เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน............................
 
DEAD POETS SOCIETY --- make your lives extraordinary



1

เมื่อเจ็ดปีก่อนหน้านี้ พ่อเคยถามผมว่า
“ ตกลงคิดออกรึยัง ว่าจะเลือกคณะอะไร” พ่อมองมาที่ผมและเอามือลูบหัว
“คงเลือก หมอ นี่แหละ ว่าจะใส่ไปสี่อันดับเลย “
“ไม่เผื่อไว้บ้างเลยหรอ พลาดหมดทำไง “
“ก็รอใหม่ ปีหน้า” ผมตอบห้วนๆแมนๆ
พ่อผมยิ้มกับคำตอบ ก่อนเอื้อยเอ่ยถามคำถามชุดถัดไป
“ เป็นหมอมันลำบากนะ มันไม่ใช่ว่าจะรวยมาก แถมมันเหนื่อยน่ะ ทั้งกายและใจ
อีกหน่อยพอถึงรุ่นเราคนไข้มันก็ไม่เหมือนรุ่นพ่อแล้ว มันน่าจะคล้ายๆอเมริกา มีฟ้องร้องเยอะขี้น
แล้วลูกจะไหวหรือ “
“ไหวดิ” ผมตอบด้วยเสียงมั่นใจ แต่ไม่ได้สบสายตาไปที่พ่อ
“แน่นะ ทำไมถึงอยากเป็นหมอขนาดนั้น “
“อยากช่วยคนมั้ง หะหะ “ ผมตอบทีเล่นทีจริงไป แท้จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าทำไม บางทีอาจเพราะมันดูเท่ดีกระมั้ง ( หรือจริงๆผมอาจคิดได้แค่นี้ ) แต่ถ้ามานึกๆดูแล้ว บางทีตัวผมอาจจะอยากแค่มีความฝันกับเขาซักเรื่องก็เป็นได้
เพราะถ้ามองชีวิตไปในวัยเด็กแล้ว เหมาเอารวมๆได้ว่าผมเป็นเด็กไม่เอาอ่าว ( ไม่ล่ม ) เรียนไม่เก่ง กีฬางั้นๆ ดนตรีก็ฮา ส่วนศิลปะไม่ต้องพูดถึง ( และไม่มีอะไรให้พูด )
บางทีตอนนั้นที่ผมพูดว่าอยากเป็นหมอ อาจแค่เพียงอยากมีจุดหมายให้ไปให้ถึง จุดหมายที่ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่ และ ดูเท่เวลาพูด
(สงสัยผมคิดได้แค่นี้จริงๆแหละ )
………………………………………………………………………………………

Dead poet society เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักเรียนหนุ่ม ม.ปลาย อเมริกาปีสุดท้ายที่รอสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาอยู่ใน รร.เตรียมอุดม ที่ดีที่สุด นักเรียนมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นติด มหาลัยใน ivy leage*
ค่านิยมของที่นี่คือเข้าคณะที่ดีๆ ในมหาลัยที่ดีๆ จากนั้นชีวิตคุณจะสบาย ดังนั้นจงเชื่อที่ครูสอน เชื่อที่ครูบอก ปฎิบัติตัวให้อยู่ในกรอบเป็นพอ



จนกระทั่ง ครูใหม่ที่ย้ายเข้ามานาม จอห์น คีตติ้ง ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ได้เข้ามาสอนถึงวิธีการใช้ชิวิต
คำนั้นก็คือ Carpe Diem --- คาเปเดี่ยม หรือ Sieze the day --- จงฉวยโอกาสมันไว้
ครูคีตติ้งสอนให้นักเรียนในห้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเดินตามคนอื่นจนไม่รู้จังหวะของตัวเอง
วิธีการสอนล้วนแต่เป็นวิธีที่ขบถทั้งสิ้น ไม่ว่าจะให้ฉีกหนังสือแบบเรียนที่สอนให้ดูบทกวีว่าดีไม่ดี ตามสูตรคณิตศาสตร์ สอนให้นักเรียนยืนบนโต๊ะบ้างเพื่อเราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ






เรื่องราวแกนของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ครูคีตติ้งและนักเรียนของเขา นีล ผู้ซึ่งมีความฝันว่าอยากเป็นนักแสดงละครเวที แต่พ่ออยากให้เป็นหมอ ถ้านึกภาพบ้านเราก็ประมาณเด็กนักเรียนต่างจังหวัดที่สอบติดเตรียมอุดม พ่ออยากให้เข้าแพทย์จุฬา แต่ลูกบอกว่าอยากลาออกไปแสดงหุ่นเชิดที่โจหลุยซ์อย่างไรอย่างนั้น
ความเข้มข้นของเรื่องอยู่ที่นีลได้แอบพ่อไปสมัครเข้าเล่นละครเวทีเรื่องหนึ่ง และได้เล่นเป็นตัวละครสำคัญ การแสดงจบลงด้วยความสำเร็จพร้อมเสียงตบมืออย่างท้วมท้น แต่สำหรับพ่อของนีลแล้ว ไม่ใช่
นีลถูกพ่อสั่งให้ไปเข้าโรงเรียนประจำทหาร จากนั้นไปเรียนแพทย์ที่ฮาวาร์ด นีลได้บอกพ่อว่ามันเป็นเวลาตั้ง 10 ปีแล้วความฝันเรื่องการแสดงของเขาจะเป็นอย่างไร พ่อบอกว่าเขาไม่อยากให้ลูกทำลายอนาคตตัวเอง ลูกได้โอกาสที่พ่อไม่เคยได้มี ในคืนนั้น……………นีลเลือกจบชีวิตตนเอง
วันถัดมาเรื่องราวทั้งหมดถูกเหมารรวมให้เป็นความผิดของครูคีตติ้งที่สอนให้เด็กแหกคอก ทำให้มีความฝันเพี้ยนๆเสียสถาบัน และครูคีตติ้งถูกบังคับให้ลาออก แน่นอนยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ได้รับเมล็ดพันธ์ของครูที่กล้าจะมีความฝันต่อไป กล้าที่จะคว้าโอกาสเอาไว้ และ ใช้ชีวิตอย่างไม่เหมือนใคร

Seize the day , Make your lives extraordinary !

หลังดูหนังจบ ผมว่าไม่ว่าใครคงรู้สึกไม่ต่างกัน โกรธพ่อเด็กที่ไม่ยอมฟังลูก ไม่ยอมให้เด็กมีความฝัน
วันนั้นผมก็คิดอย่างนั้น......


2.
เจ็ดปีต่อมาหลังจากผมเรียนจบได้เป็นหมอกับเขาจริงๆ ผมได้กลับกินข้าวสังสรรค์กับญาติๆ ผมได้เจอน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง อยู่ๆผมก็พบว่าน้องผมได้โตจนอยู่ชั้น ม.6 แล้ว ผมเลยถามเธอเล่นๆว่าแล้วจะเลือกเข้คณะอะไร
“ อยากเรียนหมอแหละ”
รู้ไหมวันนั้นผมตอบว่าอะไร


ถ้าถามว่าหลังเรียนจบได้เป็นหมอจริงๆแล้วรู้สึกอย่างไร ผมก็ยังยืนยันว่า ผมยังชอบที่จะเป็นหมอ
ผมว่ามันเป็นอาชีพที่มีแง่มุมจ๊าบๆดีอยู่เยอะ และทำให้ดูหล่ออย่างบอกไม่ถูก ( คิดเอง ) แน่นอนบางครั้งตอนดึกๆตีสามตีสี่ที่ถูกปลุกมาดูคนไข้ ลุกจากเตียงเดินมาด้วยใจสั่นเทา บางครั้งเปิดทีวีเจอข่าวคนไข้ฟ้องหมอถี่ขึ้นๆ ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า
“นี่ตูทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย “
แต่อย่างว่าเรื่องไม่ดี ไม่สบายมันก็ต้องมีกันบ้าง เป็นธรรมดา (อันนี้คิดได้ในตอนเช้าในวันนอนเต็มอิ่ม )


แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเหนื่อยอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าบางทีมันก็มีอาชีพอีกมากมายๆที่งานไม่หนักมาก ไม่เสี่ยง ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และได้ช่วยคนด้วย

วันนั้นผมตอบน้องไปว่า “ จะเรียนจริงหรือ พี่ว่าหนักน่ะ เรียนอย่างอื่นไหมละ “

หลังตอบน้องไปแล้ว ผมเริ่มคิดถึงพ่อของนีล
เขาใจร้ายจริงหรือ

…………………………………………………………………………………………

ถ้าหนังเรื่องนี้ทำต่อละ เหตการณ์เปลี่ยนเป็น
ว่า นีลหนีออกจากบ้านไปเข้าคณะละคร ได้เล่นละครอย่างที่ฝัน
แต่สุดท้ายเขาก็เป็นได้แค่นักแสดงตัวประกอบคนหนึ่ง
ไม่มีใครจ้าง สุดท้ายเขาต้องไปเป็นนักเต้นระบำโป๊ในบาร์เกย และพูดกับเพื่อนที่หลังบาร์ว่า
“รู้งี้กูเชื่อพ่อก็ดีว่ะ”

เราจะรู้สึกอย่างไร

ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะสุดท้ายแล้วตัวหนังเองไม่ได้สรุป ฟันธงอะไรให้แก่เรา มันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ผ่านมาและผ่านไป ประโยคเด็ดในหนังคงเป็นอย่างที่ได้กล่าวไปคือ Seize the day

แต่ประโยคที่ผมชอบที่สุดในเรื่องกลับเป็นประโยคสนทนาธรรมดาๆ ระหว่างครูคีตติ้ง กับนีล
ที่ครูคีตติ่งถามว่า เธอได้บอกพ่อหรือยัง ที่อยากเป็นนักแสดง
นีลตอบว่า ไม่กล้าบอกเพราะรู้ว่ายังไงพ่อก็คงไม่ให้
ครูคีตติ่งบอกว่า ไม่ได้เธอต้องบอกให้พ่อรู้ความต้องการที่แท้จริง ถ้าเธออาจทำไม่ได้ในตอนนี้

“เธอก็ควรรอให้เรียนจบและทำตามความฝันของตัวเองในเวลานั้น”

ผมชอบบทสนทนาบทนี้ บางทีเราอาจไม่สามารถทำทุกอย่างตามใจเราต้องการ บางทีเราอาจต้องรอเวลาที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นบ้านเราอาจมีเด็กที่เป็นแฟนกันและมีอะไรกันตั้งแต่เด็ก และอ้างว่าทำตามใจอยาก
อาจมีเด็กที่หนีโรงเรียนไปเที่ยว และอ้างว่าพอแก่ๆคงเที่ยวไมได้แล้ว

บางที “ความฝัน” ก็ต้องรอ “จังหวะเวลา”

แต่คนจำนวนมาก อาจเลือกที่จะไม่ “รอ”
หรือโดยมากเมื่อถึงเวลา เลือกที่จะไม่ “ทำ”





3.

ผมถามน้องสาวผมอีกครั้งว่า “แน่ใจน่ะ “
น้องผมตอบว่า “ แน่ใจดิ”
ผมถามน้องว่า “ แล้วทำไมต้องอยากเป็นหมอขนาดนั้นด้วยหละ “
รู้ไหมครับว่าวันนั้นน้องสาวผมตอบว่าอะไร











“ก็อยากช่วยรักษาคนไง ฮิๆ “ น้องผมตอบพร้อมรอยยิ้ม




ผมยิ้มให้กับคำตอบน้อง นึกถึงตัวเองในวันวาน
และแอบกระซิบบอกน้องในใจเบาๆว่า

“Seize the day , Make your lives extraordinary “




ด้วยรักและเคารพ

:->m’26







*ivy league = กลุ่มมหาลัยเก่าแก่ใน ไอวี ลีก 8 มหาลัย คือ

เยลล์ ฮาร์เวิร์ด โคลัมเบีย คอร์แนล ยูออฟเพนซิลเวเนีย ปริ๊นส์ตั้น บราวน์ ดาร์ทมัธ

Ivy มาจากการที่สมัยนั้นมหาลัยกลุ่มนี้จะมีเถาและใบไอวี่เลื้อยพันรั้วและตึกเต็มไปหมด






Create Date : 01 กันยายน 2551
Last Update : 6 กันยายน 2551 20:29:00 น. 50 comments
Counter : 1341 Pageviews.  
 
 
 
 
ตอนดูเรื่องนี้ รักครูคีตติ้งมากๆ T^T
 
 

โดย: แพนด้ามหาภัย IP: 125.25.144.62 วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:17:17:37 น.  

 
 
 
เล่าซะอยากดูหนังเรื่องนี้เลย
ไม่มีโอกาสได้ดูในโรงหนัง เรื่องนี้เป็นหนังแผ่นรึยังคะ
เดี๋ยวจะลองหาดูมั่งงง :)

คุณหมอคะ อาชีพหมอเนี่ย หล่อเสมอนะคะ
 
 

โดย: moodee IP: 124.120.229.231 วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:20:37:17 น.  

 
 
 
ฉากจบเล่นเอาร้องไห้เลย
 
 

โดย: Shallow Grave วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:22:37:31 น.  

 
 
 
บางที “ความฝัน” ก็ต้องรอ “จังหวะเวลา”

แต่คนจำนวนมาก อาจเลือกที่จะไม่ “รอ”
หรือโดยมากเมื่อถึงเวลา เลือกที่จะไม่ “ทำ”

----------------------------------------

แว้ก ประโยคข้างต้นกระแทกเข้าหัวเลย เหอ เหอ

เรื่อง dead poets เนี่ยน่าจะเป็นหนังที่อยู่ในใจใครหลายคน ยิ่งถ้าได้ดูในช่วงของวัยที่กำลังค้นหาหนทางของตัวเองด้วยแล้ว

หนังเรื่องนี้มีช่วงหักมุมสำหรับฉันคือการฆ่าตัวตายนั้นแหละ จนทำให้จำหนังเรื่องนี้ไปได้อีกนาน

แล้วฉากที่ติดตาก็คือ ฉากภาพที่คุณเอามาแปะนั่นแหละค่ะ ยืนบนโต๊ะ
 
 

โดย: cottonbook วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:22:48:31 น.  

 
 
 
ความฝันเป็นของเรา อยากได้ต้องไขว่คว้าเอาเอง

สำหรับตัวผมเอง "ทำไมถึงเลือกเรียนหมอ"

ผมตอบไม่ได้

ไม่รู้สิ ไม่ใช่พ่อแม่บังคับ (แม่บอกเรียนหมอก็ดีนะ)

อาจจะเพราะตอนนั้นตอบตัวเองไม่ได้ว่าอยากเรียนอะไร

"งั้นเรียนหมอก็ได้"

...

จวบจนวันนี้

บางครั้งก็รู้สึกผิดที่คิดมาเรียนหมอ

ไม่ใช่ว่าไม่อยากรักษาคนไข้

แต่รู้สึกชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ หากตกเมื่อไหร่ก็มีคุกรองรับด้านล่าง

ขาข้างนึงอยู่ในคุก อีกข้างอยู่ในโลกความจริง

ทำดีเสมอตัว ทำพลาด-ึงตาย โดนฟ้องแน่ๆ

แต่โอกาสโดนฟ้องก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนหมอทั้งหมด

เหมือนโอกาสถูกล็อตเตอรี เราก็ได้แต่รอว่าซักวันเราคงไม่โดน jackpot นั้น

ขอให้พี่โชคดีนะครับ ผอ.รพช.
 
 

โดย: prezcot วันที่: 2 กันยายน 2551 เวลา:12:30:58 น.  

 
 
 
^
^
+ วี้ดวิ้ว! น้องหมอตั้มได้เป็น ผอ. แล้วเหรอคับเนี่ย? ใหญ่นะนั่น (แต่ความรับผิดชอบก็มากขึ้นไปล่วย ) ... ก็ยินดีด้วยนะคร้าบ

+ ตลกดีตรงที่ ......... พี่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้!!! (พลาดได้ไงเนี่ยเรา เหอๆ ) เรื่องของเรื่องคือตอนปีที่หนังฉาย พี่ยังไม่ค่อยได้ดูหนังโรงมากนักอ่ะครับ แล้วหลังจากนั้นก็ได้แต่เฉียดไปเฉียดมา จนแทบจะรู้สปอยล์หมดทั้งเรื่องแล้วเนี่ย แต่ก็ยังไม่ได้ดูแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มๆ เรื่องซะทีอ่ะครับ เหอๆ

+ แต่ฉากยืนบนโต๊ะ กับประโยคเด็ด Seize the days นั่น ก็เห็นมีหนังอีกหลายเรื่อง และผู้คนอีกมากมาย นำมาใช้ต่อ ... ก็ต้องถือได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังคลาสสิค (แนวนักเรียนกับครู) และ 'เป็นแรงบันดาลใจ' ให้ผู้คนได้มากมายเลยนะครับเนี่ย

+ ทุกวันนี้ พี่ก็ยังคงพยายาม 'Seize the days' อยู่เรื่อยๆ นะครับ ซึ่งนอกจากเรื่องโอกาสแล้ว ก็ต้องเป็น 'ทำวันนี้ให้ดีและเต็มที่ที่สุด' อะไรประมาณนั้นอ่ะครับ เพราะถึงแม้ life พี่จะ SoSimple แต่บางครั้งพี่ก็ยังอยากให้มัน extraordinary บ้าง เป็นบางเวลาอ่ะครับ อุๆ

+ เออ! สงสัยนิดนึง ทำไมหน้านี้ไม่อยู่ในกรุ๊ป 'ตาดู (ภาพยนตร์' หวา? ... หรือว่าเป็นเพราะใจความไม่ได้เน้นหนัง เลยเอามาใส่กรุ๊ปหลักแทนอ่ะครับ

+ บล็อกพี่ หน้านี้เอาแต่บ่นๆๆ แต่เด๋วพรุ่งนี้ว่าจะเปลี่ยนเป็นเรื่องบันเทิงเริงใจ (พาไปเที่ยวอีกแล้ว) แทนอ่ะครับผม
 
 

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 2 กันยายน 2551 เวลา:20:01:46 น.  

 
 
 
น้องสาวเค้าแปลได้ไหมคับ
 
 

โดย: หมอเต้ IP: 202.149.114.184 วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:12:10:48 น.  

 
 
 
หนังเรืองนี้ผมก็เล็งอยากดูมานานๆมากๆครับ
เคยเห็นแวปไปมาใน HBO หลายรอบ ( จนปัจจุบันไม่มี HBO ให้แวบแล้ว แต่ big cinema ก็ไม่ฉายซักที )

ผมเจอแผ่นนี้ที่ fortune ครับ ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกว่า
มันช่างกระตุ้นต่อมฝันเราได้ดีจริงๆ

ถึงน้อง prezcot ครับ ถึงแม้ช่วงนี้วงการเราจะดู หม่น ตึงๆไปบ้าง แต่พี่ยืนยันครับ ว่าทำดียังไงก็ไม่เสมอตัวครับ
ส่วนถ้ายังไม่รู้เหตุผลในการเรียน ให้ดู comment ที่สองของคุณ moodee ครับ

พี่บลูยอชท์ครับ จริงๆคือผมใส่ผิดน่ะครับ






คุณเต้ครับ น้องสาวผมหันมาตอบผมว่า







"ไม่เอาอะ กิน seizler เบื่อแล้ว pizza ได้ไหม "
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:13:02:25 น.  

 
 
 
เลี้ยงลาบาร์ดอร์ไว้เหรอคะ น่ารักจัง
กลัวมันเหงาจะเอาบีเกิ้ลไปเลี้ยง อิ อิ อิ
อยู่ที่ตัวคุณน่ะค่ะ จะกลบดินไหวหรือเปล่า

ขุดเก่งนะคะ
 
 

โดย: Shallow Grave วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:14:10:32 น.  

 
 
 
เขียนดีมากเลยค่ะ ชอบๆ ^_^
 
 

โดย: yodmanud^ying IP: 86.143.204.9 วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:18:37:24 น.  

 
 
 
เขียนดีเช่นเคย เป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดตลอดกาลเรื่องนึงเลย


เยี่ยมๆ
 
 

โดย: lukbasketball IP: 58.9.150.50 วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:22:11:05 น.  

 
 
 
เป็นหนังในดวงใจตลอดกาลเลยครับ
ดูแค่ฉากเดียวตอนท้าย กลั้นน้ำตาไม่เคยอยู่เลยครับ
แวะไปบอกหนังในดวงในกันบ้างก็ดีครับ
 
 

โดย: คนขับช้า วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:23:57:15 น.  

 
 
 
Oh! Captain , My Captains

จริงๆน่าจะมีหลักสูตรให้เด็กก่อนเอนท์ทุกคนมีโอกาสดูหนังเรื่องนี้นะครับ ( แต่อาจจะมีผู้ใหญ่หัวโบราณในบ้านเมืองเราคอยห้ามว่ากลัวเด็กจะฉีกหนังสือเรียนกับยืนบนโต๊ะ)

เรื่องนี้จัดเป็นอาหารใจของผมอีกเรื่องต่อจาก Always : sunset on the third street , Jerry Maguire และ Stand by me ที่ดูทีไรก็อิ่มจนล้นออกมทางตาทุกครั้ง :)

 
 

โดย: jonykeano วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:11:37:18 น.  

 
 
 
ใช่ครับ หนักเรื่องนี้ควรจัดให้เด็ก ม.ปลาย ทุกคนได้ดูกัน

มันเป็นหนังวัยแสวงหา ตัวจริง เสียงจริง

 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:23:57:19 น.  

 
 
 
พยายามจะหาโหลดหนังเรื่องนี้จากบิททรอเร้น
หายากมากค่ะ หนังค่อนข้างเก่าเหมือนกันนะคะ

ถ้าคุณหมอไม่อัพผิดไว้ที่หน้าแรก เราก็ไม่รู้ว่าคุณหมอ
อัพเรื่องใหม่นะคะเนี่ย
เวลาเราเปิดหน้าแรกมา จะขึ้นมาอีกหน้านึงเสมอ
ถ้าอัพใหม่แต่เป็นเรื่องดูหนังก็ไม่ได้เห็นอัพเดจสิคะ
 
 

โดย: moodee IP: 124.121.211.24 วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:1:53:12 น.  

 
 
 
จำได้ลางๆครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ชอบที่หนังมันมีความจริงใจมากๆ
 
 

โดย: BloodyMonday วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:18:54:23 น.  

 
 
 
หนังน่าจะเก่าเอาเรื่องครับ เพราะพี่โรบิน ยังหนุ่มมาก
แถม อีธาน ฮอร์ก ก็น่าวัยละอ่อนสุดๆครับ


ผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจใครหลายคนเลยน่ะครับเนี่ย
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:20:21:42 น.  

 
 
 
หวัดดียามค่ำหมอตั้ม

หมีก็หวังว่านิ้วมันจะหายไวๆ เหมือนกันอะ
หมอกระดูกคนที่สองที่ไปหา เขาบอกว่าถอดเฝือกได้ เดินลากด้วยส้นเท้าได้ ไม่เหมือนครั้งก่อนที่มันหักกลางเท้า เอ็นเอินยับเยินหมด

ว่าแล้วหมอแกก็ใส่เฝือกอ่อนให้ บอกว่าจะได้ล้างเท้าเองได้ ฮ่าๆๆๆ ทีนี้เลยถอดเวลานั่งทำงาน ใส่แค่ตอนนอน

รู้สึกว่าถอดแล้วจ้ำเลือดมันหายไวขึ้นนะ ไม่ค่อยบวมด้วย หรือจะเป็นเพราะยาก็ไม่แน่ใจ หมอจ่ายให้กินสามตัว ไดคลอฟีแน็ก, Danzen-L กับแคลเซียมหน้าตาไม่คุ้น Chalktab 835 มิลลิกรัม (ไม่ได้แบบเม็ดๆ ละลายน้ำแฮะ อยากได้ง่า... รสส้ม)
 
 

โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:02:08 น.  

 
 
 
ยาน่ะจ้ะ ไม่ใช่ขนมคุณหมี

แต่รสส้มเด็ดจริงครับ ( เย้ยย )
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:28:30 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะคุณหมอ...หนังเรื่องนี้ได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยดู
อ่านรีวิวแล้วอยากหามาดูเลยนะ อีธาน ฮอก เป็นดาราคนโปรดด้วยสิ

มาทำงานอย่างทุกวันนี้มาด้วยความตั้งแต่ตั้งแต่ม.ปลาย
แต่ก็ยอมรับว่างงๆ เหมือนกันว่าไม่เห็นเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้เลย(ฮา)
สุดท้ายแล้วก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ
นะ ความสุขของคนไข้ก็คือความสุขของพวกเรา(ขออภัยที่เหมารวม) ^^
 
 

โดย: BeCoffee วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:21:50:50 น.  

 
 
 
เขียนได้ดีอีกตามเคย

ชอบที่แบ่งเป็นช่วง เอาเรื่องความจริงกับเรื่องในหนังมาเข้ากันได้อย่างลงตัว แต่ละส่วนมีช่วงเวลาที่ต่างกัน

เจ๋งอ่ะตั้ม มาอัพบ่อยๆนะ
เราก็กะลังพยายามมีความสุขในทุกๆวันเหมือนกัน
 
 

โดย: จ๊ะเอ๋ IP: 125.25.209.154 วันที่: 5 กันยายน 2551 เวลา:23:57:41 น.  

 
 
 
อ่านทางขวาของบล็อคผมละกันครับ แหะๆๆ โซนนั้นเกาะติดหนังชนโรงอย่างใกล้ชิด
 
 

โดย: BloodyMonday วันที่: 6 กันยายน 2551 เวลา:8:40:59 น.  

 
 
 
ครับความสุขของคนไข้ คือความสุขของเรา
ุ้ถ้าคนไข้หลับได้อย่างสบาย เราจะได้หลับด้วย

ตอนนี้ผมเริ่มทุกข์แล้วครับคุณจะเอ๋ ไม่รู้จะเรียนอะไรต่อดี

หนังชนโรงอย่างแรกครับ แถวพัทลุงที่ผมอยู่ต้องเทวดาตกมันส์ กำลังอิน


สุดท้ายนี้อยากให้คนไทยรักกันครับ
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 6 กันยายน 2551 เวลา:17:43:18 น.  

 
 
 
คุงคูคนนี้สอนวิชาเดียวกับอ้อมเลย ^^
แต่อ้อมคงไม่สามารถสอนเด็กให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้หรอกค่ะ
เหตุผลมาจากหลาย ๆ ข้อ

ข้อแรก. โรงเรียนที่อ้อมสอนตอนนี้เป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ทุกคนคาดหวังว่า เด็กต้องได้เกรดสูง ๆ (แต่อ้อมสอนห้องท้ายนะ มันจะเป็นเช่นนั้นได้ไง - -")

ข้อสอง. ทางวิชาการอยากให้ระดับโรงเรียนอยู่ในระดับสูง ถึงกับสั่งว่า "ห้ามมีเด็กติดศูนย์เด็ดขาด" (ทั้งที่เด็กไม่รู้เรื่องเลยเนี่ยนะ - -")

ข้อสาม. เด็กสมัยนี้สอนยากอย่างมาก ขาดมารยาทอย่างที่สุด ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ผู้ใหญ่ตักเตือนก็กล้าเถียงทั้งที่ผิด
หากสอนสิ่งดี ๆ ให้ก็คิดว่าเป็นคำบ่นน่ารำคาญ
แสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน ก้าวร้าว
เด็กบางคนคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เป็นคนจ้างครูมาสอน
เพราะฉะนั่นเลยไม่สนใจ คิดตัวว่าตัวสำคัญ ( ถ้าชั้นไม่จ่ายค่าเทอมกัน คนอย่างเธอก็ไม่ได้มาสอนชั้นหรอก)

ข้อสี่.. วัน ๆ อ้อมมีเวลาแค่ 50 นาทีที่จะเด็กในแต่ละคาบ อ้อมต้องสอนให้ทันกับเวลาที่มีอยู่ ไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะสอนไม่ได้ แค่สอนตามเนื้อหายังเกือบไม่ทันเลย




อ้อมเคยถามเด็กเหมือนกันนะคะ "โตขึ้นอยากเป็นอะไรกัน"
เด็ก..."โอ๊ย แค่เรียนให้จบไปวัน ๆ ก็ยากอยู่แล้ว เรื่องในอนาคตอย่าพึ่งคิดเลย"
แต่ก็ต้องเข้าใจพวกเค้าหน่อยนะคะ ว่า แค่ ม. 2 เอง
อาจจะยังหาตัวเองไม่เจอ

ตอนอ้อม ม. 2 เนี่ย นอกจากมี "รักแรก" แล้ว (เขิล -//////////////-)
อ้อมก็ค้นพบตัวเองค่ะ ว่าอ้อมอยากทำอะไร
"อ้อมอยากเป็นนักโบราณคดี"

แต่ตอนนี้อ้อมกลับเป็น "นักศึกษาฝึกสอน"
ซึ่งห่างไกลจากอาชีพในฝันมาก ๆ (ก้สอนอังกฤษ มิใช่สังคม)

คงต้องรอ "จังหวะ" และ "โอกาส" อย่างที่พี่หมดพูดนั่นแหละค่ะ


ปอลิง

ส่วนหนังเรื่องนี้ อ้อมจะหามาดูแน่นอนค่ะ เพราะเนื้อเรื่องโดนใจมาก ๆ
อ้อมเองก็ไม่ได้อยากเป็นครู แต่เลือกเรียนเพราะตามใจพ่อ
ในความเป็นจริง "เวลา" ก็ไม่เคยรอเรา
ลองมาคิดเล่น ๆ ว่า... ถ้ารอโอกาสโดยไม่ไขว่คว้าล่ะ

นีลอาจได้เป็นนักแสดงตอน 40-50 ก็ได้
ถึงเค้าได้เป็นนักแสดงอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็ยากมากกก ที่จะก้าวหน้าในสิ่งที่เค้าฝัน

และในทางกลับกัน ถ้านีลทำตามที่พ่อเค้าอยากให้เป็นล่ะ
สิ่งที่พ่อเค้าเสนอไม่ใช่เพราะ "รัก" หากเป็นเพียงเพราะ "ตัวเองทำไม่ได้ เลยออยากให้ใครสักคนทำแทน"

และถ้านีลฝืนทำเช่นนั้น ต่อไปเค้ามีลูก เค้าก็คงส่งลูกไปเรียนการแสดง เพื่อทำฝันที่เค้าทำไม่ได้ในเยาว์วัย
(ซึ่งลูกของนีลอาจอยากเป็นหมอเหมือนพ่อมากกว่า - -")

ส่วนที่คุงคูโดนถูกกล่าวโทษว่าเป็นคนที่ทำให้นีลเป็นคนฆ่าตัวตายนั้น อ้อมว่า สังคมยังต้องการหาใครสักคนผิด
(แม้คน ๆ นั้นจะไม่ผิดก็ตาม)
 
 

โดย: oOo คุงคูนู๋อ้อม oOo IP: 222.123.242.108 วันที่: 6 กันยายน 2551 เวลา:19:45:34 น.  

 
 
 
^
^
^
^
พิมผิดค่ะ

"ไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะ"สอน"ไม่ได้"

สอบ นะคะ ไม่ใช่สอน

นาน ๆ เม้นยาวสักครั้ง ^^
 
 

โดย: oOo คุงคูนู๋อ้อม oOo IP: 222.123.242.108 วันที่: 6 กันยายน 2551 เวลา:19:51:09 น.  

 
 
 
ได้ยินมาหลายต่อหลายกระแสแล้วนะคะสำหรับหนังเรื่องนี้
มีคนเคยบอกว่า อยากเป็นครู เพราะดูหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว
คนคนนั้นอาจจะพูดไปเพราะรู้สึกว่ามันเท่ห์และหล่อดีก็ได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่เคยคุยด้วย ได้เป็นครูไปหรือเปล่า
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้สักทีเลยผับพ่า

อยากรู้เหมือนกันนะคะว่า ในที่สุดแล้ว ถ้าตอนจบเป็นแบบที่คุณว่า
คือนีลกลายเป็นนักแสดงละครเวที เต้นระบำโป๊ที่บาร์เกย์
แล้วจะบอกเพื่อนนักแสดงด้วยกันหรือเปล่าว่า "รู้งี้เชื่อพ่อก็ดี"
หรือถ้านีลไม่ได้ฆ่าตัวตาย แล้วนีลได้เป็นหมอเหมือนที่พ่อบอก
แต่ก็กลับไม่มีความสุขเลย พ่อนีลก็อาจจะมาเสียใจภายหลังว่า
"รู้งี้ให้มันเป็นนักแสดงก็ดี"

เรื่องของอนาคต ไม่มีใครรู้เลยว่าจะเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น
เป็นเด็ก ๆ ม.ปลายเองก็เถอะ ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะเลือกคณะอะไร
ถ้าเลือกเป็นนักแสดงไปแล้วจะมีอะไรการันตีชีวิตได้หรือเปล่า
ว่าจะไม่ต้องไปเต้นระบำโป๊ที่บาร์เกย์

ไม่ง่ายเลยนะ ชีวิต ดีทีคุณมีความสุขกับสิ่งที่คุณเลือกไปแล้ว
แล้วถ้าไม่มีความสุขละ จะทำอย่างไร ย้อนเวลาก็ไม่ได้เสียแล้ว
(ไปกันใหญ่แล้ว พอ ๆ)
 
 

โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:2:36:14 น.  

 
 
 
หรือจริงๆแล้ว เต้นระบำที่บาร์เกย์ อาจไม่เลวก็ได้น่ะครับ

ใครจะรู้....

เป็นกำลังใจให้กับครูอ้อมด้วยครับ
ยังไงเด็กสมัยนี้ก็ไม่เหมือนสมัยเราแน่นอน
( สมัยผมก็อาจไม่เหมือนสมัยครูอ้อมก็เป็นได้ครับ )
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:14:32:44 น.  

 
 
 
ช่วยลุ้นไม่ให้อ้อมตีเด็กตายด้วยนะคะ T^T
 
 

โดย: oOo คุงคูนู๋อ้อม oOo IP: 222.123.127.229 วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:14:48:55 น.  

 
 
 
หนังในดวงใจอีกเรื่องนึงเลยครับ...
ชักสนใจอยากคุยด้วยแล้วสิครับ...
ท่าทางจะเป็นหมอที่มีเรื่องดีๆ ให้ฟังเยอะแยะ...
 
 

โดย: coffeetalk วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:19:08:41 น.  

 
 
 
หนังโปรดเลยค่ะ

เคยดูเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

สมัยช่อง 7 เอามาฉายบิ๊ก ซีนีมา โน่น....

หาซื้อแผ่นไม่ได้..

แต่ได้หนังสือภาษาอังกฤษเขียนมาจากหนังเรื่องนี้มาเล่มหนึ่ง...

พยายามหาเล่มแปลไทย ยังหาไม่ได้เลย

ชื่อไทยประมาณว่า"ชมรมกวี..." ประมาณนี้




ผอ.รพช. คงเหนื่อยหน่อยนะคะ

แต่ สู้...สู้...สู้ตาย


 
 

โดย: January Friend วันที่: 8 กันยายน 2551 เวลา:18:40:30 น.  

 
 
 
+ แว้บมาปูเสื่อให้ & ปรนนิบัติพัดวี ทั่น ผอ. ครับ ... เผื่อ พขร. (พนักงานออฟฟิศ ... ขอรับ) อย่างพี่ จะได้เลื่อนขั้นกับเค้าบ้าง เอิ๊กๆ

+ อืม ... ไม่รู้ว่าจะเรียนเฉพาะทางอะไรเหรอครับ? พี่ว่าอย่างน้อยน้องหมอตั้ม ก็น่าจะมีสาขาในดวงใจอยู่บ้างแหละน้า (รอบๆ ตัวพี่ก็มีหมอเยอะ ทั้งหมอกระดูก (ญาติสนิท), หมอมะเร็ง + เลือด (เพื่อนสนิทมาก), หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู, หมอตา, หมอเด็ก, หมอรังสี, หมอฟัน ... น้องหมอตั้มลองเลือกสาขาอื่นๆ ขึ้นมาซักอันจิครับ เผื่อพี่จะได้ใช้บริการ เอิ๊กส์สสสสส (ปู้ดเล่นเน้อ)
 
 

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 8 กันยายน 2551 เวลา:20:24:46 น.  

 
 
 
นั่นสิครับ เป็นหมออะไรดี

คิดวนไปวนมาทุกวี่วัน ก็ยังไม่มีวี่แวว

 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 9 กันยายน 2551 เวลา:0:28:51 น.  

 
 
 
แวะมาสวัสดีทักทายค่ะคุณ...
วันหลังจะอ่านบลอคย้อนหลังคุณแก้แค้นนะคะ
ตั้งใจไว้แล้วล่ะค่ะ เพราะคุณเขียนดีอ่ะ ชอบ
 
 

โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 9 กันยายน 2551 เวลา:11:13:36 น.  

 
 
 
เขียนดีจังเลยครับ อ่านแล้วเกิดอาการซาบซึ้ง

ปล. เป็น med มช รุ่นเดียวกับพี่นุ๊กใช่ป่ะคับ
ที่ตัวสูงๆมากๆ ใส่แว่น
 
 

โดย: Unravel วันที่: 12 กันยายน 2551 เวลา:20:39:05 น.  

 
 
 
เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมชอบครับ เสียดายที่ได้ดูแค่ครั้งเดียว รู้สึกว่าจะมีปรัชญาการศึกษาแฝงไว้ลึกซึ้งมาก
 
 

โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 13 กันยายน 2551 เวลา:13:45:13 น.  

 
 
 
ครับรุ่นเดียวกับพี่นุ๊ก ( ท่าทางพี่นุ๊กจะดังน่ะครับเนี่ย )

 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 14 กันยายน 2551 เวลา:23:18:32 น.  

 
 
 
แวะมาทักทายค่ะ

ไม่ได้ดูหนังเรื่องใหม่หรือคะช่วงนี้
 
 

โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 18 กันยายน 2551 เวลา:8:16:04 น.  

 
 
 
ยังเลยครับ
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 22 กันยายน 2551 เวลา:0:25:11 น.  

 
 
 
นึกว่าเข้าผิดบล้อก

ไม่ได้เข้ามาไม่นาน (หรือว่านานแล้วหว่า) บล้อกคุณหมอเปลี่ยนเป็นบล้อกหนังไปแล้ว

เคยดูมาเกือบทุกเรื่องแล้วซะด้วย ทำให้อยากอ่านมันทุกเอนทรีเลยแฮะ แต่ว่าขอแปะโป้งไว้ก่อนได้มั้ย ชอบมุมมองของบล้อกคุณหมออยากอ่านมุมมองเกี่ยวกับหนังบ้าง

สบายดีนะคะ
 
 

โดย: พื้นที่สีเขียว วันที่: 23 กันยายน 2551 เวลา:12:11:59 น.  

 
 
 
สบายดี เด้อ ครับ

สบายดีเช่นกันน่ะครับ
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 24 กันยายน 2551 เวลา:22:11:39 น.  

 
 
 
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายเด็กพัทลุงเหมือนกันจ๊ะ ร้านกาแฟพัทลุงก็มีน่ารักๆ เหมือนกันน๊า ซอยหลัง รพ. หน่ะ มีอยู่ร้านนึง เค้กเค้าก็ทำอร่อย อิอิ จากคนพัทลุงที่เคยไปทานกาแฟร้านนี้ (แต่พี่จำชื่อร้านไม่ได้นะคะ)
 
 

โดย: mamminnie วันที่: 30 กันยายน 2551 เวลา:17:26:13 น.  

 
 
 
ร้าน S.T bakery ใช่ไหมครับ

อร่อยๆครับ

แต่บัดนี้ผมย้ายมาอยู่ อ.ป่าบอน แล้วครับ

โชคดีที่มีร้าน บ้านไม้กาแฟสด ให้นั่งกรุ้มกริ่ม ทำเข้มได้ครับ ( อยู่ริมทางหลวง พัทลุง-หาดใหญ่ ใครผ่านมาลองแวะมาจิบดูครับ )
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 30 กันยายน 2551 เวลา:20:49:24 น.  

 
 
 
+ แวะมาตอบคำถามที่น้องหมอตั้มถามไว้ครับ
... จะบอกว่าจริงๆ เรื่องอาหาร พี่ยังทำกับข้าวอะไรไม่เป็นเลยแหละ (ยกเว้น ตระกูลไข่ บางอย่าง กับผัดมาม่า )
... แต่ไม่รู้สิครับ มันอาจเป็นความใฝ่ฝันลึกๆ ในใจอย่างนึงก็ได้มั้ง ว่าอยากทำอาหาร (โดยเฉพาะพวกของหวาน เบเกอรี่) เป็น เพราะเป็นของที่พี่ชอบทานอยู่แล้ว

... แล้วเวลาไปงานหนังสือฯ ก็จะชอบซื้ออ้ายตำราพวกนี้ที่ลดราคามาดองไว้ (เป็นสิบกว่าเล่มแล้วมั้ง ตอนเนี้ยะ) เอามานั่งพลิกๆ ดู ก็มีความสุขดี อยากลองทำนั่นนี่กิน ทีนี้ไม่อยากรบกวนคนอื่น ก็เลยอยากหัดทำเองให้เป็นอ่ะครับผม

+ พี่เคยไปอบรมคอร์สทำอาหาร (คาว) ที่แถมมากับเตาไมโครเวฟ ที่พี่จับฉลากได้ตอนงานปีใหม่ของบริษัทครั้งนึง รู้สึกไม่ค่อยถูกโฉลกเท่าไหร่ แต่เด๋วขอลองทำขนมหวานอีกครั้งก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยบายอ่ะครับ เหอะๆ
 
 

โดย: บลูยอชท์ วันที่: 30 กันยายน 2551 เวลา:20:52:03 น.  

 
 
 
ลองส่งมาเสริฟๆ ที่พัทลุงก็ไม่เลวน่ะครับพี่วิน
 
 

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 2 ตุลาคม 2551 เวลา:0:23:25 น.  

 
 
 
คุณหมอคะ
เราหาหนังเรื่องนี้ดูได้แล้ว
ได้มาแบบซาวด์แทรค ไม่มีซัฟไตเติ้ลมาด้วยไม่ว่าไทยหรืออังกฤษ
ลำบากในการตั้งใจฟังอย่างมาก สำหรับคนเก่งภาษาอังกฤษระดับ
อยู่ต่างแดนพอหาอะไรทานไม่อดตายเท่านั้นอย่างเรา
ต้องดูอีกสักรอบค่ะ : P

แวะมาหลายครั้ง คุณหมอไม่อัพเรื่องใหม่ให้อ่านเลยนะคะ
 
 

โดย: moodee IP: 124.120.219.155 วันที่: 4 ตุลาคม 2551 เวลา:13:29:38 น.  

 
 
 
วันนี้ว่าจะเคาะแป้นซักทีแล้วครับ เนื่อยมานาน
 
 

โดย: kanapo วันที่: 4 ตุลาคม 2551 เวลา:13:48:57 น.  

 
 
 
หนังดีจิงๆ คับ...

อ่อ มีเรื่องนึง

I am sam เคยดูยัง

หนังดีอีกเรื่อง

ผมมีแผ่นนะค๊าบ

แต่ไม่รู้ว่าแนวท่านรึป่าว
 
 

โดย: tor IP: 118.173.151.136 วันที่: 6 ตุลาคม 2551 เวลา:23:04:44 น.  

 
 
 
" ความฝัน" ทำให้รู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ยิ่งขึ้น ...
เราเป็นคนโชคดีมากมาย ที่รู้จักและเข้าใจกับประโยคนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีคนโชคไม่ดีอีกหลายคน ... เชือค่ะว่า ก็แค่ยังหากันไม่เจอเท่านั้นเอง ^^ บางที่หนังเรื่องนี้อาจทำให้หาอะไรกันเจอเร็วขึ้นก็ได้ ^^

ความฝัน "บางทีต้องรอจังหวะเวลา" เพราะนั้นทำให้เรารู้จักคุณค่าของการได้มามากขึ้น นึกถึงเพลง ฤดูที่แตกต่างของ พี่บอยเลยเนี้ยะ

ความฝันที่พึ่งผุดออกจากความคิด(เมื่อกี้นี้เอง) หลังจากฟังเพลง "ปฏิเสธอย่างไร"จบ ว้าว ..

. . . . อยากตกหลุมรักบ้างจัง เหอๆๆ . . . .

ปล. อ่อ คุณหมอเป็น ผอ. แล้ว ดีใจด้วยนะค่ะ นี้เป็นความฝันคุณหมอด้วยป่ะค่ะ ดีจังเลยเนาะ ฝันที่เป็นจริง ^O^
 
 

โดย: แก้มหอม IP: 58.8.71.6 วันที่: 7 ตุลาคม 2551 เวลา:17:26:50 น.  

 
 
 
Seize the day , Make your lives extraordinary !
จะมีใครซักกี่คนก็ไม่รู้นะคะ ที่คิดได้แบบนี้
อยากคิดให้ได้แบบนี้ในตอนนั้นเหมือนกันน่ะค่ะ มองอะไรให้กว้างๆๆๆๆๆแล้วก็มองให้หลายๆมุมด้วยค่ะ

Have a nice day na ka ^^
 
 

โดย: c_pink วันที่: 7 ตุลาคม 2551 เวลา:22:55:49 น.  

 
 
 
หนึ่งในหนังในดวงใจครับผม
อยากเป็นครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้ได้อย่างคิดติ้ง
แต่ตอนจบต้องไม่เป็นคนที่จากไปนะครับ

สังเกตหนังฝรั่งอย่างนึงนะครับ
ตัวเองที่เปลี่ยนโลกได้ แต่สุดท้ายพวกตัวร้ายไม่พอใจต้องเป็นคนไบทุกครั้งซี...พับผ่า
 
 

โดย: อั๋นครับผม (kruaun ) วันที่: 30 ธันวาคม 2553 เวลา:20:49:13 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

kanapo
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน

@boydontkick
[Add kanapo's blog to your web]

MY VIP Friend

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com