All Blog
เขาค้อ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ในวันที่ไร้ทะเลหมอก จ.เพชรบูรณ์


เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว
ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์
นครพ่อขุนผาเมือง


และแล้วเวลาก็ช่างหมุนผ่านอย่างรวดเร็ว ปลายฝน ต้นหนาว เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวค้นหา ทริปนี้เดือนตุลาคม ความคาดหวังของเรา ได้สัมผัสทะเลหมอกยามเช้า ในวันที่แสนสบาย กับบรรยากาศเขาค้อ เพชรบูรณ์ เมืองแห่งมะขามหวานนี่เอง

การเดินทางครั้งนี้ ต้องจองที่พักล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานพอสมควร ด้วยเป้าหมายปลายทางคือ เขาค้อทะเลหมอก รีสอร์ท แต่เนื่องจากความผิดปกติของธรรมชาติ ทำให้การเดินทางครั้งนี้ ผ่านอุปสรรคพอสมควร ด้วยความชุ่มฉ่ำแห่งฝนปลายฤดู

มีเวลาเพียงเสาร์-อาทิตย์ ต้องออกเดินทางแต่เช้า ด้วยเส้นทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านสระบุรี ไปถึงสวนพฤษศาสตร์พุแค ตรงทางแยกเข้าถนนหมายเลข 21 จะผ่าน อ. ชัยบาดาล /อ.ศรีเทพ /อ.วิเชียรบุรี จนถึงเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง

วันนี้การเดินทางฝนตกตลอดทาง มีบางจุดที่ฝนตกหนัก ก่อนถึง อ.วิเชียรบุรี จะมีน้ำท่วมถนน ทำให้รถเล็กไม่สามารถผ่านไปได้ จะต้องไปอ้อมอีกด้าน ใช้เวลามากพอสมควร จึงมาโผล่บริเวณแยกวิเชียรบุรี ร้านบัวตอง พอดี

อันนี้เป็นสภาพบรรยากาศตอนน้ำท่วม และเลี่ยงเส้นทาง น่าสงสารชาวบ้าน และชาวนา ไร่นาต่างๆ หมดไปพร้อมกับน้ำ



ขับรถอย่างสบายๆ ไม่รีบร้อน ฝนตกถนนลื่น แต่ก็หิวแล้วละ พ้นทางแยกก็ร้านนี้พอดีเลย ไก่ย่างวิเชียรบุรี ร้านบัวตอง ตรงสามแยกวิเชียรบุรี ด้วยความหิว หรือ อร่อยจริง ก็สั่งอาหารหลายอย่าง ฝนก็ตก กินไปเรื่อยๆแล้วกัน



หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็เดินทางต่อ มุ่งสู่เขาค้อ ผ่านทางเลี่ยงเมืองเพชรบูรณ์ ไปโผล่ใกล้ๆ กับแยกนางั่ว ทางขึ้นเขาค้อ ใกล้ๆ กัน มีปั๊มน้ำมันบางจาก เติมให้เต็มถังก่อน เพื่อความมั่นใจ แต่เราขับเลยไป เพื่อเข้าเส้นหมายเลข 12 เข้า เขาค้อทางแยกแคมป์สน ระยะทางจะไกลกว่าทางแยกนางั่วแต่วิวตามไหล่เขา และ ข้างทาง สวยงาม เกินบรรยาย สมคำเล่าลือที่เรียกว่าสวิสแลนด์เมืองไทย

หลังจากเข้าทางแคมป์สน ขับไปสักพักใหญ่ มุ่งตรงสู่เขาค้อทะเลหมอกรีสอร์ท โดยจองที่พักเป็น Top View ไว้ สังเกตุเห็นว่าจะมีฝนตกปรอยๆตลอดทาง ต้นไม้เขียวชอุ่ม ได้รับน้ำอย่างพอเพียง ปลายฝนต้นหนาวนี่ละ เสน่ห์ของธรรมชาติ ที่สวยงามที่สุด



ดูบรรยากาศโดยรอบและดอกไม้สวยๆก่อน



มีบ้านพักหลายหลังให้เลือก ชอบแบบไหน เลือกได้เลย



มาดูบรรยากาศบริเวณรีสอร์ทโดยรวมกันก่อน จะเห็นว่าดอกทานตะวันก็เพิ่งจะปลูกเหมือนกัน ตอนแรกตั้งใจจะลงไปข้างล่าง แต่ด้วยสภาพของทางลง และสภาพร่างกาย ขออยู่ข้างบนดีกว่า ชีวิตเรายังจะต้องทำอีกหลายอย่างเก็บชีวิตเอาไว้ก่อน เดี๋ยวไม่ได้ไปที่ต่อไป



เสียดาย ธรรมชาติไม่เป็นใจ ให้เรามาถึงที่แล้วทำไมไม่มีทะเลหมอกให้ดู เนื่องจากลมแรง พัดหมอกไปหมด ทำให้ตื่นเช้ามา หมดโอกาสดูทะเลหมอก มีแต่สายลมหนาว ซึ่งอากาศก็ค่อนข้างเย็นจับใจ เด็กๆ ชอบมากได้สัมผัสอากาศหนาว แต่จริงๆแล้วชอบทุกที่ละ ขอให้ได้ออกจากบ้านเถอะ เป็นความสุขแห่งครอบครัวสุขสันต์จริงๆ



อาหารเช้ากินกันแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน กินไป ดูบรรยากาศไป หลังจากอิ่มแล้วเขามีที่ให้ออกกำลัง ทดสอบความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการปีนหน้าผาด้วย แต่เราขอสละสิทธิ ให้คนอื่นเขาเล่นกัน



หลังจากพักผ่อน สุดอากาศบริสุทธิจนหนำใจแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทาง สถานที่จะไปคือ พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานทั้งแบบสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปให้ประชาชนได้สักการะบูชา ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐธาตุของพระพุทธเจ้า ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้กับประชาชนในพื้นที่ หลังจากยุติการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

ภายในจะมีพระพุทธรูปมากมายให้สักการะ และตรงกลางเป็นองค์พระบรมธาตุ การบูชาใช้จุดเทียนในจานสังกะสีสีขาว ที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้


แล้วก็ตามด้วย วัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งเป็นทริปที่เราอยากไปมากที่สุด การเดินทางหลังออกจากพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ถึงแยกแคมป์สน ให้เลี้ยวขวา แล้วเข้าถนนเส้นใน ขับช้าๆ สังเกตุร้านยางรถยนต์ ติดกันจะมีทางลง เป็นเส้นทางราดปูน จากปากทางค่อนข้างชันพอสมควร ต้องระวังรถสวนขึ้นมา แต่หลังจากนั้นก็ลัดเลาะตามหมูบ้านชาวเขา ไปสักระยะจะเห็นวัดอยู่บนเขาเป็นที่สังเกตุโดยง่าย



วัดพระธาตุผาแก้ว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 ในนาม"พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว" ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัดในมงคลนามว่า"วัดพระธาตุผาแก้ว"เมืีอวันที่ 1 ก.ค. 2553

วัดพระธาตุผาแก้ว ตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ. บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม 91 ไร่

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า "ผาซ่อนแก้ว" และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า "พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว" เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

ภาพต่างๆ เหนือคำบรรยาย ดอกไม้ ธรรมชาติ บรรยากาศอันเงียบสงบ
เหมาะสำหรับการบำเพ็ญตน ถือศีลภาวนาเป็นที่สุด



สถาปัตยกรรม ก็งดงามด้วยกระเบื้องหลากสี และอื่นๆ รวมรูปร่างขององค์เจดีย์เน้นเลียนแบบดอกบัวที่ซ้อนกันไปมาหลายชั้น เพื่อถวายแด่องค์พระพุทธเจ้า สีสันขององค์เจดีย์ก็สดใสมาก สีแดง สีเหลือง สีฟ้า สีเขียว ประกอบกัน เป็นลวดลายสวยงาม



การไปเยี่ยมชมวัดแห่งนี้ พึงละรึกไว้เสมอว่า
"เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
และพุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้วเป็นที่ปฏิบัติภาวนาของพุทธบริษัท
โปรดเยี่ยมชมและถวายสักการะด้วยความเคารพและสงบนอบน้อม
ขอขอบพระคุณในความร่วมมือ และ ขออนุโมทนาเป็นอย่างสูง"




กว่าจะหมดภารกิจเยี่ยมชมสถานที่ ก็ใช้เวลาพอสมควร โชคดีอากาศกำลังเย็นสบาย ไม่มีแดด และก้อนเมฆเหนือภูเขาลอยมาตามกระแสลม สวยงามเป็นอย่างมาก

สถานที่ต่อไป คอกาแฟไม่ควรพลาด แต่สถานที่นี้เรามีจุดหมายคือพาเด็กๆ ไปให้นมแกะ เด็กๆและผู้ใหญ่ก็ชอบกันเป็นอย่างมาก แต่ยังสงสัย นมที่เอามาให้แกะ มันนมอะไรหว่า



ใช้เวลากับตรงนี้ไม่มาก เพราะมีจุดมุ่งหมายต้องไปสถานที่ต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร ลัดเลาะตามชายเขา ผ่านป่าไม้ น้ำตกต่างๆ แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้แวะเข้าไป เนื่องจากเวลาไม่คอยท่า เส้นทางนี้ขับรถสนุกแต่ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร นั่นคือเส้นทางจากเขาค้อ ไปพิษณุโลก เส้นหมายเลข 12 นั่นเอง

จุดหมายปลายทางคือวัด วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า "วัดใหญ่" ตั้งอยู่ที่ ถนนพุทธบูชา ริมฝั่งแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในฐานะสถานที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และประติมากรรมที่งดงามยิ่ง ถือได้ว่าเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเมืองพิษณุโลก



ได้มีโอกาสสักการะ พระพุทธชินราช เป็นครั้งแรก งดงามสมคำเล่าลือจริงๆ
เสียได้ไม่ค่อยได้มีเวลาเดินชมสถานที่อื่นๆมากนัก เพราะต้องใช้เวลาเดินทางกลับ กรุงเทพฯแล้ว กลัวว่าจะถึงบ้านมืดจนเกินไป เลยไม่มีโอกาสได้ชิมอาหารขึ้นชื่อของคนพิษณูโลกเลย โอกาสหน้า คงต้องค้างคืนสักวันแล้วละ

การเดินทางกลับ โดยใช้เส้น 117 ซึ่งจะกลับรถมาฝั่งตรงข้ามวัด แล้ววิ่งมาถึงแยกบ้านคลอง เป็นแยกไฟแดง เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งตรงยาวเลย จนถึงนครสวรรค์ ทางดี มีบางจุดที่ด้านซ้ายเสียหายบ้าง ระยะทางประมาณ 100 กิโล จึงถึงนครสวรรค์ และต่อด้วยนครสวรรค์เข้ากรุงเทพฯ ประมาณ 300 กิโล รวมการเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง และถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ



Create Date : 20 ตุลาคม 2553
Last Update : 23 ตุลาคม 2553 23:16:36 น.
Counter : 5653 Pageviews.

5 comments
  
ชอบกินมะขามด้วยสิครับ เลยเข้ามาชม ขอบคุณครับ
โดย: Kavanich96 วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:14:27:10 น.
  
ภาพสวยมากเลยคะ
โดย: Dawn Of My Death IP: 58.9.18.17 วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:0:06:30 น.
  
บรรยากาศดีมากครับ

เดี๋ยวเดือนหน้าจะไปบ้าง จองเขาค้อไฮแลนด์ไว้
โดย: inint&anant วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:7:24:57 น.
  
บรรยากาศน่าท่องเที่ยวมากๆ อยากไปไหว้พระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลกบ้าง ชอบแกะน้อยจัง ปล.ส้มตำไก่ย่างน่าทานมากๆ
โดย: pragoong วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:13:36:38 น.
  
กำลังอยากได้ข้อมูลไปเขาค้อพอดีเลยค่ะ...ขอตามรอยเลยค้า
โดย: ชิบะ เคน IP: 124.121.38.202 วันที่: 7 มกราคม 2554 เวลา:22:29:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

pd
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]