เรื่องราวของชายผู้มีความหลัง
Group Blog
 
All blogs
 

ขอคั่นรายการจุฬาวิชาการด้วยทริปไปเมืองกาญจน์เมื่อวานนี้.....

ขอพักเรื่องจุฬาวิชาการไว้ก่อนนะคับ เนื่องจากช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงทบทวนความจำจากการที่ผมไปเที่ยวคณะอื่น ๆ นอกจากอักษรศาสตร์ในงานจุฬาวิชาการครั้งที่ผ่านมาก่อน ยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อวานนี้วันที่ 17 ธ.ค.48 ผมได้ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับเหล่าผองเพื่อนของผมสมัยเรียนอยู่ม.ปลาย เหอๆๆๆๆ

เริ่มต้นก็คือมันเป็นความคิดริเริ่มของเพื่อนม.ปลายผมคนนึงชื่อ เจ้าเงาะ ที่ตอนนี้ช่วยกิจการร้านขายอะไหล่รถยนต์ที่บ้านมันที่สุพรรณบุรี มันเสนอไอเดียเรื่องนี้กับผม เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วผมกะว่าจะไปเที่ยวที่ไหนซักแห่งหรือไม่ก็เชิญเหล่าผองเพื่อนมาทานข้าวกันแต่ยังไม่อาจตัดสินใจได้แน่นอนว่าจะเลือกอะไรดี ผมก็เลยไปปรึกษากะเจ้าเพื่อนคนนี้แหละ แกเลยออกความเห็นมาว่าไปเยี่ยมเพื่อนผมที่บวชเป็นพระที่กาญจนบุรีดีกว่า จะได้ไปเที่ยวด้วยในตัว ผมก็เลยนึกได้ว่าพวกเรามีโปรแกรมที่จะไปเยี่ยมพระท่านมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสซะทีไหน ๆ เจ้าเงาะมันอุตส่าห์เสนอออกมาแล้วโดยมันบอกว่านั่งรถประจำทางมาที่บ้านมันก่อนแล้วมันจะขับรถพาไปเที่ยวเมืองกาญจน์ ผมก็เลยโอเคตกลงตามนั้น จากนั้นก็จัดการชวนเพื่อน ๆ ไม่ทางโทรศัพท์ก็ทางMSN ซึ่งก็ได้ผล โดยมีเหล่าเพื่อน ๆ ที่มากะผมรวมผมด้วยแล้วก็ 5 คน ซึ่งพอรวมเจ้าเงาะที่สุพรรณด้วยแล้วก็เป็น 6 คน กลุ่มเล็ก ๆ แต่ก็เฮฮาปาร์ตี้

พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ตอนช่วงเกือบ ๆ 7 โมง ไอ้ผมเป็นคนที่ชอบมาแต่เช้าก็เลยมาก่อนเพื่อที่จะได้ไปสำรวจหาช่องขายตั๋ว ตารางเที่ยวรถ แล้วก็จุดนัดพบเพื่อที่จะได้ขึ้นรถ ตอนแรกเพื่อน ๆ ผมได้ตกลงกันเอาไว้ว่าถ้าไปตั้งแต่เช้า ๆ ก็น่าจะไปเที่ยวได้เยอะหน่อย และจะได้ไม่ต้องกลับดึกมากนัก ก็เลยนัดกะเพื่อนแต่เช้า พอผมไปสำรวจตารางเที่ยวรถออกจากสถานีปรากฏว่ามีเที่ยวรถออกช่วง 7.30 ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่าเพื่อน ๆ จะมากันครบหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่บ้านอยู่ไกลจากสายใต้ใหม่มาก ก็เลยดูเที่ยวรถเที่ยวถัดไปปรากฏว่าออกตอน 8.30 ซึ่งผมว่าน่าจะสายมากแล้ว ไม่น่าจะเที่ยวได้เยอะเท่าไหร่ แต่ผมเองก็เห็นว่าถ้าเพื่อน ๆ มาช้ากันจริง ๆ ก็คงต้องไปสาย ๆ แหละเที่ยวได้แค่ไหนก็แค่นั้น ปรากฏว่าเหล่าเพื่อนผมมากันครบทุกคนตอนช่วง 7.30 พอดี !!! เลยได้ขึ้นรถกันหน้าทางออกจากสถานีพอดีเป๊ะ แล้วไปซื้อบัตรกันในรถ เฮ้อ กว่าจะขึ้นมาได้ก็เล่นเอาซะเหนื่อยในการตามหารถที่จะขึ้น ระหว่างทางพวกผมก็นั่งผ่านนครปฐมจนพอเลยกำแพงแสนมาแล้วพวกผมก็เข้าใจว่าตลาดทุ่งคอก อ.สองพี่น้องซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านของเจ้าเงาะนั้นคงอยู่อีกไกลและเพื่อนผมก็ได้ไปถามพนักงานเก็บค่ารถแล้ว พนักงานบอกว่าเมื่อถึงตลาดทุ่งคอกแล้วจะเรียก ก็เลยวางใจ ปรากฏว่าพอถึงที่หมายพนักงานเรียกก็จริงแต่เรียกจากหน้ารถในขณะที่พวกผมนั่งอยู่หลังรถ แถมนั่งช่วงท้าย ๆ ซึ่งอยู่บนตำแหน่งเครื่องยนต์ ไหนจะเสียงเพลงที่เปิดมาในรถอีกเลยไม่ได้ยิน สุดท้ายเลยจุดหมายซะงั้นก็เลยบอกให้รถจอดตรงวัดใหม่สิทธาวาส ซึ่งอยู่เกือบอ.อู่ทองแล้ว เลยโทร.บอกเจ้าเงาะว่าหลงทาง คุณพ่อเจ้าเงาะเลยมารับพวกผมแล้วพาไปทานข้าวที่ร้านตรงตลาดทุ่งคอกนั่นแล จากนั้นคุณพ่อของเจ้าเงาะก็ไปทำธุระโดยให้เจ้าเงาะเป็นคนขับเจ้าไฮลักซ์วีโก้ 3.0 D4D 4x4 ดับเบิ้ลแค็บพาเที่ยว หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วพวกผมก็เดินชมตลาด ดื่มชาเย็น ซื้อของถวายสังฆทาน จากนั้นก็ออกเดินทาง โดยระยะทางจากตำบลทุ่งคอกไปที่อำเภอด่านมะขามเตี้ยนั้นไม่ไกลเท่าไหร่ ประมาณ 50-60 กม. ซึ่งพวกผมก็ได้ไปแวะที่ตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรีเพื่อซื้อของมาถวายพระอีกเล็กน้อย แล้วก็เดินทางต่อจนถึงวัด

เมื่อมาถึงวัดแล้วพวกผมก็ได้ไปเจอกับพระซึ่งเคยเรียนด้วยกันมากับผมมาสมัยอยู่ม.ปลาย (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวท่านอยู่ในเรื่องเล่าวันพบเพื่อนเก่าข้างล่างของบล็อกคับ) ดูท่าทางท่านก็ดีใจเหมือนกันถึงแม้ว่าท่านเองได้สำรวมกริยาให้อยู่ในสมณสารูปแล้วก็ตามท่านก็ยังดีใจที่พวกผมมาเยี่ยมท่าน ท่านเองก็ได้พาพวกผมไปพบกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส แล้วพาเดินไปชมวัดซึ่งวัดที่ท่านบวชอยู่นั้นเรียกว่าวัดท่าเสด็จ ซึ่งเป็นวัดที่มีความเป็นมาพอสมควรเนื่องจากเคยเป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีและเรือพระที่นั่งได้มาขึ้นฝั่ง ณ ที่ที่เป็นที่ตั้งของวัดท่าเสด็จนี้เอง ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า ท่าเสด็จ พระท่านได้พาพวกผมมาเที่ยวชมวัดซึ่งพระที่บวชวัดนี้เคร่งวัตรปฏิบัติมาก และฉันภัตตาหารมื้อเดียว ภายในวัดก็เป็นทุ่งและเป็นป่าโปร่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นป่าไผ่ มีอาสนะเอาไว้เป็นที่วิปัสสนาปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ ถัดออกไปก็เป็นฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาทางเรือพระที่นั่งและทรงขึ้นฝั่ง ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งน้ำมีน้อย และมีการสร้างเขื่อเก็บกักน้ำเอาไว้มากมายทำให้ระดับน้ำไม่สูงมากนัก พอเดินเลียบชายฝั่งแม่น้ำได้ ซึ่งพวกผมก็ไปถ่ายรูปกันที่นั่นเป็นการใหญ่ จากนั้นก็ได้ไปชมพระพุทธรูปพระอุปคุตต์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่ปราบมารในสมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นก็กลับมายังห้องสมุดของวัดเพื่อถวายสังฆทาน แล้วก็ไปเยี่ยมกุฏิที่ท่านพำนักอยู่ กุฏิของท่านก็เป็นกุฏิหลังเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับเอาไว้ให้พระท่านจำวัดข้างในรูปเดียว แต่ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับพระสงฆ์ซึ่งต้องละการยึดติดในทางโลก ละสิ่งปรุงแต่ง อยู่กับความเรียบง่ายและสันโดษ เสร็จแล้วทุกคนก็ลาพระแล้วออกเดินทางต่อเนื่องจากบ่ายมากแล้ว

สถานที่ถัดมาที่ได้ไปกันก็คือสุสานทหารสัมพันธมิตร ซึ่งสุสานแห่งนี้ผมได้เคยไปมาครั้งนึงสมัยที่เรียนปริญญาตรี โดยมาในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังศพของเหล่าทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้เสียชีวิตในระหว่างที่มีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างกาญจนบุรีไปยังธันบูซายัตของพม่าไปจนถึงจุงไกที่จีน โดยคำบัญชาของญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นญี่ปุ่นได้บังคับให้เชลยศึกทำงานสร้างทางรถไฟและสะพานข้ามแม่น้ำสายต่าง ๆ ซึ่งก็รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควด้วย เหล่าเชลยศึกต้องถูกบังคับให้ใช้แรงงานอย่างหนักและได้รับการปันอาหารให้น้อยมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีไข้ป่าชุกชุม เชลยศึกเหล่านี้จึงได้พากันเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการนำศพของเชลยศึกเหล่านี้มาฝังเอาไว้ที่สุสานทหารสัมพันธมิตร พอผมเข้าไปดูผมก็ได้เห็นป้ายหลุมศพซึ่งมีตราหน่วยงานที่ทหารสังกัด ชื่อและยศทหาร ตำแน่งในหน่วยรบ ชื่อหน่วยรบ และคำไว้อาลัย ซึ่งมักจะเป็นทหารอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ โดยผมเองก็ได้สะดุดใจในคำไว้อาลัยของบางหลุมศพซึ่งจารึกไว้อย่างกินใจจากญาติผู้สูญเสีย สงครามมันเกิดมาจากความต้องการของคนไม่กี่คนที่มีอำนาจ และได้พยายามที่จะแผ่ขยายอำนาจโดยการบังคับหรือชักจูงคนที่อยู่ภายใต้อำนาจแต่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่อยากเข้าร่วมสงครามให้ไปตายโดยเป็นการสนองความต้องการของตัวผู้มีอำนาจนั้น มันเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่ว่าในยุคสมัยไหน

สุดท้ายก็ได้ไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแควซึ่งผมเองก็ได้ไปถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกหลายรูป แน่นอนว่าผมไม่เคยพลาดอยู่แล้วที่จะได้มีโอกาสเดินชมสะพานที่มีประวัติเก่าแก่และเกี่ยวพันกับความโหดร้ายของสงคราม สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้เป็นสะพานทางรถไฟซึ่งเป็นทางรถไฟสายปกติ ดังนั้นจึงต้องมีรถไฟวิ่งไปมาตลอดเป็นช่วง ๆ ถ้าอย่างนั้นผู้คนที่มาเที่ยวเดินชมสะพานจะทำยังไง ? ก็ไม่มีอะไรยากคับ นายสถานีจะเป็นผู้เตือนให้นักท่องเที่ยวหาทางหลบรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกจากสะพาน หรือพวกที่เดินออกมาไม่ทันก็จะมีช่องสำหรับยืนชมวิวตั้งอยู่ทุก ๆ จุดทั้งสองข้างสะพาน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปหลบรถไฟ ณ ที่นั้นได้ ผมได้ถ่ายรูปเอาไว้มากมาย และได้ซื้อของกินแก้หิวก่อนที่จะเดินทางกลับ

ขากลับนั้นเจ้าเงาะได้ขับรถมาส่งพวกผมที่สถานีขนส่งในตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี ขากลับพวกผมทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย เลยหลับกันหมดในรถประจำทาง กว่าจะตื่นก็เกือบถึงสถานีสายใต้ บังเอิญผมได้ทราบมาว่าพ่อผมกลับบ้านเร็ว ผมจึงไปธุระกะเพื่อนผมต่อไม่ได้ เลยกลับบ้านก่อนเพื่อไปตัดเค้กวันเกิด

ขอขอบคุณ

- สาวเงาะ แห่งฮั่วเซ็งหลี ที่อำนวยความสะดวกและอาสาเป็นไกด์ขับรถพาเที่ยวทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

- คุณพ่อของสาวเงาะที่ได้มารับพวกเราที่หลงทางไปไกลและได้เลี้ยงข้าวพวกเราที่ร้านข้าวแกงที่ตลาดทุ่งคอกทำให้พวกเรามีเรี่ยวแรงพอที่จะเที่ยวกันทั้งวัน

- หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดท่าเสด็จสำหรับคำสอนอันแฝงด้วยแง่คิดทางธรรมอันลึกซึ้งของท่านซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินและดำรงชีวิตของพวกเราในโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย

- พระอัณณพ สนฺตกาโย แห่งวัดท่าเสด็จ เพื่อเก่าสมัยเรียนม.ปลายที่เป็นผู้พาพวกเราเที่ยวชมวัดท่าเสด็จ พวกเราเหล่าผองเพื่อนจะพยายามมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ ท่านจะได้ไม่เหงา

และ...........

- เหล่าผองเพื่อนทุกคนที่ได้มาทำให้การไปเที่ยวในครั้งนี้สนุกสนานครึกครื้น

ผมมีความสุขมากคับ




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2548    
Last Update : 20 ธันวาคม 2548 18:25:00 น.
Counter : 189 Pageviews.  

งานจุฬาวิชาการ 2548 (2)

เรามาเริ่มกันที่คณะอักษรศาสตร์นะครับ

ผมได้ไปดูนิทรรศการของคณะอักษรศาสตร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นคณะที่ผมดูบ่อยที่สุดในงานจุฬาวิชาการครั้งนี้ (บ่อยกว่าคณะนิติศาสตร์ของผมเสียอีก) ด้วยเหตุที่คณะอักษรศาสตร์แบ่งเป็นภาควิชาต่าง ๆ ผมจึงขอเล่าเรื่องโดยแบ่งไปตามภาควิชาต่าง ๆ ของคณะอักษรฯ ดังนี้

1. ภาควิชาภาษาอังกฤษ - ผมได้มีโอกาสไปชม Snake Snake Fish Fish Killing ซึ่งเป็นคลินิคแก้ปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์ โดยจะมีการเอาประโยคหรือวลีภาษาอังกฤษที่ใช้กันแบบผิด ๆ มาแสดงให้ดูแล้วให้เราวิเคราะห์ถึงส่วนผิดรวมทั้งบอกถึงวิธีแก้ไขส่วนผิดในประโยคนั้น ซึ่งก็ช่วยให้ผมตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง เพราะผมเองมีปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษมาก

ต่อมาผมก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของอังกฤษซึ่งมีการแจกแจงประเภทของนิทานพื้นบ้านของอังกฤษว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้มีการแยกประเภทอย่างละเอียดละออ ไม่ว่าจะเป็นนิทานที่เป็นเทพนิยาย นิทานที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นต้น

สุดท้ายนี้ผมก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับเทพนิยายกรีกซึ่งบรรยายเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ในเทพนิยายกรีกว่ามีองค์ไหนบ้าง เทพองค์ไหนคอยคุ้มครองดูแลสิ่งไหน มีนิสัยเป็นอย่างไร เรื่องราวความเป็นไปของเทพแต่ละองค์ ซึ่งนอกจากผมได้เห็นนิสัยเทพเหล่านี้แล้วผมยังได้มองเห็นถึงทัศนคติของชาวกรีกและความสามารถของชาวกรีกในการผูกเรื่องราวอีกด้วย อย่างเช่น เทพีเฮราซึ่งเป็นเทพีแห่งการสมรส การคลอดบุตร และการครองเรือน แน่นอนว่าเทพีเฮรานั้นเป็นเทพีที่ขี้อิจฉา ขี้หึงเป็นที่สุด เธอรักเทพเจ้าซุสจนสุดหัวใจแต่ก็มักจะหาเรื่องกับเมียของซุสคนอื่น ๆ รวมทั้งลูกของซุสที่ไม่ได้เกิดจากตน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงว่าคนกรีกเองก็มีทัศนคติเกี่ยวกับการครองเรือนเอาไว้ในเรื่องที่ว่าการครองเรือน ภรรยาควรต้องขี้หึงบ้างเพื่อผูกมัดใจสามี ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เป็นต้น นอกจากนี้ผมก็ได้เห็นภารกิจ 12 ประการของเฮอร์คิวลิสซึ่งเทพีเฮรา แม่เลี้ยงใจโหดได้มอบหมายมาให้ทำ แต่ละภารกิจนั้นยากเย็นแสนเข็ญซึ่งจริง ๆ แล้วเฮราต้องการให้เฮอร์คิวลิสไปตายซะมากกว่าบรรลุภารกิจ ยิ่งกว่านั้นคือมันยังได้แสดงให้เห็นว่าเฮอร์คิวลิสนั้นไม่ค่อยใช้สมองเท่าไหร่ ใช้แต่กำลังและอารมณ์ เป็นต้น ต่อมาก็เป็นเรื่องของเกร็ดต่าง ๆ ในนิยายของกรีกอย่างเช่น แมงมุมนั้นก็มาจากผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อารัคเน่ ซึ่งทอผ้าเก่งมาก เทพีอาธีน่าจึงแสดงความประสงค์อยากจะขอประลองทอผ้าด้วย แต่สุดท้ายอาธีน่าแพ้ อาธีน่าโกรธขี้แพ้ชวนตีเลยฆ่าซะแต่สุดท้ายนางเปลี่ยนใจจึงชุบชีวิตอารัคเน่แล้วสาปให้เป็นแมงมุม ซึ่งชาวกรีกก็เก่งเหมือนกันในการผูกเรื่องเนื่องจากแมงมุมเป็นสัตว์ที่ทำรังโดยการชักใยซึ่งก็เหมือนการถักทอผ้า จึงแสดงให้เห็นถึงชาติก่อนของมันที่เป็นนางอารัคเน่ หรือตำนานของปะการังซึ่งมาจากการที่เพอร์เซอุสเอาศีรษะของเมดูซ่ามาวางไว้บนกองสาหร่ายใต้ทะเล ก็เลยเกิดหินปะการังขึ้นมา เป็นต้น ต่อมาก็เป็นอิทธิพลของเทพนิยายกรีกต่อภาษาอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาในรูปของสำนวน เช่น between Scylla and Charybdis ซึ่งหมายถึงหนีเสือปะจระเข้ในสำนวนไทยก็มาจากโอดิสซีอุสเดินเรือหนีน้ำวนชาริบดิสไปเจอกะสัตว์ประหลาดสคิลล่าตามคำแนะนำของนางแม่มดเซอร์ซี หรือ Beware of Greeks bearing gifts ซึ่งหมายถึงว่าจงระวังของขวัญจากคนกรีกซึ่งหมายถึง เรื่องในตอนที่กรีกมอบม้าไม้ให้กับเมืองทรอย โดยอ้างว่าขอหย่าศึกและขอมอบม้าใม้เป็นเครื่องบูชาเทพโปเซดอน แต่จริง ๆ แล้วเป็นแผนการโจมตีทรอยจากภายในเมืองเพราะกำแพงทรอยแข็งแกร่งและแนวรับแน่นหนา โดยในม้าไม้นั้นได้บรรจุทหารจำนวนหนึ่งเอาไว้ด้วย สุดท้ายทรอยก็พินาศจากการโจมตีของกรีกจากภายในเมือง ซึ่งสำนวนนี้แสดงให้เห็นว่าอย่าไว้ใจของขวัญจากคนกรีกเพราะคนกรีกนั้นฉลาดและเจ้าเล่ห์ เป็นต้น ซึ่งผมเองได้ความรู้จากห้องนิทรรศการนี้ไปมากเหมือนกัน

2. ภาควิชาภาษาเยอรมัน - ผมได้ไปชมนิทรรศการของภาควิชาภาษาเยอรมันซึ่งปกติอะไรที่เป็นเยอรมันผมก็สนใจอยู่แล้ว เวลามีจุฬาวิชาการยังไง ๆ ผมก็ต้องไปดูนิทรรศการของแผนกภาษาเยอรมันให้ได้ พอผมไปเห็นชื่อนิทรรศการผมรู้สึกว่ามันจืดไปพอสมควรเพราะว่าถ้าดูจากชื่อนั้น มันเป็นนิทรรศการนิทานพื้นบ้านของเยอรมันรวมถึงคลินิคภาษาเยอรมัน ซึ่งตอนแรกผมมองว่ามันดูไม่ค่อยจะเร้าใจเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา แต่เมื่อผมได้เข้าไปดูผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

นิทรรศการแรกเป็นนิทรรศการนิทานพื้นบ้านเยอรมัน โดยผมเองก็เข้าใจว่ามันเด็กเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าไปชม แต่พอผมเข้าไป ทัศนคติที่ผมมีในตอนแรกก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด จนกลายมาเป็นความรู้สึกน่าอัศจรรย์ใจแทน เนื่องจากห้องนิทรรศการนี้จัดเกี่ยวกับนิทานของพี่น้องกริมม์ (Brueder Grimm) ซึ่งได้เล่าถึงประวัติของพี่น้องกริมม์ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต ต่อจากนั้นก็ได้จัดแสดงนิทานของพี่น้องกริมม์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดี เช่น สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า ราพุนเซล บ้านขนมปัง เจ้าชายกบ 4 นักดนตรีแห่งเบรเมน เป็นต้น จากนั้นก็มีการบรรยายถึงนิทานกริมม์ในภาษาต่าง ๆ รวมถึงการดัดแปลงโครงเรื่องเพื่อเอามาใช้เป็นนิทานของชาตินั้น

ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงบ่ายซึ่งทางห้องนิทรรศการได้จัดให้มีการเล่นนิทานหุ่นพื้นบ้านของเยอรมันซึ่งเนื้อเรื่องเป็นนิทานพื้นบ้านที่มีเค้าโครงเรื่องดัดแปลงมาจากเรื่องเจ้าชายกบ ซึ่งการดำเนินเรื่องสนุกสนานดี ดูไม่น่าเบื่อ เมื่อแสดงจบก็มีการตอบคำถามชิงรางวัลเป็นหนังสือเรื่องสั้นภาษาเยอรมันพร้อมคำแปลภาษาไทย ผมตอบถูกก็เลยได้ไป ดีใจมาก ๆ ครับ

จากนั้นผมก็ได้ไปยังคลินิคภาษาเยอรมัน ซึ่งผมทิ้งมานานแล้วตั้งแต่สอบเอนท์ สิริรวมเวลาก็ 6 ปีครึ่ง ผมก็เลยอยากจะมาฟื้นซักนิด เตรียมไว้เผื่อว่าผมต้องไปเรียนภาษาเยอรมันต่อที่สถาบันเกอเธ่ คลินิคนี้เน้นแก้ปัญหาเรื่องการออกเสียงเพียงอย่างเดียวแต่แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วที่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการออกเสียงเพราะผมออกเสียงได้ห่วยแตกมากคับ ดีที่ได้มาคลินิคนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานหนักสำหรับการที่ผมจะต้องมาฟื้นภาษาเยอรมันใหม่ก็ตาม

3. ภาควิชาภาษาสเปน - มีนิทรรศการเกี่ยวกับวรรณคดีของสเปนที่มีชื่อเสียงคือ เรื่องราววีรกรรมของดอน กิโฆเต้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับขุนนางระดับล่างที่ชื่อดอน กิโฆเต้ เป็นขุนนางสติแตกชอบทำอะไรแผลง ๆ เช่น รบกะกังหันลมโดยสำคัญว่าเป็นยักษ์ที่แม่มดส่งมาทำร้ายชาวบ้าน เป็นต้น ซึ่งศัตรูที่แท้จริงของเค้าก็คือ พ่อค้าซึ่งมองโลกตามความเป็นจริงและต้องการเตือนสติของดอน กิโฆเต้ ผมอ่านเรื่องย่อแล้วรู้สึกหลอนยังไงชอบกล เหอๆๆๆๆๆๆ

ต่อมาก็เป็นโครงร่วมที่จัดร่วมกันระหว่างแผนกภาษาต่าง ๆ โดยผมได้ไปดูทั้งโครงที่เกี่ยวกับศิลปตะวันตกสู่สังคม และความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งในส่วนของความสามัคคีของคนในชาตินั้ในส่วนที่เกี่ยวกับสเปนนั้นได้เล่าถึงช่วงสงครามนโปเลียนซึ่งนโปเลียนยึดสเปนได้แล้ว แต่ชาวสเปนก็ได้รวมตัวกันจับอาวุธต่อต้านโดยใช้รูปแบบการรบแบบกองโจรซึ่งกลุ่มนักรบกองโจรเช่นว่าได้เรียกตัวเองว่า Guerrilla นอกจากนั้นบอร์ดนิทรรศการยังได้กล่าวถึงความพยายามของประเทศในละตินอเมริกาที่พยายามหันกลับไปหาวัฒนธรรมสเปนอีกครั้งเนื่องจากเกรงว่าจะโดนวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาเข้าครอบงำ ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดี แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกสหรัฐอเมริกาครอบงำอีกซ้ำสอง

ในส่วนของศิลปะตะวันตกสู่สังคมนั้น แบ่งยุคศิลปะสเปนได้เป็นช่วง ๆ เช่น ยุครวมประเทศ โดยหลังจากที่สเปนได้รวมประเทศและขับไล่แขกมัวร์ออกไปได้สำเร็จในสมัยศตวรรษที่ 15 ก็พยายามต้านอิทธิพลโปรเตสแตนท์ที่กำลังขยายตัว สเปนจึงมีศิลปะที่สะท้อนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคอยู่ไม่น้อย เพื่อดึงให้ประชาชนเบนความสนใจจากโปรเตสแตนท์มาสู่นิกายเดิม ส่วนในศตวรรษที่ 19-20 ยุคนั้นเป็นความตกต่ำของสเปนเนื่องจากสูญเสียอาณานิคม สงครามนโปเลียน ปัญหาสงครามแบ่งแยกดินแดนของแคว้านคาตาลุนญ่าและสงครามกลางเมือง ทำให้สเปนยากจนและผู้คนอดอยาก ศิลปะที่ออกมาจึงเน้นเรื่องของความเลวร้ายของสงคราม นอกจากนี้ยังมีศิลปะแนวใหม่ซึ่งเป็นศิลปะจิตรกรรมแบบเรขาคณิต ริเริ่มโดย ปาโบล ปิกัสโซ่ ผู้ที่เรารู้จักกันดี

ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 ของสเปนมีเรื่องน่าสนใจอยู่บางอย่างก็คือ แคว้นคาตาลุนญ่าได้ทำการแยกตัวออกจากสเปนมาตั้งตนเป็นสาธารณรัฐถึง 2 ครั้ง ผมเองก็จำปีไม่ค่อยจะชัดเจนนัก แต่น่าจะเป็นปี 1919 เป็นครั้งแรก และปี 1938 เป็นครั้งที่ 2 (ต้องขออภัยล่วงหน้าหากข้อมูลคลาดเคลื่อนครับ) แต่สเปนก็สามารถปราบปรามได้อยู่หมัด โดยเฉพาะในครั้งหลังที่นายพลฟรังโก้ขึ้นครองอำนาจเป็นผู้นำสูงสุดได้ใช้อำนาจปราบปรามอย่างเด็ดขาดและรุนแรง แต่กระนั้นก็ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งภายในกันอยู่เนือง ๆ โดยคนแคว้นคาตาลุนญ่าซึ่งมีเมืองบาร์เซโลน่าเป็นศูนย์กลางกะคนแคว้นกาสติย่าซึ่งมีมาดริดเป็นศูนย์กลางนั้นก็ไม่ได้มีความลงรอยกันซะทีเดียวอันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมืองเช่นที่ได้กล่าวมา และความขัดแย้งกันทางการเมืองนั้นก็ได้ขยายผลไปยังส่วนอื่น ๆ เช่น กีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล อย่างรีล มาดริด กะบาร์เซโลน่านั้น เวลาที่แข่งกันนอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่นักเตะทั้งสองทีมจะเล่นกันเต็มที่ไม่ยอมลดราวาศอกกันแล้ว แฟนบอลของทั้งสองทีมก็มักจะมีการก่อความวุ่นวาย ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหารของทั้งสองทีมบางทีก็ถึงขนาดออกมาทำสงครามทางวาจาโดยผ่านทางสื่อ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่ามันมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทั้งสองถิ่น ยิ่งกว่านั้น สโมสรทั้งสองต่างก็เป็นเครื่องมือในการโฆษณาทางการเมืองไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ชัดในสมัยนายพลฟรังโก้ของสเปนได้ใช้รีล มาดริดเป็นเครื่องมือโฆษณาลัทธิชาตินิยมของตัวเอง ในขณะที่บาร์เซโลน่าก็มักจะโฆษณาเอกลักษณ์ความเป็นคาตาลุนญ่ามากกว่าที่จะแสดงออกว่าเป็นทีมของสเปน ซึ่งแม้แต่คนแคว้นคาตาลุนญ่าเองก็ไม่ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นคนสเปน ส่วนรัฐบาลกลางสเปนเองก็พยายามไม่มีปัญหากะคาตาลุนญ่าเพราะอาจจะทำให้มีการหาโอกาสแบ่งแยกดินแดนของแคว้นคาตาลุนญ่าอีกก็ได้ ซึ่งจะทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจของสเปนด้อยลงไปอีกจากเดิมที่ยากจนอยู่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากเมืองบาร์เซโลน่าในสเปนมีความเจริญเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าเมืองหลวงมาดริดของประเทศสเปนเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็เป็นเกร็ดจากบอร์ดนิทรรศการนี้ที่ทำให้ผมต่อยอดความคิดได้พอสมควร

4. ภาควิชาภาษาญี่ปุ่น - แบ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับชาญี่ปุ่น และโครงร่วมกับภาควิชาอื่นในหัวข้อความสามัคคีของคนในชาติ

สำหรับนิทรรศการเกี่ยวกับชาญี่ปุ่นนั้นได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของชาญี่ปุ่นว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นที่นิยมได้อย่างไร มีอะไรบ้าง ซึ่งบอร์ดก็ได้เล่าอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติของชาญี่ปุ่นว่ามาจากพระจีนได้นำเอาชามาปลูกในสมัยนาระ ซึ่งคนญี่ปุ่นก็รู้จักชาในฐานะที่เป็นยารักษาโรคเนื่องมาจากชาได้มีการนำมาใช้รักษาโรคมากมาย และนิยมใช้กันในวงแคบ ๆ คือใช้กันในราชวงศ์ของพระจักรพรรดิ ซึ่งชาก็ได้มีการใช้รักษาอาการประชวรของพระจักรพรรดิหลายอาการ หลังจากนั้นในสมัยเฮอัน ชาได้มีการดื่มจนแพร่หลายในญี่ปุ่น มีการทำเป็นชาชนิดต่าง ๆ จนกระทั่งยุคของโชกุนโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ก็ได้มีการริเริ่มพิธีชงชาขึ้นมาโดยเซนโนะ ริคิวได้เป็นผู้คิดค้นพิธีชงชาขึ้นมาซึ่งก็ได้กลายเป็นพิธีชงชาที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้

พิธีชงชาของญี่ปุ่นนั้น เป็นพิธีซึ่งมีหลายขั้นหลายตอน พวกเราเองก็มักจะสงสัยว่าทำไมมันต้องมีขั้นตอนมากมายแบบนั้นด้วย คำตอบก็คือ เซนโนะ ริคิวต้องการให้ขั้นตอนต่าง ๆ ของพิธีชงชา เป็นการฝึกจิตใจของผู้ที่เข้าร่วมพิธี โดยในแต่ละขั้นตอนนั้นมีความหมายเป็นการฝึกจิตตามหลักการของนิกายเซ็นในศาสนาพุทธ ยิ่งกว่านั้น พิธีชงชาเป็นพิธีการเข้าสังคมอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย ตัวอย่างที่พอจะเห็นได้ก็เช่น การที่เจ้าบ้านจะต้องต้อนรับแขกด้วยความนอบน้อม เวลาส่งถ้วยชาให้แขกรับแล้วก็ต้องคำนับ เมื่อรับถ้วยชาที่ดื่มเสร็จแล้ว ก็จะคำนับอีกครั้งหนึ่ง หรือการวางตำแหน่งถ่านเพื่อให้จุดไฟได้ความร้อนเหมาะสมซึ่งจะไม่เน้นให้มีการไปนำถ่านมาเติมลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เกิดเกิดประโยชน์ที่สุดอันเข้ากับหลักการของเซ็น ยิ่งกว่านั้นยังมีการจัดดอกไม้ให้มีลักษณะเป็นธรรมชาติที่สุดอันเนื่องมาจากตามหลักการของเซ็นนั้นธรรมชาติเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัวของมัน ไม่ควรแบ่งแยกหรือบิดเบือน เป็นต้น ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้ว ผมชอบมากเพราะได้ทำให้ผมเข้าใจในความหมายอันลึกซึ้งและมีคุณค่ายิ่ง และพิธีชงชานั้นเป็นพิธีซึ่งคนญี่ปุ่นได้ยึดปฏิบัติอย่างเหนียวแน่นจนเป็นวัฒนธรรมหนึ่งไปเลยซึ่งก็ได้ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นมีความสมัครสมานสามัคคีอันมาจากพิธีชงชาด้วยส่วนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นในสมัยฮิเดโยชิ ทุกครั้งที่โชกุนจะนำทัพออกศึก โชกุนจะสั่งให้เซนโนะ ริคิวทำพิธีชงชาเพื่อฝึกจิตให้แน่วแน่ก่อนทำสงคราม ซึ่งก็ได้ทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นไม่มีสงครามระหว่างแคว้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

ต่อมาก็เป็นเรื่องชนิดของชาญี่ปุ่นซึ่งก็มี 5 ชนิด คือ ชาเขียวเซ็นฉะ ชาเขียวที่เกิดจากการเก็บรอบที่ 3 ชาเขียวป่นมัทฉะ ชาผสมธัญพืช และชาขาว ในบรราดาชาทั้งหมดนั้น ชาขาวแพงที่สุดเพราะต้องนำยอดใบชาในการเก็บครั้งแรก ๆ มาปูบนเสื่อแล้วเอาผ้าคลุมไม่ให้โดนแสงเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้ใบชาสีซีด จากนั้นก็เอามาทำเป็นใบชา ซึ่งกรรมวิธีค่อนข้าวยุ่งยาก ส่งผลให้ราคาแพงที่สุด รองลงมาคือชาเขียวป่น ซึ่งใช้ในพิธีชงชา โดยเมื่อเอาแปรงคนชาคนไปมา ชาในถ้วยจะเป็นฟอง รองลงมาคือเซ็นฉะ ชาผสมธัญพืช และชาเขียวที่เกิดจากการเก็บรอบที่ 3 ตามลำดับ โดยในการดื่มชาจะต้องกินขนมหวานก่อนเพื่อให้ความหวานไปเคลือบลิ้น เวลาดื่มชาที่มีรสขมจะได้รสชาติที่กลมกล่อมพอดี

จากนั้นก็จะมีโครงร่วมกับภาควิชาอื่นในหัวข้อความสามัคคีของคนในชาติ โครงนี้ผมอ่านดูแล้วทำให้ผมเข้าใจในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนั้นอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ซึ่งแต่ละคนไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือผู้น้อยจะต้องทำตามหน้าที่ของตนที่มีต่อสังคมอย่างเคร่งครัด ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "กิริ นินโจ อน" โดยแต่ละคนต่างต้องรู้หน้าที่ของตนและทำการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด และยิ่งกว่านั้นคนญี่ปุ่นถือการรักษาคำพูดเพราะหน้าที่บางอย่างเกิดจากการรับปาก ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะคนญี่ปุ่นถือว่าแค่สัญญาสุภาพบุรุษก็เป็นการก่อพันธะสัญญาและตนพร้อมระลึกถึงหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัดอยู่แล้วโดยไม่มีการผิดหน้าที่หรือคำพูด ด้วยความที่คนญี่ปุ่นมีวินัยสูงมากและมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นก็ทำให้ประเทศญี่ปุ่นฟื้นตัวได้เร็วและก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างภาคภูมิ

5. ภาควิชาภาษาจีน - ผมได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปี นิทรรศการอักษรจีน โรงน้ำชาจีน และนิทรรศการความสามัคคีของคนในชาติ

เรื่องของความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปีนั้นนับช่วงตั้งแต่พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นได้ไปเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ซึ่งผมก็ได้เห็นรูปอ.หม่อมคึกฤทธิ์จับมือกับประธานเหมาด้วย ในนิทรรศการได้บอกถึงวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในเมืองไทย เช่น เทศกาลตรุษจีน สารทจีน กินเจ ไหว้พระจันทร์ ขนมจ้างหรือบ๊ะจ่าง เป็นต้น ซึ่งผมก็ได้รู้ถึงความเป็นมาของหลาย ๆ เทศกาล อย่างเช่น เทศกาลบ๊ะจ่างนั้นมาจากขุนนางแคว้นฉู่สมัย 7 รณรัฐหรือจั้นกั๋วผู้หนึ่ง เป็นขุนนางตงฉินและตรงเผง มักจะทูลตักเตือนอ๋องฉู่ด้วยความหวังดีเสมอเมื่ออ๋องฉู่บริหารประเทศผิดพลาด แต่อ๋องฉู่ไม่ยอมเชื่อฟัง ยิ่งกว่านั้นเขายังโดนขุนนางคนอื่น ๆ อิจฉา เขาจึงถูกปลดออกจากราชการ แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นห่วงบ้านเมื่องเสมอ พอทราบว่าแคว้นฉู่แพ้สงคราม อ๋องถูกจับเป็นเชลย เขาก็สิ้นหวังที่จะได้เห็นแคว้นฉู่อีก ก็เลยกระโดดน้ำตาย ชาวบ้านต่างพากันระลึกในคุณความดี ไม่อยากให้เค้าต้องมาตายในสภาพอนาถ ถูกปลาตอดกิน ก็เลยช่วยกันปั้นข้าวขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วโยนลงน้ำเพื่อให้ปลากินแทน สุดท้ายก็เป็นที่มาของบ๊ะจ่าง เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นก็ยังได้ทราบเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกินเจของจีนว่าพืชบางอย่างที่ต้องห้ามเช่น หัวหอม คึ่นฉ่าย พวกนี้นอกจากจะทำให้ผู้กินเจรู้สึกติดในรสอาหารแล้ว ยังทำลายธาตุบางอย่างของร่างกายด้วย

จากนั้นก็มีเรื่องแซ่ของจีน โดยแนวคิดของจีนโบราณนั้น แซ่นั้นเป็นคนละอย่างกับตระกูล แซ่เป็นชื่อสกุลของหญิงผู้เป็นแม่ แต่ตระกูลเป็นชื่อสกุลที่เป็นของพ่อ เพิ่งจะมามียุคหลัง ๆ ในช่วงราชวงศ์ซางที่คนจีนกำหนดว่าแซ่เป็นชื่อสกุลของพ่อ จากนั้นก็มีเรื่องของสัตว์อันเป็นมลคลของจีน อันได้แก่หงส์ มังกร และกิเลน โดยหงส์เป็นราชาแห่งสัตว์ปีก สวยงาม อ่อนช้อย หมายถึงผู้หญิง ฉลองพระองค์ของพระมเหสีของฮ่องเต้จะปักเป็นรูปหงส์ มังกรเป็นราชาแห่งสัตว์เลื้อยคลาน เครื่องหมายของพลังอำนาจ ความเข้มแข็ง หมายถึงผู้ชาย โดยฉลองพระองค์ฮ่องเต้นั้นจะมีรูปมังกรปักอยู่ ส่วนกิเลนเป็นเจ้าชายแห่งสัตว์บก หมายถึงความซื่อตรง เมตตา ไม่มีพิษภัย ในเสื้อคลุมของขุนนางระดับสูงของจีนจะปักรูปกิเลนเอาไว้ เป็นต้น

ต่อมาเป็นนิทรรศการอักษรจีน ซึ่งก็ได้ทำให้ผมเข้าใจถึงคำว่า "เหวิน" ได้ดีขึ้น โดยคำว่า "เหวิน" ในภาษาจีนกลาง ซึ่งก็คือคำว่า "บุ๋น" ในภาษาแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน ตอนแรกผมเข้าใจว่าหมายถึงประเภทหนึ่งของขุนนางซึ่งเป็นขุนนางบริหารงานด้านการวางแผน จริงแล้ว ความหมายของมันก็คือ ตัวอักษร เพียงแต่บางกรณีก็มีการตีความได้หลายอย่างแล้วแต่การนำมาใช้ จะหมายถึงการศึกษาก็ได้ ถ้าเราพูดถึงการฝึกฝนเรียนรู้ หรือจะหมายถึงการวางแผนสั่งการก็ได้ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง อักษรจีนนั้นในเริ่มแรกเป็นอักษรภาพที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่ต้องการสื่อความหมายจริง ๆ เช่น คำว่า "หม่า" หมายถึง ม้า ตัวอักษรประเภทแรกได้สื่อให้เห็นว่ามันเป็นม้าจริง ๆ แต่พอยุคหลัง ๆ อักษรจีนเริ่มมีลักษณะเส้นสายที่แข็งกว่าเดิมดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าอักษรจีนยุคแรก ก็เลยดูไม่ค่อยออก

ต่อมาเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ คนจีนนั้นถือปรัชญาของขงจื๊อ เล่าจื๊อ และเม่งจื๊อ เป็นบรรทัดฐานมาตลอดซึ่งก็ทำให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ยิ่งกว่านั้นยังมีค่านิยมเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรมซึ่งฉินสื่อหวงตี้ (ฉินซีฮ่องเต้) ได้พยายามหลอมรวมวัฒนธรรม ตัวอักษร แนวความคิด เป็นหนึ่งเดียวจึงทำให้ชาวจีนนั้นมีความเป็นปึกแผ่นกว่าเดิม และในท้ายที่สุดสมัยปัจจุบัน แนวความคิดของคอมมิวนิสต์จีนก็ได้พยายามปลูกฝังความเป็นชาตินิยมและความเป็นหนึ่งเดียวของคอมมิวนิสต์จีนไปด้วย ซึ่งเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติได้อย่างดีอีกแบบหนึ่ง

นิทรรศการเกี่ยวกับอักษรจีนนั้นเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชาของจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีประโยชน์ต่อร่างกายอะไรบ้าง นอกจากดื่มแล้วยังใช้ประโยชน์อะไรได้อีก ซึ่งผมก็พบว่าชานั้นมีส่วนในการละลายไขมันในเส้นเลือด รวมถึงช่วยในการบำรุงร่างกาย ทำให้ชุ่มคอและสดชื่น นอกจากนั้นชายังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น สามารถนำใบชาที่ใช้แล้วมายัดลงบในหมอนหรือรองเท่าเพื่อดับกลิ่น ถุงชาที่ใช้แล้วนำมาประคบที่เปลือกตาเพื่อลบรอยหมองคล้ำอันเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของชามีมากมายโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีสังเคราะห์แบบตะวันตก วิธีการชงชาของจีนนั้นไม่มีพิธีรีตองมากแบบญี่ปุ่น เวลาชงจะต้องนำถ้วยชาล้างในน้ำร้อนในชามใหญ่ ๆ ซึ่งเสร็จแล้วก็เอามาวางและเอาใบชาใส่ไว้ที่ถ้วยกรองเล็ก ๆ แล้วก็วางบนเหยือก จากนั้นก็ชงและรินใส่ถ้วยตะไลเพื่อดื่ม ถือได้ว่าวิถีแบบตะวันออกนั้นเป็นวิถีชีวิตแบบที่อิงกับธรรมชาติโดยมีการดัดแปลงสังเคราะห์ไม่มากนัก นอกจากคุณค่าไม่เสียไปแล้วยังทำให้ไม่ก่อสารพิษอีกด้วย

6. ภาควิชาภาษาอิตาเลียน – ผมได้ไปชมนิทรรศการของภาควิชาภาษาอิตาเลียนโดยเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสถานที่ในกรุงโรมและวาติกันตามที่ปรากฏในเรื่อง Angels and Demons หรือ เทวากับซาตาน ของแดน บราวน์ ซึ่งแต่ง Da Vinci’s Code เมื่อผมได้ดูแล้วผมรู้สึกตาแดน บราวน์ผูกเรื่องได้อย่างลงตัวมาก ๆ ซึ่งในเนื้อเรื่องก็ได้บรรยายสถานที่ต่าง ๆ อย่างละเอียด และนำพาผู้อ่านเดินทางไปโน่นมานี่ โดยแบ่งเป็น 4 ภาค คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่สุดท้าย จุดจบของเรื่องก็ลงเอยที่ว่าฆาตกรอยู่แค่จมูกของวิหารเซนต์ปีเตอร์เท่านั้น ซึ่งผมดูเนื้อเรื่องคร่าว ๆ แล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ในการนำเสนอ ยิ่งกว่านั้น มันยังทำให้ผมรู้จักนครวาติกันได้ดีขึ้นกว่าเดิม

7. ภาควิชาภูมิศาสตร์ – มีนิทรรศการเกี่ยวกับน้ำ และนิทรรศการเรือนไทย

นิทรรศการเกี่ยวกับน้ำนั้นเป็นนิทรรศการที่น่าสนใจมาก ๆ เนื่องจากมีการนำเสนอที่หลากหลายในเนื้อหา และเนื้อหาแต่ละส่วนก็ละเอียดมาก ผมเข้าไปตอนแรกสุดก็เป็นการใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ เช่น กล้องส่องภูมิประเทศ 3 มิติ กูเกิ้ลเอิร์ธ แผนที่ภูมิประเทศแบบนูน เป็นต้น ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ผมเลยทีเดียว ต่อมาก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำที่มีอิทธิพลกับชาวไทย ซึ่งแต่เดิมสมัยโบราณ ชาวไทยคุ้นเคยกับน้ำมานานมาก ตามบันทึกของชาวจีนที่เดินทางลงไปใต้แม่น้ำแยงซีเกียงได้บอกเอาไว้ว่า ดินแดนแถบใต้แม่น้ำแยงซีลงไปมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่อดอยาก มีน้ำใจ อบอุ่น ร่าเริง แต่ขี้เกียจไม่ถีบตัวเองเพราะความอุดมสมบูรณ์ที่มากเกินไป ซึ่งผมว่ามันเป็นความจริงอย่างมิต้องสงสัย คนไทยค่อนข้างขี้เกียจเมื่อเทียบกับคนชาติอื่นอย่างเช่น คนเยอรมัน คนญี่ปุ่น คนจีน คนเกาหลี คนอังกฤษ เป็นต้น จากนั้นผมก็ได้เห็นบอร์ดเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางน้ำของคนไทย โดยสื่อให้เห็นว่าคนไทยผูกพันกับน้ำมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ไม่ว่าจะเป็นการห้องปลาตะเพียนสานเอาไว้ เหนือเปลของเด็ก แม้กระทั่งการคมนาคม ยิ่งกว่านั้น วัฒนธรรมทางน้ำยังมีผลต่อศิลปะและนาฏศิลป์ไทยอีกด้วย เนื่องจากคนไทยนั้นมักจะเดินทางโดยทางเรือบ่อย ๆ ซึ่งก็มักจะคุ้นเคยกับการนั่งทรงตัวไม่กระโดกกระเดก เพื่อไม่ให้เรือล่ม แน่นอนว่ามันก็ทำให้ท่ารำของคนไทยอ่อนช้อยและไม่โลดโผนกระโจนไปมาเหมือนชาติอื่น ดูราวกับว่าเหมือนการทรงตัวบนเรือ นอกจากนั้นก็ยังมีประเพณีทางน้ำที่น่าสนใจในบอร์ดนิทรรศการอีกด้วย

จากนั้นก็ได้มาดูนิทรรศการเกี่ยวกับการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินบนพื้นที่ที่เป็นภูเขา ซึ่งใช้วิธีการขุดดินเป็นขั้นบันได สมัยที่ผมอยู่มัธยมผมเองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากเท่าไหร่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พอมาเจอผมก็เห็นภาพทันทีจากการอธิบายของน้อง ๆ ที่ดูแลบอร์ดซึ่งขยันขันแข็งและตั้งใจอธิบายอย่างดี ต่อมาก็ได้ไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับโลกร้อนซึ่งมีภาพถ่ายดาวเทียมแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือในปี 1973 เปรียบเทียบกับปีปัจจุบันคือ 2005 ผมเห็นแล้วตกใจมาก เนื่องจากภาพในปี 1973 นั้น น้ำแข็งยังอยู่ชิดเขตทุนดราของไซบีเรียอยู่เลย ในขณะที่ปีปัจจุบันน้ำแข็งได้หดลงมากจนห่างจากไซบีเรียเป็นระยะทางประมาณได้หลายร้อยกิโลเมตร ถ้าน้ำจะท่วมโลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจริง ๆ ผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลย น่ากลัวจริง ๆ ครับ

จากนั้นผมก็ไปดูเรื่องของปรากฏการณ์เอล นิโญ่ และ ลา นิญ่า ซึ่งเจ้าเอล นิโญ่เป็นปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นแถบอเมริกาใต้มีมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกระแสน้ำที่ไหลวนจากฝั่งเอเชียและออสเตรเลียได้ไหลแรงจนน้ำเย็นใต้ทะเลไหลขึ้นมาก่อตัวเป็นกระแสน้ำเย็น ทำให้แถบอเมริกาใต้อากาศอบอุ่นผิดปกติ ฝนตกชุกกว่าเดิม และมีพืชใหม่ ๆ ในขณะที่ทางเอเชียจะแห้งแล้งกว่าเดิม ส่วนลา นิญ่า เป็นปรากฏการณ์ที่กระแสน้ำอุ่นที่ไหลจากอเมริกาใต้ไปยังเอเชียนั้นไหลแรงกว่าปกติจนทำให้น้ำเย็นใต้มหาสมุทรฝั่งอเมริกาใต้ลอยขึ้นมาก่อตัวเป็นกระแสน้ำเย็นกว้างกว่าเดิม ส่วนกระแสน้ำอุ่นเองก็ได้ไหลไปเอเชียมากกว่าปกติ ทำให้เอเชียฝนตกหนัก ปริมาณฝนมากกว่าเดิม ในขณะที่อเมริกาใต้นั้นฝนตกน้องและแห้งแล้งกว่าเดิม ผมอ่านบอร์ดนี้แล้วเข้าใจมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่าตัว

สุดท้ายสำหรับของภาควิชาภูมิศาสตร์ ผมได้ไปดูนิทรรศการเรือนไทยซึ่งจัดมาได้ดีมากจนน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมเองได้ความรู้เกี่ยวกับเรือนไทยเป็นอย่างมาก โดยเรือนไทยนั้นก็แบ่งเป็นหลาย ๆ แบบ แตกต่างไปตามภาค เสียดายที่ผมดูได้ไม่ละเอียดนักเพราะต้องรีบกลับไปช่วยงานที่คณะ ผมก็เลยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูมรดกอันล้ำค่าทางวัฒนธรรมไทยที่ต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้อย่าให้สูญหาย

อย่างไรก็ดีเรื่องราวของจุฬาวิชาการยังไม่จบนะครับ มีต่อภาค 3 ครับ




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 8 ธันวาคม 2548 16:23:51 น.
Counter : 225 Pageviews.  

งานจุฬาวิชาการ 2548 (1)

ในวันที่ 23-27 พ.ย. 2548 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเที่ยวชมงานจุฬาวิชาการประจำปี 2548 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยงานจุฬาวิชาการซึ่งจัด 3 ปีต่อครั้ง ได้มาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง โดยงานนี้จัดภายใต้หัวข้อที่ว่า "จุฬาวิชาการ สานความรู้ สู่แผ่นดิน" ซึ่งผมเองมองว่าน่าจะหมายถึง การพัฒนาความรู้เพื่อพัฒนาประเทศของเรา โดยงานจุฬาวิชาการครั้งนี้ได้แบ่งนิทรรศการเป็น 4 ส่วน คือ

1. เมืองวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นนิทรรศการของคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
2. เมืองวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งจัดโดยคณะแพทยศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นต้น
3. เมืองสังคมศาสตร์ ซึ่งจัดโดยคณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เป็นต้น
4. เมืองมนุษย์ศาสตร์ ซึ่งจัดโดยคณะอักษรศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นต้น

ในจุฬาวิชาการครั้งนี้ผมได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการของหลาย ๆ คณะ ซึ่งได้แก่คณะนิติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยภายในแต่ละวันผมไม่ได้มีโอกาสไปดูนิทรรศการเต็มที่นักเพราะผมติดงานที่ต้องทำให้อ.วิทิต แต่กระนั้นผมก็พยายามสละเวลาไปดูให้เต็มที่เนื่องจากสำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่สำคัญในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งขึ้นไป

นอกจากนิทรรศการทางวิชาการแล้ว ผมยังได้ไปดูการแสดงบันเทิงซึ่งจัดในช่วงจุฬาวิชาการอีกด้วย โดยผมได้ไปดูละครเวทีของคณะผมซึ่งมีชื่อเรื่องว่า "ทนาย...ตายละวา" ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก รวมทั้งผมเองก็ได้ไปงาน Latin Night ซึ่งจัดโดยภาควิชาภาษาสเปนของคณะอักษรศาสตร์อีกด้วย

เนื้อหาที่ผมจะลงในบล็อกนั้นผมเกรงว่ามันจะยาวเกินไปจนอ่านแล้วตาลาย เอาเป็นว่าผมจะแบ่งเป็นช่วง ๆ แล้วกันครับ (มีต่อภาค 2)




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2548 19:24:59 น.
Counter : 453 Pageviews.  

28 ต.ค. 48 -----> คืนวันพบเพื่อนเก่า

คืนวันที่ 28 ต.ค. 2548 เป็นวันที่ผมรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวันที่ผมได้พบเจอเพื่อนเก่าห้องเดียวกันสมัยอยู่ม.ปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งบางคนก็เอนท์ติดไปตอนม.5 บางคนก็เอนท์ติดไปตอนม.6 บางคนก็ออกจากโรงเรียนไปก่อนจบม.5 ผมเองก็คิดว่าการแยกย้ายจากกันไปในช่วงเวลานั้นเราอาจจะไม่ได้พบหน้ากัน ไม่ได้มารวมตัวกัน พูดคุยสนุกสนานเหมือนสมัยม.ปลาย

แต่ในวันนั้น วันที่ผมรู้สึกแปลกประหลาดใจยิ่งนักในปลายเดือนตุลาคม 2548 ขณะที่ผมกำลังคุย MSN อยู่กะเพื่อนผมคนนึงที่ไม่ได้คุยกันเลยนับตั้งแต่จบม.6 ระหว่างที่ผมคุยกะเพื่อนผมคนนึงอยู่ผมก็ได้ดึงเพื่อนอีกคนหนึ่งมาคุยด้วย ก็เลยคุยกันไปเรื่อย ๆ จากนั้นเหล่าเพื่อน ๆ ของผมก็ได้ดึงเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ มาด้วย เป็น 7 คน ซึ่งแม้ว่ามันจะน้อยไปหน่อย แต่บรรยากาศเมื่อ 10 ปีก่อนในสมัยที่รู้จักกันใหม่ ๆ ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เป็นความอบอุ่นที่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้

ช่วงที่เปิดห้องคุยกันก็ได้ถามถึงความเป็นไปของเพื่อน ๆ แต่ละคนว่าตอนนี้ทำอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละคนต่างก็ได้ไปใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปตามทางของตน

- คนหนึ่งหุ้นกับพี่สาวเปิดร้านจัดงานวิวาห์ เป็น working woman ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังเจียดเวลามามีส่วนร่วมกับเหล่าเพื่อน ๆ

- คนหนึ่งจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Surrey ประเทศสหราชอาณาจักร ตอนนี้ทำงานอยู่ฝ่ายการตลาด ธนาคารกรุงเทพ

- คนหนึ่งออกจากโรงเรียนไปเมื่อจบม.5 ไปเรียนที่อังกฤษ ตอนนี้แกก็ได้เรียนทางด้านการดนตรี เอกเรื่องการแต่งเพลง ที่ Royal Music Academy ซึ่งตอนม.ปลาย เค้าเป็นคนที่หัวศิลปินและมนุษย์สัมพันธ์ดี ด้วยเหตุนี้ก็เลยเข้าเรียนสายไปบ้าง แต่เค้าก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมคนหนึ่ง

- คนหนึ่งก็ออกจากโรงเรียนไปตอนก่อนจบม.5 ไม่กี่เดือน ไม่นานนักท่านก็บวช จนถึงตอนนี้ก็ 8 พรรษาแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งสอบบาลีไป จากอดีตที่ท่านเป็นคนที่ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายนักและหัวศิลปินไปหน่อย ตอนนี้ท่านเป็นผู้ที่น่านับถือเลื่อมใสในความเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมของท่าน ท่านมักให้พรมงคลชีวิตแก่ผมและเพื่อน ๆ เสมอหลังจากที่สนทนาเสร็จ

- คนหนึ่งก็จบจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ทำงานอยู่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ KGI เป็นโบรกเกอร์ เงินเดือนก็หลายหมื่นอยู่

- คนหนึ่งก็เรียนปริญญาโททางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่นิติฯ จุฬาฯ อยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ พร้อมทั้งเป็นผู้ช่วยวิจัยไส้แห้ง

- คนหนึ่งก็ยังไม่มีงานทำ กำลังหาช่องทางอยู่ ผมเองก็หวังว่าเค้าคงได้งานที่เค้ารัก

ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีหนทางการดำเนินชีวิตเป็นของตนเองแต่สุดท้ายแล้วพวกเค้าก็ยังไม่ทิ้งกัน ยังติดต่อกันเสมอ หลังจากช่วงนั้น ก็ได้เกิดแรงบันดาลใจในการทำเวบของเพื่อน ๆ ร่วมห้องขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนความสนุกสนาน เล่าประสบการณ์ ความเป็นไปของแต่ละคน แจ้งข่าวสาร นัดพบปะสังสรรค์กัน

นับได้ว่าเป็นการฉลองความสัมพันธ์ 10 ปีที่ได้รู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมห้องที่ร่วมทุกข์และร่วมสุขกันหลังจากที่พวกเขาและผมเองต่างก็ได้แยกย้ายไปตามทางชีวิตของแต่ละคน ซึ่งไม่แน่ว่าหลังจากวันนี้ อาจจะมีการนัดปาร์ตี้ครั้งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้





 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2548 16:54:36 น.
Counter : 155 Pageviews.  

รวมมุขแป้ก ๆ .....

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เร่งรีบ กดดัน ปัญหาร้อยแปดประดังเข้ามา ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนเราไม่มากก็น้อย แน่นอนว่าเรานั้นก็ต้องแสวงหาการพักผ่อนหย่อนใจ หรือความสนุกสนานในรูปแบบต่าง ๆ บางครั้งอาจต้องแลกด้วยเงินทอง แต่บางทีบางหนทางในการผ่อนคลายก็อาจไม่เสียอะไรแม้แต่สตางค์เดียว

การเล่นมุขขำ ๆ มุขเล่นคำ อาจก่อให้เกิดความสนุกสนานครื้นเครง ซึ่งบางครั้งไม่ต้องไปคาเฟ่ ไม่ต้องไปท่องราตรี ไม่ต้องไปออกกำลังแขนขา เราก็สามารถผ่อนคลายความตึงเครียดได้แล้ว ถึงแม้ว่าบางคนอาจเกิดอาการจิตป่วนกว่าเดิมก็ตาม

ดังนั้นเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเราทุกคน ผมขอเสนอรวมมุขแป้ก ๆ เท่าที่พอจะหามาได้จากแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งได้คิดขึ้นมาเองดังต่อไปนี้ครับ

- เบคแฮมโดนใบแดงแล้วไปไหน ?

ตอบ ไปเป็นทหาร

- มีเด็กอยู่คนนึงเล่นบาสอยู่เล่นจนค่ำแม่ก็มารับ ทำไมเด็กคนนั้นจึงโยนลูกบาสใส่หน้าแม่ ?

ตอบ เพราะแม่เป็นห่วง

- เกาะอะไรมีแต่คนมอง ?

ตอบ เกาะอกหลุด

- ซุปอะไรมีสารอาหารมากที่สุด ?

ตอบ ซุปเปอร์มาร์เกต

- ทำไมคำว่า Coca-Cola ถึงต้องใช้ซีตัวใหญ่ ?

ตอบ ถ้าเป็นซีเล็กก็กลายเป็นปลาทูน่าอ่ะเด่ะ

- สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารร้านหนึ่ง ทั้งร้านมีโต๊ะอาหาร 4 โต๊ะ โต๊ะหนึ่ง โต๊ะสองเพิ่งสั่งอาหาร โต๊ะสามจ่ายเงินเเล้วแต่โต๊ะสี่เบี้ยว คุณจะทำอย่างไร ?

ตอบ จัดให้ตรง

- มดอะไรเอ่ยใหญ่กว่ามดเอ็กซ์ ?

ตอบ มดเอ็กซ์แอล

- รายการไหนที่คุณเฉลิมไม่เคยออก และเค้าไม่เคยคิดจะเชิญคุณเฉลิมเป็นแขกรับเชิญ ?

ตอบ รักลูกให้ถูกทาง

- ทำไมญาติคนตาย ถึงไม่นิยมนำกาแฟมาเป็นเครื่องเซ่นข้างโลงศพแต่จะเป็นของ คาว-หวาน ?

ตอบ เพราะจะทำให้ตายตาไม่หลับ

- ห้องอะไรเอ่ยไม่ต้อนรับคนจีน ?

ตอบ ห้องรับเเขก

- ปลาอะไรครองทะเล ?

ตอบ ปลาเก๋า

- ถ้าผีตายโหงคือตายโดยอุบัติเหตุ แล้วตายทั้งกลมคืออะไร ?

ตอบ คือตายตั้งแต่เสมียนยันอธิบดี

- เลือกตั้งที่ผ่านมาทำไมพี่ฮิวโก้ถึงไม่ไปลงคะแนนเสียง ?

ตอบ เพราะพี่เขาเป็นคนไม่มีสิทธิ์

- มีกษัตริย์อยู่พระองค์หนึ่งได้ไปเจอกับเด็กหนุ่ม จึงตรัสถามว่า อายุเท่าไหร่ เด็กคนนั้นตอบว่า 17 แล้วถามกษัตริย์ว่า อายุเท่าไรกษัตริย์ตอบว่า 45 อีก 10 ปี มาเจอกันอีกครั้งกษัตริย์ก็ถามเด็กหนุ่มคนเดิมอีกว่าอายุเท่าไร เด็กหนุ่มก็ตอบไปว่า 27 แล้วถามกษัตริย์กลับไป กษัตริย์ก็ตอบไปเหมือนเดิมว่าอายุ 45 ทำไมกษัตริย์จึงตอบไปว่า 45 ?

ตอบ เพราะ กษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ

- พระนอนมีมากที่สุดที่ไหน ?

ตอบ โรงพยาบาลสงฆ์ซิครับ !

- นกอะไรเอ่ยอยู่ในทะเล ?

ตอบ นกอินทรีย์ไง ( In Sea )

- ผลไม้อะไรเปลือกแข็งที่สุดในโลก ?

ตอบ ผลไม้กระป๋อง

- ประเทศอะไรมีคนคลั่งดารามากที่สุด ?

ตอบ กรีซ !!!

- ประเทศอะไรมีแต่คนกวนตีน ?

ตอบ เวียดนาม (คนเวียดนามคือคนญวน)

- ประเทศอะไรมีขโมยเยอะที่สุด ?

ตอบ อิรัก(ลัก)กะอียิปต์(หยิบ)

- คนประเทศอะไรอดอยากหิวโหยที่สุด ?

ตอบ ฮังการี (hungry !!!)

-เมืองอะไรมีคุกมากที่สุด ?

ตอบ ฮ่องกง (ห้องกรง !!!)

- เมืองอะไรไม่มีวันถูกตีแตก ?

ตอบ ธนบุรี (ทน !!!)

- นักบอลแมนยูคนไหนเคยเป็นนักร้องมาก่อน ?

ตอบ อลัน สมิธ (อริสมันต์ !!!)

-ประเทศอะไรปลูกพริกขี้หนูมากที่สุด ?

ตอบ ชิลี (Chilli !!!)

- ทำไมคริสตอฟ ดูการ์รี่ถึงมีเชื้อสายรัสเซียทั้ง ๆ ที่เคยเป็นนักเตะฝรั่งเศส ?

ตอบ เพราะเดิมพ่อของเค้าเป็นสายลับรัสเซียเข้าไปสืบราชการลับในอังกฤษสมัยสงครามเย็น แต่ดันไปจับพลัดจับผลูชอบสาวอังกฤษเข้า แต่ถูกทางการรัสเซียตามล่าฐานปฏิบัติงานผิดพลาด เลยโดนยิงทิ้ง แม่เขาเลยพาเขาหลบหนีไปอยู่ฝรั่งเศสและเปลี่ยนสัญชาติ แต่แม่เขาต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนั้นเขาชื่อ คริสตี้ ดูการอฟ บาทหลวงที่รับเขาไปเลี้ยงเลยพาเขาไปเปลี่ยนชื่อเป็น คริสตอฟ ดูการ์รี่ เหอๆๆๆๆๆ

- รถยี่ห้ออะไรที่ทอมชอบขับ ?

ตอบ ออดี้ เพราะภาษาเยอรมันเรียก AUDI ว่า เอาดี้ !!!

พอแล้วคับ เหอๆๆๆๆๆ เดี๋ยวท่านผู้อ่านไม่ปวดท้องก็ประสาทหลอน เหอๆๆๆๆ ไปแล้วครับ สวัสดีครับ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2548    
Last Update : 14 ตุลาคม 2548 20:59:57 น.
Counter : 1495 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
ดยุคแห่งออสเตรีย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]