ตอน สวัสดีฮานอย ยกสุดท้าย กับฮาลองเบย์ แวะที่สอง
พออิ่มหมีพีมัน เรือก็เร่งความเร็วสู่ฮาลองเบย์

เอ้า ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ น้ำเขียวดี





ฮาลองเบย์นี่ มองไปมองมาก็คงคล้ายๆเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่สุราษฎร์ฯ บ้านเรานั่นแหละ

คือเป็นน้ำจืดกว้างๆๆๆๆๆ มีเขาขึ้นมาแบบนี้ เหมือนกันเลย

เพียงแต่ที่ฮาลองเบย์ดูจะกว้างสุดลูกหูลูกตามากกว่าเท่านั้นเอง

แล้วทำไมน้ำทะเลเอียง คนถ่ายสายตาเอียงเรอะ 555555





จุดแรกที่เรือแวะจอดคือหมู่บ้านประมง



ทอมเล่าว่า มีประชาชนอาศัยที่นี่เป็นกิจจะลักษณะ
สามีหาปลา ภรรยาทำแพรับนักท่องเที่ยวพาพายเรือคายัคลอดถ้ำ
และมีโรงเรียนบนแพด้วยนะ เด็กๆที่หมู่บ้านนี้เรียนกันที่นี้เลย

แต่เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะอพยพให้ขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่แล้ว
เพราะจะได้ดูแลง่ายกว่าในหลายๆอย่างและโดยเฉพาะยามมีภัยธรรมชาติ

(สมาชิกทัวร์เรามีทั้งต่างชาติและเวียดนาม ทอมเลยต้องพูดทั้งอังกฤษและเวียดนาม คอแห้งทั้งวัน 555)

ให้เวลาที่นี่ประมาณ 45 นาทีได้ ใครพายก็พายไป ส่วนเราไม่ได้ลงไว้ว่าจะพายก็รอบนเรือ

แต่ถ้าใครอยากพาย ณ โมเม้นท์นี้ ทอมบอกได้ เพิ่มเงินเอานะ

นั่งรอ ถ่ายรูปวิว ตากลม สักพัก (สมมติว่าเป็น) เรือสำเภาก็พาเราแล่นต่อไป คราวนี้ไปปีนถ้ำกัน











ถ้ำที่เราจะไปชื่อว่าถ้ำสวรรค์ ที่นี่มีหลายถ้ำ แต่ที่นี่สวยสุด

ลงเรือมา ไกด์เราก็เดินเชิ้บๆไม่สนใจใครตามระเบียบ อิฉันก็วิ่งหัวซุนตามไปด้วย











ทอมฝากธงไว้กับฝรั่งคนหนึ่งในทริป ให้ถือเป็นหลักชัยรอคนอื่นๆที่ตามมาไม่ทัน แล้วแยกตัวไปซื้อบัตรเข้าถ้ำให้



บัตรเข้าถ้ำๆ



ได้มาแล้วก็เดินเรียงแถวตอนลึกขึ้นบันไดไป แฮ่กๆๆๆๆๆ เหนื่อยมาก สูงจริงๆ



เข้ามาในถ้ำ ว้าวววววววววววว เงียบ เย็น และสวย

(เราไม่เคยไปถ้ำที่ไหนมาก่อน เราก็เลยว่าสวย แต่พี่เราเคยบอกว่าหินงอกหินย้อยไทยแลนด์สวยกว่า 555)

ทอมก็เอา pointer ชี้ให้ดูว่าหินก้อนนั้นเหมือนอะไร หินก้อนนี้เหมือนอะไร









ก้อนนี้เหมือนหน้าอกสาว ใครอยากมีตู้มๆก็ให้ลูบเเล้วอธิษฐาน

ก้อนนี้ใครลูบแล้วได้ลูกสาว ก้อนนี้ลูบแล้วได้ลูกชาย ใครลูบสองก้อนได้ลูกเป็นตุ๊ด.....เอิ่มมมม

(ทอมนี่พอเข้าถ้ำ นางอารมณ์ดีนะ พูดเก่ง เหมือนกลับบ้านแล้วสบายใจไงไม่รู้)

ก้อนนั้นเหมือนสิงโต ก้อนนี้เหมือนหมา ก็ว่ากันไป

ส่วนอันนี้เหมือนเต่า ใครอยากอายุยืนๆก็เอาเงินมาวางอธิษฐานเอา



อันนี้ทอมบอกว่าเหมือนชายหนุ่มที่ยืนรอหญิงสาว ...... ดูออกไหม อิอิ



ในถ้ำมีน้ำตกลงมาจากยอดถ้ำด้วย ถ้าหน้าฝน น้ำจะพรมลงมา





ฝรั่งสาวคนหนึ่งถามว่าแล้วตอนนี้ฝนไม่ตก น้ำมาจากไหน
ทอมบอกว่า อ๋อ....เราใช้เครื่องระบบทำน้ำตกเอาแทนไง ตึง!!!

แล้วก็จุดนี้......สวยที่สุดเลยยยยยยย





ที่มาของถ้ำสวรรค์คือ แสงแดดที่ส่องลงมาจะทำให้เหมือนทางขึ้นสวรรค์เลย

ชาวประมงคนหนึ่ง ล่องเรือหาปลา มาแวะพักที่เกาะนี้แล้วเจอลิงขโมยผลไม้ไป
ก็เลยวิ่งตามจนมาเจอถ้ำแห่งนี้ แบบนี้เข้า - - ประวัติจ๊ะ

ส่วนตรงนี้ทอมบอกว่ามันเป็นทางลอดออกไปได้อีก

ลอดไปแล้วจะเจอถ้ำใหม่ หรือออกไปถึงไหน ยังไม่มีใครสำรวจ

หากเราสงสัย เชิญลงไปดูได้ (บ้าาาาาาาาาาา)



เดินวนไปในถ้ำ ฟังไกด์เล่านั่นนี่ก็เพลินๆดี นี่แหละค่อยเป็นการท่องเที่ยวหน่อย 5555



เดินกันเป็นชั่วโมงๆ ก็ได้เวลาไต่กลับออกมา ปากถ้ำเจออันนี้ดักจ๊ะ ร้านขายของที่ระลึก



แล้วเราก็ล่องเรือกลับฝั่งกัน สบายๆเชิ้บๆ









ห้าโมงถึงฝั่ง เรื่องสุดเซ็งมากๆก็บังเกิด

ทอมบอกว่า รถเรานั่งกันแน่นเกินไปหน่อย เพราะฉะนั้นจะขอแบ่งเป็นสองคัน จะได้นั่งกันสบายๆ

อะไรว้า ตอนมายังนั่งกันพอ ทำไมแค่จะกลับถึงไม่พอล่ะ
และคนที่ถูกแบ่งออกมาคือ 2 หนุ่มเกาหลี / 2 สาวอิตาลี และ .... 1 สาวไทยคนนี้ ห่ะ???

คือทำไมต้องเป็นฉัน เพราะฉันมาคนเดียวเหรอ?

ทอมบอกให้รอตรงนี้ รอขึ้นรถคันนี้นะ เดี๋ยวอีก 5 นาทีจะให้เพื่อนอีกบริษัทพาเข้าฮานอยนะ

ด้วยรถคันนี้นะ อ่ะ ทอมชี้ให้ดูเสร็จสรรพ

แล้วก็ขอตัวพาที่เหลือกลับก่อน

เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!! ไอ้ตรูดหมึก

คือแบ่งได้ แต่ควรรอให้พวกฉันได้ขึ้นรถก่อนป่าว ไม่ใช่แกทิ้งฉันแบบนี้

แล้วลืมขอเบอร์โทรไว้ด้วยอ่ะ

จุดนั้น 5 คนเลยนั่งรอที่ป้ายรถเมล์แบบไร้จุดหมาย มองรถผ่านไปมา

จากที่บอกว่า 5 นาที มันกลายเป็นครึ่งชั่วโมง จากที่นั่งชิลๆก็เริ่มลุกลี้ลุกลน
จะได้กลับฮานอยไหม แล้วจะกลับยังไง

ทันใดนั้น บุรุษนายหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นพร้อมลูกทัวร์อีก 5 คน

สาวอิตาลีถามเสียงนอยด์มาก "what took you so long?"

ไกด์คนใหม่บอกว่าพอดีคนน้อยต้องไปแจมเรือกับกรุ๊ปอื่น เลยมาช้า แต่ก็ขอโทษขอโพยอย่างดี

เราก็ปีนขึ้นรถ เอาวะ ได้รถกลับแล้ว ช่างมัน ฉันไม่แคร์ล่ะ ฉันเหนื่อย

ขากลับก็เช่นกัน แวะให้เขาห้องน้ำและซื้อของฝากอีกครึ่งชั่วโมง

แต่ขากลับนี้ไม่ได้ถ่ายรูปแล้ว เพราะของก็คล้ายๆกับขาไปนั่นแหละ

ฟ้ามืดๆที่ต่างจังหวัดของเวียดนาม กลับไม่มีดาวเท่าที่ควร

ทั้งที่ที่นี่ไม่ค่อยมีแสงไฟเท่าไร แต่ฟ้าก็ยังไม่โปร่ง ไม่เห็นดาวเลย

ไอ้เราก็นั่งฟังเพลง ดูซีรีส์เกาหลีมาตลอดทาง แล้วก็....เหงาว่ะ

คือจะเปิดเพลงอิลุงบิ๊วท์ตัวเองทำไม

อยู่เกาหลีทุ่มนึง ยังเดินร่อนเร่ รถไฟไม่หมดไม่กลับ ชีวิตรื่นเริง

แต่อยู่ที่นี่ มันเงียบเหงาวังเวง ในรถมืดๆ ทุกคนนอนหลับ เรานั่งดูดนมที่ขนมาเมื่อกลางวันไปสามกล่อง

เปล่าหิวนะ แต่ไม่มีไรทำ เหงา มองไปทุกอย่างมืดไปหมด ไฟรายทางน้อยจัง บ้านเมืองเงียบๆทำให้เหงา

และคิดถึงจุง คิดถึงเกาหลีขึ้นมามากมายมหาศาล

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก ดราม่า!!!

เจียนสามทุ่ม รถก็มาจอดใกล้ๆโรงแรมเราคนแรก ไกด์คนใหม่กล่าวขอบคุณลูกทัวร์ทุกท่าน
(รวมติ่งทั้ง 5 คนนี้ด้วย) และขอให้เดินทางโดยสวสัดิภาพ

เรากระโดดลงรถด้วยความโล่งใจ ถึงแล้ว

นั่งไปกลับ 6 ชั่วโมง ..... เวลาขนาดนี้ไปโซลได้นะ จะบอก เหนื่อยๆเหงาๆ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เช้าวันสุดท้ายที่ฮานอย ตื่นสาย เพื่อนไปทำงานแล้ว เราก็ค่อยๆเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน

ออกไปเดินเล่นที่ทะเลสาบฮว๋านเกี๋ยมอีกรอบและมองหารถไปสนามบิน

ในเว็บบอกมีรถตู้ไปนะ อยู่แถวทะเลสาบ แต่หาไม่เจอ

จะนั่งสาย 17 กลับก็ไม่รู้จะเอาไงดี สุดท้ายเลยโบกแท็กซี่กลับดีกว่า

(การเนือยๆ เหนื่อยๆ คือหายนะ เพราะมักจะใช้บริการแท็กซี่เรื่อยเลย เพิ่มมูลค่าการเดินทางทำไมหนอ)

นั่งรถมาชั่วโมงๆนิดๆก็ถึงสนามบินแล้ว

เคาท์เตอร์เช็คอินเปิดแล้ว และคนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก





ยืนจะเมื่อยขากว่าจะถึงคิวตัวเอง

เช็คเรียบร้อย มองซ้ายขวาหาทางไปเกต เราเกต 4

เงยหน้าเจอป้ายชี้ไป เกต 9-10

ป้ายชี้ไป เกต 1-2

ป้ายชี้ไปเที่ยวบินภายในประเทศ

แล้วเกต 3-8 ไปทางไหนวะ? สนามบินขาออกไม่ใหญ่มาก เดินวนๆพอให้เมื่อยก็ยังไม่พบทางเข้า เฮ้ย!!!งง

เลยตัดสินใจเข้ามันเกต 1-2 เนี่ยแหละ เกตมันคงเชื่อมๆกันบ้างแหละ

ถ้าไม่ ถ้าผิดก็ออกมาหาเกตใหม่

เดินไปถามพนักงานการท่า นางก็ไล่ส่ง ไล่ๆๆ ไม่พูดอังกฤษด้วย พึ่งไม่ได้อ่า

สุดท้ายก็ไปต่อ ตม. และพบว่าเออ ป้ายเกต 1-2 เนี่ย ควรเปลี่ยนเป็นเขียนว่า 1-8 ไหมคะพี่เวียด

แหม..........................

เข้ามาให้อึ้ง DUTY FREE ที่นี่น่ารักจุ๋มจิ๋ม





เรียกได้ว่าที่นั่งพักผู้โดยสารขาออกนี่ ไม่ต้องกลัวตกเครื่อง







สนามบินเล็กมาก นั่งตรงไหนก็เห็นหมดทั้ง 8 เกตนั่นแหละ 55555555

เกตบ้านเรานี่เดินวนบันได จุดนั่งพักแยกกันทุกไฟล์ท

พี่เวียดนี่นั่งรวมกัน และจากเกตคือถึงประตูเครื่องเลย ไม่ต้องผ่านงวงช้างให้เหนื่อย

น่ารักดี 5555555



.......กลับบ้านเถอะ คิดถึงเมืองไทยจังเลย บ๊ายบายนะเวียดนาม



Create Date : 27 พฤษภาคม 2557
Last Update : 27 พฤษภาคม 2557 14:59:57 น.
Counter : 664 Pageviews.

2 comment
ตอน สวัสดีฮานอย ยกสุดท้าย กับฮาลองเบย์ แวะที่หนึ่ง
การผจญภัยรออยู่ข้างหน้า!!!!

วาทะเด็ดจากแอลลี่ ณ UP ฝังหัวมาก
(ใครเคยดูบ้าง การ์ตูนที่คุณปู่ผูกลูกโป่งไว้กับบ้าน
แล้วลอยไปเที่ยวน้ำตกสรวงสวรรค์ ดินแดนที่โลกลืมเลือนในอเมริกาใต้น่ะ)

สถานที่ท่องเที่ยวในเวียดนามที่ขึ้นชื่อขจรไปทั่วโลกคือ ฮาลองเบย์

ก่อนมาให้เพื่อนเช็คราคาไว้ ที่โรงแรมเสนอมาที่ 45$ แต่เคยอ่านว่ามีถูกกว่านี้เลยจะไม่เอา

ไปหาเอาในตลาดก็ได้ฟะ เห็นว่ามีบริษัททัวร์ขายเยอะแยะไป ใครๆก็ไปเที่ยวอ่ะ มันคงมีที่ถูกกว่านี้

แต่เพราะเจออากาศร้อนมาก หมดเรี่ยวแรงจะสู้กับใครเลยหันไปบอกเพื่อนว่าเอาที่โรงแรมก็ได้
สะดวกดี ง่ายดี แล้วมีอะไรก็ยังติดต่อโรงแรมได้

แต่พอไปสอบถามอีกที โรงแรมที่พักบอก 60$

คะ????

มีเหตุผลอะไรถึงต้องราคาสูงแบบนั้นไม่ทราบ
มีเหตุผลอะไรราคาถึงเพิ่มมาอีกตั้ง 15 เหรียญไม่ทราบ

เซย์กู๊ดบายค่ะ ทัวร์อะไร "เช้าไปเย็นกลับ" สองพันบาทแพงไปแล้ว ไม่เอาเด็ดๆ

เลยเร่ร่อนไปในเมือง ก่อนแวะไปดูหุ่นกระบอกเจอทัวร์บริษัทนึง เลยแวะเข้าไป

The Sinh Tourist Travel

(ภาษาอังกฤษสำเนียงเวียดนามปวดหัวมาก บอกเลย)

แต่พอเข้าใจว่าเค้าบอกว่าเสิร์ฟอาหารทะเลนะ และล่องฮาลองเบย์ด้วยเรือสำเภา กรี๊ดดดด เก๋เว่อร์!!

ส่วนถ้าไม่พายคายัค ลดให้ 3$ เอาหมดแหละ ลดกี่เหรียญก็เอา

คุยไปคุยมา ได้มาในราคารวม vat ที่ 35$ หรือปัดไปที่ 1,200 บาทไทย
ย่อมเยาลงมาหน่อย เออ เอามันอันนี้แหละ จอง!! (ขี้เกียจเดินหาไม่ใช่อะไร)

ไปคนเดียว เปรี้ยวปรี๊ดดดด เพราะเพื่อนต้องทำงาน

และจะให้เราเดินในฮานอยก็ใช่ที่ (มันไม่มีอะไรให้เดินอ่า ร้อนด้วย)

ที่สำคัญ มาเวียดนามแล้ว อะไรที่ควรไปก็ต้องไปนะ ฮาลองเบย์คือควรไป มันคือ landmark อ่ะ ไปเถอะ

เช้านี้ 8.30!!!!!

ดิฉันจึงยืนสบตากับไกด์ค่ะ ไกด์แนะนำตัวว่าชื่อ "เหงียน"
เกิดที่กัมพูชา แต่ถ้าชื่อเรียกยากให้เรียกว่า "ทอม"

(แต่เรียกทอมทีไร ไม่เคยจะหันมาเล้ยยยยยยยย)

รถที่เรานั่งไปเป็นมินิบัสประมาณ 30 ที่นั่งมั้ง ขับเวียนมารับเรื่อยๆ มารับเราเกือบสุดท้าย

ขึ้นไปที่นั่งเต็ม หึหึ

แต่มีมุมนึงดีมาก เหมาะกับเรา ส่วนตัวสุดๆ เลยนั่งเลย

หลังคนขับจ๊ะ ส่องเลย เห็นว่าที่นี่ควบคุมความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จริงไหม.....ก็เห็นเหยียบ 80 นะว่าไป

และรถที่นี่พวงมาลัยซ้ายเหมือนเกาหลีด้วย อู้วววววว

และน่ารักตรงที่ทะเบียนรถนี่เขียนข้างรถไว้แบบนี้ด้วย 29B.061.35 นั่นคือทะเบียนรถนะ



เห็นชัดดี เวลาหารถก็มองดูเลขเลย จะได้ไม่ขึ้นผิดคัน
เพราะมีรถแบบนี้มุ่งไปทางเดียวกันเยอะเชียว

ขึ้นรถได้ ทอมก็อธิบายว่าเราจะใช้เวลานั่งรถไปท่าเรือ 3 ชั่วโมง หึหึหึ นั่งกันจนลืมชาติกำเนิดอ่ะ

มันไม่ได้ไกลนะ แต่ไม่มีทางด่วน ถนนไม่ค่อยดี ก็เลยไปแบบสโลว์โมชั่นไง

และให้เราๆเขียนชื่อ สัญชาติ เบอร์โทรไว้ติดต่อ เผื่อหลง

สองหนุ่มหลังดิฉันเป็นคนเกาหลีค่ะ อ๊ายยยยยย >////<

แต่เหมือนมากินกันเอง ปล่อยไป ชะนีเซ็ง

นั่งได้พักใหญ่ มองดูสองข้างทางก็เหมือนเวลาไปอ่างทอง อยุธยาบ้านเราอ่ะ

มีทุ่งนา มีอาคารบ้านเรือนเล็กๆ ดูสดชื่นสบายตาดี



แวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม



อันนี้ตู้จ่ายทางพิเศษ ประมาณว่าข้ามเมืองอ่ะ เสียดายถ่ายด่านใหญ่ๆไม่ทัน



จวนหลับ รถก็จอดแวะสถานที่แห่งหนึง



ให้เข้าห้องน้ำ และให้ซื้อของที่ระลึกครึ่งชั่วโมง (นานไปนะจ๊ะ)

ก็มีทั้งหนังสือ เครื่องประดับ งานฝีมือ ชุดพื้นเมือง กระเป๋า ผ้าปัก ขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ

























แล้วก็ขึ้นรถไปต่อ เที่ยงๆเราก็มาถีงท่าเรือพอดี เย้ๆๆๆๆ



นี่คือ "ทอม" ไกด์กวนประสาทของเรา



คือเดินนำอย่างเดียวไม่หันมามองเลยว่าใครทันไม่ทัน หายไปไหม หลงกลางทางไหม
ขึ้นรถก็ไม่นับว่ามาครบไหม ขาดใครป่าว มันออกรถเฉ้ยยยยยยย

งานนี้อิฉันเลยเดินติดทอมน่าดู กลัวผลัดกับนาง กลัวกลับบ้านไม่ได้ ยิ่งมาคนเดียวเอ๋อๆอยู่

ทอมให้บัตรขึ้นเรือสำเภามาคนละใบ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



เดินต่อแถวไปขึ้นเรือ...สำเภา????



เดี๋ยวนะ ตอนซื้อทัวร์มานี่ รูปเรือสำเภาที่บริษัททัวร์ให้ดู มันมีดอกจันเล็กๆเขียนว่าเพื่อประกอบการโฆษณาป่าววะ

ทำไมเรือสำเภาหน้าตาแบบนี้?

ยืนอึ้งๆ คนข้างหลังก็เร่งว่าให้รีบลงเรือไปได้แล้ว เพราะเรือออกปุ๊บรีบกินข้าวปั๊บเลย

เอาๆ หิวๆ กินก่อน เดี๋ยวค่อยตามหาสำเภา

โต๊ะหนึ่งนั่งได้ 6 คน ใครสนใจมุมไหน ลงเลยจ๊ะ



อาหารมาเสิร์ฟ มีเมนูดังนี้

1. ปอเปี๊ยะไส้ผักและวิญญาณไก่



2. ไข่ม้วนบางๆเท่าจำนวนคน (เย้ รอดตายแล้วเรา มีไข่ก็อยู่ได้แหละ)



3. ต้มหอยคลั่ง



4. ผัดกะหล่ำปลีเดียวดาย



5. ปลานึ่งอะไรมา



6. เต้าหู้ผัดซอสมะนาว



และข้าวเปล่าหนึ่งโถ ไม่ได้ถ่าย

ตักข้าวใส่ชามได้ อิ่มเอมก็หยิบอาวุธประจำตัวขึ้นมา แถ่นแท๊นนนนน ทิพรสขวดจิ๋ว เหยาะๆๆๆลงไป

คือไม่ใส่มันก็กินได้นะ แต่แบบพกมาแล้วต้องใช้หน่อย เลยคลุกข้าวเลย

แล้วตะเกียบหนีบไข่ม้วนมาชิ้นนึง อืมมมมมมมม อร่อยจังเลยๆๆๆๆ

เป็นคนกินง่ายเนอะ ข้าวคลุกน้ำปลา มีไข่ให้ก็อยู่ได้ล่ะ 555555

ปลานี่ก็กินง่ายเหมือนกัน แถมอยู่ตรงหน้าด้วย หนีบเลยๆ

ปอเปี๊ยะทดลองชิมไปนึง ไม่ชอบ เลยไม่กินต่อ

เต้าหู้นี่ไม่ชอบ ปล่อยผ่าน

หอยคลั่งนั่นอยู่ไกล แต่คุณป้าชาวเวียดนามคนข้างๆหนีบมาให้กว่าสิบตัวก็เลยกินดู รสชาติธรรมดาๆ

ส่วนผัดกะหล่ำปลี เห็นว่าช่วงนี้คนเวียดนามฮิตกินกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา คืออันนี้ไหม ไม่รู้นะ แต่กินแล้วมันจืดๆอ่ะ

อาหารทุกจานไม่ได้อลังการ แต่ง่ายๆ และดีกว่าที่คิด

(ที่บอกเสิร์ฟซีฟู๊ด อืมมมม ก็นะ หอยไง ปลาไง)

เพราะคิดมาก กลัวกินไม่ได้เลยพกขนมปัง นม ขนมมาเต็มกระเป่า 5555

ไม่ได้หยิบขึ้นมากินเลย เอร็ดอร่อยกับอาหารบนเรือมากๆ

อ๋ออออ ราคาทัวร์ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม เราก็พกน้ำเปล่ามาเองเหมือนกัน
และบนรถทอมก็แจกอีกคนละขวดด้วยนะ
แต่เขามีเครื่องดื่มเย็นๆมาขายนะ น้ำเปล่า น้ำอัดลม เบียร์ไรงี้แหละ แต่กระป๋องละ 20,000 ด่อง ( 60 บาทแน่ะ)



Create Date : 23 พฤษภาคม 2557
Last Update : 23 พฤษภาคม 2557 12:04:01 น.
Counter : 521 Pageviews.

0 comment
ตอน สวัสดีฮานอย ยกสาม
วันนี้ชวนเพื่อนไปชมเมือง เริ่มต้นที่สัญลักษณ์ของฮานอยคือสะพาน The Huc หรือสะพานแดงแห่งนี้

เป็นสะพานที่เพื่อนบอกว่ามีอยู่ในละครเรื่อง ฮอยอันฉันรักเธอ (ใครเล่น? ไม่เคยดู)




ฉันอ่านว่า "เดอะฮัค" แบบอังกฤษ แต่มันต้องอ่านว่า "เทฮุก" แบบเวียดนาม




(จิกกบาลตัวเองแป๊บ ภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้ที่นี่ ฉันเครียด

แค่อ่านชื่อสถานที่ก็ยากเย็นหัวใจเหลือเกิ๊นนนน ควรลงคอร์สเรียนภาษาสำหรับ AEC จริงๆ)

สะพานตั้งอยู่ที่ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมหรือทะเลสาบคืนดาบ

ชื่อนั้นเพราะพระเจ้าไปรบ เต๋าให้ยืมดาบ พอรบจบ เต่าในทะเลสาบนี้มาทวงดาบ พระเจ้าเลย "คืนดาบ"

จบตำนานทะเลสาบคืนดาบจ๊ะ

ข้ามสะพานนี้ไปจะเจอวัดหง็อกเซิน เป็นวัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำในทะเลสาบ และมีเต่าในตำนานอยู่






ซื้อตั๋วเข้าก่อน ค่าเข้าคนละ 20,000 ด่อง




หน้าตาตั๋วจ๊ะ อ่านไม่ออกเลยสักคำ




ข้ามมาปุ๊บเจอวัด...โอ๊ะ ถ่ายติดสาวเวียดนาม 555




เดินรอบวัดได้ 5 นาที หมด ห่ะ?? เร็วไปป่าวอ่ะ




มองหน้ากับเพื่อน ฉ้าน-มา-ทำ-อะ-ไร-ที่-นี่-นะ-เธอ-จ๋า

เลยไปยืนจ้องพี่เต่าให้มันคุ้มกับที่เดินมาอย่างคาดหวัง

เต๋านี่พิศไปมาแล้วก็ไม่แน่ใจ ของจริงป่าว?

คือแบบมันแข็งเกินกว่าจะจริง แต่เขาก็รักษาอุณหภูมิอยู่นะ เลยงงๆ




ถัดจากนี้เขาว่ามีโบสถ์ สวย อ่ะ เดินไปดูกัน

ระหว่างทางแอบถ่ายตู้ไปรษณีย์มา สีเหลืองสดใส แอบถ่ายทำไม ใครจะจับเหรอ




ก็ไม่แน่นะ เพราะวันนั้นเดินๆอยู่มีเวียดนามม็อบขบวนใหญ่มากกกกก เดินกันอยู่ ไอ้นี่ก็พาซื่อ เดินตามเค้า 555

ม็อบทำไม ไม่รู้ กลับมารู้ตอนถึงไทยว่า อ๋อ เค้าต่อต้านคนจีนในเวียดนามกัน

พระเจ้า Ly Thai To อย่าถามประวัติ เพราะไม่รู้ 5555 รู้แค่เป็นคนที่ต้องคืนดาบให้เต่าอ่ะ




เดินมาจนถึงโบสถ์ St.Joseph Cathedral ร้อนมาก ร้อนจะตายยยยยยย แต่งามดี




มาถึง 11.30 น. พอดีเป๊ะ โบสถ์วันอาทิตย์ เค้าทำพิธีกันพอดี เจี๊ยกกกกกกกกก

ก็เลยมานั่งเงียบๆ รักษากิริยากันไป ดูพิธีแบบไม่ค่อยเข้าใจคนคริสต์เท่าไร

เห็นเขาลุกเราก็ลุก เห็นเขานั่งเราก็นั่ง ทำตัวกลมกลืนไปซะ

กว่าพิธีจะเลิก ดูนาฬิกา อืมมมมม เรามานั่งร่วมพิธีกับเขาเป็นชั่วโมงเลยเนอะ 555

ก็เลยได้ถ่ายรูปในโบสถ์ สวยดี

ไม่เคยเข้าโบสถ์ที่ไหนมาก่อน เคยเห็นแต่ในหนัง เลยแปลกตานิดหน่อย












ออกจากโบสถ์มา ร้อนมาก ไม่ไหวแล้ว หมดแรง

หันไปมองหน้าเพื่อน กลับโรงแรมกันเหอะ ไปตากแอร์กัน

ไม่ไหวแล้ว ไม่สู้แดดแล้ว จะตายแย้วววววว

ก่อนเข้าบ้านแวะช้อปปิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้างบ้าน สนุกดีนะ 555






ไปไหนมาไหนชอบเดินซูเปอร์ที่นั่น มันคือที่ๆรวบรวมวัฒนธรรมการกินดีอ่ะ








ขนมเวียดนามก็คล้ายๆบ้านเรา








อันนี้น้ำอะไรไม่รู้ด้านนอกเหมือนทุเรียน ด้านในเหมือนน้อยหน่า รสชาติหวานๆ ตกลงลูกอะไร??




นมกล่องเวียดนาม เจ้มจ้นดี ชอบๆ




เบียร์ถังยักษ์ สะใจ ขออนุญาตเบลอหน้าพรีเซนเตอร์ 555






เย็นๆ ออกมาชมละครหุ่นกระบอกน้ำ ศิลปะท้องถิ่น ค่าเข้าเห็นว่าแสนนึง

เราไม่เอา เราเอาหกหมื่น




เขาบอกงั้นนั่ง extra seat นะ เครๆ...นี่ตารางโชว์ มีหลายรอบต่อวัน




นี่คือ extra seat แถวหน้าเลยนะ ใกล้เวทีสุดๆ 55555555555555555555



ก็โอเคอ่ะใช้ได้นะ เห็นใกล้ดี เพราะที่นั่งมันแบบสโลปมาก

และระหว่างแถวแคบสุดๆฝรั่งตัวโตๆนี่นั่งกันลำบากมากเลย

แต่เราที่นั่งพิเศษ เราสบายๆ 555

เนื้อหาการแสดงก็ตามสูจิบัตรนี้ มีให้หลายภาษาหน้าทางเข้า หยิบเอาตามสบาย




ข้างๆเวทีมีนักดนตรี นักร้อง และผู้ให้เสียงบรรยายอยู่

เราชอบเสียงดนตรีนะคึกคักดี แต่เสียงร้องเพลงนี่แหลมและโหยหวนชะมัด หนวกหูพิกล

การแสดงก็น่าตื่นเต้นบ้าง สวยงามบ้าง น่าเบื่อบ้างไปตามประสา

ถ่ายรูปมาเยอะ แต่ชัดรูปเดียว 55555 เค้าเซ็ตกล้องไม่เป็นอ่า เค้าเสียใจๆๆ




ทุกอย่างเป็นภาษาเวียดนามไม่มีซับนะจ๊ะ ดูกันเพลินๆ ประมาณ 45 นาทีก็จบ

นี่คือคนชักหุ่นจ้า




สำหรับคนที่จะเอากล้องเข้าไป ถ้ากล้อง DSLR นี่ไม่ได้เลยนะ คิดค่าเข้า 25,000 ด่อง

แต่ถ้าไม่อยากเสีย ก็เอากล้องใส่กระเป๋าสะพายซะ (แบบเรา) แล้วเดินเชิ้บๆเข้าไปเลย 55555

เขาไม่ตรวจ และระหว่างการแสดง ใครยกกล้องมาถ่าย เขาก็ไม่รู้

ไม่สนใจด้วยว่าคุณได้ซื้อตั๋วถ่ายรูปมาหรือไม่ แหะแหะ

เลิกออกมาด้วยความอึนมึนงงปุ๊บ หาของลงพุงทันที

แวะกินบุ๋นชะ Bun Cha อ่านงี้ป่ะ?

เป็นของที่เราชอบมากกกกกกก เราว่าอร่อยดี และจุก 555




เป็นน้ำส้มเปรี้ยว (ก็ไม่เปรี้ยวนะ) เพื่อนบอกคล้ายๆน้ำอาจาด ใส่หมูย่างมา มีมะละกอและแครอทล่องลอยอยู่

ให้บุ๋นมา (บุ๋น คือเส้นคล้ายๆขนมจีน)

มักเสิร์ฟพร้อมผักและปอเปี๊ยะเป็นเครื่องเคียง

ส่วนวิธีกิน ไม่ทราบแน่ชัด เลียนแบบเพื่อนเอา

คือเอาบุ๋นใส่ไปในน้ำ มันจะนิ่มๆลง ยังกะก๋วยเตี๋ยวแน่ะ แล้วซู้ดดดดด

อร่อย!!!

ผัก กินตอนไหนไม่รู้ แต่ไม่กินผัก เลยไม่สนใจมัน 555

ปอเปี๊ยะไส้วุ้นเส้น ผัก หมู ก็อร่อยดี แต่กินหลายๆชิ้นก็เลี่ยนพิกล

พุงกางกลับบ้านเลยยยยยยยย




Create Date : 20 พฤษภาคม 2557
Last Update : 22 พฤษภาคม 2557 10:51:13 น.
Counter : 523 Pageviews.

0 comment
ตอน สวัสดีฮานอย ยกสอง
Noi Bai International Airport เป็นสนามบินไม่ใหญ่มาก
และดู....เอิ่มมม ไม่ได้อลังการอะไร สายพานกระเป๋าก็ยังดูโบๆนิดนึง

อิฉันก็เดินดุ่มไป ตม. เลยทันทีเพราะไม่ต้องรออะไร อ้อ.....เข้าออกเมืองนี้ไม่ต้องกรอกฟอร์มอะไร เข้าไปโลด

ประทับตราปึ้ง!!! .... ถามในใจ ทำไมต้องปั๊มหน้าหลังสุดว้าาาาาา
เป็นธรรมเนียมหรือไงเนี่ย หน้าอื่นไม่ปั๊ม ปั๊มทำไมหน้าหลังสุด



พ้น ตม. มาได้ มองซ้ายมองขวาหาที่แลกเงิน เค้าบอกว่าแลกที่สนามบินเรตดี อ่ะ เชื่อ แลกเลย

ยื่นไป 100$ ได้กลับมา สองล้านกว่าด่อง อุต๊ะ!! มีเงินล้าน มือสั่น 555555555



ส่วนคนที่ติดเน็ตอย่างเรานั่น ไหนจะอัพทวิต ติดอินสตาแกรม เช็คอิน Foursquare
และ เล่น Facebook การมาที่นี่ซิมการ์ดจึงสำคัญมาก

ตาแรกว่าจะซื้อที่นี่เลย แต่เพื่อนบอกว่าแกๆมาซื้อในเมืองถูกกว่า ก็เลยเชื่อมัน

วันแรกจึงเปิดโรมมิ่งมาก่อน เอาไว้ให้โทรหาเพื่อนและบอกทางบ้านได้ว่า ถึงโดยสวัสดิภาพแล้วนะ

แลกเงินเสร็จก็ออกไปตามหารถเข้าเมือง อ่านมาบอกว่ามีแท็กซี่ (แพง ไม่เอา)
มี airport van 2$ (จ่ายเป็น 40,000 ด่องก็ได้)
และมีรถเมล์สาย 17 (ในราคา 5,000 ด่องเท่านั้น)

เลือกรถเมล์แบบไม่คิด
เพราะเราคิดว่าการนั่งขนส่งสาธารณะท้องถิ่นเป็นเสน่ห์ของการเดินทางอย่างหนึ่ง มันเหมือนไปสัมผัสวิถีชีวิตพื้นเมืองอ่ะ

และมันถูก ฮ่าาาาาาาาาาา

เดินออกสนามบิน เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ เจอสาย 17 แล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ

(คันนี้ไม่ใช่สาย 17 นะ ไปแอบถ่ายคันอื่นมา แต่ก็หน้าตาเหมือนกันแหละ)



มีคนรอละแวกๆนั้นพอประมาณ รถจอดเหมือนหลับ
เลยถามคุณคนนึงที่หน้าตาดูเป็นคนขับสุดๆว่า "Bound to Old Quarter?"
แต่เขาตอบไรมาไม่รู้ ฟังไม่ออก และโบกมือไล่ ไรแว้....

แต่เราก็ยังยืนๆแถวนั้นดูลาดเลา

แป๊บนึงได้ยินเสียงประตูรถเปิด และคนที่ยืนๆอยู่ไปกรูกัน ก็ไปเวียดนามมุงกับเขาด้วย

สรุปเขาคงรอให้คนมาพร้อมๆกันก่อนค่อยเปิดรถ อิฉันก็วิ่งขึ้นกับเข้าด้วย
หาที่นั่งได้เสร็จ ควักเงินมาหมื่นนึง (ดูรวยเนอะ) เตรียมจ่าย

กระเป๋ามาเก็บเงิน ทอนเงินและให้ตั๋ว ตอนนี้ค่ารถขึ้นเป็น 9,000 ด่องแล้ว



**วิธีคิดเงินนะ ตัดศูนย์ออกสามตัวไปเลย คูณ 1.75 ตามอัตราแลกเปลี่ยน
เท่ากับว่า ค่ารถ 15.75 บาทเท่านั้น**

แต่อิฉันตกเลขเป็นนิสัย คูณแบบนี้ยากไป เลยใช้ 2 คูณกลมๆ จะได้คิดง่ายหน่อย
ก็สรุปให้ตัวเองว่าค่ารถเข้าเมือง 18 บาท ต๊ายยยย ถูกดี ชอบๆๆๆ

เห็นสภาพรถแบบนี้อยากบอกว่ารถแอร์นะคะ เม้าท์ไป 555



นั่งรถไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ มองสองข้างทางบรรยากาศเหมือนชนบทเราดี
ทั้งทุ่งนา ทั้งลักษณะที่อยู่อาศัย ทั้งการแต่งกาย เหมือนๆ ต่างแค่ภาษาที่อ่านไม่ออก

ราวๆชั่วโมงผ่านไปก็ถึงตัวเมืองฮานอย

อ่านมา(อีกล่ะ)ว่าถ้าเห็นกำแพงโมเสก ให้เตรียมลง
นั่งจนเมื่อยตรูด นั่งจนตระหนกว่าหลงหรือป่าว กำแพงก็ปรากฎแก่สายตา

พอรถสาย 17 จอดที่ท่าใหญ่ๆปุ๊บก็มีคนมารุมล้อมประหนึ่งไอดอลมาแฟนมีตติ้งปั๊บ
หนุ่มๆงี้มารุมเพียบบบบบบ

คนขับแท็กซี่ทั้งนั้นจ๊ะ

มาชิงตัว

ได้แต่ส่ายหน้าไม่เป็นไร จะเดินไปเอง ทะนงมากจ๊ะ

ถามได้ ชวนได้ แต่มาแตะตัวดึงแขน อันนี้อิฉันก็ไม่ปลื้มนะจ๊ะ

ที่พักอยู่ย่าน Old Quarter ย่านฮิตที่เค้าบอกว่าเดินถึง แต่....เราเดินไม่ถึง

บอกเลยว่างงมาก ถนนอะไรไม่รู้อ่านไม่ออก ไปทางไหนต่อก็ไม่รู้ ไม่มีแผนที่จะไปได้ไง
เปิด Google Map กู๋มันก็ทำงง หลงกว่าเดิม แงๆๆๆๆ อะไรกันนี่

ร้อนด้วย ร้อนมากกกกกกก อบอ้าวสุดๆ เดินจนเหงื่อไหลเต็มแผ่นหลังไปหมด ทรมานสุดๆ

เลยโบกแท็กซี่มาคันนึงจนได้ แล้วเมื่อกี้หยิ่งทำไมอ่ะ....แท็กซี่ที่นี่ทรงน่ารักเนอะ 555



นั่งไม่ถึง 5 นาทีถึงโรงแรมจ๊ะ ห่ะ?!

ค่ารถสองหมื่น ยื่นให้ คนขับรับแล้วนั่งนิ่ง แล้วกระแอมถามว่าไหนเงินทอนจ๊ะ เขาก็เลยยอมล้วง 2,000 ด่องทอนมาให้

อารมณ์คล้ายๆบ้านเราอ่ะ นั่งแท็กซี่ 37 บาทให้ไป 40 บาท อีกสามบาทไม่ทอน แบบนั้นเลยยยย

บ้านเรานี่ บางทีก็ให้ไป บางทีก็ทวง แต่พออยู่เวียดนามด้วยความที่เลขศูนย์มันเยอะ เลยทวงน่าดูเลย 5555

ถึงโรงแรม 18.00 น. พอดีเป๊ะเลย เพื่อนลงมารับพร้อมคำชม เออ เอ็งเก่ง นั่งรถเมล์มั่วมาจนถึงได้

ปรบมือ!!!!

ค่ำนี้ หิวมาก เลยชวนเพื่อนไปเดินหาอะไรกินที่ย่าน Old Quarter เพื่อนพาเราไปได้ มันไม่ไกลจริงๆ เดินพอไหว

ปัญหาของที่นี่ที่ขึ้นชื่อลือชาสุดๆคือ "สาวน้อยข้ามถนนกับนายหน้ามนซิ่งมอเตอร์ไซค์"

คือการที่เราอยากข้ามถนนและหวาดกลัวกับการมีอยู่ของมอเตอร์ไซค์
ที่อลังการมากกกกกกกกกกกกกกกกก ที่สุดในสามโลก

คนที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะหลักและมีจำนวนเยอะมาก บีบแตรปี๊นๆๆๆๆๆกันทั้งวี่ทั้งวัน

เสียงแตรชวนปวดหัวและการข้ามถนนชวนหวาดเสียว

แต่เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่ปัญหาหลักของอิ่มเอมจ๊ะ!!

อิฉันเป็นผู้มีความสุขกับการข้ามถนนที่นี่มากถึงมากที่สุดคนนึงเลยทีเดียว

ถ้าเทียบกับกรุงเทพฯที่มีทางม้าลาย มีสัญญาณข้ามถนนที่กดแล้ว....
รถไม่จอดให้ข้าม หรือจอดแต่เดินช้า คนบนรถมันก็บีบแต่ด่าเอาเสียอีก
(ไฟข้ามยังเขียวนะเว้ย เร่งทำไมฟะ เดี๋ยวเดินสะดุดหมด)

การข้ามถนนที่ฮานอยถือว่าดีกว่าอีก อยากข้าม ข้ามเลย

รถจะระวังเราเอง หลบเราเอง เราแค่มองบ้าง ระวังตัวบ้าง แล้วเดินเชิ้บๆไปเลย ก็เสร็จเรียบร้อย

ง่ายกว่ากรุงเทพฯเย้อออออออออออออออ

แต่ถ้าคุณเป็นคนขี้ระแวง เดินยึกยัก จะข้ามไม่ข้าม
มันจะอันตรายกับตัวคุณเองและรถที่วิ่งมา ยิ่งถ้าเจอบีบแตรใส่แล้วตกใจ ผงะไป
โอ๊ยยยย ยิ่งอันตรายไปกันใหญ่

เพราะฉะนั้นข้ามถนนที่เวียดนามไม่อยากเลย แค่ "เดินดื้อๆ"

เดินไปซื้อซิมพร้อมบัตรเติมเงินมา วิธีเติมเงินไม่ยาก ได้บัตรนี่มาขูดๆด้านหลังออก

รหัสจะมาให้เติม สนุกดี เหมือนสมัยเด็กๆเลย



มื้อเย็นวันนี้ไม่ใช่อาหารท้องถิ่น เป็นร้านอาหารจานเดียว
หน้าตาคล้ายๆไทย ข้าวกับปลาทอดซอสพริกสูตรเวียดนาม กินไปเพลินๆ

หนีบน้ำปลาขวดน้อยขึ้นเครื่องมาด้วยล่ะ 55555 เพราะเพื่อนบอกอาหารที่นี่จืด เหยาะลงไป อาหารชาติไหนก็อร่อยทั้งนั้น

อิ่มหมีพีมัน เราก็เดิน Night Market กัน ปิดถนนยาวมากๆ เดินกันเป็นกิโลๆไปถึงตลาด Dong Xuan นั่นแน่ะ



ก็....เหมือนตลาดนัดบ้านเรา ขายเสื้อผ้า อุปกรณ์มือถือ ของเล่น ของฝาก อะไรพวกนั้นแหละ เดินดูบ้านเมืองดี

"ซิโคล่” (Cyclo) รถสามล้อรับจ้างของที่นี่



ร้านอาหารซีฟู๊ดและสไตล์โต๊ะรับรองลูกค้า เก้าอี้เตี้ยๆ





ร้านน้ำชา มีตลอดทาง ขายแบบนี้ มีเก้าอี้เตี้ยๆแบบนี้รอบริการเสมอ



หน้ากากแบบท้องถิ่น น่ารักดี เหมือนเกาหลี (เอ๊ะ??)



การ์ด pop-up น่ารักอ่ะ ชอบอันนี้ๆๆๆ



ตุ๊กตาทั่วไป



ขนมข้างทาง



บาร์เเกต (ถ่ายเสร็จ โดนแม่ค้าแว้ดใส่ ห้ามถ่ายเหรอ? แต่ถ่ายติดแล้วนะ)



และหวานเย็นริมถนน ไปนั่งกินมาเอาบรรยากาศ ก็สนุกดีนะ แก้วล่ะ 20,000 ด่อง





ผลไม้....ขาย 50,000 และ 80,000 แพงมากเลย เลือกชนิดเดียวก็ได้หรือผสมกันก็ได้



อย่ากิน แนะนำ นอกจากแพงแล้วกลิ่นมันเหมือนเน่าๆด้วย 555 ฉันพลาดล่ะ

บังเอิญมี Live Performance พอดี แวะถ่าย แต่ไม่ได้ดู คนเยอะมากเลย มุงไม่ไหว



เดินไปไกลเป็นชั่วโมงๆ ก็กลับบ้าน เหนื่อย ร้อน อากาศอ้าวมากๆ เหงื่อไหลเป็นทางเลย

กลับไปอาบน้ำตากแอร์ดีกว่า




Create Date : 15 พฤษภาคม 2557
Last Update : 15 พฤษภาคม 2557 10:28:07 น.
Counter : 531 Pageviews.

0 comment
ตอน สวัสดีฮานอย ยกแรก
Xinchao Vietnam!!!

ในที่สุดอิ่มเอมก็มายืนอยู่ที่สนามบิน Noi Bai International Airport แล้ว อ่านออกเสียงว่านอยไบหรือโหน่ยเบ่ยก็ไม่รู้นะ หึหึ

สาเหตุของการเดินทางนี้คือเพื่อนสนิทถูกอัปเปหิ เอ๊ย ถูกที่บริษัทสั่งให้มาทำงานเฉพาะกิจที่ฮานอย ณ เวียดนาม 20 วัน

ด้วยความกลัวเพื่อนเหงาและเราชอบหาเรื่องเที่ยว

จึงตามมันมา อิอิ

แต่เพื่อนมาก่อน เรามาทีหลัง จึงเดินทางลำพังให้ตึกตักหัวใจดี

เริ่มจากจองตั๋วเครื่องบิน เล็งไว้ดังนี้

1. แอร์เอเชีย ต้นทุนต่ำ(ตรงไหนวะ แพงจัง)
ไปเช้ามากกกกกกกกก ต้องถึงสนามบินแต่ตีสี่!! กลับก็เช้า ไม่ไหว ตื่นไม่ไหว
ตื่นขาไปพอได้ รู้จักดอนเมือง ตื่นขากลับไม่ไหว สนามบินเป็นไงก็ไม่รู้
ถ้าเช้าไปตกเครื่องจะซวยเอานะ....ตัดออก

2. เวียตเจ็ตแอร์ ต้นทุนต่ำอีกเจ้า แต่อันนี้ของเวียดนามเองเลย
ออกไทยบ่ายสอง ออกฮานอย 11 โมง ก็ไม่เลว น่าสนใจ
แต่ที่แพ้ภัยคือราคาจ๊ะ ราคานี้ลุ่มๆดอนๆ บางวันก็เหวี่ยงขึ้นสูงงงงงงงงงง บางวันก็เหวี่ยงลงต่ำ
ถูกสุดคือ 428 บาทขากลับ (ไม่รวมนะ) เห็นแล้วร้องอุต๊ะ!!! ถูกจริง .... แต่
ก็มีแต่นะ แต่ไม่รวมกระเป๋าไม่รวมอะไรนะ ถ้าไม่โหลดก็ถือว่าโอเคในขาไป
แต่ถ้าขากลับไม่โหลดกระเป๋า ชาวเวียดนามจะชาร์จคุณอีก 10$ จ้า แหง่ะๆๆๆๆ >>> เดี๋ยวเล่าต่อ
>>> และ เป็นสายการบินที่ยิ่งใกล้วันเดินทางยิ่งแพง หลังจากลังเลใจไปมา อิฉันจึงเจอราคาที่ไม่อาจสู้ได้
เข้าทำนองเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายค่ะ ตัดออก

3. เวียดนามแอร์ไลน์ สายการบินแห่งชาติ จริงๆสนอันนี้เพราะมันสะสมไมล์กับ Skypass ได้
เล็งไปมา อยากได้ อยากจองด้วยไฟล์ทไทม์โดนใจ คือออกบ่ายนี้และออกบ่ายนั่น
อยากจอง แต่ไฟล์ทขากลับเต็ม จึงต้อง ตัดออก ด้วยความเสียดาย

4. ไปจบที่กาต้าร์แอร์ เพราะไฟล์ทไทม์ใกล้เคียงกับข้อสามมากสุด จบไป ปิดประเด็น

สรุป อยากประหยัดเงิน แต่สุดท้ายขึ้นสายการบินใหญ่ซะงั้น 555555
เพื่อออออออออออ....

หลังจากจองตั๋วแล้วก็เตรียมตัวเดินทาง ที่พักไม่ต้อง ไปซุกหัวกับเพื่อนสามคืน ชิลๆ

ไปแลกเงิน ศึกษามา (ในเน็ตนี่แหละ) บอกว่าให้เอาเงินดอลล่าร์ไปแลกเงินด่องที่โน่นจะคุ้มกว่า
เคร เตรียมมาพร้อมที่ 100$ ให้แค่นี้แหละ

ถึงเวลาอิฉันก็ยืนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
QR828 เก๋มากค่ะ ให้เช็คอินได้โดยไม่ขึ้นบอร์ดประกาศ รอเข้าไปเหอะ จนต้องเดินไปถามว่า
"ขอโทษนะคะ เช็คอินได้ยัง" น้องนางบอก "เชิญเลยค่ะ เช็คได้นานแล้ว"
แล้วทำไมหล่อนไม่ขึ้นบอร์ดว่า check in open ย๊าาาาาาาาา

ปล่อยป้ายืนงงทำไมว่าเคาทเตอร์ไม่เปิดดดดดดดดด

งานนี้สะพายกระเป๋าใบเดียว ไม่โหลดขึ้นเครื่อง เพราะสนามบินที่โน่นรอกระเป๋านานมาก ... 1 ชั่วโมงขั้นต่ำ
เพื่อนที่ไปทำงานล่วงหน้าบอกว่าตอนมันไปต้องรอเป็นชั่วโมงแน่ะ จนต้องเดินไปให้เขาประกาศตามหากระเป๋า
พนักงานจึงบอกว่า อ่ออออ สามสายการบินต่อหนึ่งสายพาน การรอนานจึงเป็นปกติ เอิ่มมมม

ฟังแล้วเริ่มตระหนกต่อวัฒนธรรมแบบเบาๆ

อิฉันจึงสะพายกระเป๋าใบน้อยๆขึ้นเครื่องเสียดีกว่า

การเดินทางจากเราไปฮานอยใช้เวลา 1.50 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่นานมาก นั่งดูหนังไปสบายๆ

อันนี้นกยักษ์ของเรา Boeing 777-300ER เครื่องใหญ่ น่ารักจุงเบยยยยยย



เออ!!!! ลืมถ่ายรูปในเครื่องบิน แหง่ะ!!!

เป็นที่นั่งแบบ 3-3-3 อ่ะนะ ขาไปขอติดหน้าต่าง .... สองคนข้างๆเป็นหนุ่มสาวเวียดนามที่....
คงทำกรรมกันมาฉันถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้

อนงค์นางนั้นหน้าตาน่ารัก แต่งหน้าไฉไล ผิวขาว หุ่นดี แต่ปากเหม็นและกิริยาชวนกลอกตามองเพดานนิดนึง
ส่วนแฟนหนุ่มหน้าตาตี๋ๆธรรมดา ค่อนไปทางไม่หล่อ แหะแหะ แต่เอาใจนางสุดพลัง

พอเครื่องเริ่ม take off ชะนีก็นั่งไขว์ห้าง เตะกระเป๋าสุดที่รักเราไปมา ชวนให้เริ่มหงุดหงิด

สักพักนางก็ตัดสินใจหลับ โดยการเอาหมอนหนุนมาพิงไหล่เรา และล้มตัวลงนอน ขาพาดตักแฟน ยื่นออกไปบริเวณทางเดิน

ปากนางอ้ากว้าง มาพร้อมกลิ่นแบบคนฟันผุ และในขณะเดียวกันเท้านางที่ถอดยื่นไปก็กลิ่นอวลตลบเคบินด้วย

แทบอยากจะกรี๊ดดดดดดดดดดด

นี่คืออะไร!!!!!!!

กำลังงกๆเงิ่นๆจะส่งสัญญาณ SOS ให้ลูกเรือ สายตาก็หันไปเห็น แถว 3-3-3 ว่างนะ ทำไมมานั่งกองกันตรงนี้
ทำไมเคาท์เตอร์เช็คอินไม่ให้นั่งกระจายไป อัดตรงนี้ทำไม กลัวลูกเรือเดินเหนื่อยเหรอ

สัญญาณรัดเข็มขัดดับลง ให้ทุกคนขยับตัวได้

ทันใดนั้นแก๊งค์ป้าคนไทยกว่าสิบคนก็พุ่งพรวดมาจากไหนไม่รู้ ส่งเสียงโหวกเหวกว่า
"เอ้า พวกเราาาา ที่นั่งว่างๆทั้งนั้น ใครอยากนั่งตรงไหนก็นั่งนะ เอาเลย ตามสบาย"

แล้วที่นั่งก็ถูกจับจองราวเก้าอี้ดนตรี
สร้างวินาทีบริหารขนตาให้กระพือปริบๆแก่ลูกเรือทั้งชาวไทยและเทศเป็นอย่างดี...รวมเราด้วย

ยังไม่พอ ป้าๆลุกมาเปลี่ยนเสื้อผ้ากันกลางอากาศ รื้อกระเป๋า ถอดเสื้อ เปลี่ยนกางเกง
คุยกันขโมงโฉงเฉงเสียงดังมาก ไม่เกรงใจใครเลย ประมาณว่าฉันมาเยอะ ฉันเสียงดังแค่ไหนก็ได้เหรอ???

(ชะนี่ข้างดิฉัน ยังไม่คิดจะตื่น)

มิวายที่สจ๊วตฝรั่งหน้าตาดีแต่อ่อนโยนกว่าอิฉันจะเวียนมาบอกว่า
"คุณครับ นั่งตรง emergency exit สัมภาระทุกชิ้นต้องเก็บขึ้นข้างบนนะครับ
เราไม่อนุญาตให้วางกับพื้น เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุฉุกเฉิน"

พูดเข้าไปเถอะ 7-8 รอบ ป้าๆก็เอาของขึ้นๆลงๆอยู่นั่น พอเผลอก็พยายามจะเอากระเป๋ามากอดตลอดเวลา

เป็นไฟล์ทที่อลหม่านพิลึกตั้งแต่เคยขึ้นมา
ป้าบางคนบอกว่า "อยากนั่งยืดขาสบายๆขอที่นั่งตรงนี้มานึกว่าจะสะดวก ลำบากกว่าเดิมอีก"

ป้าไม่ได้อ่านคู่มือเลยเหรอคะ?

สรุป......อิฉันก็อดทนนั่งไปค่ะ ทนทั้งชะนีที่ผลักหัวนางออกไปได้เป็นระยะ
ทนทั้งป้าๆที่ล้งเล้งตลอดเวลา ได้แต่ใส่หูฟังเปิดเพลงลั่นๆในหูแทน ดับทุกข์

ไฟล์ท QR828 นั้นเป็นไฟล์ทจากโดฮาไปฮานอย โดยมาเวียบางกอก

การเสิร์ฟของว่างจึงมีแค่นี้แหละ ขนมปังไส้ไก่อุ่นร้อนๆหนึ่งอัน และคุกกี้หนึ่งชิ้น



ลงเครื่องมาจึงหิวโซมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

แต่....ในที่สุดอิ่มเอมก็มายืนอยู่ที่สนามบิน Noi Bai International Airport จนได้



Create Date : 15 พฤษภาคม 2557
Last Update : 15 พฤษภาคม 2557 9:16:27 น.
Counter : 565 Pageviews.

0 comment

BlogGang Popular Award#13



ณ เงา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]



New Comments