All Blog
ลอดโบสถ์วัดสาขลา ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ขึ้นเรือรบ ป้อมพระจุลฯ


ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ
ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ
สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี
ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม


เช้าวันนี้เป็นวันที่กรุงเทพฯ มีแต่เหตุการณ์วุ่นวาย เราต้องรีบเตรียมตัวแต่เช้า เพราะคิดว่ารถคงติดมาก จะพาเด็กๆ ไปพบญาติที่จังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเห็นคำขวัญแล้วยังมีอะไรอีกหลายอย่างน่าสนใจไปหมด นั่นก็คือ "จังหวัดสมุทรปราการ" นั่นเอง

เริ่มด้วยการเดินทางด้วยทางด่วนจากแจ้งวัฒนะ มุ่งตรงไปลงยังสะพานแขวน เพื่อไปออกทางพระปะแดง และตรงไปยังพระสมุทรเจดีย์ จำได้ว่า
สมัยก่อนนั่งรถเมล์ สาย 20 ระยะทางไกลมาก เนื่องการถนนหนทางไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ซึ่งขับรถมาเอง ใช้เวลาเพียงนิดเดียว

หลังจากมุ่งตรงมายัง พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเจดีย์กลางน้ำ แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากมีดินจากปากแม่น้ำ ซึ่งจะออกปากอ่าว มาทับถม จนเดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นร่องรอยแล้ว เนื่องจากขึ้นมาอยู่บนบกเป็นที่เรียบร้อย

ก่อนถึง พระสมุทรเจดีย์ จะมีทางแยกเลี้ยวขวา เพื่อไปยังป้อมพระจุลจอมเกล้า ซึ่งจะมีป้ายบอกตลอดทาง ให้เลี้ยวไปได้เลย แต่ก่อนถึง ขอแวะ
ลอดโบสถ์ ไหว้พระ วัดสาขลา ซึ่งถึงก่อน เพื่อเรียกน้ำย่อย

วัดสาขลา ตั้งอยู่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ตามถนนสาย พระสมุทรเจดีย์-บ้านสาขลา ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่สมุทรปราการ ที่ไปสิ้นสุดที่หมู่บ้านสาขลา เมื่อก่อนการสัญจรไปมาของชาวบ้านใช้คลองสรรพสามิต เป็นเส้นทางหลักไปสู่ตัวเมืองปากน้ำสมุทรปราการและโลกภายนอก แต่พอถนนตัดผ่าน ความเจริญและการเดินทางก็สะดวกมากขึ้น

ก่อนอื่นเรามารอดโบสถ์ และไหว้หลวงพ่อโต เพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน ทางเข้า และ ทางออก ทำอย่างสวยงาม



ภายในประกอบด้วยเกจิอาจารย์ ผู้มีชื่อเสียง ของวัดต่างๆให้กราบไหว้ และ ทำบุญตามราศรีเกิดของแต่ละท่าน



ภายในยังมีที่ให้ไหว้พระ และ มีบางส่วนที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ โดยสิ่งสำคัญประจำวัดอีกอย่างคือ พระปรางค์ซึ่งจะเห็นว่าเอียงเนื่องจากตั้งมาเป็นเวลานานและทรุดตัวตามแผ่นดินที่อยู่อยู่บนโคลน โดยบริเวณนี้เป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา



ก่อนลอดออกเราได้ลอดท้องช้างกันด้วยละ ....

บริเวณก่อนขึ้นโบสถ์ด้านบน จะมีคติธรรม อ่านแล้วก็ให้ข้อคิด และมีสิ่งที่ให้กราบไหว้ต่อไป



ด้านบน จะเป็นองค์พระ และตีระฆังรอบโบสถ์



ส่วนเรือนไทย หลังนี้ สวยงามมาก จะมีรอยพระพุทธบาทจำลอง อยู่ด้วย



ส่วนของขึ้นชื่อ เป็น OTOP ของหมู่บ้านก็คือ กุ้งเหยียด แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เพราะเด็กๆ อยากไปดูเรือรบแล้ว ก็คือป้อมพระจุลจอมเกล้านั่นเอง ออกมาทางเดิม แล้วเลี้ยวขวา วิ่งไปสุดทาง ซึ่งตั้งอยู่ในหน่วยงานทหารเรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อยู่ห่างจากพระสมุทรเจดีย์ 7 กม. บนถนนสุขสวัสดิ์ โดยเปิดทำการ ทุกวัน ตั้งแต่ 7 นาฬิกา - 18 นาฬิกา
ค่าเข้าชม: ฟรี

ป้อมพระจุลจอมเกล้า เป็นป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นที่ทำการยิงต่อสู้กับอริราชศัตรูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน เพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดเขตแดนไทย ก็ถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้ว นับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่างๆ ทางปากน้ำ โดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทหารเรือเป็นที่ปรึกษาวางแผนในการปรับปรุง กิจการทหารเรือในครั้งนั้นด้วย



เด็กๆ ปีนป่าย กันอย่างสนุกสนาน หลายๆอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน



หลังจากปีนป่ายกันเป็นที่หนำใจแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ร้านอาหารก็อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นพอดี เป็นสโมสรกองทัพเรือ อาหารรสชาดอร่อย ราคาพอประมาณ แต่ก็คิดว่าคุ้มค่า



นั่งกินอาหาร และ บรรยากาศจนหนำใจแล้ว ก็ได้เวลาศึกษาเส้นทางธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ที่สามารถ ชมป่าชายเลนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกกระยาง นกนางนวล ปลาตีน ปูลม หรือปูก้ามดาบ ต่อไป ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันนั่นเอง เรียกว่าไปที่เดียว เที่ยวได้หลายที่



ปิดท้ายด้วยก่อนกลับ ได้ไปให้อาหารปลาที่วัดใหม่ กับ วัดใหญ่ ซึ่งพี่สาวเป็นคนนำทางมาเข้าซอยลัด ไม่ต้องออกถนนใหญ่ เลี้ยวไปเลี้ยวมา มาทะลุที่วัดได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็ยังงงอยู่ หลังจากให้อาหารปลาและไหว้พระที่วัด ก็เย็นพอดี






Create Date : 18 พฤษภาคม 2553
Last Update : 19 พฤษภาคม 2553 0:24:22 น.
Counter : 11853 Pageviews.

15 comment
พักผ่อน ชายหาดชะอำ ใกล้แค่นี้เอง


เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ
เลิศลำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม


ร้อนเหลือเกิน เข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว ปีนี้ร้อนนานกว่าปกติ ร้อนแรง แผดเผากับแสงแดดอันแสนเผาผลาญ พาเด็กๆ หลบร้อนไปทะเลใกล้ๆ เพราะใกล้เปิดเทอมแล้ว ไปแถวชะอำดีกว่า

ชะอำ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในจังหวัดเพชรบุรี เป็นชายหาดติดทะเลฝั่งอ่าวไทย แต่เดิม ชะอำ เป็นเพียงตำบลหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอำเภอ หนองจอก แต่ภายหลังที่หัวหินมีชื่อเสียง ที่ดินแถบชายทะเลถูกจับจองหมด พวกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้น จึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนำของสมเด็จกรมพระยานราธิปประพันธ์พงศ์ และได้ พบว่า หาดชะอำ เป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน ชะอำ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นมา ชะอำ ได้รับการพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น และยกฐานะเป็นอำเภอจนปัจจุบัน โดยชะอำอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 41 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าชายหาด ระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นชายหาดที่สวยงาม และมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี

เราสามารถเดินทางจากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (สายธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 4 ไปจังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร
ระหว่างทางก็สามารถแวะตามจุดต่างๆได้ เช่น วัดโคธม วัดบ้านแหลม ดอนหอยหลอด เขาวัง วัดถ้ำเขาย้อย แล้วจึงเข้าชะอำ

หรือจากกรุงเทพฯ เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านนครปฐม ราชบุรี ไปยังเพชรบุรี เป็นระยะทาง 166 กิโลเมตร แต่ผมว่าทางแยกมันมากกว่าทางแรก ซึ่งไม่ค่อยชอบเท่าไร

วันนี้ตั้งใจไปพักผ่อนแบบสบายๆ แต่ไม่นึกมาก่อนว่าคนทำไมถึงมากขนาดนี้ ดูที่ชายหาดสิ คนมหาศาล



เราพักที่ ชาลี เฮาส์ เป็นอาคารพานิชย์ แล้วมาทำเป็นห้องพักแบ่งให้เช่า โดยได้จองห้องพักแบบ 2 เตียง ซึ่งสภาพโดยรวมก็ไม่เสียหายอะไร แต่ห้องเล็กไปนิด ตอนแรกดูในรูปคิดว่าน่าจะใหญ่กว่านี้ บรรยากาศด้านล่าง เรียบง่าย วัสดุก็ดูสีสันสดใส สวยงาม



ห้องที่พัก ต้องเดินขึ้นบันได อยู่ชั้น 3 เป็นห้องแบบ 2 เตียง นอกนั้นเป็นห้องเตียงเดี่ยวหมด



ตกเย็นเด็กๆ ก็ไปเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ทรายที่นี่ไม่ละเอียดนัก และเดี๋ยวนี้ มีแต่ร่มกันแดด เสียดาย จำได้ว่าสมัยก่อนที่เคยมา ร่มกันแดดยังไม่มากขนาดนี้

หลังจากเล่นน้ำกันจนหนำใจแล้ว เดินหาอะไรกินแถวหน้าปากซอยดีกว่า ไม่อยากขับรถออกไปหากิน เดี๋ยวนี้บริเวณนี้กลางคืนก็ไม่เงียบเหงา มีของขายมากมาก ทั้งอาหารทะเล ปิ้ง ย่าง แถมมีร้านสะดวกซื้อ อยู่ใกล้ๆ อีก ไม่อดตายแน่

รสชาดอาหารแถวนี้ก็ใช้ได้ ราคาก็ยอมรับได้ แต่จำชื่อร้านไม่ได้เหมือนกัน
อันนี้ปูผัดผงกะหลี่ อร่อย ทีเดียว



ตื่นเช้ามาวันใหม่ เริ่มกิจกรรมด้วยยานพาหนะ อันนี้ ไม่คิดมาก่อนว่าเหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าขี่จักรยานมันเหนื่อยขนาดนี้ แต่เช้าๆ ได้ออกกำลัง และ ไปไหว้พระวัดที่อยู่บริเวณชะอำ ก็เป็นสิ่งดีๆ สำหรับวันใหม่



ก่อนกลับกรุงเทพฯ เลยไปหัวหิน ชื่อร้านแม่เก็บ อยู่ติดกับซอยหัวหิน94 เพื่อซื้อของฝาก ของขึ้นชื่อ คือ เม็ดขนุนเผือก ยอมรับว่ากินที่ไหนๆ ก็สู้เม็ดขนุนเผือกของร้านนี้ไม่ได้ อร่อยมาก ซื้อไปฝากใครๆ ก็ชอบ แต่เขาก็มีของอื่นขายเหมือนกันนะ สภาพร้านไม่ได้หรูหราอะไร เป็นเหมือนเพิงพักขายของ เมื่อก่อนขับผ่านไม่ได้สังเกตุ ก็จะไม่เห็น แต่คนมาชื้อกันตลอด



สุดท้าย ตีรถเข้ากรุงเทพฯ แวะดอนหอยหลอด เนื่องจากบ่ายแล้ว ท้องร้องกันเป็นแถว แต่เข้าไปไม่รู้ร้านไหนอร่อย เพราะไปทีไร ก็กินเรียงร้านแต่ละร้านจนจำไม่ได้ แต่ครั้งนี้ ไม่ประทับใจเลย อาหารแพงมาก ชื่อ "ร้านอาหารน้องกุ้ง" จำเอาไว้เลย แถมสั่งข้าวผัดกุ้ง เพราะเด็กๆ แพ้ปู ก็บอกคนรับรายการแล้ว กลับได้ข้าวผัดปู สั่งต้มยำกุ้ง น้ำใส กลับได้น้ำข้น รวมรายการอาหาร ข้าวผัดกุ้ง ต้มยำกุ้ง กุ้งอบวุ้นเส้น ไข่เจียวหมูสับ ปลาทอด หอยหลอดผัดฉ่า ทั้งหมด 1200 บาท ขาดตัว



ทุกอย่างดีหมดตั้งแต่ไปมา มาเสียอารมณ์ตอนที่แวะดอนหอยหลอดนี่ละ
และแล้วก็มาร้อนกรุงเทพฯต่อไป



Create Date : 13 พฤษภาคม 2553
Last Update : 14 พฤษภาคม 2553 22:00:34 น.
Counter : 4509 Pageviews.

3 comment
ไหว้พระวัดบางจาก นนทบุรี ศิริมงคลชีวิต ของการเริ่มปีใหม่ไทย


ทุเรียนเหนือชั้น เครื่องปั้นดินเผา
เมืองเก่าวัดงาม ตลาดน้ำน่าชม
รื่นรมย์สวนสมเด็จ เกาะเกร็ดงามตา
พฤกษานานาพันธุ์ บ้านจัดสรรเป็นเลิศ


ถ้าใครเคยข้ามสะพานพระราม 4 ที่วิ่งจากถนนราชพฤกษ์ มายังปากเกร็ด ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปทางขวามือ จะเห็นมีพระองค์ใหญ่ ตั้งเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่น่าศรัทธายิ่งนัก

หลังจากผ่านเทศกาล สงกรานต์ ปีใหม่ไทย รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แล้ว ก็ต้องไหว้พระเป็นศิริมงคล แห่งชีวิต ก็ถือโอกาสหาข้อมูลองค์พระที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นก็คือ "วัดบางจาก" โดยเดินทางถ้ามาจากถนนราชพฤกษ์ แล้วเลี้ยวขวา ไปทางปากเกร็ด ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าทางเบี่ยงซ้าย แล้วลอดใต้สะพาน วัดอยู่ทางขวามือ เข้าไปในซอย เป็นทางเดินรถสวนกัน

วัดบางจาก เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง ของจังหวัด นนทบุรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คนที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ด มองมาด้านแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะเห็นพระองค์ใหญ่ตั้งอยู่เป็นสง่า ก่อนหน้านั้น ทางวัดได้ต่อเติมสร้างอุโบสถเป็น 2 ชั้น เนื่องจากอุโบสถหลังเก่ามีแค่ชั้นเดียว เวลาถึงฤดูน้ำเมื่อไรน้ำจะไหลท่วมอุโบสถทุกครั้ง ทางวัดเลยให้มีการขุดเจาะฐานอุโบสถ เพื่อต่อเติมเป็น 2 ชั้น ขณะที่เครื่องขุดเจาะไปกระทบวัตถุแข็งเข้าอย่างหนึ่ง คนงานเลยช่วยกันขุดดินกับทรายออก จึงพบว่าใต้ฐานอุโบสถเป็นอุโมงค์ โดยเครื่องเจาะไปโดนองค์พระโมคคัลลานะ ทำให้บริเวณใบหน้ากับแขนขวาชำรุด หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทำให้ชาวบ้านพากันมาปิดทององค์พระ และลูกนิมิต พร้อมกับนำน้ำที่ไหลออกข้างอุโมงค์กลับไปกินกันจำนวนมาก เพราะเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

พระองค์หนึ่งใต้ฐานอุโบสถมีป้ายชื่อว่าพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย (พระหนุนดวง) ส่วนอีกองค์หนึ่งระบุชื่อพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา (พระค้ำดวง) โดยพระทั้ง 2 องค์ตั้งวางไว้ลักษณะคล้ายกำลังค้ำฐานของอุโบสถไว้ นอกจากนี้ยังมีลูกนิมิตกลมแต่แบนอีก 1 ลูก ตั้งวางอยู่บนโขดหิน ส่วนตลอดทางเดินรอบอุโมงค์ซึ่งเป็นดินเหนียว ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมาตลอดทาง ชาวบ้านจึงนำภาชนะมารองและเก็บไปอาบกินที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทำให้พื้นดินเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และบางส่วนก็เป็นบ่อขนาดเล็ก ทางวัดต้องนำเครื่องวิดน้ำมาสูบออก แต่ยังมีน้ำไหลเข้ามาเพิ่มตลอดเวลา ทำให้สูบเท่าไรน้ำก็ไม่ลดลงเสียที ทางวัดเลยนำเชือกมากั้นไว้ที่ขอบบ่อ พร้อมกับเขียนป้ายไว้ว่า “บ่อน้ำพันปี”

อันนี้เป็นลูกนิมิต ที่อยู่ภายใต้ อุโบสถ



พร้อมกับแรงศรัทธา มหาชน เพื่อลอดใต้อุโบสถ



ผู้คนหลั่งไหล มาจากไหนก็ไม่รู้ ตอนแรกเห็นมีอยู่นิดเดียว



หลังจากนั้นปิดทอง พ่อปู่ชูชก และ เข้าไปไหว้พระในอุโบสถ



ได้เวลาบ่ายพอดี มีโอกาสสงค์น้ำพระ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ที่นี่เล่นน้ำสงกรานต์กันได้น่ารักมาก ไม่มีการสาดน้ำกันโครมๆ เหมือนบางที่



ต่อด้วยการไถ่ชีวิตโคกระบือ ชีวิตเขา ชีวิตเรา ใครๆ ก็รักชีวิตกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสได้ไถ่ชีวิตเขา ถึงเป็นส่วนน้อย ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย



ต่อด้วยไหว้หลวงพ่อโต สมเด็จพระพุทธมงคลชัย อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งเป็นสง่า มองจากด้านไหนก็เห็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามาวัดนี้ ตรงบริเวณท่าน้ำ สามารถอาศัยเรือข้ามฟาก ไปยังเกาะเกร็ดเพื่อเดินเที่ยวได้ต่อไป



ใครมีแรงเดิน ก็เชิญกันได้เลยครับ


พอแล้วครับ สำหรับ ทริปเล็กๆ ในวันอันเย็นฉ่ำไปด้วยน้ำ ขอให้ทุกคนมีความสุข กับวันปีใหม่ไทย สุขสัน สุขขี มีความสุข ตลอดไป



Create Date : 16 เมษายน 2553
Last Update : 18 เมษายน 2553 0:34:15 น.
Counter : 11605 Pageviews.

9 comment
การกลับมาอีกครั้ง หาดเจ้าหลาว แหลมเสด็จ ปากแม่น้ำแขมหนู และ ศาลหลักเมืองจันทบุรี ครั้งที่ 2



น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้
พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ
เสื่อจันทบูร สมบรูณ์ธรรมชาติ
สมเด็จพระเจ้าตากสินกู้ชาติ รวมญาติที่จันทบุรี


เวลาช่างหมุนเปลี่ยนรวดเร็วเสียจริง ได้กลับมาเยี่ยมเมืองจันทบุรี อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาเร็วกว่าปกติ เสียดาย เลยมาไม่ตรงกับช่วงที่ผลไม้ออกมามากๆ คราวนี้ได้เลือกที่พักเดิม คือ หาดตื้น คลื่นสวย รีสอร์ท เนื่องจากไปกันประมาณ 9 คน จึงใช้ที่พัก 2 ห้อง และต้องการสระน้ำ ให้เด็กๆ ได้ว่ายเล่น
นอกนั้นใช้สำหรับเป็นที่นอนเท่านั้น สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก ในครั้งนี้ได้มีโอกาสไปจองที่งานไทยเที่ยวไทย แล้วช่วงหลังจะเล่าให้ฟังว่าไม่ประทับใจตรงไหน

ทริปนี้ออกเดินทางแต่เช้า ใช้เส้นทางเดิม มอเตอร์เวย์ ไปทางบ้านบึง เลี้ยวเข้าหาดเจ้าหลาว แหลมเสด็จ ถึงจุดหมายปลายทาง ประมาณบ่ายโมงตรง

แล้วจะทำอะไรละ ให้เด็กเล่นน้ำก็ยังไม่ได้ ร้อนมาก แปลกนะทะเลนี้ไม่ยักจะมีลมพัด ตรงวงเวียนหมูดุด เลี้ยวขวาไปทางแหลมเสด็จดีกว่า พาเด็กๆไปดู "สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ จันทบุรี" จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำเค็ม ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน เช่น ปลาเก๋า ปลากะพง ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร

เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร-วันศุกร์ โดยไม่เสียค่าเข้าชม เวลา 08.30-16.30 น., วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 08.30-17.30 น. ปิดวันจันทร์นะครับ



ภายในประกอบด้วยตู้ปลา ชนิดต่างๆ มากมาย ให้เด็กๆ ได้เดินดูปลาแต่ละชนิด และมีคำอธิบายให้เด็กๆเข้าใจ



เดินเข้ามาในสุด จะพบกับอุโมงค์ปลา เด็กๆ ดูกันใหญ่ พระเอกของเรื่องคือปลากระเบน และ ฉลาม ให้เห็นอย่างใกล้ชิด




หลังจากดูกันเสร็จ มาทะเลทั้งที มันต้อง ไก่ย่าง ส้มตำ มีขายมากมาย อยู่ด้านหน้านี่เอง หาซื้อตามที่ถูกใจ หิ้วกลับไปกินที่หาดเจ้าหลาวดีกว่า

สภาพร้านค้า และ บริเวณหาดแหลมเสด็จ



โดยรวม ก็ยังมีคนมาพักผ่อน เล่นน้ำ กันบ้าง



แต่เสียดาย เนื่องจากอากาศร้อนมาก เลยไม่ได้มีโอกาสเดินชมศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ที่อยู่ใกล้กัน เพราะคิดว่าคงเดินไม่ไหว เหมาะที่จะมาเดินช่วงเย็นมากกว่า และแล้วก็เข้าที่พักก่อนดีกว่า

สภาพที่พัก ก็เหมือนเดิมกับปีก่อนที่เคยมาพัก ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร



หลังจากแดดร่มลมตก เด็กๆ ก็ได้ลงเล่นน้ำทะเล ซึ่งวันนี้ น้ำทะเลใสมาก แต่ทรายที่หาดเจ้าหลาว จะเป็นสีแดง ผลปรากฎว่าวันที่ไป เป็นวันที่พายุฤดูร้อนเข้าพอดี เนื่องจากอากาศร้อนมาก กำลังเล่นน้ำทะเลอยู่ สักพักฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก วิ่งขึ้นกันแทบไม่ทัน

ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเพราะฝนตกก่อนหน้านี้หรือเปล่า ลงเล่นน้ำตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำลงพอดี เด็กๆเล่นแล้วบ่นว่าคัน กันเป็นแถว เพิ่งมารู้ว่ามันคือ เพรียงทะเล คนโตมีอาการแพ้มาก โดยขึ้นเป็นผื่น และ คัน ต้องหายาแก้แพ้ และยาทาแก้คันช่วย กว่าจะหายหลายวันทีเดียว

แต่แปลกคือตอนเช้า ซึ่งเป็นเวลาน้ำขึ้น กลับไม่รู้สึกคันเลย



สำหรับคนที่โดนเพรียงทะเล เขามีวิธีแก้พิษหลายวิธี คือ ใช้น้ำส้มสายชู หรือ มะนาว ก็ช่วยล้างพิษได้ แต่ต้องทำตั้งแต่แรกที่โดน กว่าเราจะรู้ก็เล่นไปหลายวันทีเดียว

ก่อนรับประทานอาหารเย็น ไปชมสะพานปากน้ำแขมหนู กันก่อน ที่ไปด้วยกันพูดว่า โชคดีที่เขียนอย่างนี้ ถ้าเขียนเป็น แคมหนู ละก็ ฮาๆๆๆๆ



ในที่สุดก็มืดค่ำ กลับที่พักหากินเอาใน รีสอร์ทดีกว่า แต่ขอบอก รสชาดอาหารก็พอใช้ได้ แต่กว่าจะมาแต่ละอย่างช้ามากๆ สงสัยแล้วว่าในห้องพักมีรายการอาหาร แต่ทำไมต้องสั่งก่อนล่วงหน้า 1 ชั่วโมง เพราะอย่างนี้เอง

สิ่งที่เตือนให้ระวังและละเอียดขึ้นอีกนิดเวลาซื้อ ถามคนขายให้ชัด เนื่องจากเราไปจองที่งานไทยเที่ยวไทย ก็ได้คูปองการกินอาหาร มาจำนวน 2 ใบ ใบละ 200 บาท ตามรูป


มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย คนรับจองก็ไม่ได้บอกอะไรไว้ ผลปรากฎว่าเวลาจ่ายเงิน เขาบอกว่าใช้ได้เพียงใบเดียวต่อ 1 ครั้ง อะไรฟะ ในคูปองก็ไม่เห็นมีเขียนอะไรเลย ไม่อยากเรื่องมาก ใช้ได้ใบเดียวก็ใบเดียว
พอตอนเช้า จะกลับ ไหนๆก็ไม่ค่อยได้มาอยู่แล้ว ปีหนึ่งจะมาสักครั้งเดียว ก็ไปสั่งอาหารแล้วใช้คูปองใบที่เหลือ 200 บาทจะได้หมดกัน ผลปรากฎว่าจะใช้คูปองนี้ได้ ต้องสั่งไม่ต่ำกว่า 400 บาท จึงจะใช้ได้ เซ็งเป็ด 200 บาทมันก็ไม่ได้เสียดายอะไรหรอกนะ แต่เจ็บใจมากกว่า ถ้าทางรีสอร์ทหรือเจ้าของมาอ่านก็ให้สำนึกไว้แล้วกันว่า สิ่งที่คุณขาย Package ไป แล้วบอกลูกค้าไม่ครบอย่างนี้ ความประทับใจดีๆ มันถูกลบล้างหมดภายในพริบตา


หลังจาก Check Out ออก ก็เดินทางต่อไปทาง อำเภอแหลมสิงห์ เพื่อไปทะลุออกถนนสุขุมวิท แถวบริเวณน้ำตกพริ้ว ตามเส้นทางที่วางแผนไว้ และน่าจะเป็นเส้นทางที่สวยงาม เพราะลัดเลาะไปตามชายหาดตลอดทาง



ระหว่างการเดินทาง ช่วงนี้กำลังทำถนน ทำให้การเดินทางบางครั้งมีติดขัดบ้างเป็นระยะ ถ้าทำเสร็จ คิดว่าน่าจะล่นระยะทางได้อีกมากทีเดียว

ช่วงข้ามสะพานแหลมสิงห์ เป็นอีกสะพานที่สวยงามมาก



และแล้วก็ได้เข้ามายังตัวเมืองจันทบุรี มาเมืองจันทบุรี หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสมาไหว้ศาลหลักเมือง กับ ศาลพระเจ้าตาก สักครั้ง มาครั้งนี้ตั้งใจ ยังไงก็จะต้องมาไหว้ให้ได้



ออกจากศาลหลักเมือง ก็เดินทางต่อไปวัดไผ่ล้อม ตั้งใจจะไปไหว้พระนอน เนื่องจากเป็นพระประจำวันเกิดลูกคนเล็กพอดี ที่วัดกำลังมีการปิดทององค์พระอยู่พอดี



ด้านข้างวัด จะมีร้านเจ๊เพ็ญ เย็นตาโฟเมืองจันทบุรี เป็นร้านเก่าแก่ ได้รับคำแนะนำจากใน Web นี้ละครับ มีเนื้อปูและกั้งใส่ในเย็นตาโฟให้ด้วย แต่ราคาก็พิเศษเหมือนกันนะ และเราก็ได้มีโอกาสไปลองของจริงแต่สั่งเป็นธรรมดา ยอมรับครับว่าอร่อยถูกปากเรา และ ครอบครัว



หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ พอดี ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯได้แล้ว ผ่านเส้นทางเดิม และเดินทางโดยสวัสดิภาพ



Create Date : 03 เมษายน 2553
Last Update : 3 เมษายน 2553 23:30:31 น.
Counter : 1985 Pageviews.

3 comment
เดินป่ากิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ ดูหมีแพนด้า สวนสัตว์เชียงใหม่


ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า

บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์


เดือนนี้เขียนเรื่องราวช้าไปนิด และเป็นเดือนสุดท้ายของปี ธันวาคม นั่นเองอากาศตอนนี้ควรจะเย็นสบายแล้วสินะ แต่ทำไมกรุงเทพฯร้อนเช่นนี้ และกลางเดือนนี้เราก็มีโอกาสไปสัมผัสความหนาวเย็นยังจังหวัดเชียงใหม่ ตามกระแส ที่หน้าหนาวต้องขึ้นเหนือ สินะ..

ทริปนี้ไปสายการบินราคาประหยัด ก็นกแอร์ นี่ยังไง แต่เราก็ชอบนะ
ได้ไปขึ้นที่สนามบินดอนเมือง ไม่ต้องไปถึงสุวรรณภูมิ เพราะการเดินทางที่สะดวก และ ความคุ้นเคยดีสำหรับหลายๆคน อีกอย่างที่พักเราก็อยู่ใกล้สนามบินดินเมืองมากกว่าสุวรรณภูมิ การเดินทางจึงช่ำชองกว่า

เด็กๆ ชอบสีที่ทาบนเครื่องบินลำนี้มากเลย จริงๆแล้ว ทำไมทุกสายการบินไม่ทาสีให้มันสวยงามเหมือนสายการบินนี้นะ



เรามีเวลาแค่ 2 คืน 3 วัน กว่าจะออกเดินทางก็เย็นวันศุกร์แล้ว ลงที่สนามบินเชียงใหม่ มืดพอดี คืนแรกตะลุยราตรีกันก่อนเลย ไม่รู้จะรีบนอนที่โรงแรมไปทำไม มาทั้งทีก็ได้มีโอกาสไปเดินไนท์พลาซ่า มีของมากมาย แต่เราว่าไม่ต่างอะไรกับจตุจักร เอาไว้ขายนักท่องเที่ยว ซื้อของก็อย่าลืมต่อแล้วกันนะ มารู้ทีหลังเจ็บใจเปล่าๆ



ถ้าอยู่ใกล้หน่อย ก็เรียกรถ 2 แถวแดงเลยครับ คนมากๆ ก็ถามเหมาเขา ยิ่งใครอู้คำเมืองเป็น ราคาก็อาจจะต่างกัน แต่ก็สนุกดี

อันนี้เป็นป้ายราคาร้านโรตี ชื่อดัง เพื่อนๆบอกว่าถ้ามาเดินต้องไปซื้อกิน เห็นคนยืนต่อคิวกัน เอ้าลองดูสักหน่อย



คนขายเขาก็ทำแบบใจเย็นนะ พี่คิวยาวมากแล้วนะ หิวด้วย กลิ่นมันหอมจริงๆ



อยู่ใกล้กันกันตลาดอนุสาร เดินเข้าไปดู เผื่อซื้อของฝากกับคนทางบ้าน



มีของน่ารัก สำหรับเด็กๆ หลายอย่าง ผ้าใหม และของฝากอื่นๆ ให้เลือกชม



เดินจนเมื่อยแล้ว ไม่เห็นอากาศมันจะเย็นมากมายเลย เดินมากๆร้อนอีกต่างหาก ว่าแล้วก็กลับที่พัก อาบน้ำนอนให้สบายใจ พรุ่งนี้มีภาระกิจแต่เช้า

อันนี้เป็นรุปที่พัก อันแสบอบอุ่น



หลังจากสะสมพลังเต็มที่กับคืนแรกแล้ว ตื่นเช้ามาด้วยอากาศกำลังเย็นสบาย ต้องรีบกินมื้อเช้า เพราะต้องรีบออกเดินทาง จุดหมายปลายทางคือ ดอยอินทนนท์ ซึ่งต้องใช้เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยุ่ในท้องที่ อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง และอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทยมีสภาพป่าเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำปิงที่ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกต่าง ๆ โดนเฉพาะน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีเนื้อที่ ประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500 ไร่

เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” คำว่าดอยหลวงหมายถึง ภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำ แต่ก่อนนี้มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า “ดอยอ่างกา” เมื่อครั้งที่ป่าไม้ทางภาคเหนือยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครอบครองนครต่างๆ นั้นในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของป่าไม้เป็นอันมาก โดยเฉพาะ“ดอยหลวง” พระองค์มีความหวงแหนเป็นพิเศษ ขณะที่ยังมีพระชนม์อยู่ได้สั่งไว้ว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ขอให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ บนยอดดอยหลวงด้วย ต่อมา คำว่าดอยหลวงก็ถูกเปลี่ยนเป็น “ดอยอินทนนท์” ตามพระนามของเจ้าผู้ครองนครนั้น และเมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูงนี้ จะเห็นสถูปบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ประดิษฐาน

สภาพทางขึ้นดอย ราดยางอย่างดี ไม่มีหลุม มีบ่อ แต่ทางขึ้นเขามันคดเคี้ยว เลี้ยวไปมา เมื่อก่อนเคยคิดจะขับรถขึ้นดอยเอง แต่เปลี่ยนใจแล้ว นั่งไปให้มีผู้ชำนาญทางพาไปดีกว่า



พี่เขาขับยังกับเพิ่งทะเลาะกับเมียมา ไม่ห่วงชีวิตเราบ้างเลย แต่คงเป็นเพราะขับจนชินทาง และต้องอาศัยแรงในการขึ้นเนิน เลยใส่ไม่ค่อยยั้ง และเราก็มาถึงด่านทางเข้า แวะซื้อดอกไม้เพื่อขึ้นไปไหว้ข้างบน และ เข้าห้องน้ำ



อัตราค่าขึ้นดอย



หลังจากใช้เวลาอีกสักพักจากด่าน ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดเรียบ
ร้อยแล้ว อากาศเย็นสมใจอยาก แต่ยังไม่ถึงกับหายใจเป็นไอ



มองลงมาอันนี้เป็นสถานีอะไรไม่รู้



ดูจากสภาพของต้นไม้แล้ว ที่นี่จะต้องหนาวเย็นตลอดปี มีความชื้นสะสม ถึงทำให้ต้นไม้มีสภาพอยู่อย่างนี้ได้



มีทางให้เดินชมป่าไม้ ความชุ่มชื้น หลอกให้เราตายใจ ของจริงกำลังจะมาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม รองเท้าผ้าใบเป็นสิ่งสำคัญ



อุณหภูมิสำหรับวันนี้



หลังจากนั้น ความประทับใจ จริงๆ มันอยู่ที่นี่ครับ



สภาพที่จอดรถ สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ใครพาแฟนมาด้วย จะรักกันจริง หรือ เลิกกันก็อีงานนี้ละ อิอิ พูดเล่นนะ



เป็นเส้นทางศึกษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ ใครมาเป็นกลุ่ม เขามีพี่ๆ ทหารพาเดินไม่ต้องกลัวหลง มีทางเดินตลอด เป็นไกท์อธิบายรายละเอียดต่างๆ ต้นไม้ประเภทไหน เป็นอย่างไร อันไหนเป็นยา อันไหนกินได้ ฟังเพลิน จนลืมเหนื่อยเลยละ



เดินมาได้สักพัก อากาศก็เย็นดี แต่ทำไม่เหงื่อท่วมตัวเลย แสงแดดก็ส่องเข้ามาใต้ต้นไม้เป็นระยะ ๆ ตามแต่ต้นไหนใหญ่ สูง ก็ได้รับแสงไป



เอ้าเดินกันเข้าไป หลงหรือเปล่าเนี่ย



ในฤดูฝนเขาจะปิด ไม่ให้ใครเดิน เพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ ให้เวลาพักผ่อนสำหรับขุนเขาอันกว้างใหญ่ เป็นปอดของพวกเราต่อไปได้พักฟื้น

จุดนี้หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง ตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่าจะมีน้ำตกเล็กๆ ที่สวยงามอยู่ท่ามกลางการเดินป่า ให้แวะถ่ายรูป ชมความสวยงามของสายน้ำที่ตกมาจากตาน้ำ รวมเป็นลำธาร ไหลมารวมกันเป็นน้ำตกอันสวยงาม



ความสมบูรณ์ของป่า และ ลำน้ำที่อุดมไปด้วยหญ้าใต้น้ำ และ กระแสน้ำไหลแรง สดใส สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของป่าแห่งดอยอินทนนท์อยู่



ความชื้นทำให้พืชชนิดเล็กที่เกาะตามต้นไม้เจริญเติบโต



อันนี้เป็นอะไรไม่รู้ ลืมถามพี่ทหารที่เป็นไกท์นำทาง



แมลงก็สีสวยงาม



ก่อนออกจากป่า ความเขียวชะอุ่มของต้นไม้ก็ยังมีให้เห็น แต่ลักษณะลำต้นจะไม่สูงเหมือนช่วงแรก จะค่อยๆ เตี้ยลง



การเดินป่ากิ่วแม่ปานนี้ จะมีบริเวณให้เดินอยู่ 2 ลักษณะ คือ ความสมบูรณ์ของป่า กันขุนเขา จากที่ผ่านมา เดินขึ้นลงตามเนินต่างๆ และ ออกมายังทุ่งกว้าง ที่ไม่มีต้นไม้ ณ ครั้งแรกที่ได้สัมผัส หลังจากออกจากป่า มันรู้สึกโล่งไปหมด กับความเมื่อยล้าที่ผ่านมา ประทับใจเป็นที่สุด



รูปนี้เป็นป่าที่เราเพิ่งออกมานี่เอง



เอ้าร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย



มองย้อนกลับไปยังป่าที่ได้จากมา มีหมอกลอยมาสัมผัสถึงความเย็นของอากาศ และความสวยงามของธรรมชาติ



กำลังที่เคยอ่อนล้า เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้น เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า มันน่าดูกว่าสิ่งที่เราได้ผ่านมา ในที่สุดก็ถึงจุดชมวิว ณ สันเขา มองลงไปอีกด้านมีแต่หมอกปกคลุม



อีกสักรูป ตรงที่มีหมอกนั่นละ คือที่เราจะเดินไปอันดับต่อมา



หมอกจะพัดมาเป็นระยะ ตามแรงลมที่พัดผ่านบนสันเขา บางจุดเมื่อไม่มีหมอกก็สามารถเห็นภูเขาได้อย่างชัดเจน เพิ่มความเสียว ให้เกิดความระมัดระวังยิ่งขึ้น



เห็นกันชัดๆ จุดที่เราเดินกันไป



นี่อีกรูป ต้องใช้ความระมัดระวัง พลาดอาจไม่ได้กลับมาอีกได้



Safety เขาก็มีนะ แต่ห้ามเดินแซงกัน และมีเป็นะระยะ แต่แน่นหนาดี รับรองไม่ตก



เดินผ่านมา จะเห็นกุหลาบพันปี จะขึ้นอยู่บริเวณสันเขา ไม่มีใครกล้าที่จะลงไปถ่ายรูปใกล้ๆ



ไม่เป็นไร มีบางต้นที่อยู่ใกล้กว่า ซูมให้เห็นดอกกันใกล้ๆ



อันนี้เป็นจุดชมวิวแห่งที่ 2



มองไปยังจุดที่เรากำลังจะไป



หลังจากนั้นก็เดินเข้าป่าอีกสักรอบเพื่อกลับมายังทางเข้า แต่เป็นการเดินแบบวงกลมซึ่งไม่ซ้ำทางเดิม ทำให้ไม่น่าเบื่อ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง กับระยะทางไม่กี่กิโล



แล้วคุณจะได้รูปนี้มาแบบประทับใจ และ ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านมาแล้ว






คอยภาคต่อไปครับ



Create Date : 02 มกราคม 2553
Last Update : 8 มกราคม 2553 0:04:48 น.
Counter : 1624 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  

pd
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]