เรื่องราวของชายผู้มีความหลัง
Group Blog
 
All blogs
 

รถในฝันของชายหนุ่มผู้อาภัพ...

มาลองอ่านดูกันดีกว่าครับ ว่ารถในดวงใจผมคือรถยี่ห้อไหนรุ่นไหนบ้าง

ในฐานะที่ผมเองเป็นคนที่ชอบรถยนต์ ชอบศึกษาเรื่องรถยนต์ มีความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับรถยนต์มาก ทั้งยังบ้ารถพอสมควร ผมจึงมีรถสุดโปรดในดวงใจผมมากมาย ซึ่งการที่เราจะมีรถสุดโปรดในดวงใจนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นรถยนต์ที่เราเป็นเจ้าของ ซึ่งจะเป็นรถยี่ห้ออะไรก็ได้ที่เห็นแล้วรู้สึกชอบ และเมื่อได้สัมผัสก็ยิ่งหลงใหลได้ปลื้ม มีความรู้สึกดีเกี่ยวกับรถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆ รุ่นนั้น ๆ

รถยนต์สุดโปรดในดวงใจของผมนั้นก็มีหลายยี่ห้อ จากประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็มีดังต่อไปนี้

McLaren F-1 - เป็นรถสปอร์ตที่ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกับรถยนต์สูตร 1 มากที่สุด ทั้งที่นั่งภายใน และรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งยังใช้เครื่องยนต์ 6.2 ลิตร V-12 สูบ 627 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 385 กม./ชม. อัตรเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ 3.3 วินาที ถือได้ว่าเป็นรถที่วิ่งได้เร็วมากในสมัยนั้น ภายในออกแบบให้มี 3 ที่นั่งโดยมีที่นั่งคนขับอยู่ตรงกลาง และมีที่นั่งผู้โดยสารขนาบข้าง ถ้าผมได้เป็นเจ้าของก็คงดีพิลึก แต่กระนั้นด้วยความที่ผมยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนทั้งยังไม่มีกิ๊ก เอ่อ.......นะ ผมก็คงจะรู้สึกโหวง ๆ พิลึกถ้าไม่มีเค้ามานั่งขนาบข้าง เหอๆๆๆๆๆ

Lamborghini Murcialago - ผมรู้สึกชอบเจ้ากระทิงบ้าตัวนี้มานานแล้ว แต่ที่ชอบสุด ๆ และคลั่งสุด ๆ ก็คือหลังจากที่ผมได้ไปดูหนังเรื่อง Transporter 2 มา ซึ่งรถรุ่นนี้ได้มีการนำไปแสดงด้วย ทำให้ผมเองรู้สึกติดอกติดใจกับสมรรถนะในระดับพระกาฬของมัน รวมทั้งระบบส่งกำลังแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากค่ายรถ AUDI ของเยอรมันซึ่งเป็นเจ้าพ่อในเรื่องนี้ด้วย แน่นอนว่ามันย่อมเป็นสุดยอดแห่งรถซูเปอร์คาร์แห่งยุคอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความดุดันในสมรรถนะ อัตราเร่งที่เร้าอารมณ์ การบังคับควบคุมที่ยอดเยี่ยม ทัศนวิสัยที่สุดยอด ทำให้อารมณ์ในการขับมันเปลี่ยวเหมือนยี่ห้อรถคันนี้เลย แต่ผมก็ต้องขอติในเรื่องของการตกแต่งภายในที่ดูจืดชืด ไม่ดุดันเร้าในกว่าที่มันน่าจะเป็น ทั้งนี้เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากค่ายออดี้และโฟล์คซึ่งไม่ชำนาญด้านการออกแบบภายในของซูเปอร์คาร์นักทำให้ลัมโบร์ตัวนี้เสียคะแนนไปมาก แต่กระนั้นก็ยังเป็นรถในดวงใจผมอยู่ดี

Lamborghini Diablo - เจ้ากระทิงดุตัวนี้เป็นบรรพบุรุษเจเนอเรชั่นที่แล้วของเจ้ามูร์เซียลาโก้ ก็ถือได้ว่าเป็นรถที่เหี้ยมเกรียม ดุดัน เข้าขั้นพยศเลยก็ว่าได้ ทั้งภายนอกและภายในออกแบบโดย จุยจาโร่ (Guigiaro) ซึ่งเป็นสำนักออกแบบที่ลือชื่อของอิตาลี ทั้งเครื่องยนต์ V-12 อันดุเดือดเลือดพล่าน ทำเอาคู่แข่งอย่างแฟร์รารี่ในยุคนั้นไม่มีรถรุ่นไหนมาต่อกรได้เลยซักรุ่น

Ferrari Testarossa - มันคือสุดยอดรถสปอร์ตเครื่องวางกลางลำในยุคนั้น เสียงเครื่องยนต์ของมันคือสุ้มเสียงอันกร้าวแกร่ง ไม่หวานแหลมเท่าไหร่นัก ออกไปทางทุ้มต่ำ ดุดันอันเนื่องมาจากเครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ 12 สูบ สมรรถนะก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่ดุดันให้ฟิลลิ่งพอสมควร ผมจึงยกให้คันนี้แหละคับเป็นอีกคันสำหรับรถในดวงใจผม

Porsche Carrera - 40 ปีมาแล้วที่เจ้ากบตัวนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่กระนั้นมันก็ยังไม่ละทิ้งเอกลักษณ์เดิม ๆ ของมัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เครื่องวางท้าย ขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ รูปทรงตัวถังที่เหมือนกบ เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะร่วมกับเจ้าโฟล์คเต่าอยู่ไม่น้อย ก็ได้ทำให้เจ้าคาร์เรร่าตัวนี้คงความคลาสสิคเอาไว้ได้นานแสนนาน ยิ่งกว่านั้นมันไม่ได้มีรูปร่างคลาสสิคเพียงอย่างเดียว มันยังมีสมรรถนะที่กร้าวแกร่ง ดุดัน การบังคับควบคุมที่เยี่ยมยอด การขับขี่อันแสนเร้าใจ ทำให้ผมรู้สึกว่ามันคือรถสปอร์ตพันธุ์ดุที่คงไว้ซึ่งความดุดันอยู่ในที

VW Golf GTi mk.I - เป็นรถคอมแพ็คท์อันสุดแสนคลาสสิคซึ่งก็ถือว่าเป็นรถคอมแพ็คท์ที่ครองใจผู้คนจำนวนมากแทบจะทั่วโลกด้วยรูปทรงที่เล็กกะทัดรัด การขับขี่อันแสนเร้าใจ สมรรถนะสูงแต่ประหยัดน้ำมัน ถือได้ว่าเป็นรถที่สานต่อความสำเร็จต่อจากเจ้าเต่าได้ดีทีเดียว

VW Golf GTi mk.V - ถือเป็น Golf GTi ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่รุ่นแรก ด้วยการปรับปรุงเครื่องยนต์ ระบบบังคับควบคุม การตกแต่งภายใน ทำให้เจ้าตัวนี้ มีโอกาสขึ้นทำเนียบรถคลาสสิคในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้าได้อย่างไม่ยากเย็น

VW Käfer / Beetle mk.I - ถือเป็นผลผลิตทางวิศวกรรมชั้นหัวกะทิของประเทศเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (Dr.Ferdinand Porsche ) จากความคิดริเริ่มของจอมเผด็จการชาตินิยมสุตโต่งแห่งพรรคนาซีซึ่งก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ต้องการให้มีรถยนต์ที่ทนทาน ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องเติมน้ำที่หม้อน้ำ ราคาถูก และมีรูปทรงที่ดึงดูดสายตาคนทั่วไป เจ้าเต่าทองจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูหวานแหวว เครื่องยนต์วางท้ายขับเคลื่อนล้อหลัง ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งมีความทนทานดูแลง่ายสมใจอยากของจอมเผด็จการผู้นี้ โดยแต่เดิมเจ้ารถยี่ห้อนี้มีชื่อว่า Kraft Durch Freude หรือ KDF ซึ่งหมายถึงรถที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความสนุกในการขับขี่ แต่พอหลังสงคราม มันกลับมีชื่อใหม่ว่า Volkswagen หรือ VW ซึ่งหมายถึงรถของประชาชน ยิ่งกว่านั้น ในระหว่างสงคราม เจ้าเต่าตัวนี้ก็ได้มีการนำเอาไปใช้ในงานสงครามด้วย โดยใช้เป็นรถพยาบาล รถลำเลียงเสบียง หรือแม้กระทั่งรถลาดตระเวณ เนื่องจากความทนทานของมัน รวมทั้งตัวถังที่หนาราวกับรถหุ้มเกราะซึ่งอาจจะเป็นกุศโลบายชั้นยอดของฮิตเลอร์ที่อาจจะให้ประชาชนนำเอารถคันนี้มาใช้ป้องกันตัวเเองในยามฉุกเฉินก็เป็นได้ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าเต่าตัวนี้ก็ได้เป็นสักขีพยานแห่งความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของเยอรมัน (Wirtschaftswunder) ในทศวรรษที่ 1950 โดยเจ้าเต่าขายได้เกิน 1 ล้านคันในปี 1954 เป็นเวลา 6 ปีนับแต่ปี 1948 เท่านั้น !!! เจ้าเต่านั้นมีความก้าวหน้าทางวิศวกรรมสูงมากในสมัยนั้น โดยระบบช่วงล่างทั้ง 4 ล้อเป็นแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบาร์ในขณะที่รถส่วนใหญ่ยังใช้แหนบ ฐานล้อที่กว้างทำให้มีการทรงตัวที่ดี รวมทั้งโครงสร้างที่แข็งแกร่งทำให้เป็นรถที่ปลอดภัยมาก เครื่องยนต์แบบบ็อกเซอร์ที่ทนทานดูแลง่าย และให้สุ้มเสียงที่เร้าใจพอตัว ทำให้เจ้าเต่าเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่กระนั้นด้วยความที่เทคโนโลยีทางวิศวกรรมยานยนต์ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ เจ้าเต่าก็เริ่มล้าสมัย และยอดขายตกต่ำ ทำให้สายการผลิตค่อย ๆ ปิดตัวลง โดยสายการผลิตในเยอรมันปิดตัวลงเมื่อทศวรรษ 1970 แต่ก็ยังมีโรงงานผลิตในเม็กซิโกโดยผลิตมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี 2003 เจ้าเต่าคันสุดท้ายก็ได้ออกสู่ท้องตลาดก่อนที่สายการผลิตสุดท้ายในโลกใบนี้ของเจ้าเต่าจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าเจ้าโฟล์คเต่าตัวแรกจะปิดตำนานอายุกว่า 60 ปีลงแล้วแต่ความยิ่งใหญ่และความคลาสสิคก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย จนถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า " It's not a car. It's a Volkswagen !!! "

VW Golf VR6 mk.III - เป็นครั้งแรกที่มาการเอาเครื่อง 6 สูบมาวางที่เจ้ากอล์ฟเล็กคันนี้ เครื่อง VR6 ของโฟล์คนั้นเป็นเครื่อง V6 สูบที่มีลักษณะการวางแบบองศาแคบ คือ 15 องศาซึ่งช่วยให้ไม่กินเนื้อที่ทำให้สามารถวางในรถเล็ก ๆ ได้ ทำให้เจ้า กอล์ฟVR6 นั้นเป็นรถเล็กที่ทรงสมรรถนะเอามาก ๆ

AUDI A6 C4 2.4 - ออดี้ไม่ได้สุดยอดแต่เฉพาะระบบส่งกำลังแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ทรงประสิทธิภาพจนได้รับการยกย่องว่าเป็นตุ๊กแกเยอรมันเท่านั้น แต่ออดี้ก็ยังเป็นสุดยอดในเรื่องของเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรที่วางในออดี้รุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดเครื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ของออดี้เลยทีเดียว อัตราเร่งไหลลื่น ต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีความทนทานเป็นเลิศ ดูแลไม่ลำบากนักถ้าหาช่างที่รู้จริง ยิ่งกว่านั้นการตกแต่งภายในของออดี้ยังถือได้ว่าเป็นรถที่มีการตกแต่งภายในที่ยอดเยี่ยมด้วยวัสดุชั้นเลิศ ดีกว่ารถยุโรปในระดับเดียวกันหลายยี่ห้อซึ่งที่กินไม่ลงก็จะมีแต่จากัวร์เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นการขับขี่ การทรงตัว บอกได้เลยว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของยุโรป และของโลก ทั้ง ๆ ที่ออดี้รุ่นนี้ใช้ช่วงล่างแบบคานแข็งในด้านหลังแต่ก็ยังมีการทรงตัวที่เป็นเลิศ ถือได้ว่าเป็นรถที่คลาสสิคของผมเลยทีเดียว

AUDI RS6 C6 4.2 Quattro - จะเห็นได้ว่าออดี้ตัวนี้เป็นเจ้าตุ๊กแกเยอรมันที่การทรงตัวเป็นเลิศจริง ๆ รวมทั้งเครื่องยนต์ V8 สูบ 4.2 ลิตร สมรรถนะการออกตัวที่กร้าวแกร่งเร้าใจ เป็นรถอีกคันในดวงใจผม

BMW M5 E60 - M5 รุ่นนี้ ทางวิศวกรBMW ได้ทำการพัฒนาแทบทุกส่วนจนเปลี่ยนแปลงไปจากตัวเก่าแทบจะหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยเครื่องยนต์ V-10 สูบ 5.0 ลิตร ทื่สามารถเลือกโปรแกรมได้เองว่าจะเอาแบบ 400 แรงม้าสำหรับขับนิ่ม ๆ สบาย ๆ (แค่นี้ก็เสียวแล้ว) หรือจะเอาแบบดุดัน แบบสปอร์ตถึง 500 แรงม้า พร้อมทั้งระบบกันสะเทือนที่สามารถปรับระดับอ่อนแข็งได้ตามใจผู้ขับขี่ ทั้งเครื่องยนต์ที่แรงม้าและแรงบิดมหาศาลโดยไม่ต้องมีระบบอัดอากาศมาช่วย ระบบเกียร์ SMG อัจฉริยะที่เปลี่ยนเกียร์ได้เนียนและไหลลื่น รวมทั้งระบบกันสะเทือนและระบบอิเล็คทรอนิคส์ต่าง ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนามาใหม่หมด รวมถึงระบบช่วยการออกตัวซึ่งทำให้การออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง 0-100 ได้ 4.8 วินาที และทำให้เสียงล้อสีกับพื้นดังเอี๊ยดดดดดด !!! ทำให้เจ้าเหยี่ยวเดือนเก้านี้เป็นรถสปอร์ตซีดานที่ทรงสมรรถนะเทียบได้กับปอร์เช่หรือแฟร์รารี่เลยทีเดียว

BMW 3-Series E30 - เจ้าE30 ตัวนี้เป็นบีเอ็มที่แสนคลาสสิคของผมอีกเช่นกัน ด้วยสมรรถนะอัตราเร่ง การขับขี่ ความทนทานของเครื่องยนต์ รวมถึงการใช้งานที่แสนสะดวกสบาย ทำให้เป็นอีกคันที่ผมมิอาจมองข้ามมัน

BMW 3-Series E46 - เป็นซีรี่ส์ 3 รุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว ด้วยการขับขี่ที่แสนจะเร้าใจ เข้าโค้งได้แนบเนียน สมรรถนะอัตราเร่งที่ไม่เป็นสองรองใคร รวมทั้งการตกแต่งภายในที่หรูหราดูดีแบบสปอร์ต รูปลักษณ์ที่ดึงดูดซึ่งในการทดสอบจากเกือบทุกสำนักจะยกให้บีเอ็มรุ่นนี้เป็นที่หนึ่ง ซึ่งก็บอกความเป็นที่สุดในตัวของมันอยู่แล้ว

BMW 5-Series E39 - เป็นซีรี่ส์ 5 ที่ดีที่สุดอีกเช่นกันด้วยความภูมิฐาน ตกแต่งภายในได้เนี้ยบ วัสดุภายในดูมีราคา ภายในกว้างขวางสะดวกสบายกว่าคู่แข่ง การขับขี่ที่เป็นเลิศ สมรรถนะที่ไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะความเร็วตีนปลาย ถือได้ว่าเป็นบีเอ็มซีรี่ส์ 5 ที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

SAAB 9-3 2.0t AERO - ขอบอกเลยว่าซ้าบตัวนี้ตั้งใจทำรถจริง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าอัตราเร่งไม่เป็นรองใครแถมด้วยเสียงเทอร์โบที่ดังวี้ดๆๆๆๆๆ ซึ่งแสนจะเร้าใจอีกต่างหาก ระบบช่วงล่างของรถก็ใช้แบบอลูมิเนียมโดยเอามาจากวัสดุทำระบบรองรับของเครื่องบิน ซึ่งบอกได้เลยว่าเกาะเป็นตุ๊กแก ยิ่งกว่านั้นภายในตกแต่งในแบบเครื่องบินซึ่งทำให้บรรยากาศในการขับขี่ดูราวกับขับเครื่องบินรบไล่ยิงข้าศึก !!!

Subaru Impreza STi - ศักดิ์ศรีแชมป์แรลลี่โลกหลายสมัยเป็นประกันได้ถึงความยอดเยี่ยมในสมรรถนะของมัน ลองฟังเสียงเครื่องบ็อกเซอร์ของมันแล้วจะรู้ว่ามันคืออะไรที่ดุดัน เหี้ยมเกรียม เร้าใจเป็นอย่างมาก ทั้งการทรงตัวก็เป็นเลิศด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และการกระจายน้ำหนักที่เท่ากันทั้งหน้าและหลัง ทำให้เจ้า "อิม" ตัวนี้เป็นสุดยอดรถในดวงใจของใครหลายคนรวมทั้งผม

Mazda MX-5 / Miata - เจ้ามิอะตะถือได้ว่าเป็นสุดยอดโรดสเตอร์ซึ่งขนาดอังกฤษที่เป็นเมืองแห่งรถเปิดประทุนยังมีเจ้าตัวนี้วิ่งอยู่เกลื่อนแทนที่จะเป็นรถของชาติตัวเอง ซึ่งก็บอกได้ว่ามันคือความคลาสสิคและความเร้าใจของเจ้าโรดสเตอร์ของญี่ปุ่นยี่ห้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นบอดี้ไหนก็ตาม

Mazda RX-7 / RX-8 - ด้วยเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์โรตารี่ติดหอยพิษอันแสนเร้าใจ การทรงตัวอันยอดเยี่ยม ภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้มันเป็นรถที่เร้าใจในทุกสัมผัสจริง ๆ

Mitsubishi 3000GT / GTO - แปลกนะผมไม่ชอบ EVO แต่ผมดันมาชอบเจ้า GTO ซะงั้น แน่นอนมันเป็นสปอร์ตพันธุ์ดุที่หายาก เครื่องยนต์ 3000 ซีซี 272 แรงม้า 0-100 ได้ 5.4 วินาที ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ภายในที่ดุดัน ทำให้เจ้าจีทีโอตัวนี้ เป็นสุดยอดรถสปอร์ตในฝันของผมเลยทีเดียว

Honda NSX - ผลิตมานานถึง 15 ปีตั้งแต่ 1990-2005 !!! เป็นเครื่องรับประกันมนต์เสน่ห์ที่ยังไม่เสื่อมถอยของเจ้าฮอนด้าNSXนี้ แน่นอนว่ามันคือรถที่อาศัยเทคโนโลยีวีเทคอันเลื่องชื่อของฮอนด้าในการเสริมสร้างสมรรถนะเครื่องยนต์ แทนที่จะเป็นการใช้ระบบเทอร์โบช่วยอัดอากาศ ยิ่งกว่านั้นการที่เครื่องยนต์วางกลางลำได้ทำให้การกระจายน้ำหนักมีความสมดุล ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะและการขับขี่ให้เร้าใจมากขึ้นไปอีก และที่แน่นอนก็คือมันเป็นรถญี่ปุ่นที่ใกล้เคียงแฟร์รารี่ที่สุดแล้วในสายตาผม

ทั้งหมดนี้คือรถอยู่ในฝันของผม ซึ่งผมเองก็ยังคงฝันกลางวันต่อไปว่าทำยังไงถึงจะได้เจ้ารถพวกนี้มาเป็นเจ้าของ แต่แน่นอนว่า ถึงผมจะไม่สามารถหาซื้อมันมาครอบครองได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ มันก็ยังคงเป็นสปอร์ตในฝันของผมอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2548    
Last Update : 4 ตุลาคม 2548 20:48:05 น.
Counter : 449 Pageviews.  

เรื่องราวของคนดีของสังคม..........คนดีที่หายาก

เมื่อวานวันที่ 23 มีนาคม 2548 เป็นวันที่ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จของอาจารย์ที่คณะผมท่านหนึ่ง ซึ่งผมได้ช่วยงานของท่านอยู่ ท่านได้รับรางวัล UNESCO Prize for Human Rights 2004 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่ส่งเสริมการสอน การเผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนษยชน มอบโดยนายโคอิชิโร่ มัตซูอูระ ผู้อำนวยการทั่วไปขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมแห่งองค์การสหประชาชาติ ( United Nations for Education Science and Culture Organizations or UNESCO ) ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรม อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ซึ่งอาจารย์ของผมผู้ที่ได้รับรางวัลท่านนี้ก็คือ ศาสตราจารย์ วิทิต มันตาภรณ์

อาจารย์วิทิตท่านเป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย อยู่ภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ อาจารย์วิทิตท่านถนัดทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายมนุษยธรรมระว่างประเทศ กฎหมายสหภาพยุโรป กฎหมายองค์การระหว่างประเทศส่วนภูมิภาค ซึ่งท่านก็ได้สอนวิชาที่เกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้ และท่านเองก็เป็นอาจารย์ที่คณะผมมานานถึง 27 ปีแล้ว ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันท่านยังดำรงตำแหน่งผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือโดยได้รับแต่งตั้งเมื่อกลางปีที่แล้ว และท่านยังเคยดำรงตำแหน่งผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าและการล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรีและเด็กอีกด้วย

โดยท่านเป็นนักวิชาการที่ทุ่มเทให้กับงานทางด้านสิทธิมนุษยชนอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย งานของท่านก็คืองานทั่วไปทางด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งในฐานะที่ท่านเป็นนักวิชาการท่านก็ได้ทำการสอน งานวิจัยทั้งงานวิจัยเอกสาร งานวิจัยภาคสนาม การประชุม การฝึกอบรม การสัมมนาต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากประการหนึ่ง รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ความรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชนไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ไม่มีการเบียดเบียน กระทบกระทั่งต่อกัน เคารพสิทธิหน้าที่ของกันและกันในสังคม งานทางวิชาการของท่าน ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานที่เขียนในแนวของนิติศาสตร์ผสมกับสังคมศาสตร์ซึ่งท่านมุ่งเน้นไปที่สังคมเป็นหลัก มากกว่าที่จะมีการตีความตามตัวบท เล่นกับถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแบบนักกฎหมายท่านอื่น ซึ่งท่านเองมักจะสอนนิสิตในห้องเป็นเชิงว่าอย่าตีความตัวบทจนลืมผลในทางปฏิบัติจากการใช้ตัวบทนั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนกับท่าน ยิ่งกว่านั้น งานท่านยังได้ทำงานเพื่อสังคมหลายอย่าง เช่น สมัยที่ท่านเข้ามาเป็นอาจารย์ในคณะผมใหม่ ๆ ท่านได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทกับนิสิตอยู่เสมอในช่วง 6 ปีแรกของการเป็นอาจารย์ โดยได้ไปทำค่ายในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ท่านได้ไปรับรู้ปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งความยากลำบากทำให้ท่านได้รู้ได้เห็นความลำบากของชาวบ้านจำนวนมาก เป็นต้น และถึงแม้ว่าปัจจุบันท่านจะไม่มีเวลาที่จะไปทำงานค่ายอาสาพัฒนาชนบท ท่านก็ยังให้เงินสนับสนุนค่ายอาสาทุกครั้งที่มีโอกาส ท่านบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้เข้าถึงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก และได้ช่วยเหลือสังคม รวมทั้งเรียนรู้ชีวิต

ในการทำงานกับท่าน ท่านเป็นคนที่เข้มงวดพอสมควร ท่านเป็นคนที่ทำงานอย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ เคารพต่อกฎเกณฑ์ ไม่มีการข้ามขั้นตอนแต่ประการใด ยิ่งกว่านั้นท่านชอบทำงานกับคนที่รับผิดชอบในหน้าที่การงานสูง และมีความคิดริเริ่มในการทำงาน รวมถึงทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง ผมเองก็ได้ทำงานให้ท่านในฐานะที่ผมเป็นผู้ช่วยวิจัยซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมเองยังไม่มีความรับผิดชอบเท่าไหร่นัก ยังติดเล่น รักสนุกจนลืมหน้าที่ของตัวเองอยู่บ่อย ๆ แต่พอผมได้มาทำงานกับท่าน ก็ได้ทำให้ผมเริ่มรู้จักหน้าที่ของตนเองมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นมาจากความเข้มงวดของท่าน รวมทั้งความรับผิดชอบในการงานของตัวเองของท่านด้วย อาจารย์วิทิตท่านเป็นคนที่ตรงต่อเวลาอย่างมาก ท่านมักจะเข้าห้องสอนตรงต่อเวลาเสมอ หรือมาก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นท่านยังเป็นคนที่รู้จักบริหารเวลาที่มีอยู่แสนจะน้อยนิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด รู้จักวางระบบให้แก่ชีวิตท่านอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกิตติศัพท์ที่เลื่องลือในเรื่องความรับผิดชอบของท่าน

ชีวิตการทำงานของอาจารย์วิทิต ผมบอกได้เลยว่าท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมาก ท่านทำงานประมาณ 7 วันต่อสัปดาห์ก็ว่าได้ ทั้งที่คณะและที่บ้าน แต่ท่านเองก็ยังคงอารมณ์ดี และเป็นมิตรกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นนิสิต อาจารย์ด้วยกัน บุคลากรในคณะ เพื่อนร่วมงานนอกคณะ ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีมาก ซึ่งท่านเองก็บอกว่าถ้าท่านไม่วิ่งออกกำลังกายทุกวันท่านคงสุขภาพแย่แน่นอน

นิสัยส่วนตัวของอาจารย์วิทิต ท่านเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ใจกว้างและเป็นมิตร ไม่หยิ่ง ไม่วางท่า ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นถึงศาสตราจารย์เป็นที่นับหน้าถือตามากมายแต่ท่านก็ยังคงเป็นมิตรกับทุกคนใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ่งกว่านั้นท่านยังเป็นคนที่ใจเย็น ไม่ค่อยโกรธ ไม่ค่อยแสดงโทสะ เวลาท่านอารมณ์ไม่ดีท่านก็จะเฉย ๆ ไม่แสดงอารมณ์ซึ่งผมว่าคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้หาได้ยากมาก เท่าที่ผมเจอมาในชีวิตก็มีแม่ผมกับอาจารย์วิทิตนี่แหละครับ

ส่วนแรงบันดาลใจในการที่ท่านได้มาทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้นท่านบอกว่าเกิดขึ้นตอนสมัยท่านยังเด็ก ๆ ตอนนั้นท่านยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษ ท่านเล่าให้ฟังในระหว่างที่ท่านกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวานว่าตอนปิดเทอมท่านได้รับจ้างเช็ดกระจกหน้าต่างให้หญิงชราที่เป็นม่ายคนหนึ่ง อาจารย์วิทิตบอกว่า หลังจากเช็ดกระจกเสร็จ หญิงชราคนนั้นได้ให้ค่าตอบแทนเป็นขนมปังกรอบ 2 แผ่นเพราะไม่มีเงิน ท่านจึงรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้นมาก แต่ด้วยความที่ท่านยังเด็ก ท่านไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ท่านจึงหวนกลับมาคิดได้ว่า ยังมีคนยากจน คนที่ประสบความยากลำบาก เป็นผู้ด้อยโอกาสอยู่มากบนโลกใบนี้ ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งคนเหล่านี้กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ท่านจึงตั้งเป้าไว้ว่าท่านจะช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อลดการเอารัดเอาเปรียบ การล่วงละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน อันนำมาสู่ความขัดแย้งนานาประการอันก่อความทุกข์ยากต่อเพื่อนมนุษย์

ยิ่งกว่านั้นท่านยังได้กล่าวเสริมทิ้งท้ายในสุนทรพจน์ครั้งนี้ว่าท่านจะนำเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือ 400,000 บาทที่ได้มาจากการรับรางวัลนี้ไปมอบให้แก่มูลนิธิเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์ทางภาคเหนือ ซึ่งผมรู้สึกดีใจที่ท่านทำทุกอย่างในชีวิตท่านเพื่อสังคมของเรา ทำให้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานกับคนดีอย่างท่าน ซึ่งความเก่งของท่านนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ค่อยสนใจในเรื่องของความสามารถมากเท่ากับการอุทิศเพื่อส่วนรวมจากใจจริง ซึ่งหลังจากที่ท่านกล่าวเสร็จแล้ว ผมก็นึกถึงคำกล่าวหนึ่งที่ว่า

"อย่าคาดหวังว่าสังคมจะให้อะไรกับเรา เราควรถามตัวเองก่อนเสมอว่าเราได้ให้อะไรแก่สังคมบ้าง"

นั่นแหละครับ ศาสตราจารย์วิทิต มันตาภรณ์ ผู้ที่ทำงานทุกอย่างเพื่อสังคม โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นคนดีที่หาได้ยากยิ่งในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้




 

Create Date : 24 มีนาคม 2548    
Last Update : 24 มีนาคม 2548 20:51:47 น.
Counter : 971 Pageviews.  

1  2  3  

ดยุคแห่งออสเตรีย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]