Group Blog
 
All blogs
 

อ่านคนเพื่อวางกลยุทธ์



ไม่ว่าคุณจะทำงานเป็นฝ่ายบุคคลหรืออยู่ในส่วน Human Resource หรือไม่ การอ่านคนก็จะช่วยคุณได้มากในการอยู่ในบนโลกใบนี้ โลกที่คุณต้องพบปะและติดต่อกับผู้คนมากมาย คุณมีโอกาสได้รับสิ่งที่คุณต้องการ แ ละมีโอกาสป้องกันสิ่งที่คุณไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับคุณได้ด้วยการอ่านคนเป็น


และการอ่านคนก็แบ่งออกเป็น 3 มิติหลักๆ คือ
1.การอ่านความต้องการของคน
2.การอ่านบุคลิกนิสัย
3.การอ่านสติปัญญาและความสามารถ



1.การอ่านความต้องการของคน

- ในที่นี้จะเรียกว่าการอ่านแรงจูงใจก็ได้ มันคือสิ่งที่แต่ละคนให้ความสำคัญเป็นอับดับต้นๆ ของชีวิต คนที่ให้น้ำหนักของงานอยู่อันดับ 1 หรืออันดับต้นๆ ของชีวิต(เรียกว่า Work Centered) มีแนวโน้มเป็นคนที่ต้องการให้ผลงานที่ตนทำนั้นออกมาดีที่สุด ซึ่งน่าจะเป็นผู้ร่วมงานที่ดี ผู้ที่ให้น้ำหนักกับครอบครัวมาก หรือเรียกว่า Family Centered ก็มีโอกาสเป็นคู่ชีวิตที่ดี หรือคนที่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียง (Reputation Centered) ก็อาจจะต้องการชื่อเสียงมากกว่าเงินหรืออย่างอื่น ลักษณะเหล่านี้จะบอกแนวโน้มพฤติกรรมอื่นๆ ที่ตามมาได้ และสามารถนำมาสร้างแรงจูงใจในการทำงานหรือร่วมงานกันได้ (ประเภทของคนที่แบ่งตามความต้องการนี้มีอีกหลายประเภท ซึ่งจะได้นำเสนอต่อไป)

2.การอ่านบุคลิกนิสัยทั่วไป

- อันนี้ไม่ค่อยยาก เพราะเราจะเห็นบุคลิกแบบนี้ได้เป็นประจำ เพราะคนเรามีบุคลิกและนิสัยเฉพาะ แต่คนที่มีความสามารถในการอ่านคนที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยแบบสอบถาม แต่สามารถอ่านได้จากเพียงลักษณะการพูดจาหรือท่าทางเท่านั้น

3.การอ่านสติปัญญาและความสามารถ

– เรื่องนี้ต้องศึกษาเกี่ยวกับ Talent หรือความสามารถเฉพาะ หรือจะศึกษาตามหลักCompetency ก่อน ว่าทักษะความสามารถนั้นมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และแต่ละประเภทนั้นจะมีบุคลิกนิสัยอย่างไร(Talent นั้นเกี่ยวข้องบุคลิกนิสัยเป็นพื้นฐาน)

การทำนายพฤติกรรมของผู้ร่วมงานหรือกระทั่งคู่ต่อสู้นั้น จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางกลยุทธ์อย่างยิ่ง นักกลยุทธ์ที่ดีต้องอ่านใจคู่ต่อสู้ได้ อ่านใจนายได้ อ่านใจลูกน้องได้ แต่อย่าให้ศัตรูอ่านใจเราได้ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาวางแผนบุคลากรของเรา หรือวางกลยุทธ์การต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามจากการทำนายแนวทาง หรืออาจเรียกว่าการอ่านหมากของอีกฝ่ายหนึ่ง


ที่วันนี้หยิบเรื่องนี้มาพูดแทรกเรื่องกลยุทธ์อีกครั้ง เพราะพอดีได้ทราบข่าวเรื่อง บิล เกตส์และบริษัทไมโครซอฟท์พยายามเข้าเทคโอเวอร์ Yahoo.com และพยายามจะโละบอร์ดเก่าทั้งคณะออกด้วย โดยพยายามไปกวาดซื้อหุ้นรายย่อยมาไว้ และใช้ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง โดยที่ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และพนักงานไม่ยินยอม (หมายถึงไม่ต้องการ เพราะมีโอกาสที่บิล เกตส์และไมโครซอฟท์จะเข้ามาเปลี่ยนนโยบายของบริษัทเพื่อประโยชน์ของไมโครซอฟท์เป็นหลัก) และการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป แต่สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือ ผมอ่านบุคลิกนิสัยของบิล เกตส์มานานแล้วว่า เขาเป็นคนชอบเอาชนะอย่างมาก และแท้จริงแล้วบิล เกตส์ไม่ได้เป็นคนบ้าเงิน แต่เห็นความร่ำรวยเป็นเพียงเครื่องมือวัดในความสามารถและความสำเร็จของเขา ซึ่งส่วนหนึ่งก็เริ่มเห็นได้จากการที่บิล มีความคิดบริจาคเงินที่มีกว่า 90 % เพื่อการกุศล

เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงบุคลิกชอบครอบงำและชอบเอาชนะของเกตส์อย่างชัดเจน เขาชอบใช้อำนาจที่มีเพื่อการครอบงำเบ็ดเสร็จ ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน บริษัทไมโครซอฟท์ก็ถูกศาลสหรัฐสั่งลงโทษ เพราะไปกระทำการอันเป็นการกีดกันการแข่งขันอันเสรี ด้วยการสร้างโปรแกรมวินโดว์ที่ซัพพอร์ทเฉพาะสินค้าในเครือของตนเอง ของคนอื่นที่เป็นคู่แข่งใช้ไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นลักษณะอันหนึ่งของคนที่ชอบเอาชนะอย่างมาก (เรียกว่าอดใจไม่ได้) ชอบทำลายคู่ต่อสู้ จนบางครั้งอาจเรียกว่าก้ำกึ่งทางจริยธรรม และคราวนี้เกตส์ก็มีพฤติกรรมคล้ายๆ เดิม คือพยายามครอบครองบริษัทที่มีอิทธิพลอันดับสองในด้านการเสิร์ชข้อมูล คือ Yahoo เพื่อที่เตรียมจะโค่นยักษ์ใหญ่ Google เป็นลำดับต่อไป

แม้ผมจะได้เขียนบทความวิเคราะห์ความสำเร็จของบิล เกตส์ไปแล้ว และยอมรับในอัจฉริยะบางส่วนของเขา แต่ก็เห็นถึงความอันตรายของเขาด้วย เพราะเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะ ซึ่งตรงกันกับบุคลิกที่ดร.ลีแมน เจ้าตำรับ Birth Order หรือทำนายนิสัยจากลำดับการเกิดกล่าวไว้ว่า ลูกคนเดียวที่ได้รับอิทธิพลเต็มที่ จะมีลักษณะชอบเอาชนะมาก ดังที่เขากล่าวถึงไทเกอร์ วูด ไว้ว่า ไทเกอร์นั้นแทบจะสามารถตัดมือของคู่แข่งได้เพื่อจะเอาชนะ (บิล เกตส์ก็เป็นลูกชายคนเดียว แต่มีพี่สาวและน้องสาว ซึ่งก็ยังจัดว่าได้อิทธิพลแบบลูกคนเดียวอยู่)

ผมไม่แน่ใจว่าผู้บริหารของ Yahoo อ่านนิสัยของบิล เกตส์ออกหรือไม่ และเตรียมแนวทางไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่อย่างไร เพราะจริงๆ ก็เคยมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เกตส์รู้ว่าต่อไปในอนาคต อินเตอร์เน็ตจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลต่อโลกอีกตัวหนึ่ง และพยายามจะเข้ามาในธุรกิจนี้ให้ได้ โดยพยายามครอบครอง Yahoo ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของ Search Engine เพื่อที่จะสู้กับอันดับหนึ่งอันทรงอิทธิพลอย่าง Google.com

พฤติกรรมต่างๆ ของคนจะมาจากการมีแรงจูงใจเป็นอันดับแรก อ่านแรงจูงใจให้ได้ก่อน เขาชอบอะไร เขารักอะไร ขนาดไหน ต่อมาคือ ฝีมือเขามีขนาดไหน บิล เกตส์ต้องการเป็นเจ้าอาณาจักรโลก และเขาจะทำทุกสิ่งเพื่อดำรงอิทธิพลนี้ต่อไป

ลองฝึกอ่านแรงจูงใจของคนรอบข้างดูซิครับ หรือจะคนดังก็ได้ นักการเมืองก็ได้ แรงจูงใจมันจะบ่งบอกถึงแนวทางการกระทำของคนๆ นั้น เพื่อตอบสนองสิ่งที่เขาต้องการเป็นอันดับแรกๆ

*ต้องขออภัยในข้อมูลเดิมที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการพยายามซื้อ Yahoo.com ของบิล เกตส์ ซึ่งผมไปใส่เป็น Google แทนครับ

****************************************************


“เมื่อจะดูความฉลาด จงดูว่าเขาเชื่อถือใคร เชื่อถืออะไร เมื่อจะดูบุคลิก จงดูว่าเขาชอบอะไร”
จากหนังสือ “เคล็ดแห่งการพิเคราะห์และใช้คน” โดย ทองแถม นาถจำนง






 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 17:25:56 น.
Counter : 2752 Pageviews.  

หลุมพรางของการเลียนแบบความสำเร็จ




ทีแรกตั้งใจจะเขียนวิเคราะห์ความสำเร็จของ Robert Kiyosaki ไว้สำหรับบล๊อก Jimmy’s Analysis แต่เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบบทความจับผิดเกี่ยวกับประวัติและแนวคิดของคิโยซากิเสียก่อน บวกกับไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์การคลั่งไคล้หนังสือ Rich Dad, Poor Dad และแนวคิดการเลียนแบบความสำเร็จของคิโยซากิอยู่เป็นทุน จึงขอยั้งการวิเคราะห์คิโยซากิเอาไว้ก่อน แต่จะมาพูดถึงประเด็นความผิดพลาดจากแนวคิดของการพยายามเลียนแบบความสำเร็จของคนอื่น (จากที่อาทิตย์นี้จะต่อแนวคิดซุนวู ในเรื่องรู้เขา เลยขอยกยอดไปก่อนครับ)

แม้ผมจะอ่านหนังสือ Rich Dad, Poor Dad และยอมรับว่าได้ข้อคิดดีๆ จากหนังสือเล่มนี้มาหลายอย่าง จนจัดเป็นหนังสือดีเล่มหนึ่งของผม แต่แนวทางการตื่นตัวของสังคมต่อแนวคิดที่จะเลียนแบบคิโยซากินั้น ผมไม่เห็นด้วย แต่ความไม่เห็นด้วยไม่ได้เกิดจากเพียงรู้สึกหรืออคติ แต่ไม่เห็นด้วยเพราะผมศึกษาเรื่องความสำเร็จและความล้มเหลวมาพอสมควร และมีหลายอย่างที่การเลียนแบบความสำเร็จนำไปสู่ทิศทางที่ผิด



การที่คนเราจะเลียนแบบความสำเร็จของคนบางคนได้นั้น เราต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงเขาคนนั้น เราจึงจะเลียนแบบได้ การพยายามเลียนแบบโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยของตัวเรา เช่น นิสัย บุคลิก หรือพื้นฐานอื่นๆ จะทำให้การเลียนแบบความสำเร็จเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย

คนร้อยคนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน และประทับใจ พยายามเลียนแบบ แต่อาจมีเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จ เพราะอะไร 1. คือการจับประเด็นของหนังสือที่แตกต่างกัน แน่นอน แต่ละคนย่อมจับประเด็นสำคัญแตกต่างกันไป 2. เพราะไม่พิจารณาตัวเองเป็นที่ตั้ง เพียงได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือก็คิดว่าเราก็สามารถเหมือนเขาได้

จากที่ผมศึกษาเรื่องราวของความสำเร็จที่นำมาเขียนบทความลงใน Jimmy’s Analysis และจากการศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จของคนเราแล้ว พบว่าแรงผลักดันในตัวเอง และการได้ทำสิ่งที่ถนัด เป็นปัจจัยเบื้องต้นของความสำเร็จทั่วไป ส่วนจะประสบความสำเร็จสูงแค่ไหนนั้น ต้องมีปัจจัยอื่นบวก



บางคนแรงผลักดันในตัวเองสูงมาก ทำงานได้แทบทุกอย่าง ไม่ค่อยเลือก กลุ่มนี้จึงมีโอกาสประสบความสำเร็จอยู่แล้วอย่างเกือบจะแน่นอน ที่เหลือคือสติปัญญาและปัจจัยอื่นๆ ที่จะพาเขาไปได้แค่ไหน แต่บางคนมีแรงผลักดันในบางอย่างเท่านั้น(เช่น บางคนต้องการชื่อเสียง ไม่ได้ต้องการเงิน ฯลฯ) หรือถนัดในงานบางอย่าง ถ้าทำงานที่ไม่ชอบแล้วจะขาดแรงผลักดัน คนเราจึงเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ตามใจชอบ

ผมเคยอ่านหนังสือของ Donald Trump และชื่นชมเขามาก บางทีก็อยากมีนิสัยบางอย่างเหมือนเขา แต่ก็ไม่เคยเป็นไปได้ ผมก็ยังเป็นผมอยู่เหมือนเดิม แต่อาจเปลี่ยนทัศนคติและบุคลิกปลีกย่อยบางอย่างเท่านั้น ผมไม่อาจเปลี่ยนตัวเองเป็น Donald Trump ได้ ยิ่งนิสัยพื้นฐานเดิมไม่เหมือนกัน

กลับมาที่กรณีของ Rich Dad หลายคนพยายามเลียนแบบคิโยซากิ ด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะคิโยซากิทำแบบนั้นแล้วรวย ประสบความสำเร็จ แต่เราลืมไปว่า คิโยซากิมีความถนัดในการประเมินและทำนายเกี่ยวกับอสังหาฯ แต่คนที่จะเลียนแบบเขานั้น มีความรู้ในเรื่องอสังหาเท่าเขาหรือไม่ เพราะจากการประกอบธุรกิจและศึกษาการประสบความสำเร็จของคนอื่น แทบจะพูดได้เลยว่า ไม่มีการประสบความสำเร็จของใคร ที่ไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งประกอบ โลกนี้ไม่มีอะไรง่ายครับ



ในระบบความล้มเหลวของคนที่ทำ mlm ทั้งคนที่พยายามจะเป็น up line หรือคนที่เป็น down line ก็คือ การทำ mlm ต้องอาศัยทักษะด้านการขาย การจะเลือกใครมาเข้าเครือข่ายต้องพิจารณาว่าเขาเหมาะสม เป็นนักขายได้ ไม่ใช่เอาใครก็ได้เข้ามา ให้เสียเงินแล้วก็ล้มเหลวไป ทั้ง down line และ up line (แต่upline ได้ไปก่อนแล้วก้อนหนึ่ง) การฟังสัมมนาของ mlm แล้วตื่นเต้นเหมือนว่าเราจะทำได้แบบเขานั้น กลับทำให้หลายคนเข้าไป “ติดกับ” (ผมก็เคยรู้สึกนานมาแล้ว สมัยที่อ่านหนังสือฮาวทูที่เขียนโดยนักธุรกิจใหญ่ๆ ระดับโลกทั้งหลาย เคยคิดว่าการหาเงินพันล้านหมื่นล้านนั้นไม่ยากเกินไป แต่มาวันนี้ผมรู้และเข้าใจเรื่องปัจจัยของความสำเร็จมากขึ้นเยอะ)

อีกกรณีหนึ่งของไปฟังสัมมนาหรืออ่านหนังสือโดยผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายนั้น ต้องเอามาประยุกต์อย่างมาก เพราะพื้นฐานเขากับเรานั้นไม่เหมือนกัน บางคนเป็นนักธุรกิจต่อยอด ในขณะที่คุณอาจเริ่มจากศูนย์ บางคนอาจเป็น fighter เพราะมาจากสภาพจนสุดขีด ในขณะที่คุณมาจากชนชั้นกลางที่พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างสบาย การสักแต่ว่าไปฟังๆ จึงได้ประโยชน์น้อยกว่าที่คิด เหมือนอย่างบางคนรับเอาแนวคิดจากบริษัทใหญ่หรือนักธุรกิจใหญ่มากเกินไป ก็คิดจะทำ Branding ในขณะที่ธุรกิจของตัวเองเล็กนิดเดียว



ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกล่าวมา ก็เพื่อจะสรุปความคิดที่ว่า แต่ละคนนั้นมีเส้นทางเฉพาะที่เหมาะกับตัวของเราเอง ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจตัวเอง(รู้เรา) และเป้าหมาย(รู้เขา) เพื่อที่จะวางแผนที่เหมาะสมต่อไป การอยากเลียนแบบนั้นเป็นกับดักและเป็นสิ่งผิดพลาดอย่างมาก

เมื่อเล่าปี่ได้พบขงเบ้ง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในยอดกุนซือแห่งยุคนั้น ก่อนขงเบ้งจะวางแผนให้เล่าปี่ ขงเบ้งได้วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดของเล่าปี่เทียบกับโจโฉซึ่งเป็นศัตรูเสียก่อน และรู้ว่าเล่าปี่ยังไม่อาจเอาชนะโจโฉได้ การไปหาดินแดนที่เหมาะสมแล้วยึดครองเป็นที่มั่นจะเหมาะกว่า ถ้าโอกาสภายหน้าอำนวยจึงอาจเอาชนะได้(แต่สุดท้ายก็ไม่เคยมีโอกาสเหมาะ เพราะโจโฉไม่เปิดช่อง)

บัณฑิต อึ้งรังสีเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าเขาคิดและตัดสินใจไปเป็นนักธุรกิจ เขาก็คงเป็นนักธุรกิจแย่ๆ คนหนึ่ง แต่เมื่อเขามาเลือกที่จะเป็นวาทยกร เขาจึงได้เป็นวาทยกรระดับโลก” บัณฑิตเป็นแบบอย่างของการรู้จักตัวเอง เลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไม่ตกเป็นเหยื่อของการเลียนแบบความสำเร็จของคนอื่นที่ดียิ่งครับ




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 17:37:08 น.
Counter : 2571 Pageviews.  

วางกลยุทธ์ จากการรู้จัก(วิเคราะห์)ตนเอง




การวางกลยุทธ์ หรือการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ทุกชนิดต้องมีหลักคิด และเมื่อมีหลักคิดแล้ว มันก็จะมีกระบวนการให้เราวิเคราะห์ไปหาไปทีละข้อๆ เมื่อทำข้อแรกถูกแล้ว ดีแล้ว จึงข้ามไปข้อถัดไป และหากข้อแรกผิด แล้วไม่ได้รับการแก้ไข ข้ามไปทำข้อถัดไปเลย ปัญหาก็จะยังคงดำรงอยู่อย่างนั้น และจะเป็นปัญหาใหญ่ด้วย เพราะข้อแรกๆ ของกระบวนการทุกชนิด เปรียบเหมือนรากของต้นไม้ หากรากแก้วมีปัญหาแล้ว การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในระดับรองลงมาจะมีขีดจำกัดมาก เหมือนองค์กรที่ CEO ไร้ความสามารถหรือมีปัญหา แม้ผู้จัดการระดับรองๆ ลงมาจะเก่งสักปานใด การเติบโต หรือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ย่อมจะยากขึ้น และมักเป็นปัญหาถาวรที่นำปัญหาอื่นเข้ามาไม่รู้จบ

เช่น ตามหลักการแก้ปัญหาในองค์กรที่มีปัญหาสะสม วิธีแก้ด้วยการเปลี่ยนผู้นำสูงสุด จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด(ถ้าทำได้) เพราะจะง่ายต่อการแก้ปัญหา(ถ้าเปลี่ยนได้คนที่เหมาะสมหรือดีกว่า) นี่คือวิธีการแก้ปัญหาจากราก หรืออาจเรียกว่า เรียงลำดับจากความสำคัญ

กลับมาที่กลยุทธ์การไปสู่ความสำเร็จของคนเรา หากเราประเมินตัวเองผิดไปจากความเป็นจริง การพยายามบรรลุเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม ก็จะนำมาซึ่งอุปสรรคอย่างมากในระยะยาว แม้ในบางครั้ง คนเหล่านี้บางคนอาจประสบความสำเร็จในระยะแรกที่มีปัจจัยภายนอกเอื้อหนุน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคอื่นในเวลาที่ไม่มีปัจจัยเอื้อหนุน ต้องอาศัยความสามารถของตนเองล้วนๆ คนเหล่านี้ก็จะประสบความล้มเหลวอย่างง่ายดายในเวลาต่อมา สิ่งเหล่านี้มีให้พบเห็นตัวอย่างได้มากมาย

การรู้จักตัวเองจึงมีความสำคัญ “อันดับ 1“ ต่อการตั้งเป้าหมาย เพราะจากประสบการณ์ชีวิตของตัวผมเอง รวมกับการสังเกตจากคนรอบข้าง การไม่รู้จักประเมินตัวเองนี้ นำไปสู่การตั้งเป้าหมายผิด ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากการถูกล่อลวงด้วยภาพภายนอก เช่น รายได้ ความหรูหรา หรือภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดีบางอย่าง จนทำให้เกิดการเลือกเป้าหมายที่ผิดไปจากความต้องการส่วนลึก ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ขัดแย้ง หรือขาดการสนับสนุนซึ่งความต้องการในส่วนลึกนี้แล้ว แรงผลักดันในที่จะเอาชนะอุปสรรคที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องจะมีน้อย ทำให้ทั้งมีความทุกข์และไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานด้วย การเลือกทำงานโดยเลือกจากสิ่งที่รัก จึงเป็นแนวทางที่ดีต่อการไปสู่ความสำเร็จประการหนึ่ง

แต่ความเข้าใจต่อ”งานที่รัก”ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ บางคนขี้เบื่อและ “งานที่รัก”นี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขาดการอดทนทำและพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้จึงไม่อาจเรียกว่างานที่รักได้ ฉะนั้นงานที่รัก ก็คืองานที่ทำโดยธรรมชาติ เหมือนไม่ต้องถูกใครหรืออะไรบังคับให้ต้องทำ เป็นความอยากทำด้วยตัวของเราเอง

มีข้อคิดอันหนึ่งในการค้นหาตัวตนของตัวเอง ซึ่งผมได้มาจากบทความหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำถามที่ช่วยให้เราเห็นตัวเองชัดเจนขึ้นกว่าการมองตามปกติ คือ “หากเราโชคดีได้รับเงินจากการถูกล๊อตเตอรี่เป็นจำนวนเงินหนึ่ง (ผมสมมุติให้เป็นสัก 50 ล้านบาท) คุณจะทำอย่างไรต่อไป” ให้พยายามตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์ต่อตัวเอง รวมทั้งให้ใช้คำตอบแรกๆ ที่ออกมาโดยสัญชาติญาณเป็นหลัก

หากคุณเริ่มคิดถึงการมีบ้านหรูๆ หรือความสบายที่คุณอยากได้ นั่นแสดงว่าคุณเพียงทำงานเพื่อต้องการความสบายในชีวิตเป็นหลัก แต่หากคุณคิดจะนำเงินนั้นไปทำงานที่คุณต้องการต่อเป็นอันดับแรกๆ โดยยังไม่ให้ความสำคัญกับความสบายของชีวิตภายนอกมากนัก เช่น บ้านหรือรถยนต์ แสดงว่าคุณน่าจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับงานหรือความมั่นคงในระดับที่สูงกว่านี้เป็นอันดับแรกๆ เพราะสิ่งที่คุณเลือกจะนำเงินไปใช้ จะบ่งบอกถึงสิ่งที่คุณให้ความสำคัญเรียงตามลำดับ บางครั้งมันอาจเป็นคำตอบที่บ่งบอกถึงอาชีพในฝันที่เป็นความต้องการลึกๆ แต่ยังไม่มีความมั่นใจ หรือความมั่นคงพอที่จะลงมือทำในตอนนี้

การวิเคราะห์และอ่านตัวตนของคน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านตนเอง หรือการอ่านคนอื่น มักจะมีความแม่นยำกว่า เมื่อดูจากความคิดหรือการกระทำในสถานการณ์พิเศษๆ เช่น เมื่อเผชิญกับอุปสรรค, เมื่อได้รับความสำเร็จอย่างสูง, เมื่อเผชิญกับทางเลือก, เมื่อปราศจากแรงกดดันหรือความจำเป็น ฯลฯ ดังคำถามข้างต้นก็เพื่อให้เราหลุดจากภาพของความต้องการหรือความมั่นคงเบื้องต้น อันเป็นสิ่งที่ทำให้เราไขว้เขวว่ามันคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง

และจากการวิเคราะห์ด้วยหลักอันนี้ทำให้พบว่า การที่บางคนมีเป้าหมายของการทำงาน หรือการประสบความสำเร็จทางการเงินไว้ที่การได้ “เกษียณเร็ว” ซึ่งแสดงถึงนัยยะ “ทำงานเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงาน” นั้น มีโอกาสที่จะสื่อถึงความไม่อยากทำงาน ไม่ชอบทำงาน ซึ่งก็จะมีผลไปถึงการทำให้คนๆ นั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ยาก(แต่ก็ยังมีโอกาสในบางเหตุผล) เพราะเป็นความขัดแย้งในตัวเอง ด้วยเหตุที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องพบกับอุปสรรคนานัปการ และต้องทำงานหนักเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคนที่ไม่อดทนต่อการทำงานหนัก ก็มักจะไปไม่ถึงจุดแห่งความสำเร็จได้ ความต้องการสบายกับการบรรลุความสำเร็จจึงเป็นความขัดแย้งในตัวเอง ยกเว้นแต่ว่า คนๆ นั้นจะมีปัจจัยภายนอกสนับสนุนอื่น เช่น จากฐานะของครอบครัว หรือจากการสนับสนุนโดยคนรอบข้าง จึงจะประสบความสำเร็จได้

นี่จึงเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่เราจะต้องรู้จักตัวเองเสียก่อนที่จะเริ่มกำหนดเป้าหมาย และกำหนดกลยุทธ์ตามมา คนเราไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอะไรก็ได้ตามใจ แต่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในบางอย่างที่เขาถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับงานนั้น ขอเพียงคุณ …
1.ตั้งเป้าหมายให้เหมาะสม
2. มีกลยุทธ์ที่ดีและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
3. ปฏิบัติตามกลยุทธ์ได้ดีตามแผน


เพียงเท่านี้ ทุกคนก็น่าจะสร้างความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของตนได้ ก่อนจะเริ่มวางกลยุทธ์ จึงควรรู้จักตัวเอง และรู้จักเป้าหมายที่จะเดินทางไปเป็นอย่างดีเสียก่อน เราจึงจะนำข้อมูลมาวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมครับ

วันนี้ คุณรู้จักตัวเองดีแล้วหรือยัง ???? (อย่าเพิ่งรีบตอบว่ารู้จักดีแล้ว หลายครั้งคนเรารู้จักตัวเราเพียงบางมุม บางอย่าง และจะรู้จักดีขึ้นเมื่อมีสถานการณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต รวมทั้งการต้องรู้จักวิเคราะห์การกระทำของตนเองด้วย)

ขอให้ทุกคนเริ่มรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี ก่อนที่เราจะเริ่มก้าวต่อไปครับ




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2551 15:27:34 น.
Counter : 2714 Pageviews.  

รู้เขา-รู้เรา / รู้จักเป้าหมาย-รู้จักตัวเรา




คราวก่อนได้พูดถึงเรื่องการบรรลุความสำเร็จโดยอาศัยแนวคิดแบบซุนวูที่ว่า รู้เขา-รู้เรา ไปแล้ว โดยเปรียบเทียบ 7 ประเด็นที่ต้องพิจารณาในสงคราม มาเป็น 7 ประเด็นในการบรรลุความสำเร็จทั่วไป

และที่ต้องการเน้นในเรื่องของ รู้เขา-รู้เรา นี้ให้มากและตรงประเด็นขึ้นอีกนิดก็เนื่องจาก หากเราได้นำหลักรู้เขา-รู้เรานี้ไปคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็จะพบว่าเป็นหลักที่มีความจริงแท้อยู่มาก จนอาจเรียกได้ว่าเป็นหลักเบื้องต้นแห่งการบรรลุความสำเร็จก็ว่าได้

แต่แม้จะรู้ เวลาเราจะต้องการจะประสบความสำเร็จในอะไรสักอย่าง เรากลับไม่เคยนำหลักนี้ไปใช้อย่างจริงจังเลย เราไม่เคยศึกษาหลักในการประสบความสำเร็จ เราไม่เคยพิจารณาและเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง และเราไม่เคยพยายามศึกษาการประสบความสำเร็จ และปัจจัยแห่งความสำเร็จของคนที่บรรลุความสำเร็จไปก่อนหน้าเราอย่างแท้จริง ความสำเร็จจึงบรรลุได้ยาก เพราะเราทั้งไม่รู้เขา และไม่รู้เรา

และเนื่องจาก 7 ประเด็นเปรียบเทียบของซุนวูที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ยังมีสิ่งที่แตกต่างบางประการระหว่างการสงครามและทหาร กับความสำเร็จในชีวิตจริง (เช่น การมีศัตรูและคู่แข่ง หรือการทำงานแบบกองทัพ ฯลฯ) ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน โดยจะยึดเพียงหลัก รู้เขา-รู้เราไว้เป็นแนวคิด ซึ่งจะนำมาปรับใช้ได้ตรงประเด็นกว่าดังนี้

ก่อนที่เราจะรู้เขา แท้ที่จริงแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องรู้เราก่อนที่จะรู้เขาเสียอีก เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักนิสัยของตัวเอง และปัจจัยแวดล้อมของตัวเอง ก่อนที่จะวางเป้าหมายเสียอีก เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากเราตั้งเป้าหมายตามใจนึก โดยไม่พิจารณาดูปัจจัยของตัวเองแล้ว ก็จะเป็นการตั้งเป้าหมายที่ยากแก่การบรรลุได้จริง เพราะปัจจัยไม่เอื้ออำนวยเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเราจะต้องรู้เราก่อน ก็มาดูกันว่า อะไรบ้างที่เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักเกี่ยวกับตัวเรา

รู้เรา

1. ความต้องการและแรงผลักดันของเรา
อะไรคือเป้าหมายหรือความต้องการที่แท้จริงของเรา และเรามีแรงผลักดันหรือความมุ่งมั่นระดับใดที่จะพิชิตเป้าหมายนั้น หลายครั้งที่เราคิดว่าเราอยากเป็นนั่น อยากได้นี่ แต่เราไม่เคยรู้ว่า แท้จริงแล้ว เรายังไม่มีแรงผลักดันหรือความปรารถนาที่มากพอ ซึ่งจะทำให้เกิดความพยายาม หรือความทุ่มเท ยอมเหนื่อย ยอมอาย ฯลฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น และสิ่งนี้อาจเป็นปัจจัยหลักก็ว่าได้ที่ทำให้หลายคนไม่สามารถบรรลุความปรารถนาได้ เพราะมีแรงผลักดันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้า

2. นิสัยของเรา
คนเรามีนิสัยติดตัวมาบางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร ซึ่งมักเปลี่ยนได้ยาก การเลือกงานและเป้าหมายที่เหมาะกับเรา ก็เป็นกลยุทธ์การบรรลุความสำเร็จที่ดีกว่า(เพราะนิสัยเปลี่ยนได้ยากกว่า) และนิสัยบางอย่างอาจไม่เหมาะกับงานอย่างหนึ่ง แต่อาจเหมาะกับงานอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ผู้ที่ชอบความเที่ยงตรงเรียบร้อย อายเหมาะกับงานบัญชี มากกว่างานที่ต้องอาศัยการอยู่นอกกรอบ เช่น งานครีเอทีฟโฆษณา

3. การสนับสนุน
บางคนแรงผลักดันในตัวเองมีน้อย แต่การสนับสนุนมีมาก ก็อาจสามารถบรรลุความปรารถนาได้ แต่การสนับสนุนก็อาจได้จากหลายทาง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นครอบครัวเสมอไป การมีเพื่อนที่ดี มีผู้บังคับบัญชาที่ดี ก็อาจช่วยให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีมากขึ้นได้

4. ความรู้ของเรา
ความรู้เฉพาะทางของเรา ทั้งจากการศึกษาที่มีใบปริญญา แ ละความรู้ที่เกิดจากความสนใจส่วนตัว ย่อมเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เราประสบความสำเร็จได้

5. ปัจจัยอื่นๆ ของเรา
ซึ่งต้องไปดูเงื่อนไขข้อที่ 5 ของการรู้เขา (เป้าหมาย) แล้วจึงกลับมาพิจารณาดูว่าเรามีปัจจัยเหล่านั้นอยู่บ้างหรือไม่ และจะหามาได้อย่างไร

รู้เขา(เป้าหมาย)

1. รู้ว่างานนั้นต้องทำอะไรบ้าง
นี่อาจเป็นจุดผิดพลาดของหลายๆ คน คือมองเห็นแต่ด้านที่ดูดีของงานๆ หนึ่ง แล้วคิดว่าชอบ คิดว่าตัวเองเหมาะกับงานๆ นั้น ซึ่งหลายๆ ครั้ง ในงานดังกล่าวนั้นก็ย่อมมีข้อเสีย หรือมีส่วนที่เราอาจไม่ชอบปนอยู่ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำได้ การรู้ภาพรวมทั้งหมดของงานจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่านักศึกษาส่วนใหญ่ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย และได้เลือกเส้นทางของตนแล้ว บางคนก็ยังไม่รู้ว่า งานที่ตนจะต้องจบออกไปทำนั้น มีรายละเอียดอย่างไร และการเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ให้ภาพเพียงด้านเดียวเท่านั้น

2. รู้ว่างานหรืออาชีพเป้าหมายนั้นต้องการความสามารถพื้นฐานอะไรเป็นเบื้องต้น
เมื่อเรารู้ว่าการทำงานและประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆ ต้องทำอะไรบ้าง เราก็ย่อมจะต้องรู้ว่า ทักษะหรือความสามารถอะไรบ้างที่อาชีพนั้นต้องการ เช่น การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ อาจต้องมีความสามารถมากกว่าการเพียงแค่ชอบที่จะวางพล๊อตเรื่อง การวางอารมณ์ของหนังว่าจะเป็นอย่างไร แต่ต้องมีความเป็นผู้นำ ที่สามารถประสานงานคนในส่วนต่างๆ ให้งานเดินหน้าไปได้ หลายครั้ง การไม่ศึกษางานจริง จึงทำให้เกิดภาพที่ไม่ชัดเจน และสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝันได้

3. รู้ว่าคนที่เหมาะสมกับงานนี้ ควรจะมีบุคลิกอย่างไร
เป็นการรู้ว่าจุดเด่นเราเหมาะหรือไม่ และจุดด้อยของเรานั้นเป็นตัวสกัดกั้นความสำเร็จระดับไหน ต้องแก้ไขมากน้อยเพียงไร บางครั้ง คนที่เราเห็นเป็นแบบอย่างและเราชื่นชอบ แต่เราก็ไม่อาจเป็นเหมือนเขาได้เสมอไป เราไม่สามารถเลือกให้ตัวเรามีบุคลิกอย่างที่เราต้องการจะเปลี่ยนได้เสมอไป

4. ใครที่จะช่วยสนับสนุนให้คุณประสบความสำเร็จได้
ความช่วยเหลือนั้น เป็นตัวช่วยให้อะไรง่ายขึ้นกว่าการที่เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด การที่เราได้รู้จักกับผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือเราได้ ทั้งด้านความรู้ คำแนะนำ หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านอื่นๆ ก็จะช่วยเราได้มาก

5. ปัจจัยเงื่อนไขอื่นๆ ที่เป้าหมายนั้นต้องการ
เช่น การมีวุฒิการศึกษาที่ตรงตามความต้องการของอาชีพ ก็ย่อมจะทำให้การบรรลุเป้าหมายง่ายขึ้น และหากเป็นการทำธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องหาแหล่งเงินทุน หรือต้องรู้จักสะสมเงินทุนเพื่อนำมาทำธุรกิจ หรือหากต้องการเป็นนักแสดง จำเป็นต้องมีหน้าตา(ซึ่งคงเลือกไม่ได้)ที่เหมาะสมตรงกับตัวแสดงที่เราอยากเล่น


จริงๆ เรื่องการประยุกต์ศาสตร์รู้เขา-รู้เรานี้มาใช้กับการบรรลุความสำเร็จในสิ่งอื่นๆ นี้ มีรายละเอียดอีกมาก ซึ่งน่าเรียนรู้ แต่ขอเอาเพียงคร่าวๆ เท่านี้ก่อนนะครับ อย่างไรก็คิดว่าเพียงเท่านี้ก็คงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านบ้างไม่มากก็น้อยครับ

*ต่อจากนี้ไป เรื่องวิเคราะห์(Jimmy's Analysis) จะมีทุกวันอังคาร และเรื่องกลยุทธ์ (Jimmy's Strategies) จะมีทุกวันพุธนะครับ




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2551 15:43:17 น.
Counter : 2740 Pageviews.  

กลยุทธ์บรรลุความสำเร็จแบบซุนวู




รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เป็นข้อความจากหนังสือตำราพิชัยสงครามซุนวู ที่นักกลยุทธ์ทุกคนจะต้องอ่าน แต่แม้ซุนวูจะสอนให้เรารู้จักหาข้อมูลเกี่ยวกับข้าศึก(รู้เขา) และสมรภูมิ รู้จักประเมินตนเอง แต่ซุนวูไม่เคยบอกว่า มันจะทำให้เราชนะได้ทุกครั้ง คำนี้จึงเป็นเพียงคำที่ถูกนำมาเติมแต่งในภายหลังเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ซุนวูบอกไว้ในบทที่ 1 ของตำราว่าในการศึกนั้นว่า ใครจะชนะ ขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบหลายๆ ประเด็น คือ

1.ประมุขของฝ่ายใดมีคุณธรรมมากกว่ากัน(หมายถึงคุณธรรมในการปกครองลูกน้อง)

2.ขุนพลของฝ่ายใดมีความสามารถมากกว่ากัน

3.ดินฟ้าอากาศ และชัยภูมิของฝ่ายใดอำนวยผลมากกว่ากัน

4.กองทัพของฝ่ายใดมีวินัยมากกว่ากัน

5.ทหารของฝ่ายใดได้รับการฝึกปรือมากกว่ากัน

6.กองทัพของฝ่ายใดมีอานุภาพเกรียงไกรกว่ากัน

7.การปูนบำเหน็จความดีความชอบ และลงโทษ ของฝ่ายใดยุติธรรมมากกว่ากัน


จะเห็นว่าซุนวูได้บอกให้รู้ถึงปัจจัยที่จะบ่งบอกถึงความแพ้-ชนะไว้ถึง 7 ประการ และการประเมินก็คงต้องนำทั้ง 7 ประการมาประเมินร่วมกัน ว่าใครมีโอกาสแพ้หรือชนะมากกว่ากัน

ในชีวิตจริงของการบรรลุความสำเร็จก็เช่นกัน ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ หลายปัจจัย และการได้ครอบครองปัจจัยเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด ก็ย่อมหมายถึงระดับของความสำเร็จที่จะตามมา หากเรานำหลักการประเมินในตำราพิชัยฯซุนวูมาแปลง ก็อาจกล่าวว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆ ดังนี้

1.มีความเป็นผู้นำที่ดี (ในงานที่ต้องทำเป็นทีม) หรืออาจหมายถึงศักยภาพของตัวเราเอง ทั้งแรงผลักดัน ความสามารถ

2.การเลือกหรือการมีผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี มีความสามารถ

3.ดินฟ้าอากาศและชัยภูมินี้ สามารถแปลความได้หลายมิติดังนี้

-ชัยภูมิที่ตั้งมั่น คือ พื้นฐานครอบครัว และสิ่งแวดล้อมสนับสนุนหรือไม่
-สมรภูมิที่ต้องลงไปรบ คือ พื้นที่เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของงานเป้าหมาย ซึ่งจะเกี่ยวโยงถึงความถนัดด้วย เหมือนกองทัพที่เคยชินกับที่โล่ง แต่ต้องทำการรบในที่ป่า ปัจจัยนี้จึงเกี่ยวกับความถนัด

-สภาพอากาศ คือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เปรียบเหมือนปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะเศรษฐกิจ กระแสของธุรกิจหรืออาชีพ ฯลฯ สิ่งนี้เอื้ออำนวยฝ่ายใดมากกว่ากัน
-ถ้ามองในมุมด้านความสำเร็จของรายได้ ชัยภูมิ ซึ่งเปรียบได้กับสายอาชีพนี้ ย่อมทำให้มีความได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไป

4.วินัยของการทำงานเป็นทีมดีกว่า ไม่ทะเลาะกันเอง

5.มีการพัฒนาบุคลากรที่ดีกว่าและสม่ำเสมอ

6.ความได้เปรียบเบื้องต้น เช่น ในด้านชื่อเสียง ทุนทรัพย์ ฯลฯ

7.ประสิทธิภาพในการให้รางวัลเพื่อจูงใจ และลงโทษเมื่อทำผิด


*เราจะเห็นได้ว่าปัจจัยด้าน “กองทัพ” มีความสำคัญอย่างมาก มีการกล่าวถึงไว้หลายข้อ งานที่ทำคนเดียว หรือองค์กรที่มีกองทัพเล็กกว่า ย่อมจะสู้องค์กรที่มีกองทัพใหญ่กว่าไม่ได้ในทันที การจะตัดสินใจออกรบกับศัตรูหรือไม่ จึงต้องพิจารณาระดับของความแตกต่างด้วย

แต่แน่นอนว่า การบรรลุความสำเร็จไม่ได้จบลงเพียงตรงที่เรารู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นความสำเร็จ เพราะการรู้ว่าอะไรคือปัจจัยของความสำเร็จก็เป็นเรื่องหนึ่ง และปัญหาเรื่องการจะได้ครอบครองปัจจัยเหล่านั้นได้อย่างไร(ซึ่งก็มักมีทั้งง่ายและยาก) หรือการจะเหนือกว่าคู่ต่อสู้ในปัจจัยนั้นๆ ได้อย่างไรก็เป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะเกี่ยวไปถึงทักษะในการวางกลยุทธ์เพื่อจะได้มาซึ่งปัจจัยต่างๆ ทักษะการวางกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต่อมาที่ผู้ซึ่งต้องการบรรลุความสำเร็จจำเป็นต้องเรียนรู้

บทนี้ผมขอเกริ่นเริ่มต้นไว้เพียงเท่านี้ก่อนแล้วกันนะครับ วันจันทร์จะมาวิเคราะห์เบื้องหลังความสำเร็จของ บิล เกตส์ กัน





 

Create Date : 31 มกราคม 2551    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2551 15:44:56 น.
Counter : 3174 Pageviews.  

1  2  3  

Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.