All Blog
สำผัสอากาศหนาวที่เขาใหญ่ เที่ยววัดพระขาว ตลาดน้ำกลางดง


เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช

ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน


อากาศหนาวมาเยือน ยามที่เข้าสู่ฤดูแห่งการท่องเที่ยว หัวใจเต้นอยากจะไป
สำผัสกับความเย็นเต็มแก่ เอาละใกล้ๆนี่เลย เขาใหญ่ ขับรถไม่กี่ชัวโมงก็ถึง แถมมีที่พักฟรีอีกต่างหาก เริ่มด้วยการออกจากบ้านสายหน่อย เพราะขับ
สบายๆ ไปหาของกินแถววังน้อย ก็นี่เลย
ข้าวแกงบ้านสวน มีของกินให้เลือกพอสมควร เคยแต่ขับผ่าน เห็นรถเข้าไปจอดกันมากเหมือนกัน อันนี้เป็นสาขา 2



สภาพบรรยากาศภายใน มุมนี้คนน้อยหน่อย เพราะอยู่ห่างจากร้อนค้า ไม่อย่างนั้นเห็นแต่คนหมด



มีของโบราณให้เราชม ไว้รำลึกความหลัง



หรือจักรยาน คันนี้ เห็นแล้วก็นึกถึงคุณพ่อ เมื่อก่อนเคยเห็นขึ่จักรยานแบบนี้



หรือเป็นมุมร้านกาแฟ ก็ดูคลาสสิค ดีเหมือนกัน



ด้านข้าง มีทำน้ำตกเล็กๆ แนวนี้ก็ดูโบราณไปอีกแบบ


ร้านขนมไทย เขาก็มีนะ มีการทำโชว์ด้วย ชอบๆ



ตุ๊กตาอันนี้ก็น่ารัก



ก่อนออกก็ต้องเข้าห้องน้ำก่อน เนื่องจากเป็นคนที่ชอบไปสถานที่ต่างๆ แล้วชอบห้องน้ำสะอาด ถ้าที่ไหนไปแล้วสกปรกเราก็คงไม่ค่อยอยากเข้าเท่าไร
ก็ขอชมว่าสะอาด น่าเข้าเป็นที่สุด



รูปสุดท้ายก่อนออกเดินทางต่อไป เป็นสระบัวด้านข้างที่กิน น่าจะมีอาหารปลาให้เด็กๆด้วยนะ เห็นมีปลาหลายตัวเหมือนกัน ต้องเอาข้าวสวยที่มีอยู่โยนลงไปให้ เห็นปลาว่ายมากิน เด็กๆชอบกันใหญ่ ตกลงซื้อข้าวมาให้คนหรือ
ปลากินกันเนี่ย



กว่าจะเสร็จจากการเอาอาหารลงท้องก็เกือบเที่ยงแล้ว ร้อนสุดยอดเลยอากาศวันนี้ ต้องหาอะไรคลายร้อนหน่อยแล้ว

วิ่งมาสักพัก เลยอำเภอหนองแคไป มีทางเลี่ยงเมืองสระบุรี สามารถไปทางนครราชสีมาได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเข้าตัวเมือง แต่ควรวิ่งตอนกลางวัน เพราะทางเลี่ยงเมืองไม่มีไฟข้างทาง ตอนกลางคืนค่อนข้างมืด และบางจุดมี
ไฟแดงอีกต่างหาก ต้องระวัง วิ่งมาได้สักพักก็ถึงอำเภอมวกเหล็ก ก็นี่เลย น้ำตกเจ็ดสาวน้อย ต้องมีน้ำให้เรากับเด็กๆคลายร้อนกันบ้างละ เพิ่งหมดหน้าฝน มันต้องมีน้ำให้เล่นแน่ๆ

เดิมคือวนอุทยานน้ำตกเจ็ดสาวน้อย ได้มีการสำรวจและจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2523 โดยกองบำรุง กรมป่าไม้ มีเนื้อที่ในการจัดตั้งครั้งแรก 540 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2546 ได้มีการสำรวจพื้นที่ผนวกเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ให้ความเห็นชอบและให้มีการเข้าควบคุมดูแลพื้นที่เพื่อเตรียมการในการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป

สำหรับชื่อน้ำตกเจ็ดสาวน้อยได้มาจากชื่อหมู่บ้านที่อยู่ด้านทิศเหนือของน้ำตกที่มีชื่อว่า "บ้านสาวน้อย" เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งวนอุทยานได้พบน้ำตกมีจำนวน 7 ชั้น ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อน้ำตกว่า "น้ำตกเจ็ดสาวน้อย" ตามชื่อหมู่บ้านและจำนวนชั้นของน้ำตกที่ค้นพบ

จริงๆแล้วแหล่งท่องเที่ยวบริเวณนั้นก็มีอีกหลายที่เหมือนกัน เช่นอุโมงค์ต้นไม้ แล้วก็ไร่ทานตะวัน รวมทั้งสวนองุ่นด้วย แต่วันนี้ขอน้ำตกก่อนแล้วกัน

สงสัยวันนี้คงอากาศร้อนจริงๆ เข้าไปน้ำตกคนยังกับมด และใกล้กรุงเทพฯด้วย คนจึงเดินทางมาเพราะไม่ไกลมากนัก



สภาพน้ำตก มีหลายชั้น แต่เราคงเล่นอยู่ต้นๆและไปไหนไม่ได้ไกล ยังดีที่หินบริเวณน้ำตกไม่ลื่นมาก แต่ก็มีหินใต้น้ำมากพอสมควร เห็นเด็กบางคนกระโดดลงมาแล้วเสียวแทน เด็กๆ ทั้งเด็กเล็ก เด็กใหญ่ ชอบจังเลย ขอให้ได้ลงน้ำเถอะ มันเย็นสบาย



ใครไม่อยากเล่นน้ำ ก็มีให้พายเรือเล่นได้ แต่ราคาค่าเช่าเรือไม่รู้เท่าไร รู้แต่คิดเป็นชั่วโมง



เล่นน้ำจนเพลิน เวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควร กว่าจะขึ้นกันได้ ก็ต้องเรียกขึ้น เพราะบ่ายแก่มากแล้ว เดี๋ยวเดินทางเข้าที่พักแถวเขาใหญ่มืด กลัวจะหาที่พักไม่พบ และอีกอย่างก็ไม่ชินทางด้วย

ไปถึงที่พัก เด็กๆ เห็นสระน้ำ เอาอีกแล้ว จะเล่นกันอีกแล้ว เลยปล่อยให้เล่นทั้งเย็นกับเช้าไปเลย ส่วนเราก็หามุมสงบ ดีกว่า



อากาศที่เขาใหญ่ช่วงนี้ยังไม่เย็นอย่างที่คาดหวัง จะเริ่มเย็นช่วงกลางดึก จนถึงเช้า มีหมอกบ้าง ลมพัดเย็นๆ พอพระอาทิตย์ขึ้นแสงแดดนำความร้อนมาก็หายหนาวแล้ว

ดอกไม้ยามเช้า ต้องรับอากาศเย็น พร้อมรับแสงอาทิตย์ สวยงามไปอีกแบบ



ตื่นแต่เช้า อากาศเย็นๆ มีหมอกพอประมาณ ไปเดินตลาดเช้า หาของกินสำหรับเด็กๆ แต่เสียดายไม่มีรูปให้ดู

กว่าจะออกเดินทางกลับ ก็เสียเวลากับการเล่นน้ำรอบเช้าอีกครั้ง ก็เลยพาเด็กๆ ไปดูช้างดีกว่า เห็นตอนมามีช้างอยู่ด้วย ก็ที่นี่เลย ศูนย์กิจกรรมช้างไทยเพื่อการอนุรักษ์



เด็กๆ สามารถให้อ้อยกับงวงช้างได้เลย ตอนแรกก็กลัว แต่เห็นผู้ใหญ่ให้กัน เลยมาแย่งเอาไปให้เองซะหลายเข่ง



ใครมีเวลา เขามีบริการขึ่ช้างพาชมด้วย แต่ไม่ได้ถามค่าบริการ
กว่าจะให้อาหารช้างเสร็จก็เกือบเที่ยงอีกแล้ว เหลือแต่อาหารคนนี่ละ ต้องหา
ที่ตุนใส่ท้องแล้ว

ตั้งใจไปที่ตลาดน้ำกลางดง แต่เห็นข้าวโพดไร่สุวรรณ เลยเข้าไปดู ว่าจะซื้อมารองท้องหน่อย ปรากฎว่าของหมด อดเลยเรา ต้องพี่งข้าวโพดข้างทาง ก็อร่อยเหมือนกัน

ตลาดน้ำกลางดง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00น. ณ ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เป็นทางเดียวที่ไปวัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม แต่ก่อนถึงวัด
ให้เลี้ยวซ้าย เห็นว่าตลาดเพิ่งเปิดมาประมาณ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมานี่เอง

โดย Concept เป็นตลาดน้ำศิลปะ Art Floating Market แนวคิดความลงตัวในสไตล์ธรรมชาติ ติดขุนเขา

ตลาดน้ำกลางดงตั้งอยู่บนพื้นที่ 8-10 ไร่ ต้องการเน้นวิถีดั้งเดิมของคนกลางดง ไม่เปรียบเทียบกับตลาดน้ำอื่น เพราะไม่เหมือนกัน และมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เป็นตลาดน้ำที่มีสีสัน สดใส สดชื่นเมื่อนึกถึงศิลปะ เป็นตลาดน้ำที่ไม่มีรูปแบบเกิดจากจินตนาการ การจัดสวนเป็นแนวร่มรื่นแบบสวนอังกฤษ จึงมีมุมสวยๆเหมาะสำหรับคนรักการถ่ายภาพ

ภายในตลาดน้ำกลางดงแบ่งเป็น2ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ทางผู้ดำเนินการตลาดน้ำกลางดงจัดสรรเอง เพราะเพิ่งเปิดใหม่ ต้องรออีกสักพักให้ตลาดเกิดก่อน ติดตลาดก่อน จึงจะมีส่วนที่2ตามมาในอนาคตซึ่งในส่วนที่2ก็คือการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำอาหารการกินเข้ามาจำหน่ายภายในตลาดฟรี!โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันนี้เป็นแนวคิดของผู้ก่อตั้ง

อันนี้เป็นป้ายบอกทาง ที่จะพาเข้าไปยังตลาดน้ำ ถ้าไม่มีป้ายนี้ รับรองหลง
และไม่กล้าเข้า เพราะอยู่ท่ามกลางขุนเขา



ก่อนเดินเข้าไปข้างใน จะมีร้านผลไม้ตรงประตูทางเข้า เราซื้อน้อยหน่ามากิน ยอมรับว่าหวานมาก ของขึ้นชื่อเขาทีเดียว



อันนี้เป็นป้ายบอกทาง เวลาเดินเข้า บรรยากาศร่มรื่น ไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เหมาะแก่การกินอาหารและชื่นชมธรรมชาติจริงๆ หิวๆๆๆ



เหมือนสวนป่า ที่ให้ความเย็นสบาย มีน้ำไหลตามแนวหินด้วย



ก่อนอื่นไม่ดูอะไรแล้ว หาของกินก่อนดีกว่า เนื่องจากเป็นตลาดเกิดใหม่ ร้านอาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่หลายร้านเหมือนกัน บางร้าน ถ้าคนสั่งมากหน่อย ต้องรอคิว ม่ายงั้นอด



น้องคนนี้ เขาขายสาคู เห็นจัดหน้าตาการจัดแล้วน่ากินเหมือนกัน หรือเพราะหิวกันแน่



หลังจากกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ได้เวลาเดินดูของและถ่ายรูป
อ้าว แล้วลุงคนนี้เขามานั่งทำอะไรล่ะ ไม่หิวบ้างหรือ



ส่วนตุ๊กตาตัวนี้ก็น่ารักใช่หยอก อิอิ



นี่ก็เป็นอีก 1 ตัวที่ชอบ



มุมถ่ายรูป กับตู้รับจดหมาย



ต้นไม้ต้นนี้มีกระรอกด้วย



สภาพโดยรวม เหมาะกับการถ่ายรูป รับประทานอาหาร แต่ไม่รู้ว่าถ้ามีทัวร์ลง
หรือคนปริมาณมาก จะรองรับได้หรือไม่ อย่างน้อยเรื่องเก้าอี้นั่ง คิดว่าคงไม่เพียงพอ กับการรองรับคนปริมาณมาก แต่อย่างว่าล่ะ ตลาดเพิ่งเปิดใหม่ ก็มีโอกาสขยับขยายเมื่อมีคนมากขึ้น

หลังจากอิ่มหนำสำราญ และ ถ่ายรูปเป็นที่พอใจแล้ว ตอนออกให้เลี้ยวซ้าย
แวะไปไหว้พระ ที่วัดพระขาว มองเห็นมาแต่ไกล ตั้งแต่ทางเข้าแล้ว เพื่อเป็นศิริมงคลก่อนกลับบ้าน



วัดพระขาว หรือ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง ทางฝั่งขวาของทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๑๕๐ มีทางแยกเข้าไปอิก ๒ กิโลเมตร มีถนนราดยางเข้าไปถึงวัด

วัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรสีขาว ขนาดใหญ่ ชื่อว่า "พระพุทธสกลสีมามงคล" ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อขาว ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๗.๒๕ เมตร สูง ๔๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน ๑๑๒ เมตร

ผู้ที่จะไปสักการะหลวงพ่อขาวอย่างใกล้ชิดแบบถึงที่ก็ต้องเดินขึ้นบันไดไป โดยมีให้เลือกทั้งบันไดด้านซ้ายและด้านขวา ที่จำนวนขั้นบันไดทั้ง 2 ด้าน นับรวมกันได้ 1,250 ขั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขมงคลที่ทางวัดนำมาจากจำนวนพระสงฆ์ที่มาประชุมกันมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชานั่นเอง

สำหรับผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้า(และกำลังขาที่แข็งแรง)ก็เมื่อขึ้นไปนมัสการหลวงพ่อขาวเพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว ก็ไม่ควรพลาดการชมวิวมุมสูงของเมืองโคราชที่บนนั้นด้วย นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆกับที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาวยังมีทางเดินป่าเล็กๆ ทอดยาวสู่“ถ้ำหมี” ที่หลวงปู่เมตตาหลวง(พระญาณสิทธาจารย์ ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระขาวใช้ในการบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำ

ส่วนผู้ที่มีศรัทธาแต่ไม่ค่อยจะมีแรง หรือเป็นประเภทไม่นิยมความสูง ในอุโบสถหรือบริเวณทางขึ้นเขาก็มีหลวงพ่อขาวจำลององค์เล็กไว้ให้ได้สักการะบูชา ซึ่งใครที่เดินทางจากกรุงเทพฯผ่านไปทางปากช่องหากมีโอกาสก็อย่าลืมแวะเวียนเข้าไปซึมซับธรรมชาติและธรรมะกันได้ที่วัดพระขาว ที่ถือเป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราสีมาที่เปรียบเสมือนประตูมงคลก่อนจะเดินทางเข้าสู่อีสานเลยทีเดียว

อันนี้เป็นองค์จำลอง ส่วนที่อยู่ด้านล่างให้กราบไหว้



ใครที่มีแรง ก็เชิญขึ้นไปกราบด้านบนได้เลย สังขารไปไม่ไหวแล้ว ขึ้นไปได้ประมาณ 100 ขั้น นั่งชมวิว แล้วก็ลงดีกว่า ขืนลากสังขารต่อไป สงสัยต้องคลานขึ้น ให้คนหนุ่มสาว เขาขึ้นกันไปเถอะ

มองจาก 100 ขั้นที่ขึ้นไป สูงเหมือนกันนี่หว่า



หลังลงมาได้ ก็ลงมาเดินดูบริเวณรอบๆ มีการจัดวางองค์พระ ให้กราบไหว้อีกหลายองค์เหมือนกัน



และแล้วก็ถึงเวลาเย็นมากแล้ว ต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้แล้ว เดี๋ยวจะมืด วันนี้รถเข้ากรุงเทพฯค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ จึงทำให้
การเดินทางช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็เดินทางถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 6 มกราคม 2553 23:29:38 น.
Counter : 17619 Pageviews.

5 comment
ตลาดน้ำคลองสระบัว และ เวทีละครพื้นบ้าน อยุธยา


ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ

เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา


วันนี้วันหยุดติดต่อกัน 3 วัน แต่ไม่รู้จะไปไหน เนื่องจากไปกันหมด ต้องอยู่เฝ้าบ้าน อย่างน้อยกลางคืนก็มีคนอยู่บ้านบ้าง แถมอากาศเป็นใจฝนตกตลอดคืน นอนอยู่บ้านดีกว่า

ตื่นเช้าวันหยุด ว่าจะตื่นสาย ให้หายคิดถึง เหมือนบุญมี แต่กรรมบัง ก็เจ้าลูก
คนเล็ก กลัวพ่อไม่ตื่นเลยปลุกซะแต่เช้า นี่ละหนา คนเป็นพ่อ

และแล้ววันนี้ก็หาเรื่องเที่ยวดีกว่า อยากไปตลาดน้ำ แล้วก็ไหว้พระด้วย
เอ ไปที่ไหนดี ใช่แล้ว อยุธยาดีกว่า ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถไปเองใช้เวลาไม่นาน แล้วกว่าจะคิดได้ ก็ปาเข้าไป เกือบจะพระฉันเพลแล้ว

เริ่มต้นด้วยการวิ่งออกจากบ้านเส้นวิภาวดี ตรงไปออกพหลโยธิน ไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางที่ไปนครสวรรค์ วิ่งไปได้สักระยะ มีป้ายบอกทางเลี้ยวเข้าอยุธยาเลย ตรงเข้าตัวเมือง หาป้ายที่ชี้ไป วัดหน้าพระเมรุ พอไปถึงใกล้ๆ
จะมีป้ายบอกตลอดทาง แต่ป้ายไม่ใหญ่นัก

ทางเข้าตลาดน้ำ จะมีที่จอดรถฟรี เพื่อจอดรถแล้วเดินเข้าไปยังตลาดน้ำ แต่ก่อนถึงเห็นมีแต่คนกวักมือเรียก เข้ามาจอดรถที่บ้าน เสียค่าจอด 20 บาท นี่ละหนา เมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะมีอาชีพให้กับชาวบ้าน แต่เราไม่จอดหรอก ชอบของฟรี อิอิ

ตัวตลาดน้ำอยุธยา คลองสระบัว ตั้งอยู่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองด้านทิศเหนือ (ทุ่งขวัญ) และอยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ คือ อนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดหน้าพระเมรุ และเพนียดคล้องช้าง

จะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 17.30 น.

และมีการแสดง "เวทีละครพื้นบ้าน" พร้อมการขับเสภาให้ได้ชมกัน วันละ 5 รอบ ดังต่อไปนี้

รอบที่ 1 : 11.00 น.
รอบที่ 2 : 12.30 น.
รอบที่ 3 : 14.00 น.
รอบที่ 4 : 15.30 น.
รอบที่ 5 : 17.00 น.

เรื่อง พระสุธน-มโนราห์ ตอน พรานบุญจับนางมโนราห์, ไกรทองพิชิตชาละวัน, คัทธนกุมารชาดก, จันทโครพ ตอน เปิดผอบพบนางโมรา, สังข์ทอง ตอน รจนาเลือกคู่, ลิลิตพระลอ ตอน พระลอตามไก่ฟ้า, เสน่หากากี

แต่ตอนที่เราไปถึงก็บ่ายแล้ว การแสดงจะเริ่มบ่าย 2 รีบจับจองที่นั่ง และหาของกินได้เลย

อันนี้หลังจากจอดรถ เป็นทางเดินเข้าไป่ที่ตลาด



ก่อนทางเข้า พบเจ้าตัวนี้ก่อนเลย เด็กๆตื่นเต้น เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็น
ตัวสีนี้บ่อยนัก และ เดี๋ยวนี้ สัตว์ประเภทนี้ต่อไปต้องอนุรักษ์เอาไว้ จะค่อยๆ
หายจากเราไปทีละนิด จริงๆแล้วคนเราไม่น่าเอาชื่อมันมาแทนความโง่เขลา
น่าจะเห็นความดีของมันในด้านความขยัน ขันแข็ง มากกว่านะ




ก่อนจะซื้อของกินอะไร ต้องแลกคูปองเสียก่อน ประเดิมด้วยร้านแรกเลย ขนมน่ากินเชียว



เรื่องรสชาด คงยังบอกไม่ได้ เพราะเป็นครั้งแรก ไว้ทานครบหลายร้านก่อน
แล้วจะมาบอก



อันนี้ก็ทอดมันในกระทง น่ากิน สวยงามด้วยดอกกล้วยไม้ไปอีกแบบ



ส่วนเรื่องราคา เราว่าแพงไปนิด น่าจะลดราคาลงมาหน่อย ราคาเท่ากับขายในกรุงเทพฯเลย ถ้าส่งเสริมการท่องเที่ยว ค่าครองชีพต่างจังหวัดมันก็ถูกกว่ากรุงเทพฯอยู่แล้ว น่าจะลดราคาให้นักท่องเที่ยวประทับใจ หรือว่านี่คือเมืองท่องเที่ยว

ที่นั่งกินเป็นเก้าอี้แคร่ไม้ไผ่ เข้ากับบรรยากาศบ้านนา น้ำก็ดูสะอาด มีการถ่ายเท สามารถเอาขาลงไปแกว่งเล่น เย็นสบาย ถ้าไม่กลัวจรเข้ก็เอา แต่ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะเขามีไกรทองมาปราบอยู่แล้ว อย่างน้อยถ้ามีมันต้องกิน
นักแสดงก่อนดิ นึกเข้าข้างตัวเอง อิอิ



และแล้ว ก็ถึงเวลาช่วงบ่าย 2 ที่รอคอย หลังจากกินอิ่ม พร้อมการแสดง อะไรจะมีความสุขขนาดนั้น วันนี้มีโอกาสได้ดูเรื่อง ไกรทอง
มาดู พระเอก กับ นางเอกก่อน สวยงาม ทั้งนักแสดง และ บรรยากาศ



อันนี้ ชาละวัน กับ ตัวตลก อิอิ แสดงได้น่ารัก ขำจริงๆ ขอปรบมือให้



ทุ่มเทงานสร้างจริงๆ ตอนนี้ ชาละวัน เป็นต่อ ไกรทอง หรือถูก ไกรทองถึงหางเนี่ย ร้องจากๆๆๆ



ส่วนไกรทอง จะเอาคืนยังไง ไปดูกันเอาเองนะ ขอบอก มานเสียวๆๆๆ ..........


หลังจบการแสดงแล้ว อย่าลืมปรบมือให้กับนักแสดงด้วยละ เป็นกำลังใจที่ดี



หลังจากอิ่มแล้ว แดดร่ม ลมตก ก็ได้ไหว้พระเสียที ก็วัดนี้เลย



วัดมงคลบพิตร จะมี พระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย
หน้าตักกว้าง 9.55 ม. สูง 12.45 ม.
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศ ตอ.
นอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศ ตต. ( ปัจจุบัน )
และโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้
สมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่ออสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตร ( พ.ศ. 2249 ) ไฟไหม้ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหาย
จึงโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมใหม่แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหาร
และต่อพระเศียรพระมงคลบพิตร
สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ( พ.ศ. 2285–2286 )
คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310
วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโดนพระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่
บริเวณข้างวิหารทางทิศตะวันออก ให้ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ / เจ้านาย เหมือนสนามหลวงในกรุงเทพฯ

ความสวยงามขององค์พระ



อีกอัน ที่ครั้งหน้า จะแวะไป คือ เพนียดคล้องช้าง เนื่องจากเย็นมากแล้ว
เลยไม่มีโอกาสพาเด็กๆ เข้าไปดู ได้แต่ดูห่างๆ จากที่ถามมารู้สึกว่าจะคิดค่าบริการนั่งช้าง 10 นาที พาเดินดูบริเวณนั้น ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ไว้โอกาสหน้าจะมี Review เพิ่มเติม





Create Date : 24 ตุลาคม 2552
Last Update : 6 มกราคม 2553 23:34:01 น.
Counter : 1371 Pageviews.

4 comment
ไหว้องค์พระใหญ่ วัดม่วง กับ วัดต้นสน จังหวัดอ่างทอง


พระสมเด็จเกศไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรชนใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง

โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน


เริ่มวันแห่งเดือนใหม่ เป็นเดือนของวันแม่ เราได้มีโอกาสพาแม่ และ ลูกๆ ไปไหว้องค์พระใหญ่ ซึ่งปกติชอบอยู่แล้วพระองค์ใหญ่ๆ แสดงถึงความมุ่งมั่น ของผู้ก่อสร้าง และ ทุนมหาศาลในการจัดสร้าง ต้องอาศัยความศรัทธา
ของคนจำนวนมาก จึงจะสำเร็จได้ ในทริปนี้มีโอกาส ไป วัดม่วง กับ
วัดต้นสน ซึ่งเป็นวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน อยู่จังหวัดอ่างทองนี่เอง ไม่ใกล้จาก
กรุงเทพฯเลย แล้วทำไมเราไม่เคยไปหว่า

เริ่มต้นแห่งวันอันอบอุ่น แต่วุ่นวาย เพราะต้องเตรียมของเด็กๆ แต่ก็สำเร็จ
ไปด้วยดี ออกเดินทางช่วงสายๆ ใช้เส้นทางสายเอเซียที่วิ่งผ่านอยุธยา
และเลี้ยวซ้ายเข้าอ่างทอง ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เลี้ยวซ้ายเมื่อพบวงเวียนที่เป็นอ่างทอง มุ่งหน้าไปทาง อำเภอวิเศษชัยชาญ แต่จำไม่ได้
ว่าแยกไหน เอาเป็นว่าถ้าขับไปเห็น โรงเรียนสตรีอ่างทอง แสดงว่ามาถูกทาง
แล้ว ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ก็ถึงวัดม่วง เห็นองค์พระมาแต่ไกล เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย

พระองค์ใหญ่ที่เห็น เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2550 ด้วยความศรัทธาของประชาชน และงบประมาณการก่อสร้างโดยประมาณ 106 ล้านบาท โดยองค์พระมืชื่อว่า "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชายชาญ"
หน้าตักกว่า 63 เมตร ความสูง 95 เมตร



ใหญ่ขนาดไหน ก็ดูคนกับองค์พระแล้วกัน



อีกรูปเป็นภาพมุมเงย หาตะวัน



เขาว่าขอสิ่งใดให้สมปรารถนา ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ หายจาก
โรคภัยไข้เจ็บ รวยๆ ด้วยเถิด



หลังจากไหว้พระเสร็จ ก็พาเด็กๆ ไปดูพวกทำความชั่วต่างๆ จะเกิดอะไรบ้าง
จะได้สำนึกบาปกันบ้าง ดูแล้วทางวัดเขาทำดีเหมือนกันนะ

เปรตมาแล้ว พวกกินบ้านกินเมืองขอให้รวมอยู่ในนี้ด้วยแล้วกัน



พวกที่เป็นชู้กับเมียชาวบ้านก็จะเป็นแบบนี้ ปีนต้นงิ้ว ทนทรมานไม่รู้จบ



เขาจะมีกรรมแต่ละประเภทอธิบายให้เด็กๆเข้าใจ ก็ดีนะแล้วอันนี้ทำกรรม
อะไรหว่า



เดินต่อไป มาดู 12 ราศี ดีกว่า อันนี้เป็นราศีเกิดของเราเอง



ส่วนอันนี้เป็นของเจ้าตัวโต กับ ตัวเล็ก





ใกล้ๆ กันก็จะมีวิหารแก้ว เตรียมเหรียญให้พร้อม หรือถ้าไม่ได้เตรียมมาข้างบนเขาก็มีให้แลกเหรียญเหมือนกัน



ถ่ายเพดาน ก็มองไปอีกแบบ แสดงถึงความใสของกระจก



อันนี้เด็กๆ ชอบใส่กัน ขนาดเตรียมมาหมด ยังต้องไปแลกเพิ่ม
พระเกจิทั้งนั้น




ต่อไปเป็นโบสถ์รูปดอกบัว แต่เสียดาย ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปชม และหลายๆที่ของวัดไม่มีเวลา ครั้งหน้าจะไม่พลาดแน่นอน



คราวนี้ย้อนกลับมาทางเดิม เข้าตัวเมือง ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
จะมีซอยให้เลี้ยวซ้าย เข้าไปเป็นวัดต้นสน อยู่ในเขตเทศบาลเมืองอ่างทอง
เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งที่ประดิษฐานพระพุทธรูป "สมเด็จพระศรีเมืองทอง" ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว

แต่ก่อนเข้าโบสถ์ มีพระองค์ใหญ่อยู่อีก 1 องค์



เห็นแล้วตะลึง ทำไมช่างงามเช่นนี้ ภายในให้แสงสี ได้งดงามจริงๆ




ขอให้ร่ำให้รวย



ขอชมทางวัดอีกอย่าง คือห้องน้ำนี่ละ สะอาดสะอ้าน เห็นแล้วน่าเข้าจริงๆ



อันนี้เป็นข้างในห้องน้ำ เพิ่งเห็นเป็นวัดที่ 2 ที่ทำห้องน้ำได้ดี อันแรกคือ
วัดท่าการ้อง จังหวัดอยุธยา ที่ห้องน้ำเขาทำได้น่าเข้าทีเดียว



สุดท้ายก็พาเด็กๆ ไปให้อาหารปลา ที่อยู่ท่าน้ำติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ กล้องเจ้ากรรม แบต หมดซะตอนจบ

ได้ของฝากสำหรับเด็กๆ ระหว่างทางที่วิ่งไปจังหวัดอ่างทอง เป็นที่ชื่นชอบ
ของเจ้าตัวเล็กทั้งคู่ จะเล่นกันได้สักกี่วันเนี่ย



อีกครั้งที่ได้ไปไหว้พระ ขอพร ทำให้สบายใจขึ้น พร้อมที่จะสู้ชีวิตต่อไป




Create Date : 08 สิงหาคม 2552
Last Update : 6 มกราคม 2553 23:43:12 น.
Counter : 6148 Pageviews.

6 comment
พักผ่อนกับ หาดตื้น คลื่นสวย รีสอร์ท ณ. หาดเจ้าหลาว จันทบุรี
และแล้ว ก็ถึงเวลา พาเจ้าตัวเล็ก ทั้ง 2 คน ไปพักผ่อน เล่นน้ำอีกแล้ว
ทริปนี้ได้มีโอกาสไปธุระที่ จังหวัด จันทบุรี เลยต้องหาโอกาสพักผ่อนสัก
1 คืน จุดมุ่งหมายปลายทาง อยู่ที่ หาดเจ้าหลาว พักที่หาดตื้น คลื่นสวย
รีสอร์ท เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถ 2 คัน ด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์ ผ่านด่านเก็บเงิน 2 ด่าน เลยด่านที่ 2 (พนัสนิคม) ไปอีกไม่ไกลจะมีทางแยกซ้ายมือ บอก
ไปทางบ้านบึง แกลง ระยอง เลี้ยวออกจากมอเตอร์เวย์ได้เลย แล้วตรงตลอดทาง จะเห็นปั๊มน้ำมัน Shell/PTT ทางขวามือ ตรงไปอีกหน่อย จะเห็น
ทางเบี่ยงขวา เข้าเส้นถนน 344 วิ่งไป แกลง จันทบุรี ตราด ระยะเดินทางอีก
ประมาณ 104 กิโล จะไปพบแยกแกลง มีป้ายบอกไปทางซ้าย จันทบุรี ตราด ตรงไปอีกประมาณ 33 กิโล หลัก กม. ที่ 302 จะมีป้ายบอกเลี้ยวขวา
เข้าหาดเจ้าหลาม แหลมเสด็จ เลี้ยวไปได้เลย อีกประมาณ 24 กิโล ก็ถึงที่หมายปลายทางที่ต้องการ ผ่านส่วนผลไม้ แวะซื้อ เงาะ ทุเรียน มังคุด สละ ไปกินบ้างก็ได้

และแล้วก็ถึงที่พักจนได้ จุดหมายนี้คือ หาดตื้น คลื่นสวย รีสอร์ท



ไปกัน 10 คน ต้องจองห้องพัก 2 ห้อง เราพักห้องนี้เอง



เนื่องจากเข้าใจว่าทางที่พักคงเปิดมาระยะเวลาหนึ่ง ห้องที่พักดูไม่ถึงกับใหม่
ผ่านการใช้งานมาพอสมควร แอร์ที่ใช้งานมีน้ำหยด ไม่รู้ว่าท่อตันเพราะผ่าน
การใช้งานมานานหรือช่างขาดการดูแล แจ้งพนักงานเขาก็มาดูให้ แต่เห็นว่า
จะต้องทำการล้างใหญ่ ใช้เวลาพอสมควร พอดีเจ้าตัวเล็กกำลังงอแงจะนอน ซะให้ได้ สงสัยตื่นเต้น ตั้งแต่เช้าอยู่บนรถก็ไม่ได้นอนกลางวัน เลยมาแป๊กเอาตอนเย็นที่ละ สรุปว่ายังไม่ต้องทำ หาอะไรรองก่อนแล้วกัน จะรีบให้ลูกนอนซะก่อน

อย่างอื่นก็พอรับได้ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาต้องแจ้งพนักงาน หรือว่าใช้เป็นที่นอนอย่างเดียวละมั้ง เลยไม่ค่อยซีเรียสกับที่นอน

แอบเจ้าตัวเล็ก พาตัวโต มาเล่นทราย เล่นน้ำทะเล เล่นน้ำสระดีกว่า

ระหว่างไปชายหาด ชอบต้นหมากต้นนี้จังเลย



ทางเดินร่มรื้นไปด้วยต้นไม้ ร่มเย็นไปอีกแบบ



พักเหนื่อยซะหน่อยดีกว่า มีเก้าอี้ให้นั่งเล่นด้วย



บ่อนี้ปลาอะไรก็ไม่รู้ ตัวใหญ่ดีจัง เด็กๆ ชอบ อยู่ใกล้กับสระน้ำ



ในที่สุดก็ถึงชายหาดจนได้ ทางลงมีป้ายของรีสอร์ทให้ถ่ายรูปด้วย



สภาพชายหาด เป็นทรายละเอียด สีแดง ไม่ขาว แต่ก็ไม่เห็นถึงความสกปรก
บางจุดก็มีบ้างเช่นขวดพลาสติก ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดนัก



น้ำทะเลค่อนข้างใส แต่ช่วงนี้เข้าใจว่าฝนตกบ่อย ช่วงน้ำลงเห็นเด็กไปเล่นน้ำทะเลบอกว่าคัน น่าจะเกิดจากไรทะเล ต้องรีบขึ้นมาอาบน้ำ แต่พอช่วงเช้ากลับไปเล่นอีกครั้งแต่ไม่คันแล้ว สภาพน้ำดีกว่าตอนเย็น และน้ำก็ขึ้นด้วย
เดินลุยน้ำไปถ่ายเด็กๆ เล่นน้ำกัน เนื่องจากเป็นชายหาดที่ราบยาว ไม่มีชายทะเลสโลบเหมือนบางที่ จึงคิดว่าปลอดภัยสำหรับเด็กๆ



เล่นชายหาด ก่อทรายกันสนุกสนาน



ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เล่นน้ำทะเล ก็หาอะไรกินกันที่นี่ละ สั่งอาหารมากินเฝ้าดู
เด็กๆ ได้เลย รสชาดอาหารก็ถือว่าใช้ได้ ราคาพอประมาณ ติดกับทะเลเป็นร้านอาหารของรีสอร์ท



หลังจากพระอาทิตย์เริ่มลาจาก เราก็เริ่มหิว ต้องหาที่รองท้องแล้ว มีให้เลือก 2 ร้าน คือ ปะการัง อยู่แถววงเวียนหมูดูด ไม่รู้เรียกถูกป่าว หมูดูดคือปลาพยูนครับ ร้านนี้เป็นแบบชาวบ้าน แต่เห็นว่ารสชาดอร่อย แต่เราขับรถเข้าไปแล้วมันชาวบ้านจริงๆ คือ ที่นั่งกินหลังคามุงแฝก ที่นั่งเป็นเก้าอี้ไม้ ติดดิน เลยขอบายร้านนี้ก่อน เพราะกลัวว่าฝนตกแล้วจะไม่มีที่หลบฝน ไว้โอกาสหน้าจะมาทดลองริ้มรสดู ส่วนอีกร้าน ก็ต้องร้านนี้เลย
เรือนริมน้ำ การเดินทางออกจากที่พัก ต้องขึ้นเขา ไปทางข้ามสะพานปากน้ำแขมหนู ลงสะพานเลี้ยวซ้าย แล้วตรงไปสักพัก แล้วเลี้ยวซ้ายอีกที มีป้ายบอกทางตลอด ที่บ้านไปกินแล้วชอบ เนื่องจากเน้นอาหารรสจัด

อาหารที่กิน ก็จำไม่ได้แล้ว สั่งลูกเดียว กำลังหิว พอมาถึงก็กินกันใหญ่ เลยลืมถ่ายรูป ติดมาได้แค่รูปเดียว



หลังจากอิ่มหนำสำราญ ผลปรากฎว่าฝนตกหนัก กว่าจะคลานกลับที่พักได้ ต้องขับรถช้ามาก เพราะทางมองไม่เห็น แถมยังขับขึ้นเขา แล้วข้างทางมืดสนิทอีกต่างหาก ใครจะไปกินแนะนำไปช่วงเย็น อย่าไปมืด จะได้ดูเรือหาปลาด้วย
ก่อนถึงที่พัก ฝนก็ตกหนัก รถเราตกข้างทาง เนื่องจากมีรถวิ่งสวนทางมาแล้วไฟก็แยงตา ด้านซ้ายเห็นเหมือนทางเบี้ยง มีเส้นสีขาวของถนนลากอยู่ เรานึกว่าขับรถผิดเลน เพราะเห็นรถวิ่งสวนทางมา เลยหักเบี่ยงซ้าย ผลปรากฎว่าตกลงข้างทาง โชคดีมีน้ำฝนอยู่ไม่มาก และ ไม่ลึกมากนัก อีกทั้งพ้นจากทางที่วิ่งบนเขามาแล้ว กำลังจะถึงที่พักพอดี รีบขับรถขึ้นเลยนึกว่าติดอยู่ในหล่มซะแล้ว อีกคันที่ขับมาด้วยกันตกใจกันใหญ่ คนในรถเรายังตกใจเลย และก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ
ตื่นเช้ามารีบไปดูที่เกิดเหตุ มันเป็นยังงี้นี่เอง หลอกตากันชัดๆ



อีกรูปอันนี้เป็นรอยที่ตกลงไป แล้วขึ้นมาได้



เดินสำรวจในที่พัก ช่วงเช้าสระน้ำยังไม่เปิด เลยถือโอกาสถายรูปจาก Top View ดูสวยดี สงสัยตื่นเช้าเกินเหตุ นอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเต้นกับเหตุการเมื่อคืน



อีกรูป สระขนาดกำลังน่ารัก รองรับคนได้ไม่มาก แต่เด็กๆเล่นน้ำกันสนุกสนาน


แถมด้วยเจ้าช้างน้อยตัวนี้



วิถีชีวิตชาวบ้าน ยังตื่นกันใส่บาตรแต่เช้า เห็นแล้วแอบยิ้มไม่ได้



หลังจากทุกคนตื่นหมดแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเช้า ทางรีสอร์ทมีจัดให้ ข้าวต้มทะเล แต่สงสัยไปหลังเข้า เหลือกุ้ง กับ ปลาหมึกไม่กี่ตัว แล้วก็แฮม กาแฟ
และอื่นๆ พอประทังชีวิตได้ แต่อาหารน้อยไปนิด สงสัยเห็นว่าเป็นวันธรรมดาเลยจัดไม่มาก หรือ ยุคนี้มันถึงยุคฝืดเคืองกันแล้ว

สายๆ ได้เวลา Check Out แล้ว อีกรูปเป็นต้นเงาะยังไม่สุก ปีนี้ผลไม้สุกช้ากว่าปกติแทบทุกชนิด



สรุปแล้ว ทริปนี้เป็นทริปที่ตื่นเต้น ทรหด อดทน อากาศร้อน เพราะใกล้เข้าหน้าฝนเต็มแก่ ไว้โอกาสหน้าจะไปเยือนอีกครั้ง

ติดตาม ตอน 2 ได้ตามนี้

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=goodluckthailand&date=03-04-2010&group=2&gblog=9



Create Date : 05 พฤษภาคม 2552
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 8:06:33 น.
Counter : 53795 Pageviews.

34 comment
บันทึการเดินทาง วัดท่าหลวง วัดท่าซุง สวนนกชัยนาถ
เริ่มต้นแห่งการเดินทางทริปนี้ ด้วยการที่ไม่ได้ตั้งตัว จึงขอระลึกถึงเพื่อนที่ทำให้ต้องเดินทางครั้งนี้ เนื่องจากต้องไปเยื่ยมเพื่อนที่เป็นมะเร็งที่สมอง ขั้นสุดท้าย โดยเราคิดว่าไปหาเพื่อนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าไปหาหลังจากลาโลกไปแล้ว อย่างน้อยพูดอะไรเขายังได้ยิน

เริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพฯเช่นเดิม ต้องทำเวลาให้ถึง จังหวัดพิจิตร ก่อนเที่ยง เพราะที่โรงพยาบาลเขามีเวลาให้เยี่ยม แค่ช่วงละครึ่งชั่วโมง เราไม่สามารถอยู่รอถึงเย็นได้ เลยทำเวลา เพิ่งเคยขับรถเร็วขนาดนี้

หลังจากเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลแล้ว ก็ไปไหว้พระหลวงพ่อเพชร ที่วัดท่าหลวง ซึ่งเป็นที่นับถือของคนพิจิตร ขอพรให้เพื่อนอย่าได้ทุกข์ทรมานเลย



รอบโบสถ์มีหนุมาน หลายตนเฝ้าอยู่บริเวณรอบๆด้วยละ



วัดนี้อยู่ติดแม่น้ำ แต่ไม่รู้ว่าแม่น้ำอะไร หน้าน้ำจะท่วมไหมเนี่ย



หลังจากนั้นก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ ผ่านอุทัยธานี เห็นป้ายวัดท่าซุง ลองไปดูหน่อยดีกว่า เขาขึ้นชื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เคยได้ยินมา แต่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไร มาดูด้านหน้าทางเข้ากัน



เข้ามาด้านในโบสถ์ ขอบอกสวยมากๆ เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกอย่างทำด้วยแก้ว เมื่อเปิดไฟ แสงสะท้อนต่างๆ สวยงามกลมกลืน



องค์พระประธาน เมื่อต้องรับกับแสงไฟที่สาดส่องมา จะสวยงามขนาดไหน



อยู่ที่วัดจนเย็น ลืมเวลากลับเลย จนเขาปิดไฟ ก็ปาเข้าไป 4 โมงเย็นแล้ว เลยต้องออกมาก อ้าวยังไม่ได้กลับกรุงเทพฯ ทำไงดี คิดหาทางลัดวิ่งเข้ากรุงเทพๆ ดีกว่า หาไปหามา ถามคนโน้น คนนี้ สรุปเอาว่าวิ่งออกจากวัดอีกหน่อย แล้วใช้วิธีนี้ดีกว่า เอารถขึ้นแพ ข้ามแม่น้ำนี่ละ เพิ่งเคยข้ามเป็นครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้นกันทั้งรถ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี



วิ่งเข้ากรุงเทพฯเลย เย็นมากแล้ว
อ้าวเห็นป้ายอีกแล้ว หุ่นฟางนก ชัยนาถ สวยจริงๆ ไอ้เจ้าตัวซนประจำบ้าน ร้องเรียกอีกแล้ว อยากไปดู ไอ้เรามันเชื่อฟังผู้มีพระคุณอยู่แล้ว ไปก็ไป ไหนๆก็ผ่านแล้ว ไม่เคยไปเหมือนกัน

ดูด้านหน้าก่อนเลย ของขึ้นชื่อเขาละ



เข้ามาจะเห็นหุ่นฟางนก หลายตัว แต่ละตัวทำได้เหมือนจริงมาก ไม่น่าเชื่อว่าใช้ฟางข้าวมาทำ ดูอย่างเจ้าตัวนี้สิ นกเงือก ขนาดเท่านี้สงสัยคงไม่มีคนตัดป่าแน่



นี่อีกตัว



อ้าวตายแล้ว เขาจะปิดแล้ว เนื่องจากมันประมาณ 6 โมงเย็นแล้ว โธ่แล้วตอนซื้อบัตรเข้า ไม่เห็นเขาบอกเลยนะ ว่าเหลืออีกกี่นาทีจะปิด เสียดายเดินยังไม่ทั่วเลย ยังไม่คุ้มกับค่าบัตรเลย

คราวนี้ไม่เอาแล้ว วิ่งเข้ากรุงเทพฯอย่างเดียวเลย คงไม่มีที่ไหนให้แวะแล้ว
สรุปถึงบ้าน มืดตื๋อ หาที่กินข้าวเย็น แล้ว นอนเลยดีกว่า เหนื่อยจริงๆ




Create Date : 24 มีนาคม 2552
Last Update : 8 สิงหาคม 2552 22:08:04 น.
Counter : 1330 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  

pd
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]