Paju Premium Outlet
วันนี้มีมิชชั่นสำคัญ หลังจากมาเที่ยวหลายวัน มัวแต่เอ้อละเหยอยู่นั่น

"รองเท้าน้องชาย" ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่หากไม่มีกลับเมืองไทย อาจโดนอัปเปหิออกจากบ้านได้ 

หายหัวมาเที่ยวหลายวันไม่พอ ยังจะไม่มีของกลับไปบรรณาการท่านผู้(พุง)ยิ่งใหญ่ เราจะตายเอาได้

อย่ากระนั้นเลย ไปนี่ดีกว่า Paju Premium Outlet 

เผื่อได้รองเท้าเกร๋ๆ ให้น้องและให้ตัวเอง ในราคาสบายกระเป๋า

นั่งใต้ดินตุเลงๆ มาที่สถานี Hapjeong ทางออก 2 ตามที่ศึกษามา



ออกมาปุ๊บ อืมมมมมมมม....หนาว

โซลนี่เป็นเมืองที่เดาอากาศยากมากจริงๆ วันนี้อุณหภูมิ 15 องศา 

จริงๆ มันควรเย็นสบาย แดดก็แรง แถมสิบโมงกว่าเข้าไปแล้ว

แต่ที่ยืนนี่สั่นพั่บๆ มันหนาวจริงกว่านั้นมาก นิ้วแข็ง และควรใส่โอเวอร์โค้ทอ่ะ ไม่ใช่แค่แจ็คเก็ตคลุม

มันหนาวเกินไปมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สำหรับเดือนเมษายน

ออกทางออก 2 มาจะเจอตึกนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์นะ ถ้าเจอตึกแปลว่ามาถูกแล้ว


อย่ากระนั้นเลย ที่ป้ายรถเมล์เขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับรถสาย 2200 

ที่เราอ่านไม่ออก แปลไม่ได้ แม้จะใช้กูเกิ้ลทรานฯ

ก็ยืนงงๆ จนรถมา เย้ ..... หนาวจะตาย รถมาแล้วววววววว

และเลยไปแล้วววววววววววว

ไม่จอด เอ้า ทำไม ยังไงอ่า งง รถๆๆๆๆ ไปไหน มองตามรถไป และเข้าใจภาษาเกาหลีทันใด

ที่ป้ายคงเขียนไว้ว่ารถสาย 200, 2100, 2200 จะย้ายไปจอดที่ทางออก 1 แทนนะจ๊ะ ฮึ้ยยยยยยย

เดินย้อนกลับไปทางออก 1 เพื่อจะพบกับ!!!!

มวลมหาชนที่ยืนต่อแถวรอขึ้นรถ กระซิกๆ คิวยาวแท้ๆ



ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง 2200 มาอีกครั้ง และคนขึ้นแน่นมากกกกก จนเราขึ้นไม่ได้ ต้องรอคันต่อไป

(สรุปรถผ่านไปสองคันแล้วไงล่ะ พลาดอย่างแรง)

ใครคิดจะไป จำไว้นะ ฮัปจองทางออก 1 นะ มารอป้ายนี้เลยนะ อย่าพลาดแบบเรา

อีกครึ่งชั๋วโมงถัดมา 2200 มาอีกครั้งและได้ขึ้นแล้ว เฮ้ออออออออ 

เอา T-Money จ่ายไป และไปหาที่นั่ง

มองไปที่ป้าย คนมารอต่อแถวเยอะมากๆ 



และคนก็ขึ้นมาเยอะมากๆ ยืนกันเต็มคันรถ และเริ่มเดินทาง



เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเยอะ เพราะเป็นสายที่ออกนอกเมือง 

คือพอออกจากสถานีฮัปจองได้ รถก็ขึ้นสะพาน แล้วตีออกนอกตัวโซลไปเลยอ่ะ

ก็พาจูมันห่างโซลไปอีก 50 กิโลได้อ่ะเนอะ

สงสารคนยืนไกลๆ เมื่อยแย่เลย เพราะกว่ารถจะจอดป้ายแรกอีกทีก็น่าจะเริ่มเข้าเขตพาจูเลยอ่ะ

จากฮัปจองไปถึงพาจูราวๆ 50 นาทีได้ คิดดู ยืนเมื่อยขนาดไหน

คนลงกันไปตามป้ายต่างๆ เราก็นั่งมองบ้านเมืองไป 

พาจูเป็นเมืองหลวมๆ สิ่งก่อสร้าง บ้านเรือนไม่แน่นเหมือนโซล

มองไปมองมาก็เจอป้ายให้เลี้ยวไป DMZ ที่มาวันก่อน ฮ่าาาาาาาาา

จนมาถึงป้ายๆ นึงที่รู้สึกว่า เฮ้ยยยยย ควรลงป่าววะ? 

มันดูเป็น Shopping Area แล้วอ่ะ ใช่ตรงนี้ไหมอ่ะ

แต่มันก็ไม่มีอะไรเขียนว่า outlet นะ ทำไงดี

ลังเลไปมา รถก็ออก เอ้าาาาาา แล้วจะทำไง เลยมายัง? หรือยังไม่ถึง?

คือนั่งรถนานมากกกกกกกกก นานจนคิดว่าเลยหรือป่าวนะเรา นานจนทั้งคันเหลือแค่ 4 คน 

คือ คนขับ เรา ป้า และสาวเกาหลีข้างหลัง

สุดท้ายหันไปถามสาวเกาหลีที่นั่งข้างหลังด้วยจิตวิตกว่า "เธอจ๋า outlet นี่ มันเลยมายังจ๊ะ"

สาวคนนี้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่คงเข้าใจตัวเรา เลยตอบมาว่า "ทาอึม" ยิ้มให้นิดนึง 

แล้วนางก็พูดต่อว่า เดี๋ยวถึงแล้วจะบอก นั่งไปเลยสบายๆ ไม่ต้องกังวล

(ขอบใจตัวเองที่ฟังเกาหลีออกบ้าง เลยสบายใจนั่งต่อไป)

แต่ป้ายมันห่างไกลกันเหลือเกิน นั่งจนสงสัยคำว่าป้ายต่อไปของนาง มันไกลแค่ไหนวะ .... ก็พอดีถึง

นางสะกิดๆ บอกว่า "เน-รยอๆ" อิฉันก็วิ่งตามนาง ลงรถมา นางบ๊ายบายให้ 

อิฉันก็ยืนเคว้งคว้างอย่างมั่นใจว่า .... ถึงแล้ว

ทำไมมั่นใจ อ่ะ มองไปซิ ใช่ไหมล่ะ



ทำไมเคว้งคว้าง อ่ะ ดูซิ ถนนหนทาง กว้างและโล่ง ..... โล่งไป!!!!

GS25 ที่เห็นนั่น ตรงที่ตำรวจจราจรเสื้อเขียวจุดเล็กยืนนั่นคือป้ายรถที่เราลงมา 

ลงแล้วตรงเดินข้ามถนนไปฝั่ง outlet แล้วให้ตาย มองถนนดิ



หกเลนตรงหน้า แทบจะไม่มีวิ่งมาเลย 

ยืนรอสัญญาณข้ามถนนนานมาก ก็ไม่เขียวสักที จะข้ามเลยยังได้อ่ะ เพราะมันไม่มีรถ

แค่ยืนรอสัญญาณไฟยังผ่านไปอีก 10 นาที เฮ้อออออ

ข้ามมาได้ เอ้า เต็มที่ เดินเลยจ๊ะ



มาหยิบแผนที่ก่อนได้ตรงนี้ มีภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้เลือก จะได้เดินหาร้านสะดวกๆ 



ที่นี่ทั้งหมด 3 ชั้น มีร้านรวงมากมาย ทั้งแบรนด์ใน แบรนด์นอก 










ใครสนใจร้านไหน ตามลิ้งค์นี้มาเลย


บรรยากาศดี เดินสบาย ทัวร์ยังไม่ค่อยนิยมลงมาก (อีกหน่อยไปแล้วอาจเจอแต่กรุ๊ปทัวร์)
















เรามุ่งไปร้านรองเท้าก่อน เจอ New Balance ที่ชั้นหนึ่ง ก็เข้าไปดู 



เท่าที่ดูราคา ก็ อืมมมม ถูกกว่าในเมืองจริงๆแหละ

แต่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างตกรุ่นไปแล้ว

ไปดู Adidas บ้าง ช่วงนั้น Adidas Superstar Supercolor นี่ฮิตมาก 

หาที่นี่ หาไม่เจอ ไม่มีนะจ๊ะ 5555

คนก็เข้าร้านเยอะสุดๆ แถมมีโปรโมชั่นพิเศษรายชั่วโมงด้วย คนเลยเยอะไปกันใหญ่ สู้ไม่ไหว

ไปต่อที่ Nike ดีกว่า .... แล้วก็ไป Le Coq Sportif อีก คือเข้าแต่ร้านรองเท้าจริงๆ แหะ-แหะ

ได้เป้มาให้เพื่อนใบนึงจากร้านนี้



เดินวนๆ ดูนั่นนี่ ได้รองเท้าให้น้องแล้ว ได้วีซ่ากลับไทยแล้ว ก็หิว .....

ชั้นสามนั่น จะมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ให้เลือกเอา

แต่ด้วยความอยากกินพิบิมบับ เลยเดินไป Food Court แทน

และสั่งข้าวห่อไข่มากิน คืออารายยยยยยยยย ฉันบ้าหรือไง

คือหน้าตามันน่ารักอ่ะ เดินผ่าน โดนความน่ารักดัก เลยใจอ่อน เปลี่ยนใจสั่งมากิน




ได้มาแล้ว น่ารักเนอะ ข้าวห่อไข่กุ้งทอดรสเผ็ด




และ ไม่อร่อย และ เผ็ดตรงไหน สงสัยมาก 5555555555555555555555 เสียใจจัง

มีน้ำเปล่าบริการ เดินไปหยิบเองได้เลย



ในนี้มีประมาณ 6-7 ร้าน เท่านั้นเอง











พื้นที่โดยรวมกว้างขวาง นั่งสบาย ดูปลอดโปร่ง



แต่ออกมา ให้ตายเหอะ หัวเหม็นน่าดู ก๊ากกกกก

หม่ำเสร็จกลับบ้าน ...... ถ่อมาไกลมากกกกกกกก เพื่อมาซื้อรองเท้าให้น้อง 

เอาค่ารองเท้ากะค่ารถรวมกัน ก็ได้รองเท้าในเมืองไหม ถ่อมาทำไม?

เอาน่า มาให้รู้ว่าที่นี่มีอะไรยังไงล่ะเนอะๆๆๆๆ

ลงมาเดินไปขึ้นรถ 2200 กลับโซล ป้ายฝั่งเดียวกับ outlet นี่แหละ



เส้นทางการเดินรถสาย 2200 อย่างชัดๆ ..... ตัวสีแดงๆ อ่านว่า Premium Outlet นะแจ๊ะ




ส่วนป้ายนี้ก็จะบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายไหนจะมา วันนี้วันที่เท่าไร กี่โมง อุณหภูมิแค่ไหน



วันนี้สูงสุด 18 ต่ำสุด 5 องศา



แต่ที่ยืนสั่นๆ อยู่ป้ายรถ รู้สึกจะ 10 องศาได้นะ

รถมา กลับบ้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขากลับนี่ไม่มีใครแย่ง มีเรากะคู่รักอีกคู่ ขึ้นไป นั่งเป็นเจ้าของรถเลย อิอิ

ขนาดไม่ชอบช้อปปิ้ง ยังถือของอีรุงตุงนังกลับโซล ใครขาช้อป คงสนุกพิลึก




Create Date : 03 กรกฎาคม 2558
Last Update : 29 ธันวาคม 2558 10:30:32 น.
Counter : 13198 Pageviews.

2 comment
LINE FRIENDS STORE & CAFE ณ คาโรซูกิล
ด้วยความรักของเรานั้นทั้งหวานดั่ง (สี) น้ำตาล ทั้งขมราวน้ำตาล (ไหม้)

เพราะหัวใจนำทาง.....

พี่น้ำตาลจ๋าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา มาแย้วจ้า

Hello! LINE CAFE in SEOUL

ไปกันๆ ตามมาทางนี้สำหรับสาวกพี่บราวน์ เพื่อนสาวโคนี่ แซลลี่จอมป่วน และอื่นๆ

ที่คาโรซูกิลอ่ะ เขาเปิด LINE FRIEND STORE แล้วนะ

ไปไม่ยากที่ สถานี Sinsa ทางออก 8 ออกมาปุ๊บ เดินตรงๆ มาเลย จนถึงทางแยกที่สามก็เลี้ยวซ้ายเข้าไป

สังเกตไม่ยากหรอก เพราะคนจะเลี้ยวตรงนี้เยอะอยู่

เลี้ยวแล้วก็เดินตรงไปอีกไม่เกิน 5 นาทีก็จะเจอร้านอยู่ฝั่งเดียวกับที่เดินมาเลย ร้านหาง่ายมากๆ เด่น โดดเด้งสุดๆ

ข้ามฝั่งไปถ่ายหน้าร้านมาจ๊ะ




หน้าทางเข้าจะมีพี่บราวน์ต้อนรับ เพียงเข้าไปหนึ่งก้าวเท่านั้น ผงะ!!!

ความรักเรานั้นดั่งขุนเขาใหญ่ ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก




ถลาไปซุกแทบอก ตัวเบ้อเริ่มเลย น่ารักฝุดดดดดดดดดดดดดดดดด

ทำด้วยอะไรนะใจคอ ทำไมทำตัวใหญ่แบบนี้ มันบีบคั้นใจมาก

สาวกพี่บราวน์อย่างอิฉัน ถึงอยากได้แค่ไหนก็ไม่มีปัญญาขนจริงๆ

ที่นี่มีสามชั้นล่ะ ตามมาดูกันนะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชั้น 1 .... เข้ามาปุ๊บ พอเจอพี่บราวน์ยักษ์แล้ว ก็จะมีสินค้าต่างๆ ขายมากมาย ทั้งตุ๊กตาแต่ละตัว หลากไซส์ หลากสไตล์






เคสมือถือ




หมอนรองคอ ปากกา ดินสอ สมุด กล่องดินสอ รองเท้าแตะ สารพัดสารเพ แก้วน้ำ ขวดน้ำ










ขนมที่ระลึกก็มี น่ารักสุดพลัง










จานก็น่ารักน๊าาาาา




แก้วร้อนก็มี




แก้วเย็นก็มา



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทางเดินขึ้นลงน่ารักตลอด






ชั้น 2 .... เจมส์กับลีโอนาร์ดยืนต้อนรับอยู่จ๊ะ




ชั้นนี้ขายเสื้อผ้า น่ารักๆ ทั้งนั้นเลย






อยากได้พี่บราวน์ตัวนี้ มุ้งมิ้งที่สุด






อันนี้ชุดใส่นอนหรือป่าวนะ แหะ-แหะ




เสื้อยืดหลากลวดลาย








ถุงเท้าก็มีนะ




โคนี่นั่งรอที่เก้าอี้ ใครแวะมากอดถ่ายรูปก็ได้




ไปดูอีกชั้นกันบ้าง เด็ดสุดล่ะสำหรับเรา อ๊างงงงง



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทางลงชั้นใต้ดิน B1 ..... ตรงหัวมุมบันได ชะงัก แล้วกรีดร้องโหยหวนนนนนนนน




จะอาวววว จะอาวววววววววว

พี่บราวน์แต่งกายยั่วยวน ไม่รู้กี่ตัว แงๆๆๆๆ น่ารัก ปาดเลือดกำเดา แล้วก้าวต่อไป




เดินต่อลงมาปุ๊บ มองไปที่พื้น โอ๊ยยย จะให้เหยียบหน้ากันเลยเรอะ เค้าทำร้ายตะเองไม่ลงหรอก งุงิ




แล้วก็ แท่น แท๊นนนนนนน LINE CAFE จ้าาาาาาาา




นอกจากพ่อค้าแซ่บมากเป็นที่ฮือฮาของปวงประชาแล้ว ( ไม่ได้ถ่ายนะ คือเราไม่ฮือ เราเลยไม่ถ่ายมา ใครอยากรู้ ต้องไปดูเอง 555 )

ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือขนมและเครื่องดื่ม ไหนดูจิ ขายอะไรบ้าง

Macaron Sally & Brown แปลกใจ ทำไมไม่มีโคนี่ แต่ถ้ามีลีโอนาร์ด เจมส์ บอส ด้วย คงจะฮาพิลึกเนอะ






Choco Banana Tart & Lemon Meringue Tart น่ากินชะมัด




Cookie




Choco Nuttella Pudding




Cheese Cake Pudding




เครื่องดื่มมี Cold Brew




กับเครื่องดื่มร้อนจะอยู่บนเมนูหลังเคาท์เตอร์ ซึ่งแน่นอนว่า....ไม่ได้ถ่ายมา คือเกรงใจ

( แต่จริงๆ ถ่ายได้ทั่วร้านนะ ถ่ายไปเหอะ ถ่ายบาริสต้าหล่อๆ ก็ถ่ายไปเหอะ 5555555 )

อย่าถามว่าอะไรอร่อยบ้าง เพราะ....ไม่ได้กิน ก๊ากกกกก กินนิดหน่อย คือ มานั่งเอาบรรยากาศมากกว่า

สำหรับเรา วันนี้สั่งมาสองเมนู คือ Brown Chocolate Latte และ Macaron Sally & Brown อย่างละชิ้น นั่งรอซิๆๆๆ




ได้ของมาแล้ว มีไม้คนกาแฟให้ด้วย มุ้งมิ้งที่สุด




ลาเต้นี่ พอคนๆๆๆๆๆๆ แล้วทั้งขวดก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล Brown สุดๆ ไปเลย น่ารักม๊ากกกกกกก




ขวดเอากลับได้ด้วยนะ แต่เราดันเป็นคนดี คืนให้เขาไปรีไซเคิลซะงั้นอ่ะ แหง่มๆๆๆ

แล้วก็สองชิ้นนี้ ซื้อมาถ่ายรูปมากกว่าจะกิน ตั้งใจเอาไปฝากแม่ (สองชิ้น น้อยไปป่าว อิอิ)




แต่สุดท้าย เดินซุ่มซ่าม ทำมันแตก เลยจับยัดเข้าปากตัวเอง

แซลลี่เป็นรสเลมอน อร่อยดี ส่วนบราวน์รสคล้ายๆ โอวัลตินนะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หม่ำเสร็จแล้วก็อีกครึ่งของชั้นนี้ ขายของเหมือนกัน แต่แบ่งโซนย่อยๆ เจอพี่บราวน์บินได้ก่อนเลย




LINE RANGER




BROWN




SALLY




(ไม่มี CONY อีกแล้ว แปลกจัง)




ผ้ากันเปื้อนก็ขายนะ




กระเป๋าน่ารักๆ








ลูกโป่งเบิ้มๆ




Mug สีสดใส






เรียกได้ว่าใครเป็นสาวก LINE นี่ฟินตัวแตกอ่ะค่ะ ขอเชิญชวนให้มา

ใครมาแล้วก็มาใหม่น๊า แล้วเจอกันอีก บ๊าย บายยยยยยยยย






Create Date : 24 เมษายน 2558
Last Update : 24 เมษายน 2558 16:17:03 น.
Counter : 10241 Pageviews.

1 comment
Jinhae ทางรถไฟสายซากุระ
ได้ไปแล้วววววว

จินเฮของพี่

หลังจากพี่ได้แต่เฝ้ามองมาร่วมสี่ปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง อึง อึง อึงงงงงงงง......

The 53rd Jinhae Gunhangje 2015 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 -10 เมษายนจ้า

แพลนๆ หาวิธีไป จองตั๋วรถไฟ และ....ฝนตก

เอิ่มมมมมม.....ฝนเอย ทำไมจึงตก ฝนตกตอนดูดอกไม้มันลำบากน๊า เค้าอยากได้ฟ้าใสๆ

ทำไมต้องมาตกวันนี้ด้วย........

กรีดร้อง แล้วออกเดินทางไป Seoul Station กันดีกว่า

ก่อนมานี่ได้ศึกษาประมาณนึง บางคนก็แนะนำให้ไปเที่ยวเล่นที่ปูซานก่อนแล้วค่อยมาจินเฮ จะได้ใกล้ๆ

แต่บางคนก็บอกว่าไปเช้าเย็นกลับจากโซลก็ได้ แค่ออกเช้าหน่อย จะได้เที่ยวได้นานๆ

ส่วนเรา....รอบนี้ไม่อยากไปเที่ยวปูซานเท่าไร ไปมาแล้วสองรอบ ยังไม่ปรุก็จริง แต่รอบนี้ไม่มีอารมณ์

มีอย่างอื่น ที่อื่นที่อยากไปอีก งานนี้เลยตัดใจ "ไปเช้าเย็นกลับ"

ก็เลยจัด KR Pass บัตรเบ่งเวกุกอินอย่างเรา แบบวันเดียวมาซะเลย



** เวกุกอิน เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า ชาวต่างชาติ / บัตรเบ่งคือ มีใบนี้ใบเดียวขึ้นรถกี่ครั้งก็ได้ เปลี่ยนกี่รอบก็ได้ ฟรี เริ่ดที่สุด **

อิฉันเลยเรียก KR Pass ว่า บัตรเบ่งเวกุกอิน มาตลอด เพราะเฉพาะต่างชาติเท่านั้นที่ซื้อได้

ใครเอาชื่อไปใช้ โปรดให้เครดิต 555

ชอบนะ KR Pass นี่ ถึงมันจะแพง แต่คุ้มมากๆๆๆๆๆๆๆ

เพราะนั่ง KTX เที่ยวเดียวก็เฉียดหกหมื่นวอนแล้ว แต่ซื้อบัตรเบ่งฯ ใบเดียว หกหมื่นฝ่าๆ แต่ขึ้นได้หลายเที่ยวอ่ะ คุ้ม-จะ-ตาย

ยิ่งสำหรับคนที่เปลี่ยนใจง่าย เปลี่ยนตารางง่าย หรือตกรถ มันดี๊ดีอ่ะ

ข้อเสียมีไหม? มี คือมันจะระบุอายุเราทำไมแว๊



ตั้งใจจะไปดูตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเลย วันแรกของเทศกาล

เลยรีบไปออก KR Pass ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมเลย แล้วก็จองตั๋ว KTX ดักเลยจ้า กลัวเต็ม

โดยปกติแล้วจะไม่มีรถไปถึงจินเฮนะ ต้องนั่ง KTX ไปลง Changwon (ชางวอน) หรือ Masan (มาซัน) ก่อน แล้วเสียเงินต่อรถไปอีก

แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลชมดอกไม้ ทาง Korail จะใจดี เปิดขบวนพิเศษให้

แค่นั่งไปลง 1 ใน 2 นั่นแหละ แล้วจะมีรถไฟ Muganghwa มารับต่อไปจินเฮได้เลย สะดวกๆ

ต่างกันตรงที่ ขบวนพิเศษนี่ จะมาเวลาใกล้เคียงกับ KTX ไง ให้ต่อรถได้แบบพอดีๆ ไม่ต้องรอนาน (ถ้าปกติคือรอนานนนนนนนนน อ่ะ)

การเดินทางจากโซลไปถึงจินเฮนั้น ใช้เวลาไปกลับ บอกเลยว่าประมาณ 7 ชั่วโมง!!!!

ยาวนานเว่อร์วังที่สุด นี่ขนาดมีรถไฟความเร็วสูงนะ

นี่เป็นสาเหตุที่หลายๆ คนแนะนำให้มาจากปูซานเพราะใกล้กว่าแค่ 1 ชั่วโมงเดินทางก็ถึง

ตาแรกก็ตั้งใจออกแต่เช้าแหละ แต่จากที่พักเราไปถึงโซลสเตชั่น มันไม่ทันขบวนแรกอ่ะดิ

ดังนั้นเราจึงต้องนั่งขบวน 08.40 น. ไปโดยปริยาย

ก็เอา KR Pass ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วบอกว่าจะไปจินเฮจ้า

เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า รถไปมาซันเต็มนะ ลงชางวอนแทนได้ไหม แล้วค่อยต่อไปจินเฮ ไปได้เหมือนกันแหละ แต่ถึงก่อนสถานีนึง

เราก็งงๆ ในเมื่อมันขบวนเดียวกัน ทำไมไม่ให้นั่งยาวไปจินเฮฟะ ให้ลงทำไมเนี่ย

(เดา สงสัยมีคนจองขึ้นจากชางวอนไปลงจินเฮมั้ง)

ก็ตกลงใจได้ตั๋วมาดังนี้ เย้ๆๆๆๆๆๆ

ออกโซลโดย KTX 08.40 น. >> ถึงชางวอน 11.36 น. >> รอเปลี่ยนขึ้นมูกุงฮวาตอน 12.12 ที่ชางวอน >> แล้วขึ้นรถไปถึงจินเฮตอน 12.33 น.



กว่าจะถึงปาไปครึ่งวัน นานเจงๆๆๆๆๆ

ตัดสินใจจองตั่วไปได้แล้ว ก็สบายใจ (ทำไมไม่จองขากลับก็ไม่รู้)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เช้าวันที่ 1 มาถึง ตื่นมาพร้อมพิรุณโปรยปราย เงิบ....

ฝนตกไม่หนัก บางมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แต่ไม่หยุดไง ทั้งวันเลย ตกเป็นละอองๆ พอให้รำคาญ

แต่เลื่อนวันเดินทางไม่ได้ เพราะ KR Pass ระบุใช้วันนี้อ่ะ ก็ต้องไปตามกำหนดเดิม

แต่ก่อนเดินทาง เพิ่งระลึกได้ว่าควรจองตั่วขากลับ (ทำไมไม่จองตั้งกะวันนั้น ถามตัวเองซิ)

ขากลับเต็ม เต็ม เต็ม!! เร็วสุดที่จะมาถึงโซลได้คือ มาถึงห้าทุ่ม ห่ะ อะไรนะ??

ดึกไปอ่ะ แล้วเช้าอีกวันต้องตื่นไปเกาหลีเหนือด้วย โอ๊ย ไม่เอา ดึกไปอ่ะ

ที่ตั้งใจไว้คือแค่จะถึงโซลสามทุ่มเองน๊า

ออกชางวอน 19.54 น. มาถึง โซล 22.50 น. ฮืออออออออออออออออ ไม่เอาๆๆๆๆๆ

เร้าหรือกับพนักงาน (ที่หงุดหงิดอะไรอยู่ไม่รู้) ได้สามสี่ประโยค ก็จำใจต้องรับตั๋วมาอย่างเซ็งจิต

ผิดเอง ถ้าจองแต่วันนั้นคงไม่เป็นแบบนี้

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ้อ ว่าไป information booth ย้ายที่แล้วนะฮะ ครั้งก่อนที่มา ยังยิ่งใหญ่อลังการ วันนี้กะทัดรัดมาก



ไปขึ้นรถกัน ของเราขบวน 403 สายมาซัน platform ที่ห้า




ทางลงไป platform ไม่ใช่ของเรา แต่จะถ่ายอันนี้



ขบวนรถ (ไม่ใช่ของเราอีกนั่นแหละ 555)



ขึ้นรถได้ หงุดหงิดใจ เปิดเว็บ Korail ดู เช็คตั๋วซิ ทำไมมันหมด ไม่อยากกลับดึก ดูไปดูมา ดูมาดูไป

เอ๊ะ จากมาซัน รถรอบออก 18.00 น. ถึงโซล 20.58 น. ก็ยังว่างนี่ แล้วทำไมลุงนั่นไม่จองให้ฉัน ย๊ากกกกกก!!!

เดี๋ยวเอาบัตรเบ่งฯ ไปเปลี่ยนตั๋วเอาที่สถานีชางวอนก็ได้วะ


อาหารเช้านี้ คว้าได้จากมินิมาร์ทแถวนี้แหละ กับ ช็อกโกอูยูของโปรด อร่อยและประหยัดมากๆๆๆๆ




ด้วยความเกรี้ยวกราดในอารมณ์และหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน......จึงนั่งหลับยาวไปจนถึงชางวอน คร่อกกกกกกกก

สองชั่วโมงฝ่าๆ ผ่านไป ก็ตื่นมาที่ชางวอน วิ่งดุ๊กดิ๊กไปขอเปลี่ยนตั๋ว

และ ได้มาจ้า บราโว่!!!!!!!

อ้าว ไม่มีรูป ลืมถ่าย

ได้กลับถึงโซลตอนสามทุ่มแล้ววววววววววว ดีใจหลาย

ก้มหน้ามองตั๋ว ถึงบางอ้อ.......

คือเริ่มจากมาซันไปโซล 18.00 น. อ่ะ มีรถ (ไม่แวะชางวอน)

Masan > Changwon Jungang > Dongdaegu > Daejeon > Seoul


แต่ถ้าเริ่มจากชางวอนไปโซล มันมีขบวนเร็วสุดคือ 19.54 น. นั่นแหละตามที่ลุงจองให้ มิน่าล่ะ
(ออกมาซัน แวะชางวอน)

Masan > Changwon > Changwon Jungang > Dongdaegu > Daejeon > Seoul


แต่ประเด็นคือ ตอนบอกจะกลับก็บอกไปแล้วนะว่าขอกลับจากมาซัน ลุงไม่ฟัง!

ลุงเห็นว่าขาไปหนูลงชางวอน ลุงเลยคิดว่าจะกลับจากชางวอนไง

ลุงไม่ฟังเลยยยยยยยยยยยยย

เอาเถิด ได้ตั๋วจากมาซันแล้ว สบายใจ ไปๆ ไปขึ้นรถไปจินเฮกันต่อ

** คำเตือน ก่อนเดินทางควรศึกษาตารางรถไฟให้แม่นก่อนจริงๆ นะ เผื่อเจอในกรณีแบบเรา จะได้ดิ้นรนได้ ไม่ค้างเติ่ง **

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ออกจากสถานีใหญ่ของชางวอนมาสถานีย่อย



กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!

มัน-หนาว-มาก!!!

คือใครอย่าได้ดูถูกอากาศเกาหลีใต้เชียวนะ คำว่า 15 องศาเนี่ย มัน real feel เท่า 5-6 องศาเลยนะ

แล้วสถานีชางวอนคือโล่งมากๆ ฝนโปรย หอบลมมา โอ๊ยยยย ตัวสั่นพั่บๆ

ออกจากโซลมายังปกติ แต่มาถึงชางวอนนี่เสียจริตมาก หนาวสุดขั้ว

เตรียมเสื้อผ้ามาแบบ Spring Collection แต่ที่เจอนี่ Winter Season ทุกวัน จะบ้าแหละ

ขึ้นรถได้ นั่งเพลินๆ สักสิบนาทีก็ฮือฮาไปทั้งขบวน เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยดอกซากุระ อะๆๆๆๆๆๆๆ

ตื่นเต้น เริ่มตื่นเต้นแล้ว

ถึงสถานีจินเฮแล้ว สถานีเล็กๆ น่ารักมากมาย





กระโดดตุ๊บลงมา กางร่ม ฝนโปรยไม่หยุดเลย แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กไปยังเต๊นท์ Information ขอคู่มือมาเล่มนึง



ต้องทำเวลาๆ เพราะนี่จะบ่ายแล้ว แต่ 17.12 น. เราต้องขึ้นรถไฟจากจินเฮไปมาซัน เพื่อต่อมาซันไปโซล

มีเวลาเที่ยวที่นี่แค่ 4 ชั่วโมง ต้องรีบเก็บให้ครบ

นี่แหละน๊าาาา ถึงควรมาแต่เช้าไง

ได้โบรชัวร์มาแล้ว ก็ข้ามฝั่งไปขึ้นรถเมล์สาย 307 เพื่อกลับไปยังสถานีอุโมงค์ซากุระที่ผ่านมาตะกี้

ที่ต้องย้อนไปมา เพราะสถานีเมื่อกี้เดี๋ยวนี้ไม่เปิดใช้บริการแล้ว มีไว้แค่ให้รถวิ่งผ่านเท่านั้น จะลงเลยก็ไม่ได้ เลยต้องมานั่งรถเมล์ย้อนเอา

และอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง จะมีรถไฟย้อนกลับไปมาซัน เราเลยต้องไปดักถ่าย "รถไฟลอดผ่านอุโมงค์ซากุระ"

แต่จะบอกว่าแค่ในเมือง ซากุระก็บานสวยสะพรั่งแล้วน๊าาาาา





ที่จินเฮนี่ เค้าว่ากันว่าเป็นที่เดียวที่เป็นดอกซากุระจากญี่ปุ่นของแท้แน่นอน ร่วมหมื่นกว่าต้น หรือกี่หมื่นต้น ไม่แน่ใจ

นี่เป็นบล็อคท่องเที่ยวแบบข้อมูลไม่แน่น อย่าได้สนใจตัวเลข 5555

เห็นว่าตอนมีสงครามกัน ชาวอาทิตย์อุทัยขนมาปลูก เวลาออกดอกจะได้หายคิดถึงบ้าน



ส่วนที่อื่นๆ จะเป็นดอกเชอร์รี่ หรือชาวเกาหลีเรียกว่า 벚꽃 (พ็อต-กด) เช่น ที่เกาะเชจู ที่ยออึยโด ฯลฯ ซึ่งพอเราไปดูมา เออ มันต่างกับที่นี่จริงๆ

แต่ที่จินเฮเป็นซากุระแท้งี้ สีชมพูหวานๆ แต่ที่อื่นจะอมขาว แม้.....แม้ว่าซากุระจะมีหลายพันธุ์ หลายเฉดก็เหอะ แต่เอานะ ที่โซลกะจินเฮ สีต่างกันจริงๆ


นั่งรอรถเมล์แบบมุ้งมิ้ง



รถเมล์มาแล้ว ใช้บัคร cashbee แตะไปปี๊ดๆ 1,200 วอน ก็หาที่นั่ง ไม่ถึงสิบนาที ก็ถึงป้าย คนลงแทบหมดคัน



พอก้าวเท้ามาถึง Gyeonghwa Station แล้วก็......กรีดร้องงงงงงงงงงงงงงงง อีกรอบ!!














งามปะล้ำปะเหลือ งามแต๊งามว่า โรแมนติคขนาดดดดดดดดด







อยากจะแดดิ้นตาย

ซากุระฉ่ำน้ำฝน



เด็กๆ มาทัศนศึกษา







เพื่อนสาว คู่รัก แฟมิลี่มาถ่ายรูปกันเต็มเลย









มาแล้ว รถไฟมาแล้ววววววววว รถแบบที่เรานั่งมาตะกี้แหละ เจ้าหน้าที่เป่านกหวีด ไล่คนให้พ้นรางรถไฟ หลบหน่อยจ้า





ความตั้งใจเราคือจะถ่ายให้ได้แบบนี้


cr. as tagged

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ......



คืออะไร ฝีมือทุเรศมาก 55555555555555555555555555

คือแบบไหนรถไฟลอดผ่านอุโมงค์ซากุระ ดอกไม้ปลิวงามไสวล่ะยะ? ไหน ไหน ที่ไหน?





ถ่ายออกมานี่แบบ ฟ้าหลัว เมฆฝน แสงไม่พอ คนก็เยอะ รถไฟวิ่งเร็ว ปรับกล้องไม่เป็น ติดมาแว่บๆ

หาความงามไม่ได้เลย ก๊ากกกกกกกก



ถึงจะดูอนาถไปหน่อย แต่เราก็สมใจ และขำตัวเองเป็นที่สุด

ถึงจะกางร่มไป ถ่ายรูปไป แต่ผู้คนก็มากันเนืองแน่นจริงๆ นี่ขนาดวันแรกนะ วันหลังๆ คนคงเยอะขึ้นๆ

แบบชัดๆ ทั้งสวยทั้งหวานเลย



ลุงยิงมา เรายิงกลับ



อยู่ที่นี่ชั่วโมงกว่า เราก็ไปขึ้นรถเมล์ที่ฝั่งจัดงานนี่แหละ เพื่อกลับไปสถานีจินเฮต่อ

จากสถานีจินเฮ เดินเลี้ยวขวาไปสักพัก แล้วเลี้ยวขวาอีกทีจะเจอจุดถ่ายรูปเด็ดๆ อีกมุมคือ Yeojwacheon Romance Bridge

คือใครมาจินเฮนะ ถ้ามีเวลาก็ดูให้ครบตามที่เขาแนะนำไว้จะดีมาก





แต่ถ้าเวลาน้อย ก็เก็บสองจุดหลักๆ แบบเราก็พอ แค่นี้ก็ฟินแล้ว


มุมบังคับ



เมื่อก่อนสะพานสีแดง เวลาถ่ายออกมา ตัดกับซากุระ สวยมากกกก

แต่เขาทาสีสะพานใหม่เป็นน้ำตาล รูปเลยจืดทีเดียว



ลำธารน้อยๆ ด้านล่างประดับด้วยหัวใจหลากสี











ตกแต่งด้วยโคมไฟรูปการ์ตูนต่างๆ เชร็ค ฟีโอน่า พุช และดองกี้ก็มา





มุมนี้เด็ดมาก คนมายืนต่อแถวถ่ายใต้หัวใจซากุระกันยาวเลย เราก็ต่อนะ

ต่อคิวนานเพื่อให้ได้รูปนี้......แบบไม่มีคน 555555



คนคง งงๆ ไอ้นี่ต่อคิวเพื่อสิ่งนี้อ่ะนะ? แล้วแบบพอถึงคิวเรา เราก็ถ่ายไปไง

พี่จีนมาจากไหนไม่รู้ นึกว่าไม่มีคนถ่าย แถเข้าเฟรมมาเลยทีเดียว ตื่นเต้นกันใหญ่ ดีใจกันมาก

โดนคนเกาหลีรอบๆ ไล่บอกให้ออกไป เขาต่อคิวกันจ้า และตอนนี้ถึงคิวคนนี้ที่ ... ถ่ายแบบ ไม่ต้องการให้มีคนมาติด

ทั้งขำ และทั้งขอบคุณทุกคนนะ หุหุ



งานชัดลึก ชัดตื้น ต้องมา ... ชัดไม่สนองค์ประกอบว่ามันเบี้ยวไหม สวยหรือป่าว 5555





ได้เวลา....เดินกลับไปสถานีจินเฮอีกครั้ง เพื่อนั่งรถไฟกลับ

ปลื้มปริ่มกับที่นี่มากๆ ดีใจที่ได้มาสักที และสวยสมใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ถ้ามีโอกาสมาอีก จะมาให้นานกว่านี้ จะเที่ยวให้ครบจุดกว่านี้อีก


การชมดอกไม้ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นซากุระ หรือ พ็อต-กด หรือดอกใดๆ ในโลกก็ตาม

อย่าไปแตะต้องมันนะจ๊ะ ดูด้วยตา ชื่นชมความงามก็พอแล้ว เพราะกลีบดอกไม้บอบบางมาก

แตะๆ กันไปกลีบดอกร่วง ดอกไม้ช้ำมือ คนหลังๆ มาอดเห็นนา ^^



ปล. รูปงามๆ บางส่วนจาก imKOONG ไปกันสองคน ช่วยกันถ่าย แล้วก็ขโมยรูปนางมาแปะ

รูปไหนสวย ให้คิดซะว่าเป็นรูปของนางไปนะ 555555

จบด้วยรูปนี้ รูปคู่ของตัวเรากับซากุระแสนงาม ชอบฟีลลิ่งในรูปนี้สุดๆ ไปเลยอ่ะ






Create Date : 23 เมษายน 2558
Last Update : 23 เมษายน 2558 10:31:20 น.
Counter : 7002 Pageviews.

6 comment
เอาเท้าแตะเกาหลีเหนือ ตอน JSA ทัวร์

ความเดิมตอนที่แล้ว

หลังออกจากสถานีรถไฟโดราซานมาได้ ไกด์ก็พาเราไปมอบตัวให้กับอีกคณะนึง

นัยว่าแยกกันตรงนี้แล้วเธอจงไปเสี่ยงชีวิตต่อไปกับอีกบริษัทนึงแทนนะจ๊ะ

ขึ้นรถได้ เขาก็พาเราไปหม่ำกลางวันก่อน

ไกด์คนใหม่เป็นเจ่เจ้น่าจะ 40+ ดูคล่องแคล่ว ช่างจำนรรจาไม่น้อย

อ่อ ไอ้ทริปเกือบสี่พันบาทนี่รวมอาหารกลางวันด้วยนะจ๊ะ เป็นพุลโกกิเนื้อ

ใครทานเนื้อไม่ได้ก็ควรบอกไกด์ล่วงหน้าไว้ด้วย



เป็นหม้อสำหรับสองคน และเครื่องเคียงไม่อั้น แต่ไม่รวมเครื่องดื่ม

สั่งแฟนต้าสับปะรดมากิน ขวดล่ะ 3,000 วอน หืมมมมมมม?

สงสัยป้าจะรีบรวยชาตินี้แล้วล่ะ ราคาขนาดนี้อ่ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หม่ำเสร็จ ก็ได้เวลา JSA (The Joint Security Area) Tour หรือปันมุนจอม จุดเผชิญหน้าเกาหลีเหนือใต้แล้วล่ะ

นั่งรถไป ID check point อีกรอบ เจอทหารแซ่บหน้าเหมือนพี่เรนอีกที ตรวจเสร็จเข้าไปที่ Camp Bonifas เริ่มจริงจังแล้วนะ

เพราะบริเวณนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด ถ่ายได้แค่จุดที่อนุญาตเท่านั้น ลวดหนามเต็มเบยยยยยย

สักพักคนขับรถก็วิ่งไปข้างล่างก่อนกลับมาพร้อมบัตรนี้ ให้ทุกคนติดตัวไว้



(รอดชีวิตกลับมาจากที่นี่ได้ ไปซื้อเลย 208 งวดที่แล้ว กินเรียบ ขอบใจ!)

UNCMAC Guest ย่อมาจาก United Nations Command Military Armistice Commission Guest

แปลไทยว่า "ฉันเป็นแขกของยูเอ็น อย่ายิงฉันนะ ฉันกลัว"

ใน 16 ประเทศที่ร่วมด้วยช่วยกันดูแลที่นี่ มีไตรรงค์ธงไทยปลิวไสวสวยงามสง่าอยู่ด้วยนะ

เห็นอยู่แถวๆ แคมป์นะ แต่ไม่ได้ถ่ายไว้ ตรงนั้นห้ามถ่าย

ชื่นใจหน่อยว่า อย่างน้อยฉันก็มาจากประเทศพันธมิตรระดับต้นๆ เกิดอะไรขึ้นมา เขาคงไม่ทิ้งฉันไว้ที่นี่หรอก (มั้งเนอะ)

เคยมีทหารไทยมาประจำการที่นี่ด้วยนะ ชื่อ เสธฯ อิ๊ก (ลองหาอ่านดูได้ในพันทิปเนี่ยแหละ)

แล้วก็นั่งรออยู่บนรถพักใหญ่ ก็มีนายทหาร UN ขึ้นมาตรวจพาสปอร์ตเรียงตัวอีกรอบ แต่รอบนี้จ้องหน้ามากกว่าเดิม ละเอียดกว่าเดิม

พี่บึ้กผิวดำชื่อว่า "ชาร์ลี" จะมาประกบรถเราตลอดเวลาทัวร์ คอยให้ความรู้เราแทนเจ่เจ้และดูแลเราๆ ด้วยนะ

พอรถได้รับอนุญาตให้ไปต่อได้ ก็ไปที่ห้อง Slideshow and Briefing ก่อน เพื่ออธิบายระเบียบการเข้าเยี่ยมชม JSA ว่าต้องทำตัวแบบไหนบ้าง

เช่น ห้ามใส่เสื้อสีหรือลายทหาร / ห้ามเมาเหล้า / ห้ามใส่รองเท้าแตะ / ห้ามใส่กระโปรงสั้น / ห้ามใส่กางเกงยีนส์ขาดๆ ฯลฯ

และเหนือสิ่งอื่นใด มาเพื่อเซ็นใบนี้



ใบรับรองว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฉันจะไม่เรียกร้องใดๆจ๊ะ

แปลชัดๆ คือ ระหว่างเยี่ยมชม ถ้าเกาหลีเหนือเกิดยิงปรมาณูมา หรือบังเอิญเดินไปเหยียบกับระเบิดเอง...ตายไป

ทางญาติไม่มีสิทธิ์โวยวายนะจ๊ะ ประมาณนั้น

ความเสี่ยงมันอยู่ตรงจะเซ็นดีไหมนี่แหละ 555555

แต่ก็ต้องเซ็นอ่ะ ไม่เซ็นไม่ได้ไปต่อ

พอเซ็นแล้ว นั่งฟังบรีฟแล้ว.....เคยดูๆ มาปกติเห็นเป็นทหารบรีฟ ไอ้นี่ก็ตั้งใจเตรียมสอบโทอิคเต็มที่

ไฉนเลยเป็นเจ่เจ้ไกด์เราที่บรีฟแทนฟะ!!

แล้วเจ่เจ้เหมือนเรียนภาษาอังกฤษมาจากอินเดียอ่ะ ฟังแล้วง่วงมาก สำเนียงก็มากกกกก

แล้วแบ่บ....มันควรสุขุม กึ่ม กดดันเล็กๆ อารมณ์ควรมาคุ ด้วยการอธิบายของทหาร

พออาเจ้มาเล่า มันเหมือนเกาหลีเหนือใต้จูงมือกันไปชมดอกไม้บานยามเช้าอ่าาาาาา

มันไม่ขึงขัง มันไม่เร้าอารมณ์เล้ยยยยย

เผลอสัปหงกไปหนึ่งที ก็โดนต้อนไปขึ้นรถอีกคัน

คันนี้ให้เอาไปแค่ตัว กล้อง และของติดตัว ติดกระเป๋ากางเกง กระเป๋าเสื้อได้หมด

ตราบใดที่ "in your pocket" แต่กระเป๋าสะพายห้ามโดยเด็ดขาด

และคันนี้ขับโดยทหารที่นี่ด้วย...เช่นเคย ห้ามถ่ายรูป

มองไปรอบตัวแห้งแล้งและมีแต่รั้วหนามหนาแน่น ไม่เกิน 5 นาที ก็ถึงอาคารหลังนึง

จอดปุ๊บ เข้าไปด้านใน เจอบันไดสูงชัน แหงนคอตั้ง มีคนยืนเป็นแถวตอนลึก รถใครรถมัน

(ไม่มีรูป ห้ามถ่าย จินตนาการกันไปเองนะ)

และชาร์ลีโอปป้าบอกให้เดินเรียงแถวกันขึ้นมา ก้าวขึ้นไปถึงบันไดขั้นสูงสุด เปิดประตูออกไป

คุณพระ!!!!

ปันมุนจอม อาคารกล่องสีฟ้าอยู่ตรงหน้า



ตื่นเต้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

คือ แบ่บบ....เกาหลีเหนืออยู่ตรงหน้าแล้วอ่ะ

คือเราไม่รู้ซิ.....เราสนใจและวุ่นวายอยู่ในเกาหลีใต้มานาน

พอที่จะสนใจสังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ผู้คนของเขาแล้วอ่ะ

สนใจจนวันหนึ่ง

จากที่ไปเกาหลีใต้ไปวันๆ เอาสนุก เราก็สงสัยว่าทำไมเขาแบ่งแยกประเทศกัน ทำไม?

อาจไม่ได้สนใจลึกซึ้งมากนัก แต่ตอนดูปรีฟจบ ทั้งจาก DMZ และ JSA เราก็เศร้าลึกๆ นะ

แบบว่าอินไปกะเขา ประหนึ่งตรูเป็นพลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ (แต่ฟากไหน ยังไม่แน่ใจ)

ทีนี้พอวันหนึ่งได้มีโอกาสมายืนตรงนี้ มันทั้งตื่นเต้น ทั้งเครียด ทั้งดีใจ แบบบรรยายไม่ถูกเลย



อาคารสีฟ้าหลังเล็กๆ อาจไม่ได้มายาก แต่ก็ไม่ใช่จะมาได้ง่ายนัก

ก่อนมาที่นี่ต้องจองล่วงหน้า อย่างน้อยๆ ก็ 1 วันเพื่อส่งหน้าพาสปอร์ตมาให้เช็คก่อนว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่

เพราะบุคลากรบางอาชีพ และบางสัญชาติก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามานะจ๊ะ

เช่น ครูอาจารย์ นักข่าว คนอเมริกา และแม้แต่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ด้วย

เราเดินแถวตอนลึกเข้าไปในอาคารสีฟ้า Freedom House สถานที่ที่เหนือใต้มีไว้เจรจาว่าความ (ซึ่งไม่เคยสำเร็จเลยเหอะ)



เข้าไปแล้วเงียบกว่าเดิม ต้องจุ๊ๆ โหวกเหวกโวยวายมาก เดี๋ยวพี่เหนือเขาหนวกหูรำคาญพาลยิงเราทิ้งจะยุ่งเอา

จุดนี้ให้ถ่ายรูปได้ แต่อย่างแรกที่เราขอถ่ายคือ ถ่ายคู่กับชาร์ลีโอปป้า 555555

และเนื่องจากเพื่อให้อินกับสถานที่ และเลียนแบบทหารที่นี่ เอ๊ย ไม่ใช่

เพื่อให้ดูกลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ทหาร และเพราะไม่สามารถเปิดเผยหน้าตาเราได้ เราจึงต้องตัดต่อแว่นดำมาใส่ 5555



ดูกลืนกันเนอะๆๆๆๆ สูงไม่ถึงไหล่เลย

ให้เจ่เจ้ถ่ายให้ ฝีมือระดับมาสเตอร์พีซมาก ทั้งเอียง ทั้งเบลออ่ะค่ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อาคารหลังนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นของเกาหลีเหนือ อีกครึ่งของเกาหลีใต้

โดยทางเทคนิค โต๊ะนี้แบ่งครึ่งด้วยธงเล็กๆ บนโต๊ะนี่แหละ ลากจากธงตรงๆ มาเลย ครึ่งโต๊ะ ฝั่งซ้ายคือใต้ ฝั่งขวาคือเหนือ

ทันทีที่คุณเดินก้าวมายืนฝั่งขวา ก็เท่ากับคุณยืนในดินแดนเกาหลีเหนือแล้ว

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตื่นเต้น!!!



พี่ทหารคนนี้ เป็นลูกครึ่ง เพราะครึ่งตัวยืนฝั่งใต้ อีกครึ่งหนึ่งยืนฝั่งเหนือ 5555 ม่ายช่ายยยยย



ชาร์ลีอธิบายว่าที่ต้องใส่แว่นสีเข้มไว้เพื่อป้องกัน Eye Fighting

เอางั้นเลยนะ จะไฟท์กับใครล่ะ ในนี้มีแต่ทหารใต้สองคนเอง

เป็นคนจริงๆ นะ แต่ยืนนิ่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

และวันๆ นึงก็ไม่รู้มีคนมาจ้องหน้าแกกี่คนกันเนอะ แต่ที่แน่ๆ วันนั้นพี่แกร้อน เห็นเหงื่อซึมเต็มหน้า น่าสงสารจัง

ให้ถ่ายรูปด้วยได้ ยืนด้านข้างเท่านั้น ห้ามเดินตัดหน้าและห้ามเดินผ่านหลัง แกจะจับเราทุ่มทันที

ชาร์ลีเตือนไว้ แต่ไม่มีใครกล้าเดินตัดหน้าหลังหรอก เลยแค่ยืนเคียงถ่ายรูป

ส่วนด้านหลังพี่ทหารคนนี้คือประตู ที่เปิดออกไปก็เข้าเขตเกาหลีเหนือแบบเน้นๆ



เราไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดแน่นอน ใครเดินผ่านพี่เขาไป เขาจะล็อกตัวทันทีเลย



แอบส่อง นี่ก็จุดแบ่งดินแดนนะ พื้นกรวดนั่นฝั่งใต้ พื้นทรายนี่ฝั่งเหนือ



แอบส่องมองไปนู่น ฝั่งเกาหลีเหนือ ไม่เจอไรหรอก





มองย้อนกลับไปที่ฝั่งใต้



ได้อยู่ในนี้ไม่เกิน 10 นาทีก็ต้องถอยออกมา เดินเรียงแถวกลับไปอย่างเป็นระเบียบ

และสุดท้าย ชาร์ลีให้ยืนเรียงหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาเกาหลีเหนือเพื่อถ่ายรูปตรงไปด้านหน้าได้

แต่ห้ามถ่ายเอียงซ้าย และห้ามถ่ายเอียงขวา ให้ยิงตรงเท่านั้น

นี่ชาร์ลีต้องคอยเดินเล่านั่นนี่ และมองพวกเราตลอดมีใครยกกล้องไปผิดมุมหรือป่าว จะได้ยิงทิ้ง .... ไม่ใช่แหละ



ส่วนพี่คนนี้เกาหลีใต้ ขี้แอ๊คมาก



คนนี้เป็นบัดดี้ชาร์ลี ชื่อไรไม่รู้ ดูรถอีกคันที่มาพร้อมกับกรุ๊ปเรา ผอมขาว .... บอกเลยชาร์ลีดูคุ้มครองเราได้มากกว่า 555



และขอแนะนำ นี่คือบ๊อบ เห็นบ๊อบไหม?



อ่ะ บ๊อบชัดๆ ดูมุ้งมิ้ง



ทหารเกาหลีเหนือรายเดียวที่ยืนมองเรากลับมาคนนี้ เหล่า UN ตั้งชื่อให้ว่า บ๊อบ

เพราะมักจะว่อบไปแว่บมา 55555555555555 มุขตลกของอเมริกันเค้า

เหล่าใต้จะจับตามองบ๊อบเสมอ ถ้าบ๊อบหายไปเกิน 1 ชั่วโมง แปลว่าทางนี้ก็ต้องระวังตัว อาจมีเหตุใดๆ .... เช่นตอนนี้แหละ หายไปไหน ตะกี้ยังอยู่เลย





(บางทีบ๊อบอาจปวดท้องอึก็ได้นะ ชาร์ลี)

3 ต่อ 1 ..... ในขณะที่ฝั่งใต้นี่ยืนกันเพียบ ฝั่งเหนือทำไมมีบ๊อบยืนคนเดียวหว่า?



เม้าท์ไป ในตึกนั้น อาจอยู่กันเป็นกองทัพก็ได้เนอะ

แล้วในกล่องฟ้านี่ ทำไมไม่มีทหารเกาหลีเหนือมายืนอ่ะ? ทำไมมีแต่พี่ใต้สองคนหว่า

อาคารตรงหน้าคืออาคารเกาหลีเหนือ ห่างกันแค่นี้แหละ แต่เดินไปมาหากันไม่ได้ เศร้าเนอะ

เหมือนอาคารที่เรายืนอยู่ฝั่งนี้ อาจดูใหญ่โต หรูหรา แต่ไม่ได้ใช้งาน เพราะเกาหลีเหนือไม่พอใจ ห้ามไม่ให้ใช้งาน

อาคารนี้จึงไม่มีแม้แต่เก้าอี้สักตัวตั้งไว้ด้วยซ้ำ เป็นอาคารโล่งๆ ที่มีไว้ให้เราเดินผ่านมายังกล่องสีฟ้านี่เท่านั้น

ทำไมเหนือไม่ให้ใช้ เราก็ต้องเชื่อด้วยอ่ะ งงเล็กน้อย


อ่ะ ชาร์ลีโอปป้าแบบเน้นๆ กับท่าโพสต์ไอดอล 555555



หมดเวลา เดินกลับไปที่รถ รถวนพามาออกเส้นถนนหน้ากล่องฟ้านี่แหละ ได้เห็นใกล้ๆ อีกครั้ง

แล้วก็แวะให้ดู Bridge of No Return อีกนิด



เป็นสะพานที่ตอนรบกัน ถ้าใครข้ามสะพานนี้มาก็เลือกฝั่งเลย จะอยู่เหนือหรืออยู่ใต้?

เลือกแล้วไม่มีสิทธิ์กลับไปนะ

เลือกแล้ว ข้ามมาแล้วจะมีตู้โทรศัพท์ให้กดโทรหา (อยู่ตรงไหนไม่รู้ ชาร์ลีชี้โบ๊ชี้เบ๊ไป) แล้วทหารจะมารับตัวคุณไปดูแลต่อ

ได้ความว่าปีที่แล้ว มีคนใช้โทรศัพท์แค่ 4 คนเท่านั้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทัวร์ช่วงบ่ายมาที่นี่ที่เดียวไม่ได้ไปตระเวนไหนต่อ แต่ต้องเรียกว่าเป็นที่เดียวที่ตื่นเต้นสุดๆ

เสร็จแล้วไปหยุดที่ร้านขายของที่ระลึกนิดหนึ่ง ขายทั้งสินค้าทั่วไปและสินค้าแบบทหารๆ









อยากได้เสื้อฮู้ดสีเทานี่อ่ะ ใครจะไป ฝากซื้อหน่อยดิ





กลับบ้านด้วยความปลอดภัยและได้ใบประกันชีวิตกลับคืนมาเป็นที่ระทึกด้วย 55555

JSA อาจดูตึงเครียด แต่เพราะมันเป็นสถานที่อ่อนไหว เราจึงต้องเคารพคำสั่งของทหาร

หลายๆ จุดห้ามถ่ายรูป เพราะอะไร?

เพราะการถ่ายรูปออกไปเท่ากับเป็นการเปิดเผยข้อมูลฐานที่ตั้งของทหารฝั่งใต้มากไป

และอาจเกิดความเสี่ยงในการรักษาความปลอดภัยได้

เพราะมันมีคนถ่ายแล้วมักจะเขียนบล็อก เช่น เราไง 5555

ดังนั้น จุดไหนห้ามถ่าย คือ ต้องเชื่อฟังนะ

ห้ามคือห้าม เพราะถ้าผิดพลาดอะไรไป เรื่องเล็กๆ อาจก่อให้เป็นเรื่องใหญ่ได้

ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง และเพื่อความปลอดภัยของประเทศเกาหลีใต้ด้วย

มาอยู่บ้านเมืองเขา รักผู้ชายของเขาแล้ว ก็ต้องช่วยดูแลบ้านเมืองของเขาด้วยจริงไหม?


(ตกลงเข้ากรมหน่วยไหนอ่ะจุง จะได้ตามไปดูแล ฮ่าาาาาาาาา #ไม่เกี่ยว)

เป็นการท่องเที่ยวที่ดี มีสาระมากๆ สำหรับเรา ดีใจที่ได้มามากๆ เลย ประทับใจขีดสุดอ่ะ อิ่มเอมตื้นตัน

อยากมาอีกรอบอ่ะ คราวหน้าจะตั้งใจฟังไกด์ให้มากกว่านี้ ไม่แอบหลับแล้ว


เกาหลีใต้มีอะไรให้เที่ยวมากกว่าพระราชวัง สวนสนุก และการช้อปปิ้งนะ รู้ยัง?



Create Date : 21 เมษายน 2558
Last Update : 21 เมษายน 2558 11:24:22 น.
Counter : 2728 Pageviews.

4 comment
เอาเท้าแตะเกาหลีเหนือ ตอน DMZ ทัวร์
ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเหยียบเกาหลีเหนือ....

เกริ่นให้เว่อร์ไป จริงๆ ก็แค่ชายแดนน้อยๆ นั่นแหละ

สืบเนื่องจากหาที่เที่ยวในโซลไม่เจอ เบื่อแล้ว งั้นฉันจะไปไหนดีหว่า??
ก็เลยนั่งกดนั่นนู่นนี่ดู
จนไปเจอ DMZ ทัวร์เข้าให้

ดีเอ็มซี .... อ่านว่าซีนะจ๊ะ ไม่อ่านว่าแซ่ด DMZ คือ Korean Demilitarized Zone นั่นเอง
เอาง่ายๆ คือเขตปลอดทหาร (ปลอดทหารเกาหลีเหนือ-ใต้นะ แต่ทหาร UN อยู่ตรึมเลย)
หรือเอาให้ง่ายกว่า คือ ชายแดนหรือจุดแบ่งแยกดินแดน เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ นั่นแหละตัวเทอว์!!!



DMZ เป็นสถานที่เคยผ่านตามามากมายหลายครั้ง แต่ไม่เคยสนใจคิดจะไป
มาวันนี้ทำไมตัวอักษรสามตัวนี่ มันดึงดูดสายตาชะมัดยาดเลย
หลังจากนั่งอ่านรีวิวแล้วก็คิดว่า เออ ไปอันนี้ดีกว่า
อยากไปปันมุนจอม เข้าไปในกล่องฟ้าๆ นั่น คงตื่นเต้นดีพิลึก
ก็นั่งหาข้อมูลใหญ่เลย จะไปที่นี่ต้องทำอะไร แบบไหน ยังไงบ้าง

อย่างแรกการไปที่นี่มีสองแบบ คือ
1. ทัวร์ครึ่งวัน จะไปแค่ DMZ หรือ JSA ก็ได้
2. ทัวร์เต็มวัน คือลากยาวเลยทั้ง DMZ และ JSA

แล้วมันต่างกันยังไง?? ต่างกันที่ราคาทัวร์ไงเธอ 555555

ไม่ใช่ล่ะ อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่ทั้งหมดอ่ะนะ

หลังจากนั่งหาข้อมูลการไปเที่ยวที่นี่ก็ค้นพบว่า DMZ นั้นสามารถไปเองได้
เดินทางจากโซลไปเองได้ แต่ JSA ต้องไปกับทัวร์เท่านั้น (JSA คืออะไร ติดตามต่อไป)

ทีนี้ก็เลือกเอาว่าสนใจแบบไหน มีทัวร์ให้เลือกมากมายหลายที่ ราคาก็ใกล้เคียงกันไป
เลือกเอาตามสะดวกใจ
ไปเสิร์ชๆ หาเอาเหอะ มีเพียบบบบบบ
ส่วนเรา เนื่องจากที่พักก็มีทัวร์นี้ขาย เราเลยเลือกจากที่นี่ไปเลย สะดวกดี ไม่ต้องออกไปถามหาล่ะ ขี้เกียจ 5555

เราเลือกทัวร์เต็มวันมา สนนราคาคนละ 130,0000 วอน หรือราวๆ 3,900 บาทไทย
(สะดุ้งเฮือกนิดนึง แต่เอาวะ! สักครั้งเนอะ)

การเดินทางตามนี้

Pick up infornt of our guesthouse
Imjingak Park-Freedom Bridge - The 3rd infiltration Tunnel - DMZ exhibition hall
Dora observatory - Dorasan train station - Unification Village (Pass by)
ID check point-Camp Bonifas (Slideshow and Briefing) - JSA (Freedom house, Conference room, Bridge if no return)

พอถึงเวลา เอ้า ตื่นเช้า
เป็นการเดินทางที่ไม่ประสงค์จะแจ้งที่บ้านก่อนว่าจะไปนะ กลัวแม่ห้าม
เพราะหลายคนรวมที่บ้านเราก็คงถาม จะไปทำม๊ายยยย เสี่ยงไหม
แต่บางที ชีวิตก็ต้องการความเสี่ยง 5555 (เพื่อ?)

8.20 น. มารอหน้าที่พัก สักพักก็มีสาวเกาหลีมาแนะนำตัวแล้วชวนไปขึ้นรถ เอ้า ไปๆๆๆ
ไกด์สาวเราแนะนำตัว จำชื่อไม่ได้แหละ แหะแหะ ว่าทัวร์นี้เป็นทัวร์จีน ไป DMZ แค่ครึ่งวัน
ส่วนใครอยากไปถึง JSA เดี๋ยวตอนเที่ยงให้เปลี่ยนรถนะ

อะเคร!

แต่ระหว่างที่รอรถออก รอคนมาให้ครบ ซึ่งกินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงนั้นเราก็ถามตัวเองว่าไปดีไหม?
ไม่ใช่ไม่อยากไปนะ แต่คือเมื่อวานไปจินเฮมา ไปชมซากุระะนอกเมืองมา ตากฝนทั้งวัน
กลับมาก็ค่ำ พักผ่อนน้อย มันเหนื่อยมาก
วันนี้ตื่นเช้าอีก คิดในใจ ยกเลิกไม่ไปดีไหม
อยากนอนอยู่บ้านนิ่งๆ พักผ่อนสังขาร แบบว่าเปลี้ย....มากกกก
ระหว่างที่ลังเล รถก็หมุน เฮ้ย!!

(แต่การไม่ได้ลงจากรถ คือ สิ่งที่ดีอ่ะ เพราะทริปวันนี้เรารู้สึกดีกับมันมากๆ)

DMZ นั้นอยู่ในเมืองพาจู ที่ไม่ไกลจากกรุงโซลมากนัก ประมาณ 50-60 กิโลได้



เรียกว่าถ้าทะเลาะกันตูมตามขึ้นมา โซลนี่แหละเละก่อนเมืองใดในเกาหลีใต้



นั่งรถมาราวๆ ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ ฟังไกด์บ้าง ไม่ฟังบ้าง ก็คนมันง่วง....ก็ถึง.....ไหนวะ?

มองซ้ายมองขวา เจอแต่ภูเขาแห้งแล้ง ต้นไม้ตายซาก ดูแบบกันดารมากๆ และมีทหารขึ้นมาตรวจพาสปอร์ตเรียงคนเลย



มองไปนอกหน้าต่างเจอทหารหล่อแซ่บมาก (ซึ่งจุดนี้ห้ามถ่ายรูป แอ๊กกก ขัดใจ!)

ตามกำหนดคือต้องไปอิมจินกักก่อน แต่ไม่แหะ ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด เราจึงมาโผล่ที่อุโมงค์หมายเลข 3 ก่อนเลย งงแป๊บ



ไกด์ต้อนเราเข้าห้องนิทรรศการไปเจอนี่เลย ผังเขตแดน



แล้วอธิบายอะไรให้ฟังมากมาย

เช่น เส้นสีแดงนั้นคือเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งแยกดินแดนเหนือใต้ออกจากกัน
และ .... 2 กิโลเมตรจากเส้นสีแดงคือเส้นสีส้มของชายแดนของแต่ละฝั่ง คือ อาณาเขตที่เรียกว่า DMZ



แบบชัดๆ





ส่วนอันนี้คือผังของโซน JSA (The Joint Security Area) จุดที่มีอาคารสีฟ้าอ่ะนะ





ขณะที่สาละวนถ่ายรูป (ไม่ได้เรื่อง) เราก็ตั้งใจฟังไกด์ด้วยนะ มาทั้งที เก็บความรู้ให้เต็มดีกว่า

แล้วสักพักก็ต้อนเข้าห้องไปฟังสงครามเกาหลีฉบับย่อ ความยาวประมาณ 8-9 นาทีเท่านั้น

แต่เป็นช่วงนาที ที่ทำเราน้ำตาซึมอ่ะ

คือ......มันเร็วมาก ฟังและอ่านไม่ทัน (ม่ายช่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย)

ในห้องน่าจะนั่งได้ประมาณ 50 คนล่ะมั้ง ทั้งนั่งทั้งยืน ให้เข้ามาทีละสองกรุ๊ป แล้วปิดประตูขัง สไลด์ขึ้น

เอาเท่าที่จับใจความมาได้ คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง คาบสมุทรเกาหลีก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งคือ เหนือและใต้
เหนือนั้นดูแลโดยกองทัพโซเวียตและจีน เลยชื่นชอบไปทางคอมมิวนิสต์
ส่วนใต้นั้นหลังโดนญี่ปุ่นปกครองมา ถึงจะเขม่นญี่ปุ่น แต่ก็ชอบแนวคิดแบบประชาธิปไตย
พอชอบไปคนละทางก็เลยขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน
พี่เหนือเขาก็แบบอยากปกครองทั้งหมด เขาก็ไปมุ้งมิ้งกับทางโซเวียต "บุกมันเลยดีไหม ลวกเพ่"
ทางนั้นก็สอนวิชามาให้ ทำให้เหนือบุกใต้บ่อยๆ และมีการขุดอุโมงค์เพื่อบุกมากรุงโซลทั้งหมดถึง 4 อุโมงค์ด้วยกัน!!

คุณพระ พยายามมาก

4 อุโมงค์นี้ ถูกขุดในปีต่างกัน มีระยะทาง ความลึก ก็ต่างกันและมาจากคนละเมืองด้วยนะ



อุโมงค์แรกขุดในปี 1974 ต้นทางจากเมืองยอนชอน จ.คยองกี และถูกค้นพบเพราะว่าเหนือดันฝังท่อเอาไว้
(นัยว่าให้อากาศถ่ายเท ไว้หายใจ)
พอความดันใต้ดินพุ่ง ทหารใต้เลย เอ๊ะ ไอน้ำอะไรวะมาจากใต้ดิน เลยขุดเจอจ้า

อุโมงค์สองขุดในปี 1975 ต้นทางจากเมืองจอลวอน จ.คังวอน

อุโมงค์สามขุดในปี 1978 ต้นทางจากเมืองพาจู จ.คยองกี โดยผู้ลี้ภัยจากเหนือบอกทางให้ใต้รู้ว่ามีอุโมงค์นี้อยู่
และเป็นอุโมงค์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวลองไปมุดดูได้ด้วย

อุโมงค์สี่ขุดในปี 1990 ต้นทางจากเมืองยองกู จ.คังวอน

(ข้อมูลนี้หามาจากวิกิของเกาหลี เห็นเขียนว่างี้อ่ะนะ แต่ตอนฟังทำไมได้ยินว่ามีจากอินชอนด้วยฟะ)

สังเกตว่าเกาหลีเหนือ พยายามมากๆ ในการขุดอ่ะเนอะ แต่พอจับได้ก็บอกไม่ใช่ของฉันจ้า เธอเองที่ขุดมาหาฉันหรือป่าว?
ถถถถถถถ แถมาก
พอทะเลาะกันหนักเข้า สหประชาชาติเลยเข้ามาดูแลแล้วบอกให้จบที่เส้นขนานที่ 38 นั่นแหละ แล้วต่างคนต่างอยู่กันไปเลยไป๊!!

ภาพในวีดีโอที่เปิดโชว์มันก็แบบดูหม่นหมองอ่ะ สงครามไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรือป่าวนะ
พี่น้องกัน คนเกาหลีเหมือนกัน ทำไมต้องรบกัน ฆ่ากัน
มันน่าเศร้ามากเลย
คนอื่นดูแล้วอาจงงๆ (แบบฟังไม่ทัน อะไรยะ เร็วไปไหน ฉันก็เป็น) หรือดูแล้วอาจเฉยๆ
แต่เราดูแล้วน้ำตาซึมอ่ะ สะอื้นในอกเบาๆ มันดูน่าเศร้ามากจริงๆ นะที่ต้องมาแตกคอกันแบบนี้

ดูจบแล้ว รู้ที่มาที่ไปแล้ว ไกด์ก็พาเราไปมุดอุโมงค์
ซึ่งเป็นที่น่าเศร้ามากอ่ะว่า สภาพร่างกายวันนี้ไม่พร้อมมุด #ร้องไห้หนักมาก เสียดายอ่ะ

คือคนท้อง คนเป็นโรคหอบ หรือความดันงี้ ไกด์ไม่แนะนำให้มุด เพราะแม้ขาลงจะสะดวก แต่ขาขึ้นมันลำบากมากๆ
เราไม่ได้เป็นสักกะอย่างที่ไกด์บอก แต่เราเป็นผู้หญิงเสียเลือด ขืนลงไปมุดขึ้นมาจะตายเอาได้นะ

เสียดายยยยยยย ย.ยักษ์ ร้อยตัว
(ไว้ไปซ่อม ห๊ะ จะไปอีกหรอ?)

ทางเข้าไปสู่หนทางดำดิน









ระหว่างรอทุกคนไปมุดอุโมงค์ เราก็ถ่ายรูปรอบๆ ที่นี่ไว้ดูเป็นที่ระลึก













ได้มาดูทางเข้าอุโมงค์จำลองแทน ฮ่าาาาาา







เสร็จแล้ว ไกด์พาเราไปต่อที่ Dora observatory เป็นจุดชมวิวเกาหลีเหนือ 5555



มีกล้องส่องทางไกลไว้แอบมองฝั่งนู้นบ้าง เมื่อก่อนไม่ให้ถ่ายรูปหลังเส้นเหลือง
แต่เดี๋ยวนี้ให้ถ่ายได้แล้ว ซูมไปเหอะ....ไม่เจออะไร หึหึหึ

ด้านขวามือจากตรงนี้จะมองเห็นเสาธงสองเสาริมชายแดนเหนือใต้

ธงใต้ว่าสูงแล้ว ธงเหนือสูงกว่า เพื่อแสดงศักดาความเหนือ(กว่า)

เห็นธงสองธงในรูปนี้ไหม?



และไกด์บอกว่าธงเกาหลีเหนือไม่เคยโบกสะบัดตามแรงลม เพราะมันหนักมาก สะบัดไม่ไป ฮ่าาาาาาาาา เม้าท์อ่ะ

อ่ะ North Korea Flag แบบซูมสุดใจ



แล้วก็ แทกึกกีของฝั่ง South Korea



ตรงแถวๆ ธงนั่นมีหมู่บ้านอยู่นะทั้งสองฝั่ง ของฝั่งเหนือเรียกว่า Propaganda Village

เป็นหมู่บ้านที่สร้างไว้หลอกๆ ว่าอยู่ดีกินดีมีสุขจ้า แต่จริงๆ ไม่มีคนอาศัยอยู่ที่นี่หรอกนะ



มองไปทางซ้ายเจอทางด่วนข้ามไปนิคมอุตสาหกรรมเคซอง ของเกาหลีเหนือ ซึ่งไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านเท่าไร



และมองไปไกลๆ ก็เจอแต่ภูเขาหัวล้าน



ไกด์บอกว่าเกาหลีเหนือมีนโยบายไม่ปลูกต้นไม้บนภูเขา เพื่อที่เวลารบจะได้เห็นชัดๆ
เป็นตรรกะที่เราไม่เข้าใจเท่าไร มีต้นไม้ไว้แอบซุ่มยิงไม่ดีกว่าเหรอ
หัวล้านยังงี้ ใครยิงมาก็ไม่มีที่แอบอ่ะดิ ตายก่อนเขาไหม?

เอาที่เกาหลีเหนือสบายใจล่ะกัน

สรุป ภูเขามีต้นไม้คือของใต้ ภูเขาหัวล้านคือของเหนือนะจ๊ะ

ก่อนออกจากที่นี่ มีร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักช้อป










มีไวน์จากเกาหลีเหนือด้วยนะ ไกด์บอกไว้ 5555

หน้าตาแบบนี้ รสชาติไม่รู้นะ ไม่ได้ซื้อมาชิม







และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากชาวบ้านที่อยู่ในเขตปกครอง DMZ นี้
เห็นว่าจะเน้นไปทางถั่วเหลือง โสมเกรดดี (ระดับถวายราชวงศ์เลยนา...เดี๋ยวนี้ก็พวกคนรวยๆ อ่ะ)



ส่องกันจนไม่เห็นอะไร เราก็ไปต่อที่ Dorasan train station



ไกด์ของเรากำลังอธิบายที่มาที่ไปให้ฟัง





เราชอบที่นี่มากเลยล่ะ อย่างหนึ่งที่ตัดสินใจมาทัวร์ที่นี่เพราะป้ายนี้เลย



อ่านแล้วรู้สึกทั้งหวังและสิ้นหวังยังไงไม่รู้แหะ

สมัยนึง....(สมัยไหน ฟังไกด์ไม่ทัน)
เหนือใต้ตกลงจับมือกันนิดนึงว่าเราจะทำธุรกิจรวมกันนะ โดยมีเงื่อนไข 3 อย่าง

1. ต้องสร้างนิคมอุตสาหกรรมเคซอง ที่ชายแดนเหนือ เพื่อจะได้มีรายได้เข้าประเทศ

2. ต้องสร้างสถานีรถไฟไปมาหาสู่กันระหว่างเรา >> ที่มาของสถานี Dorasan

3. ต้องมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกาหลีเหนือด้วย คือ

เที่ยวเคซอง ไปเช้าเย็นกลับได้ มีขายพวกของพื้นเมือง โสม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ฯลฯ

เที่ยวคึมกังซาน ภูเขาแสนสวยของเกาหลีเหนือ แบบค้างคืนเพราะมันไกล ไปกลับไม่ไหว

ทีนี้ มีอยู่วันหนึ่ง ผู้หญิงชาวใต้คนนึงก็ไปเที่ยวคึมกังซานนี่แหละ แต่พอตื่นเช้ามา ไปเดินออกกำลัง
เดินไปมาท่าไหนไม่รู้ ถูกยิงตาย เฮือก!!!
ชาวใต้ก็โวย เฮ้ยยยย ยิงเราทำไม ไหนว่าเราจะไม่ทำร้ายกัน
ชาวเหนือก็บอก ก็เดินล้ำชายแดนต้องห้ามมาทำไมเล่า!
งานนี้ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรแน่ แต่มันทำให้ชาวเหนือใต้เริ่มโกรธกันอีกรอบ
และการเดินทางท่องเที่ยวไปคึมกังซานก็ไม่รับรองความปลอดภัยอีกต่อไป

ตามมาด้วยการไปเที่ยวเคซองก็ลดลง

ตามมาด้วยสถานีโดราซานที่สร้างจนแล้วเสร็จ ก็กลายเป็นสถานีที่ไม่เคยมีรถไฟได้แล่นขบวนจากกรุงโซลไปยังกรุงเปียงยาง

ตามมาด้วย.....ความหวังที่จะรวมตัวกันดังเดิมของพี่น้องชาวเกาหลีทั้งสองฝั่ง ล่มลงไปอีกครั้ง

จนกระทั่งปัจจุบันนี้.....

การมาสถานีโดราซานอาจมาได้จากกรุงโซล นั่งรถไฟใต้ดินตุเลงๆ มาเที่ยวได้นะจ๊ะ

แต่จากนี้ไปก็ไม่รู้จะไปไหนต่อแล้ว

ตัวสถานีสะอาดและใหม่มาก เพราะไม่เคยถูกใช้งาน กว้างขวาง และสะดวกสบาย

คล้ายๆ Seoul Station ขนาดย่อมเลยล่ะ



ซื้อตั๋วเข้าไปชมรางรถไฟได้นะ ที่ตรงนี้เลย





ราคาคนละ 500 วอน (ถือเป็นค่าบำรุงสถานที่ไป)



แล้วก็เข้าสถานีไปโลด ไปๆ ไปเปียงยางกัน



รางรถไฟทอดยาวไปถึงไหนก็ยังไม่รู้เลย



บริเวณรางรถไฟก็ยังมีคุณทหารมาคุมนะ ก็เขตทหารนี่นา เขาก็กลัวเราลักลอบเดินตามรางรถไฟไปโผล่เกาหลีเหนือมั้ง



ไปเปียงยางอีก 205 กิโลเมตร ไปโซลอีก 56 กิโลเมตรเอง .... ไปได้แต่โซล ไปเปียงยางไม่ได้อ่ะ



คือมีเต็มที่ก็แค่รถไฟท่องเที่ยว DMZ train เท่านั้นที่ให้บริการ





Not the last station from the South, But the first station toward the North.



รถไฟขบวนแรกที่แล่นสู่เปียงยางจะคือเมื่อไรกันน๊าาาาาาา







Create Date : 17 เมษายน 2558
Last Update : 17 เมษายน 2558 16:29:54 น.
Counter : 4641 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  

BlogGang Popular Award#13



ณ เงา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



New Comments