เรื่องราวของชายผู้มีความหลัง
Group Blog
 
All blogs
 
ขอคั่นรายการจุฬาวิชาการด้วยทริปไปเมืองกาญจน์เมื่อวานนี้.....

ขอพักเรื่องจุฬาวิชาการไว้ก่อนนะคับ เนื่องจากช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงทบทวนความจำจากการที่ผมไปเที่ยวคณะอื่น ๆ นอกจากอักษรศาสตร์ในงานจุฬาวิชาการครั้งที่ผ่านมาก่อน ยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อวานนี้วันที่ 17 ธ.ค.48 ผมได้ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับเหล่าผองเพื่อนของผมสมัยเรียนอยู่ม.ปลาย เหอๆๆๆๆ

เริ่มต้นก็คือมันเป็นความคิดริเริ่มของเพื่อนม.ปลายผมคนนึงชื่อ เจ้าเงาะ ที่ตอนนี้ช่วยกิจการร้านขายอะไหล่รถยนต์ที่บ้านมันที่สุพรรณบุรี มันเสนอไอเดียเรื่องนี้กับผม เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วผมกะว่าจะไปเที่ยวที่ไหนซักแห่งหรือไม่ก็เชิญเหล่าผองเพื่อนมาทานข้าวกันแต่ยังไม่อาจตัดสินใจได้แน่นอนว่าจะเลือกอะไรดี ผมก็เลยไปปรึกษากะเจ้าเพื่อนคนนี้แหละ แกเลยออกความเห็นมาว่าไปเยี่ยมเพื่อนผมที่บวชเป็นพระที่กาญจนบุรีดีกว่า จะได้ไปเที่ยวด้วยในตัว ผมก็เลยนึกได้ว่าพวกเรามีโปรแกรมที่จะไปเยี่ยมพระท่านมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสซะทีไหน ๆ เจ้าเงาะมันอุตส่าห์เสนอออกมาแล้วโดยมันบอกว่านั่งรถประจำทางมาที่บ้านมันก่อนแล้วมันจะขับรถพาไปเที่ยวเมืองกาญจน์ ผมก็เลยโอเคตกลงตามนั้น จากนั้นก็จัดการชวนเพื่อน ๆ ไม่ทางโทรศัพท์ก็ทางMSN ซึ่งก็ได้ผล โดยมีเหล่าเพื่อน ๆ ที่มากะผมรวมผมด้วยแล้วก็ 5 คน ซึ่งพอรวมเจ้าเงาะที่สุพรรณด้วยแล้วก็เป็น 6 คน กลุ่มเล็ก ๆ แต่ก็เฮฮาปาร์ตี้

พวกเราตกลงกันไว้ว่าจะมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ตอนช่วงเกือบ ๆ 7 โมง ไอ้ผมเป็นคนที่ชอบมาแต่เช้าก็เลยมาก่อนเพื่อที่จะได้ไปสำรวจหาช่องขายตั๋ว ตารางเที่ยวรถ แล้วก็จุดนัดพบเพื่อที่จะได้ขึ้นรถ ตอนแรกเพื่อน ๆ ผมได้ตกลงกันเอาไว้ว่าถ้าไปตั้งแต่เช้า ๆ ก็น่าจะไปเที่ยวได้เยอะหน่อย และจะได้ไม่ต้องกลับดึกมากนัก ก็เลยนัดกะเพื่อนแต่เช้า พอผมไปสำรวจตารางเที่ยวรถออกจากสถานีปรากฏว่ามีเที่ยวรถออกช่วง 7.30 ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่าเพื่อน ๆ จะมากันครบหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่บ้านอยู่ไกลจากสายใต้ใหม่มาก ก็เลยดูเที่ยวรถเที่ยวถัดไปปรากฏว่าออกตอน 8.30 ซึ่งผมว่าน่าจะสายมากแล้ว ไม่น่าจะเที่ยวได้เยอะเท่าไหร่ แต่ผมเองก็เห็นว่าถ้าเพื่อน ๆ มาช้ากันจริง ๆ ก็คงต้องไปสาย ๆ แหละเที่ยวได้แค่ไหนก็แค่นั้น ปรากฏว่าเหล่าเพื่อนผมมากันครบทุกคนตอนช่วง 7.30 พอดี !!! เลยได้ขึ้นรถกันหน้าทางออกจากสถานีพอดีเป๊ะ แล้วไปซื้อบัตรกันในรถ เฮ้อ กว่าจะขึ้นมาได้ก็เล่นเอาซะเหนื่อยในการตามหารถที่จะขึ้น ระหว่างทางพวกผมก็นั่งผ่านนครปฐมจนพอเลยกำแพงแสนมาแล้วพวกผมก็เข้าใจว่าตลาดทุ่งคอก อ.สองพี่น้องซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านของเจ้าเงาะนั้นคงอยู่อีกไกลและเพื่อนผมก็ได้ไปถามพนักงานเก็บค่ารถแล้ว พนักงานบอกว่าเมื่อถึงตลาดทุ่งคอกแล้วจะเรียก ก็เลยวางใจ ปรากฏว่าพอถึงที่หมายพนักงานเรียกก็จริงแต่เรียกจากหน้ารถในขณะที่พวกผมนั่งอยู่หลังรถ แถมนั่งช่วงท้าย ๆ ซึ่งอยู่บนตำแหน่งเครื่องยนต์ ไหนจะเสียงเพลงที่เปิดมาในรถอีกเลยไม่ได้ยิน สุดท้ายเลยจุดหมายซะงั้นก็เลยบอกให้รถจอดตรงวัดใหม่สิทธาวาส ซึ่งอยู่เกือบอ.อู่ทองแล้ว เลยโทร.บอกเจ้าเงาะว่าหลงทาง คุณพ่อเจ้าเงาะเลยมารับพวกผมแล้วพาไปทานข้าวที่ร้านตรงตลาดทุ่งคอกนั่นแล จากนั้นคุณพ่อของเจ้าเงาะก็ไปทำธุระโดยให้เจ้าเงาะเป็นคนขับเจ้าไฮลักซ์วีโก้ 3.0 D4D 4x4 ดับเบิ้ลแค็บพาเที่ยว หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วพวกผมก็เดินชมตลาด ดื่มชาเย็น ซื้อของถวายสังฆทาน จากนั้นก็ออกเดินทาง โดยระยะทางจากตำบลทุ่งคอกไปที่อำเภอด่านมะขามเตี้ยนั้นไม่ไกลเท่าไหร่ ประมาณ 50-60 กม. ซึ่งพวกผมก็ได้ไปแวะที่ตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรีเพื่อซื้อของมาถวายพระอีกเล็กน้อย แล้วก็เดินทางต่อจนถึงวัด

เมื่อมาถึงวัดแล้วพวกผมก็ได้ไปเจอกับพระซึ่งเคยเรียนด้วยกันมากับผมมาสมัยอยู่ม.ปลาย (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวท่านอยู่ในเรื่องเล่าวันพบเพื่อนเก่าข้างล่างของบล็อกคับ) ดูท่าทางท่านก็ดีใจเหมือนกันถึงแม้ว่าท่านเองได้สำรวมกริยาให้อยู่ในสมณสารูปแล้วก็ตามท่านก็ยังดีใจที่พวกผมมาเยี่ยมท่าน ท่านเองก็ได้พาพวกผมไปพบกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส แล้วพาเดินไปชมวัดซึ่งวัดที่ท่านบวชอยู่นั้นเรียกว่าวัดท่าเสด็จ ซึ่งเป็นวัดที่มีความเป็นมาพอสมควรเนื่องจากเคยเป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีและเรือพระที่นั่งได้มาขึ้นฝั่ง ณ ที่ที่เป็นที่ตั้งของวัดท่าเสด็จนี้เอง ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า ท่าเสด็จ พระท่านได้พาพวกผมมาเที่ยวชมวัดซึ่งพระที่บวชวัดนี้เคร่งวัตรปฏิบัติมาก และฉันภัตตาหารมื้อเดียว ภายในวัดก็เป็นทุ่งและเป็นป่าโปร่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นป่าไผ่ มีอาสนะเอาไว้เป็นที่วิปัสสนาปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ ถัดออกไปก็เป็นฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาทางเรือพระที่นั่งและทรงขึ้นฝั่ง ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งน้ำมีน้อย และมีการสร้างเขื่อเก็บกักน้ำเอาไว้มากมายทำให้ระดับน้ำไม่สูงมากนัก พอเดินเลียบชายฝั่งแม่น้ำได้ ซึ่งพวกผมก็ไปถ่ายรูปกันที่นั่นเป็นการใหญ่ จากนั้นก็ได้ไปชมพระพุทธรูปพระอุปคุตต์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่ปราบมารในสมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นก็กลับมายังห้องสมุดของวัดเพื่อถวายสังฆทาน แล้วก็ไปเยี่ยมกุฏิที่ท่านพำนักอยู่ กุฏิของท่านก็เป็นกุฏิหลังเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับเอาไว้ให้พระท่านจำวัดข้างในรูปเดียว แต่ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับพระสงฆ์ซึ่งต้องละการยึดติดในทางโลก ละสิ่งปรุงแต่ง อยู่กับความเรียบง่ายและสันโดษ เสร็จแล้วทุกคนก็ลาพระแล้วออกเดินทางต่อเนื่องจากบ่ายมากแล้ว

สถานที่ถัดมาที่ได้ไปกันก็คือสุสานทหารสัมพันธมิตร ซึ่งสุสานแห่งนี้ผมได้เคยไปมาครั้งนึงสมัยที่เรียนปริญญาตรี โดยมาในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังศพของเหล่าทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้เสียชีวิตในระหว่างที่มีการสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างกาญจนบุรีไปยังธันบูซายัตของพม่าไปจนถึงจุงไกที่จีน โดยคำบัญชาของญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นญี่ปุ่นได้บังคับให้เชลยศึกทำงานสร้างทางรถไฟและสะพานข้ามแม่น้ำสายต่าง ๆ ซึ่งก็รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควด้วย เหล่าเชลยศึกต้องถูกบังคับให้ใช้แรงงานอย่างหนักและได้รับการปันอาหารให้น้อยมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีไข้ป่าชุกชุม เชลยศึกเหล่านี้จึงได้พากันเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการนำศพของเชลยศึกเหล่านี้มาฝังเอาไว้ที่สุสานทหารสัมพันธมิตร พอผมเข้าไปดูผมก็ได้เห็นป้ายหลุมศพซึ่งมีตราหน่วยงานที่ทหารสังกัด ชื่อและยศทหาร ตำแน่งในหน่วยรบ ชื่อหน่วยรบ และคำไว้อาลัย ซึ่งมักจะเป็นทหารอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ โดยผมเองก็ได้สะดุดใจในคำไว้อาลัยของบางหลุมศพซึ่งจารึกไว้อย่างกินใจจากญาติผู้สูญเสีย สงครามมันเกิดมาจากความต้องการของคนไม่กี่คนที่มีอำนาจ และได้พยายามที่จะแผ่ขยายอำนาจโดยการบังคับหรือชักจูงคนที่อยู่ภายใต้อำนาจแต่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่อยากเข้าร่วมสงครามให้ไปตายโดยเป็นการสนองความต้องการของตัวผู้มีอำนาจนั้น มันเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่ว่าในยุคสมัยไหน

สุดท้ายก็ได้ไปที่สะพานข้ามแม่น้ำแควซึ่งผมเองก็ได้ไปถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกหลายรูป แน่นอนว่าผมไม่เคยพลาดอยู่แล้วที่จะได้มีโอกาสเดินชมสะพานที่มีประวัติเก่าแก่และเกี่ยวพันกับความโหดร้ายของสงคราม สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้เป็นสะพานทางรถไฟซึ่งเป็นทางรถไฟสายปกติ ดังนั้นจึงต้องมีรถไฟวิ่งไปมาตลอดเป็นช่วง ๆ ถ้าอย่างนั้นผู้คนที่มาเที่ยวเดินชมสะพานจะทำยังไง ? ก็ไม่มีอะไรยากคับ นายสถานีจะเป็นผู้เตือนให้นักท่องเที่ยวหาทางหลบรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกจากสะพาน หรือพวกที่เดินออกมาไม่ทันก็จะมีช่องสำหรับยืนชมวิวตั้งอยู่ทุก ๆ จุดทั้งสองข้างสะพาน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปหลบรถไฟ ณ ที่นั้นได้ ผมได้ถ่ายรูปเอาไว้มากมาย และได้ซื้อของกินแก้หิวก่อนที่จะเดินทางกลับ

ขากลับนั้นเจ้าเงาะได้ขับรถมาส่งพวกผมที่สถานีขนส่งในตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี ขากลับพวกผมทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย เลยหลับกันหมดในรถประจำทาง กว่าจะตื่นก็เกือบถึงสถานีสายใต้ บังเอิญผมได้ทราบมาว่าพ่อผมกลับบ้านเร็ว ผมจึงไปธุระกะเพื่อนผมต่อไม่ได้ เลยกลับบ้านก่อนเพื่อไปตัดเค้กวันเกิด

ขอขอบคุณ

- สาวเงาะ แห่งฮั่วเซ็งหลี ที่อำนวยความสะดวกและอาสาเป็นไกด์ขับรถพาเที่ยวทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

- คุณพ่อของสาวเงาะที่ได้มารับพวกเราที่หลงทางไปไกลและได้เลี้ยงข้าวพวกเราที่ร้านข้าวแกงที่ตลาดทุ่งคอกทำให้พวกเรามีเรี่ยวแรงพอที่จะเที่ยวกันทั้งวัน

- หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดท่าเสด็จสำหรับคำสอนอันแฝงด้วยแง่คิดทางธรรมอันลึกซึ้งของท่านซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินและดำรงชีวิตของพวกเราในโลกอันแสนสับสนวุ่นวาย

- พระอัณณพ สนฺตกาโย แห่งวัดท่าเสด็จ เพื่อเก่าสมัยเรียนม.ปลายที่เป็นผู้พาพวกเราเที่ยวชมวัดท่าเสด็จ พวกเราเหล่าผองเพื่อนจะพยายามมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ ท่านจะได้ไม่เหงา

และ...........

- เหล่าผองเพื่อนทุกคนที่ได้มาทำให้การไปเที่ยวในครั้งนี้สนุกสนานครึกครื้น

ผมมีความสุขมากคับ



Create Date : 18 ธันวาคม 2548
Last Update : 20 ธันวาคม 2548 18:25:00 น. 4 comments
Counter : 196 Pageviews.

 
ไปแอบสืบประวัติแต่ละที่ เมื่อไหร่อ่ะ นีนี่มะเห็นรู้เลยยยอ่ะ...ดีจ้า อ่านแล้วได้รู้เยอะดี


โดย: สับปะรด IP: 58.10.10.135 วันที่: 18 ธันวาคม 2548 เวลา:19:55:11 น.  

 
ใช้ได้เลยเพื่อน..อ่านเพลินดี
แถมแกไปเอาประวัติมาด้วยอ่ะ
ได้ความรู้เยอะเชียว..
ไว้คราวหน้าจะไปเยี่ยมพระก็นัดมาเน้อ...


โดย: Rambutan IP: 58.147.64.207 วันที่: 18 ธันวาคม 2548 เวลา:21:02:37 น.  

 
หลายรสชาติดีแท้
.....เป็นอีก 1วันที่มีความสุขมากจ้า

.....แล้วไปกันอีกนะ ผองเพื่อน


โดย: Nimm/Kiwi IP: 203.151.140.120 วันที่: 18 ธันวาคม 2548 เวลา:21:58:58 น.  

 
´;;;;;;;;.¸_______________¸;;;;;;;´
;;;;;;;;;;;:¸_____________,:;;;;;;;;;´¸
´:;;;;;;;;;;;´;__________,:;;;;;;;;;;;´¸
_ ´:;;;;;;;;;;;´,,________,:;;;;;;;;;;;´¸
___´:;;;;;;;;;;;;_______,;;;;;;;;;;;;:
____.´•¸:;;;;;;;;;¸_____¸;;;;;;;;;;´
_______´•¸:;;;;;;¸____¸;;;;;;;:´
_________´•¸:;;;;¸.,.¸;;;;;;•
______¸.•;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;
____.´;;;;;´*´;;;;;;;;;;;;;;;;;;;
____´;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;
_____´:;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;
_______´•.;;;;;;;;;;;;;;;;;;;;
_________.;;;;;;;;;;;;;;;;;.
____(´*•.¸ (´*•.¸ ¸.•*´) ¸.•* )
..::¨´•.¸ * PLAY GIRL *¸.•´¨::..
……..(¸.•*(¸.•*´ ´*•.¸)*•.¸)...
Merry Christmas n' Happy New Year ^^'
Hope Prosperity and glory come to u
All year long naja~


โดย: Rambutan IP: 58.147.50.7 วันที่: 24 ธันวาคม 2548 เวลา:13:20:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดยุคแห่งออสเตรีย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]