Welcome to my blog
4 วัน 3 คืน ฟุกุอิ ดินแดนไดโนเสาร์ของประเทศญี่ปุ่น (ตอนที่ 2: Ichijdani + Eiheiji)


สถานที่ท่องเที่ยว : วัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) จังหวัดฟุกุอิ, Japan
พิกัด GPS : 36° 3' 25.17


ย้อนกลับไปใน ยุคเซ็งโกคุ (Sengoku) ตั้งแต่ปี 1467 ไปจนถึงปี 1615 ช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นมีความแตกแยก เนื่องจากรัฐบาลของโชกุนอ่อนแอลงจนไม่สามารถปกครองแว่นแคว้นต่างๆได้ ผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่นก็ได้สถาปนาตัวเองเป็นผู้ครองแคว้นต่างๆ ที่เรียกว่า ไดเมียว (Daimyo) และบริเวณหุบเขาของจังหวัดฟุกุอิในปัจจุบัน ก็มีตระกูลผู้ทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งคือ ตระกูลอะซากุระ (Asakura) ได้ทำการยึดอำนาจ สถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครอง แคว้นเอจิเซ็น (Echizen) อันมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ เมืองอิจิโจดานิ (Ichijodani) ที่ผมจะมารีวิวในตอนนี้ครับ
 

เนื่องจากเมืองอิจิโจดานิ และแคว้นเอจิเซ็นอยู่บนเส้นทางการค้าของญี่ปุ่น รวมทั้งยังอยู่ใกล้ทะเล สามารถค้าขายกับต่างประเทศได้ แคว้นเอจิเซ็นจึงมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าในยุครุ่งเรือง เมืองนี้มีประชากรมากกว่า 10,000 คนซึ่งถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น แต่แล้วในปี 1573 เมืองนี้ก็ถูกทำลายโดยกองทัพของ โอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaka) ลงจนเหลือแต่ซาก และเมืองนี้ก็ค่อยๆถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำ จนเมื่อปี 1967 ซากเมืองโบราณก็ถูกขุดค้นขึ้น และยังมีการขุดค้นอยู่มาจนถึงในปัจจุบันครับ
 

 
วันที่สอง

สำหรับการเดินทางในวันที่สองของทริปฟุกุอิ เราจะออกเดินทางจากตัวเมืองไปยังเมืองอิจิโจดานิด้วยรถไฟครับ จากนั้นเราจะเดินเที่ยวที่เมืองนี้ในช่วงเช้า ก่อนจะนั่งรถมินิบัสต่อไปยัง วัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) ในช่วงบ่าย

จากเมืองฟุกุอิ การเดินทางไปยังเมืองอิจิโจดานิ ต้องนั่งรถไฟสาย Kuzuryu Line ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีครับ (ถ้าใครซื้อ Kansai Hokuriku Pass เหมือนผม สามารถใช้ขึ้นรถไฟขบวนนี้ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)

 

เรามาถึงแล้วครับ เมือง Ichijodani จะสังเกตว่าที่นี่เป็นเมืองในหุบเขาที่เป็นปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่สามารถอยู่รอดในยุคสงครามได้โดยไม่โดนทำลายมานานกว่าร้อยปี
 



 
อันดับแรก เพื่อให้เข้าใจประวัติศาสตร์ของที่นี่ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรามากันที่ พิพิธภัณฑ์ตระกูลอาซาคุระแห่งเมืองอิจิโจดานิ (Ichijodani Asakura Family Museum) ซึ่งจะมีค่าเข้าอยู่ที 700 เยน พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ สามารถเดินลัดเลาะคันนาของชาวบ้านไปได้เลยครับ
 
 

 
ด้านในจะจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของทีนี่ตามที่ผมได้อธิบายไปแล้ว รวมทั้งยังมีแบบจำลองของเมือง โบราณวัตถุที่ค้นพบ แต่ที่เป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือ เราได้เห็นการขุดค้นทางโบราณคดีภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยครับ
 







 
จากพิพิธภัณฑ์เราเดินมาที่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ของตระกูลอิจิโจดานิ (Ichijodani Asakura Historic Ruins) ซึ่งจะใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที ความโชคดีของผมคือ ทริปนี้ไปช่วงซากุระบานพอดี และเมืองนี้ก็เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดของจังหวัดฟุกุอิด้วย 
 






เวลามาเที่ยวญี่ปุ่น ผมชอบมาดูฝาท่อของแต่ละเมือง ที่จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป เมืองนี้ก็เช่นกันครับ
 

เราเดินมาถึงตัวซากแล้วครับ ปัจจุบันไม่เหลืออะไรแล้ว นอกจากซากประตูอันนี้
 

ว่ากันว่าตรงนี้คือสวนดอกไม้ภายในตัวปราสาทครับ  ตอนนี้เหลือแต่ซาก
 



 
เดินมาอีก 200 เมตร จะมี เมืองจำลองอิจิโจดานิ (Ichijodani Restored Townscape) ซึ่งจะจำลองสภาพเมืองในสมัยนั้น รวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต (ที่นี่มีค่าเข้า 330 เยนครับ)
 

 

 





จากเมืองจำลอง ตรงด้านหน้ามันจะมีป้ายรถเมล์ ซึ่งเราสามารถนั่งรถเมล์ไปที่ วัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) ต่อได้ ในราคา 450 เยน ใช้เวลาเดินทางแค่ 20 นาที แต่ปัญหาคือ รอบรถมีน้อยมาก ถ้าพลาดรถทีหนึ่งอาจจะต้องรอ 2-3 ชั่วโมง และข้อมูลตามอินเตอร์เน็ตอาจจะไม่ตรงและไม่อัพเดท ดังนั้น ใครที่จะไปตามรอย ผมแนะนำว่า ก่อนเดินทางมาที่นี่ ให้ไปขอตารางรถเมล์ที่ออฟฟิศการท่องเที่ยวจังหวัดฟุกุอิในเมือง (อยู่ตรงสถานีรถไฟฟุกุอิ ใกล้ๆกับห้าง Happiring) ให้เรียบร้อย จะได้วางแผนเที่ยวได้

วัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายเซน ซึ่งจะเน้นความเรียบง่ายครับ วัดนี้ถูกก่อตั้งในปี 1244 โดย พระโดเก็น เซ็นจิ (Dogen Zenji) ซึ่งเป็นผู้นำเอาศาสนาพุทธนิกายเซนจากจีนมาเผยแพร่ในญี่ปุ่น
 

ภายในวัดจะมีค่าเข้าชมคนละ 500 เยน แต่ถ้าใครสนใจพระพุทธศาสนานิกายเซนของญี่ปุ่น ก็สามารถมานอนค้างและฝึกปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

(รายละเอียดสามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ของวัด https://daihonzan-eiheiji.com/en/)

 

ชื่อวัดนี้มีความหมายว่า วัดแห่งสันติสุขชั่วนิรันดร ซึ่งจุดแรกที่เราจะเจอก็คือ ประตูคาระมง (Karamon Gate) ที่จะเปิดเฉพาะในโอกาสที่พิเศษจริงๆ เช่น เมื่อจักรพรรดิญี่ปุ่นเสด็จมาเยือน และจะมีแต่จักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถผ่านประตูนี้ได้
 

บรรยากาศรอบๆ มีแต่ความสงบครับ เวลาเข้าชมต้องสำรวม
 



บริเวณห้องโถงใหญ่ที่เรียกว่า  โถงซันโชคากุ (Sanshokaku Hall) บนเพดานจะมีภาพประดับทั้งสิ้น 320 ภาพ วาดเป็นภาพดอกไม้บ้าง สัตว์บ้าง ซึ่งทั้งหมดคือปริศนาธรรม ให้ผู้คนสามารถมานั่งฝึกจิต พิจารณาภาพต่างๆ และเชื่อกันว่าหากใครสามารถหาภาพปลาคาร์ฟ (2 ภาพ) สิงโต (2 ภาพ) และกระรอก (1 ภาพ) เจอก็จะมีความสุขสมหวังในชีวิต  
 



ปัจจุบัน วัดนี้ยังมีพระสงฆ์ญี่ปุ่นจำพรรษาอยู่ครับ และเนื่องจากวัดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของกฎระเบียบที่เคร่งครัด ทำให้พระสงฆ์ที่มาเรียนวิชาที่วัดนี้จะได้รับการยอมรับในแวดวงพระพุทธศาสนาญี่ปุ่น
 

จบแล้วครับ สำหรับการเที่ยวจังหวัดฟุกุอิในวันที่สอง หลังจากเที่ยววัดเสร็จ เราก็นั่งรถเมล์สาย Fukui-Eiheiki Line กลับไปที่สถานีรถไฟฟุกุอิ เป็นอันจบวันที่ประทับใจครับ

บล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง



Create Date : 10 มิถุนายน 2567
Last Update : 4 กรกฎาคม 2567 21:11:44 น. 0 comments
Counter : 202 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

เจ้าสำนักคันฉ่องวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบท่องเที่ยว สนใจประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ

Blog นี้จะใช้เขียนความทรงจำในการเดินทาง และวิธีการเดินทางอย่างละเอียด เผื่อใครจะมาตามรอย หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ถ้าชอบ blog เนื้อหาประมาณนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เจ้าสำนักคันฉ่องวารี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.