร้าน “6 ล้าน” ลุงแกตอบชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง จะต่างไปก็แต่ครั้งนี้ผมทันสังเกตเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ดีของแก …ผมเริ่มเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้นในที่สุด

“เอาไปเลย 20 ล้าน ไม่ต้องทอนครับลุง” ผมจ่อธนบัตรสีแดงเข้าหาเจ้าของร้านด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน

สีหน้าแบบที่ผมมีให้กับทุกคนที่ได้พูดคุยด้วยที่ปาย

ปายเป็นสถานที่อย่างนั้นเอง อำเภอเล็กๆ ที่แปลว่า “หลบหนี” หรือ “อพยพ” ในภาษาพื้นเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ทำให้คุณอยากจะโปรยยิ้มเพื่อผูกมิตรอยู่ตลอดเวลา มันทำให้คุณรู้สึกว่าการถามทางเจ้าถิ่นสักคนโดยปราศจากวาจาไพเราะพ่วงด้วยการแสดงปรารถนาอันดีบนใบหน้าเป็นความผิดอาญาสมควรประหาร กลับตาลปัตรกับแดนศิวิไลซ์ที่ใครๆ ก็ตบเท้าเดินเข้าสู่อย่างกรุงเทพฯ ที่การสาดอารมณ์บูดใส่กันโดยหาได้รู้จักมักจี่เป็นเรื่องแสนธรรมดา

กระนั้นก็ตาม หากพูดถึงความเพียบพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ปายก็ยังมีความเป็น ‘เมือง’ อยู่อย่างปฏิเสธไม่ได้ เกสต์เฮาส์ บาร์ ร้านอาหาร อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ แกลลอรี่ ร้านโปสการ์ด ตลาด และ 7-eleven คงไม่อาจกระจุกรวมกันในหุบเขาโดยมิเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมของพื้นถิ่น ยิ่งได้เห็นนักท่องเที่ยวทั้งหัวทอง หัวดำ รวมถึงวัยหนุ่มสาวชาวกรุงที่ลี้มาสวมวินเทอร์ คอลเลคชั่นเดินกันให้ขวักไขว่แล้ว มันทำให้คุณเริ่มเข้าใจว่าทำไมนักเดินทางขาประจำหลายคนเริ่มหน้าเบ้เมื่อพูดถึงปาย และเอ่ยเชิงประชัดประชันว่า เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ต่างจากตรอกข้าวสารเท่าไหร่แล้ว

แต่ไม่ว่าใครจะเห็นอย่างไร สำหรับผมซึ่งเพิ่งได้โอกาสมาแอ่วเป็นครั้งแรก ‘เมือง’ อย่างปายยังสงบในระดับน่าพอใจ ทั้งผู้คนก็ไม่ได้พลุกพล่านเกินไปจนเข้าขั้นอึกทึก เมื่อประกอบเข้ากับขนาดที่เล็กกะทัดรัด พอให้คุณได้ขี่จักรยานเยี่ยมเยียนทุกซอกซอย และจดจำมันได้ขึ้นใจภายในเวลาสองวันแล้ว อดคิดไม่ได้เลยว่า ปายคล้ายกับเมืองจำลองที่มีสัดส่วนเล็กกว่าจริงซึ่งมักถูกตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์

และผมก็เป็นตุ๊กตาดินเหนียวหนึ่งตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นนั่นเอง

อ้อ ลืมบอกไปว่า สีหน้าของตุ๊กตาดินเหนียวตัวนั้นจะสดใสตลอดเวลาตราบที่ดวงอาทิตย์ฉายแสง ด้วยมันพอใจกับชีวิตที่ช่าง ‘อยู่ง่าย’ เสียเหลือเกินในหุบเขาแห่งนี้ ทว่าทันทีที่ดวงจันทร์เข้าแทนที่ ทั้งใบหน้าและร่างกายของมันจะปรากฏอาการสั่นเทาอย่างน่าประหลาด

ใช่! ข้อเสียของปายที่ผมแทบทนไม่ได้อย่างเดียวคืออากาศหนาว คนที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกับความเย็นยะเยือกอย่างผม ลงได้ตกมืดเมื่อไหร่ แม้กระทั่งออกไปกินข้าว ขามันก็ไม่อยากจะเชื่อฟังเจ้าของ ดีที่ยังมีแสงเรืองรองที่ประดับประดาตามร้านรวงต่างๆ แสงดาวและจันทร์งามๆ บนท้องฟ้า รวมถึงความระทึกอารมณ์ยามค่ำคืนในแบบปายคอยเย้ายวนให้ผมหยิบเสื้อกันหนาวที่หนาที่สุด พร้อมผ้าพันคอผืนที่ซื้อมาจากร้านลุงระหว่างทาง ออกไปเผชิญกับอุณหภูมิเลขตัวเดียวนอกที่พักได้บ้าง

จะเป็นเพราะสภาพอากาศที่ทารุณนี่หรือเปล่าหนอ ที่ส่งผลให้คนที่นี่พยายามให้ความอบอุ่นซึ่งกันและกันอยู่เป็นนิจ จนผู้มาพักพิงเพียงชั่วคราวอย่างผมพลอยได้ตื้นตันระคนอิจฉาไปด้วย

แม้วันนี้เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ ได้กว่าสัปดาห์แล้ว ผมก็ยังไม่อาจลืมช่วงเวลาที่มิตรภาพล่องลอยอยู่ในอากาศเหล่านั้นได้ ช่วงเวลาที่ผมรู้สึกราวกับได้ทำดีท็อกซ์ขับถ่ายพิษอันเกิดจากความเย็นชาของประชากรในสังคมเมือง แล้วกลับมาเชื่อใจในมนุษย์ได้มากขึ้นอีกครั้ง

หลังจากได้รับถ่ายทอดพลังจาก ‘ปาย’ แล้ว ผมอ่อนโยน และรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

แล้วเมื่อวันที่วิกฤติกลับมาเยือนอีกครั้ง ผมเริ่มมองคนรอบข้างด้วยสายตาคลางแคลง




ผมรู้ว่าผมจะต้องหนีไปที่ไหน



ป.ล. เขียนไว้นานมากแล้วครับ เอามาให้อ่านถึงที่มาของผ้าพันคอ




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2549   
Last Update : 10 ธันวาคม 2549 9:13:41 น.   
Counter : 367 Pageviews.  


"It takes a lot of walking to get to know you..." / Acid House Kings



งงแฮะ วันนี้ลองเปิด blog ดู หลังจากไม่ได้เปิดนานมาก จู่ๆ ก็ใช้ได้ขึ้นมา
ว่าแล้วก็เขียนอะไรสักหน่อยดีกว่า ฉลองการกลับมามีสติสตังของคอมเรา

จะแปลกไหม ถ้าผมเขียนถึงแม่ ในเวลาที่ทั้งประเทศกำลังพุ่งความสนใจไปที่พ่อมากกว่า

เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่ผมเพิ่งกลับจากเกาหลี
เป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของแม่ ที่ทำงานพายกโขยงกันไปดูงานที่เกาหลี แต่ดันเป็นช่วงฤดูหนาวที่ว่ากันว่าอุณหูมิต่ำขนาดติดลบเลยทีเดียว เป็นเหตุให้พ่อผมเป็นห่วงเป็นพิเศษ กลัวแม่จะไม่สบาย เตือนโน่นเตือนนี่ยกใหญ่
ส่วนผมไม่ห่วงอะไรมากนัก ยังไงเสียเขาก็ไปกันตั้งเยอะ ขาดเหลืออะไรก็คงพอมีคนช่วยแม่ได้ จะซื้อหาเอาที่นั่นบ้างก็ไม่น่ายาก ตราบที่เงินอำนวย
สิ่งที่ผมทำให้อย่างเดียวจึงเป็น การให้แม่ยืมผ้าพันคอที่ซื้อมาจากปาย

(อ่านเรื่อง ปาย ของผมได้ที่นี่)

ผ้าพันคอถักสีม่วงความยาวมหาศาล ม้วนไปมาหลายรอบบนคอแม่ในรูปถ่ายจากเกาหลีที่ผมเห็น
มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดี เหมือนผมกอดแม่ไว้ตลอดตอนอยู่ที่นั่น เหมือนเราเดินเป่ามือหนาวถึงกระดูกอยู่ด้วยกันในเกาหลี ทั้งที่จริงๆ แล้วผมวิ่งตามรถเมล์ ร้อนตับแตกอยู่แถวถนนเอกมัย
บ้านผมไม่นิยมบอกกันว่า “รัก” กันนักหรอก นี่เป็นครอบครัวที่ดีที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีได้ การกระทำพูดแทนทุกอย่างแล้วว่าเรารักกัน แต่ตอนเห็นภาพนั้น ผมจำขึ้นมาได้อีกครั้งและอยากพูดมันออกไป

“เออ ผมรักแม่นะ”
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด เพราะ อืมมมม ไม่ชินมั้ง ผมปากแข็งเป็นสันดานด้วยแหละ

แต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมไม่เคยเชื่อในเรื่อง “ความรัก” ที่มาพร้อมกับ “หน้าที่” หากแม่ผู้ให้กำเนิด รักลูกในไส้เท่าเทียมกับชีวิตตนเองจริงทุกราย เราคงไม่ได้ยินข่าวแม่บางคนที่ใจร้ายพอจะทิ้งลูกของตัวเองได้ ทั้งผมก็ไม่เคยคาดหวังว่า พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง หรือสถานภาพใดๆ เป็นข้อผูกมัดให้เราต้องรักคนในสายเลือดเดียวกับเรา หากเขาปราศจากเสน่ห์ให้รักโดยสิ้นเชิงล่ะก็ โทษทีนะ ผมก็รักไม่ลงเหมือนกัน
ตรงกันข้าม ผมคิดว่า เรารักกันเพราะต่างก็ทำตัวให้เป็นที่รักของกันและกันต่างหาก จริงอยู่ผมมีข้อเสียอยู่ไม่น้อย แต่ตาชั่งฝั่งใฝ่ดีของผมมันหนักเหนือมวลสารของมารในตัวแน่นอน ส่วนแม่น่ะหรือ แม่ก็ย่อยที่ไหนกัน...

ยิ่งผมโตขึ้นเท่าไหร่ ผมยิ่งเห็น “แม่” เป็น “คน” ขึ้นทุกที
ย้อนไปครั้งเป็นเด็ก “แม่” คือ “แม่” ตามที่ควรจะเป็นเท่านั้น แม่ต้องเตรียมข้าวให้ผมสิ แม่ต้องพับผ้าให้ผมสิ แม่ต้องให้เงินผมสิ แม่ต้องเห็นเรื่องของผมมาก่อน และทำทุกอย่างที่เป็นแบบอย่างอันดีให้กับผมเท่านั้น
แม่ที่ผมเห็นวันนี้ ขี้เกียจทำกับข้าว ชอบปล่อยกองเสื้อผ้าทิ้งไว้รกบ้าน ฝักใฝ่แต่นอนอ่านนิยาย แถมบางทียังเอาเงินไปใช้ฟุ่มเฟือยกับเสื้อผ้าและน้ำหอมที่มีเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอนั่นอีก!
“แม่” กลายสภาพไปเป็น “คน” แล้ว เธอยอมให้ผมเห็นตัวจริงที่เธอเป็นโดยไม่สวมบทบาทที่เคยทำมาอีกต่อไป ตอนแรกผมช็อก แต่ที่สุดแล้ว ผมก็ยอมรับ “คน” ใหม่ที่ผมเจอ คนคนนี้มีความต้องการเป็นของตนเอง มีนิสัยเสียเป็นของตัวเอง และผิดพลาดเป็น

ผมดีใจที่เราสนิทกันมากขึ้น มันคงจะเศร้าถ้าทุกอย่างจบลงแบบใน The Hours ถ้าใครเคยดูและจำได้ จูลีแอน มัวร์ รับบทเป็นแม่ที่เตลิดหนีไปจากครอบครัวชนิดไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เพราะเธอทนไม่ไหวที่ต้องแบกรับสถานภาพ “แม่” และทิ้ง “คน” ที่เธอเคยเป็นไป

ตอนนี้แม่ผมไปเที่ยวมหกรรมพืชสวนโลก ที่เชียงใหม่ และกำหนดจะกลับมาพรุ่งนี้
เข้าใจว่าคราวนี้แม่ไม่ได้ติดผ้าพันคอไปด้วย เพราะฤดูหนาวของบ้านนี้เมืองนี้มันอุณหภูมิอยู่ราวๆ 30 องศา
กลายเป็นว่า ผมคงไม่รู้สึกเหมือนได้กอดแม่อย่างที่เห็นตอนดูภาพจากเกาหลีนั่นแล้ว

ไม่เป็นไร คราวนี้ กลับมาแล้ว กอดจริงก็ได้
แล้วถ้าปากผมมันจะยอมเคลื่อนไหวตามใจบ้าง
อาจจะบอกว่ารักแม่ได้เหมือนกัน…มัง




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2549   
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2550 14:06:44 น.   
Counter : 272 Pageviews.  


Keen on KEANE



วันก่อนโน้นตั้งใจมั่นเหมาะว่าจะเขียนเรื่องคอนเสิร์ต KEANE แต่โดนความขี้เกียจเข้าโจมตีจนธาตุไฟแตกซ่าน รู้สึกตัวอีกทีก็นอนหลังยาวอยู่บนเตียงแล้ว กระทั่งจะพลิกตัวยังอิดออด

วันต่อมาก็ว่าจะเขียนละ แต่ตื่นเช้ามาเจอเรื่องเซ็งที่สุดในสามโลก
iPod ไม่ทำงาน! กดแล้วกดอีกก็นิ่ง เจ้าของเลยพลอยนิ่งไปด้วย
ดีที่สุดท้ายด้วยพลังศรัทธาแห่งการลูบๆ คลำๆ ความถี่สองครั้งต่อชั่วโมง ที่รักของเรากลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ดีใจจนต้องจูงมือมันไปประกาศต่อธารกำนัลที่หัวเราะเยาะบนความเจ็บปวดของเราเมื่อเช้าว่า “ฮ่าฮ่า iPod กูยังไม่ตายเฟ้ย”

และแล้วก็ได้ฤกษ์ดีที่ไม่รู้จะเกริ่นสองย่อหน้าแรกไปหาสวรรค์อะไร อยากพูดถึงคอนเสิร์ตน่าประทับใจครั้งนี้ไว้ในบล็อกของเราสักหน่อย ถึงแม้หลายคนในพันทิพจะบรรยายถึงมันไปมากแล้วก็เถอะ

นี่เป็นคอนเสิร์ตที่ลังเลแล้วลังเลอีกว่าจะไปดีหรือเปล่า เพราะส่วนตัวไม่ได้ปลื้ม KEANE ขนาดนั้น ตั้งแต่อัลบั้มแรกที่รอบตัวฟังแล้วชอบกันไปหลายคน กว่าเราจะมารู้สึกดีด้วยก็หลังจากได้ดู Eternal Sunshine of a Spotless Mind ที่มี Somewhere Only We Know เป็นซาวนด์แทรกโน่น อันที่จริงน่าจะตรงกว่าถ้าบอกว่าชอบเพลงเพราะมันเหมาะกับฉากในหนังต่างหาก บ้านผุๆ หลังนั้นคือ “ที่ที่เรารู้กันแค่สองคน” สำหรับโจลและเคลเมนไทน์จริงๆ เข้าใจเลือกเพลงเป็นบ้า

เพลงที่เหลือในอัลบั้มแรกก็ชอบบ้าง แต่ไม่ขนาดคลั่งไคล้ ส่วนอัลบั้มที่สองไม่ต้องพูดถึง เพิ่งจะมาได้ฟังเอาตอนรู้ว่าจะได้ไปนี่เอง มูลค่าเพิ่มของคอนเสิร์ตคือการได้ดู GOOSE ในฐานะวงเปิด แต่ลองคำนวณราคาที่อยากจ่ายของสองวงรวมกันแล้ว GOOSE=200 KEANE=500 บวกกันยังไม่ได้บัตร 1,000 บาทที่อยากดูเลย เงินเลยยังไม่ใคร่กระเด็นจากกระเป๋าเสียที

ความลังเลจบลงเมื่อ กริ๊ง เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนานแล้ว number 1 โทรมา “เฮ้ย มีบัตรฟรี มึงอยากดูป่าว”
สามชั่วโมงให้หลัง กริ๊ง เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนานเหมือนกัน number 2 “เฮ้ย จะไปดูไหม กูว่าจะไป”
สรุป ก่อนหน้าคอนเสิร์ตเพียงวันเดียว Levine ได้ทั้งบัตรและเพื่อนไปพร้อมสรรพ ลัคกี้อะไรจะปาน!

เราเข้าไปในฮอลล์ค่อนข้างเร็วพอได้ดูโฆษณาของสปอนเซอร์มากมาย มองไปรอบๆ เห็นจำนวนคนแล้วรู้สึกน้อยใจแทนวง นี่ขนาดเอาบัตรพันนึงมาอยู่รวมกับ 1,500 และ 2,200 แล้ว (เชื่อหรือไม่ บัตรฟรีของเพื่อนเราตั้ง 2,200 แน่ะ!) กลุ่มคนก็ยังดูกะจิดริด กลัว GOOSE เล่นเสร็จแล้วจะมีประกาศบอกว่า “ขณะนี้ KEANE น้อยใจกลับบ้านไปแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกท่านเสียเวลาและอารมณ์ที่ต้องเดินทางมา เราขอเชิญสนุกกับ โปงลางสะออน แทน” เอ่อ…

กราบงามๆ สามครั้งที่เหตุการณ์ที่ว่าไม่เกิดขึ้น ไม่นานหลังจาก GOOSE เล่นจบ (นี่รีวิว KEANE ไม่ใช่รีวิว GOOSE เพราะฉะนั้น GOOSE เลยโผล่มาตามฟังก์ชั่น) สามหนุ่ม KEANE ก็ออกมาวาดลวดลายต่อจริงๆ ตามที่เขาโปรโมทกันไว้ดิบดี

ไม่เกินความจริงนักหรอกถ้าจะใช้คำว่า “วาดลวดลาย” เพราะใครจะไปนึกว่าวงเพลงช้าๆ เนิบๆ อย่าง KEANE จะมีการแสดงสดที่มันหยดขนาดนี้ พี่นักร้องนำ (ได้ข่าวว่าชื่อ ‘ทอม’ แต่เนื่องจากขี้เกียจเช็กข้อมูล ในบทความนี้ขอแทนว่า ‘อ้วน’ จากนี้เป็นต้นไป) ราศีจับทันทีที่เขาเริ่มเปล่งเสียงคำแรก ส่วนตัวเราไม่เคยนึกว่า KEANE เป็นวงที่นักร้องนำเสียงดีมาก่อน เสียงเป็นเอกลักษณ์อาจใช่ แต่ไม่ใช่เสียงที่ฟังแล้วผงะเพราะพลังเป็นแน่ ความคิดที่ว่าถูกเหยียบจมดินในนาทีนั้น เอาไป two thumps up อ้วนแม่งเสียงดีฉิบ! ร้องกี่เพลงต่อกี่เพลง เสียงแทบไม่มีตกให้ได้ค่อนแคะ หนำซ้ำลีลาเต้นประกอบที่ราวกับ swan lake ประยุกต์นั้น มันตื่นตาตื่นใจเสียจนลืมไปสนิทเลยว่า KEANE คือวงที่เราเคยฟังแล้วหลับมาก่อนหน้า ลูกบ้าพี่แกเยอะจริงๆ

แต่ เฮ้ย เราว่าคนที่บ้าที่สุดในเวทีไม่ใช่อ้วนแน่ๆ มันคือพี่คีย์บอร์ดยอดอัจฉริยะที่เล่นคีย์บอร์ดได้ระห่ำที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในชีวิต มือแกราวกับแมวที่ข่วนคีย์บอร์ดต่างศัตรูคู่อาฆาต ส่วนตูดนั้นก็หาได้แนบสนิทกับเก้าอี้ที่ไหน โยกไปมาคล้ายควบกระทิงอย่างเมามัน แค่ความดุดันของอ้วนกับพี่คีย์บอร์ดบวกกัน เราก็แทบต้องควักบัตรคอนเสิร์ตมาคอนเฟิร์มตัวสะกดให้ชัดกับตาว่านี่คือ KEANE ไม่ใช่ KORN

อ้อ ส่วนพี่มือกลอง โนคอมเมนต์ เพราะสายตาสั้น วันนั้นลืมเอาแว่นไป ไม่อาจมองทะลุชุดกลองไปสวัสดีพี่เขาได้

ด้วยความสนุกของคอนเสิร์ตเช่นที่ว่า พอได้เวลาเพลงแห่งความหลัง Somewhere Only We Know เริ่ม เราถึงไม่ได้เศร้าดังคาด เสียงร้องรวมกันของแฟน KEANE ก้องผงาดจนเราเองก็อดปลื้มแทนนักร้องไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แอบหันไปมองอัฒจรรย์ด้านหลัง คนก็เริ่มมานั่งกันเต็มมากขึ้น ถ้าประชากรเหล่านั้นไม่ใช่ตุ๊กตายางที่ทีมงานผู้จัดเตรียมเป่าไว้ให้ดูนั่งเต็มเวลาฉุกเฉิน เราว่า KEANE ก็ไม่น่าจะมีปมด้อยจากการมาแสดงสดที่ไทยเพราะคนน้อยแต่อย่างใด มุขที่ทางวงเตรียมมาสำหรับเอาใจคนไทยก็ไม่ขี้เหร่ ตั้งแต่

1. เล่น Hamberg Song เพื่อในหลวงของเรา (อันนี้ถือว่าอินเทรนด์มาก)
2. ชักชวนหยิบมือถือมาโบกเป็นไฟสว่างพร้อมเพรียงตอนเพลงอะไรสักเพลง
3. พูดภาษาไทยเรียกคะแนนความเอาใจใส่ตลอดรายการ

สำหรับเรา KEANE ทำให้ทึ่งอีกครั้งกับพลังของ live concert เหมือนที่เคยรู้สึกมาก่อนตอนดู SUMMERSONIC ที่ญี่ปุ่น และ FUTON เล่นใน Fete de la Musique ก่อนออกอัลบั้ม พูดกันตามตรง ถึงตอนนี้เราก็ยังเฉยกับเมโลดี้ของ KEANE อยู่ไม่เปลี่ยน แต่ถ้า KEANE จะมาเล่นอีกทีวันพรุ่งนี้ เราจะควักธนบัตรสีเทาจ่ายแลกตั๋วโดยไม่อิดออดแน่ เพราะแค่ไปฟังคีย์บอร์ดใส่กีตาร์เอฟเฟกต์อันเป็นเอกลักษณ์ (รู้สึกจะเล่นตอน Is It Any Wonder? ฟังแล้วงงเลยเชียวว่า “ไหนบอกวงนี้ไม่มีกีตาร์”) บวกเสียงสุดแจ่มของอ้วน KEANE ก็มากกว่าพันนึงแล้ว

แย่อยู่อย่างที่การไปดู KEANE วันนั้นทำให้สัปดาห์ถัดมาซึ่งเราต้องไปแถวอิมแพคต์อีกครั้งเพื่อดูคอนเสิร์ต AF3 ด้วยความจำเป็นบางประการ
ถือเป็น A Bad Dream โดยแท้

ป.ล. นิทานเรื่องนี้สอนยูบีซีให้รู้ว่า “ขัดหินจนมือหักก็ไม่ออกมาเป็นเพชรหรอก ให้ตายเถอะ”




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2549   
Last Update : 4 ธันวาคม 2549 1:56:16 น.   
Counter : 611 Pageviews.  


The Rollercoaster Ride: Belle & Sebastian

เจออีกแล้ว เจออีกแล้ว!
ใครจะไปรู้ว่ามันอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้

ย้อนไปราวหกปีก่อนหน้า ครั้งยังล่องลอยไร้สาระอยู่ที่โอซาก้า ดาดฟ้าเลอะเทอะของหอพักเคยเป็นที่นั้น ความทุกข์ ความเหงา ความขี้อาย ความประสาทแดกถูกแพ็คใส่กระสอบเดียวกันแล้วหอบขึ้นไปโปรยให้สถานที่มันยิ่งเปรอะเปื้อนขึ้นไปอีก

“เฮ้ย ไอ้ห่า ทนไว้ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

ทุกก้าวกว่าจะลากตัวเองขึ้นไปถึงทรมานยิ่งกว่าการอั้นฉี่ น้ำตาที่ไม่อยากให้ใครในโลกเห็นพาลจะไหลตลอดเวลา แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้นกระดำกระด่างนั่น ทันทีที่ Seymour Stein เริ่มบรรเลง การสะกัดกั้นความเสียใจดูกลายเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นมาทันที

ก็พี่ สจ็วร์ต เมอร์ด็อค เขาบอก “It’s a good day for crying”
กูก็ร้องสิ

และเหมือนส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ต้องทำทุกครั้ง เราวิ่งๆๆๆๆ ไปทั่วดาดฟ้า เต้นท่าห่าเหวอะไรก็ไม่รู้คลอกับเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม The Rollercoaster Ride เพราะ 3 เหตุผล
1. เรารักการวิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง ชอบเวลาลมมันปะทะใส่หน้า และคงเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ชอบการขี่จักรยาน และการนั่งรถเมล์เขียวแดงด้วย
2. เราชอบการเต้นเอามากๆ ไม่ต้องมีท่าอะไรหรอก มันคือการเฉลิมฉลองการมีอวัยวะเป็นของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว
3. เรารักเพลงนี้เอามากๆ มันปลอบประโลมปิศาจให้ตัวเราให้สงบได้ชะงักอย่างไม่น่าเชื่อ เพิ่งจะรู้ว่าพาหนะในการหลบหนีความปัญญาอ่อนได้ดีที่สุดก็คือ รถไฟเหาะตีลังกานี่เอง แผลบเดียวก็ไม่เห็นฝุ่นแล้ว So long ไอ้โง่!

เหมือนเวลาประจวบเหมาะให้อดีตทั้งสองอย่างสามัคคีชุมนุม ไม่นานมานี้ พี่ที่ออฟฟิศสั่งซื้อซีดี The Boy with the Arab Strap มาจากต่างประเทศ เราก็ได้โอกาสฉวยมันมาลง iPod หลังจากที่อิดออดมานาน ไม่ยอมแปลงไฟล์จากซีดีตัวเองเสียที

เฮ่อออออออ...The Boy with the Arab Strap ยังเพราะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ส่วนคู่ของมันย้างเยื่องมาถึงเมื่อวันอาทิตย์นี้เอง บนระเบียงนอกตึกคณะที่เราชอบออกไปยืนบ้าฟังเพลงอยู่คนเดียว คราวนี้รวบรวมความกล้าปีนลูกกรงออกอีกด้านที่ไม่มีรั้วล้อม

ห่างกันแค่ไม่กี่เมตรจากที่ที่เคยยืนอยู่ประจำ แต่ลมพัดกระพือซะจนขนาดของตัวเราขยายจากสูง 169 ซม. หนัก 60 กก. กลายเป็นยักษ์ขนาดตึก 9 ชั้นขึ้นในทันที!

ช้าไปหกปี ตอนนี้รู้เพิ่มอีกอย่างว่าเราชอบดาดฟ้านั้นเพราะอีกหนึ่งเหตุผล

4. ตัวเราใหญ่กว่าที่เราเห็นในกระจกมากๆ มันถึงลำบากที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแออัด คนมากมาย พอได้เจอ my space ที่ใหญ่พอจะให้ทั้งร่างได้แผ่ขยาย เราถึงจะเป็นตัวเองได้สมบูรณ์แบบ

แย่หน่อยที่เพื่อนดันเปิดประตูออกมาเห็น ยังไม่ทันได้เต้นปิดพิธีกรรม
แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะมาคิดอีกที ตอนนั้น 7/4 Shoreline ของ Broken Social Scene กำลังเล่นใน iPod
ลืมไปเลยว่า ซีนแบบนี้ แถมสูงแบบนั้น

มันต้องรถไฟเหาะตีลังกาต่างหากเฟ้ย!




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2549   
Last Update : 1 สิงหาคม 2549 14:57:12 น.   
Counter : 309 Pageviews.  


Memoirs of 100 Rock - Part 2

DAY 2



วันนี้ถึงกับยอมโดดเรียนไปเพราะอยากดูมันทุกวงเลย ปรากฎว่าไปถึงหน้าประตู เจอ ตูน บอดี้สแลม ไอ้เราก็ไม่อยากทำท่าแตกตื่นว่าเจอดารา (ไม่ใช่สิ เขาเป็นนักร้องนิ) เลยสะกิดเพื่อน "เฮ่ย ดู ตูน บอดี้สแลม สิ"

แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเพลงบอดี้สแลมดังมาจากเวทีหลัก อ้าว สรุปไอ้ตูนคนนี้เป็นใคร ผมไม่ได้ตาฝาดครับ เพื่อนทุกคนที่เห็นก็ลงความเห็นว่าเหมือน ใครเห็นเหมือนพวกเราบ้างไหมนี่ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา ถ่ายมาแต่ ตูน ของจริง บนเวที)

เอาล่ะ เข้าไปดูจริงๆ เสียที The Futureheads เริ่มแสดงแล้ว สารภาพว่านึกไม่ออกว่าเพลงคอรัสเยอะอย่างวงนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะเล่นบนเวทีแล้วเวิร์กไหม สรุปว่าดีแฮะ เสียงนิ๊งหน่องเหมาะกับการร้องเสียงประสานกันทุกหน่อเลย เสียดายคนดูน้อย นึกเอาเองว่า คงยังไม่มากันมันมัง กระทั่งโชว์จบด้วย Hounds of Love ก็มี โอ๊ะ โอ่ะ โอ กันอยู่หยิบมือ (เกือบร้องผิดเป็นของ บอดี้สแลม โอะ โอ่ะ โอ๋ โนววววว์....ฮ่าฮ่า)

ต่อด้วย Maximo Park วงนี้ตอนแรกเฉยๆ แต่พอรู้ว่าจะมาเลยพยายามขุดมาฟังมากขึ้น จากที่รู้จักแค่ Apply Some Pressure เพลงเดียว ฟังไปฟังมาเลยกลายเป็นฟังบ่อยกว่า Clap Your Hands Say Yeah ที่เพื่อนเอามาให้ฟังก่อนหน้าเสียอีก ไปถึงเลยร้อง/เต้นได้ทุกเพลง ชอบนักร้องที่เป็นคนสุภาพเหลือแสน แถมมีประกาศบนเวที "I've been with disappointment all my life" อะโห พี่ ถึงได้ว่า เพลงมองโลกในแง่ร้ายนิ แนะนำให้ไป collaborate กับ Her Space Holiday

พี่นักร้องนำ (ที่ไม่รู้จักชื่อ) มีอารัมบทก่อนหน้าเข้าทุกเพลง พอจบก็มี Thank you ทุกเพลง และทำท่าปลื้มคนดูเอามากๆ ด้วย เล่นไปเล่นมามือคีย์บอร์ดเริ่มมัน ก็ละตำแหน่งประจำหันมาเต้นท่าเนิร์ดๆ บ้าง พี่นักร้องมีแหกแข้งขาเต้นด้วย เป็นโชว์ที่สนุกเอามากๆ ผมให้เป็นที่ 2 ของทั้งเฟสติวัล รองจากของ Franz เลยเอ้า

อ้อ เพลงสุดท้ายที่เขาเล่นคือ Going Missing ครับ

จบ Maximo Park ก็ได้เวลาอาหาร เพราะ Snow Patrol คิดว่าคงเป็นโชว์ง่วง เลยออกมานั่งกินข้าวกับคุยประสาทแดกกับเพื่อนที่ไปด้วยกัน หนึ่งในคำถามของวงสนทนา "ถ้าให้จัดไลน์อัปเองใหม่ อะไรควรจะมาเสียบแทน Snow Patrol ดี ดูมันไม่น่ามาอยู่ระหว่าง Maximo กับ Placebo เลย" ผมเสนอ Bloc Party กับ The Arcade Fire เท่านั้นแหละ เพื่อนสาวกตระกูลบัตเลอร์บอกว่า ถ้า Arcade Fire มา จะต้องเรียงแบบ Maximo/Placebo/Arcade Fire เพราะ Arcade Fire ต้องเป็น Headliner เท่านั้น...เอากับมันสิ!

ส่วนเพื่อนอีกคนหมกมุ่นกับการจะลวนลาม ไบรอัน โมลโค่ บอกว่า มันน่าจะเล่น 20th Century Boy นะ จะได้ร้อง "I wanna be your toy" หน้าเวที (นึกภาพผู้หญิงเอามือชี้ไปที่ตัวเองแล้วร้อง "I wanna be your toy" แบบเอ่อ...หื่นๆ น่ะ) ทุกคนลงความเห็นว่าถ้ามันทำจริง ไบรอัน จะเฟด 20th Century Boy แล้วเล่น Protege moi ทันที ชี้มาที่มันแล้วบอกว่า "Protect me from what she wants!" 555

โทษที นอกเรื่อง กลับมาที่เวทีใหญ่ ระหว่างทางเดินผ่านโซนราคาอื่นๆ ที่ห่างจากเวทีออกมา พบว่า "ป่าช้ามากๆ" สงสารคนจัดงานจริงๆ

เอาล่ะ ปิดท้ายด้วย Placebo คอยเซ็ตเวทีนานมากกกกกกก เบื่อเพลงเทคโนที่มันเปิดระหว่างรอ ฟังเหมือน Sigur Ros เวอร์ชันอีเลคโทรนิค คราวหน้าถ้าต้องการคนเปิดเพลงคั่นระหว่างเบรก ขอให้บอก อย่าทรมานกันอย่างนี้เลยยยย เฮ่อออ

ช่างเถอะ Placebo มาแล้ว เถียงกับเพื่อนตั้งนานว่าจะเพลงแรกจะเป็นอะไร ดันเป็น Taste in Men เสียฉิบ (ผมทาย Pure Morning เพื่อนทาย Every You and Every Me) เป็นวงที่มีเสน่ห์ประหลาด ดูวังเวงๆ ดาร์กๆ เล็กน้อย แต่ไม่วิปริตเท่า Marilyn Manson คนในวงทุกคนก็ดูเข้ากับบรรยากาศนี้เสียเหลือเกิน เหมือนดูหนัง เดวิด ลินช์ อยู่ ไม่รู้จะถูกพาไปที่ไหน แต่ Placebo ก็ทำให้ทุกคนสนุก มัน กระโดดโลดเต้นกันเต็มที่ Every You and Every Me ทำให้ผมเห็นการกระแทกกระทั้นที่ทุกคนโดนเบียดเสียดหันมายิ้มให้กันได้ ถึงจะรำคาญไอ้บอดี้เซิร์ฟที่เซิร์ฟหลายเพลงไม่ยอมเลิกเสียที แย่ตรงที่ setlist มันเพลงเนือยไปหน่อย แถมเล่นน้อยเสียจนต้องขอบ่น...ไหนวะ You Don't Care about Us ไหนวะ Slave to the Wage เฮ้ออออ...

ผิดหวังกับ Placebo เล็กน้อย แต่ก็สนุกครับ ข้อผิดพลาดน่าติเตียนมีให้เห็นเต็มไปหมด แต่แค่มีขึ้นมา ก็ดีใจแล้วครับ




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2549   
Last Update : 24 กรกฎาคม 2549 23:43:13 น.   
Counter : 353 Pageviews.  


1  2  3  

Levine
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ทำแบบสอบถามอันแรก
เขาบอกเป็น
smooth talker
ทำอีกอัน เขาบอกเป็น
high achiever
แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นแค่
คนมองโลกในแง่ร้าย
ที่พยายามเหลือหลาย
ให้มองโลกในแง่ดี

Tonight I Have to Leave It / Shout Out Louds
[Add Levine's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com