3 วัน 2 คืน ฟุุกุโอกะ ประตูสู่เกาะคิวชู (ตอนที่ 2)
สถานที่ท่องเที่ยว : ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมันกุ (Dazaifu Tenmangu shrine), Japan พิกัด GPS : 33° 31' 16.33" N 130° 32' 4.99" E
วันที่สอง
หลังจากที่เมื่อวาน เราเดินทางมาถึงที่เมืองฟุกุโอกะ และได้เที่ยวที่วัดนันโซอิน พร้อมๆกับดูกันดั้มที่ห้าง Lalaport กันไปแล้ว ในวันนี้เราจะเดินทางออกนอกตัวเมืองกันบ้างครับ สำหรับเมืองที่เราจะไปกันในวันนี้ เป็นเมืองที่อยู่ในเขตจังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka prefecture) ที่ชื่อว่า ดาไซฟุ (Dazaifu)
สำหรับการเดินทางไปยังเมืองดาไซฟุ จากสถานีรถไฟฮากาตะให้นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่ สถานีเทนจิน (Tenjin) จากนั้นให้นั่งรถไฟเอกชนที่ชื่อว่า นิชิเท็ตสึ (Nishitetsu) ไปลงที่ สถานีฟูสึไคจิ (Futsukaiji) แล้วเปลี่ยนสายไปลงที่ สถานีดาไซฟุ (Dazaifu) ครับ
พอออกจากสถานีรถไฟที่สถานีดาไซฟุ อันดับแรกคือตกใจก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะช่วงที่ผมไปเป็นวันหยุดต่อเนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่ คนเลยเยอะมาก
ระหว่างทางไป ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ (Dazaifu Tenmangu) เราจะพบกับสารพัดของกินที่น่าทานเต็มไปหมด
บนถนนเส้นนี้จะมีร้านสตาร์บัคส์ที่ว่ากันว่า เป็นร้านที่ดีไซน์ได้สวยที่สุดในญี่ปุ่นครับ โดยสตาร์บัคส์ร้านนี้ สร้างขึ้นโดยใช้คอนเซ็ปต์ คิกุมิ (Kigumi) ซึ่งเป็นเทคนิคสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ใช้ไม้มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นโครงบ้านเรือนโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่ใช้เพียงแค่การการเจาะรู บากรอยต่างๆ ตามท่อนไม้เท่านั้น (เสียดายช่วงที่ผมไป คนเยอะมาก เลยไม่ได้เข้าไปทาน) ระหว่างเดินบนถนนเส้นนี้ ก็เจอน้องอยู่หน้าร้านขายของฝากแห่งหนึ่งครับ ของกินขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คือ ขนมโมจิย่างไส้ถั่วแดง (Umegae machi) ใครมาต้องทานเลยครับ อร่อยมาก แป้งคือดี ไส้ก็อร่อย เรียกว่าอร่อยแสงออกปากเลยครับ จากสถานีรถไฟ ผ่านถนนคนเดินมาไม่ไกล เราก็มาถึงที่ศาลเจ้า
ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ (Dazaifu Tenmangu shrine) เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งการเรียนของชาวญี่ปุ่น โดยเทพองค์นี้ มีเรื่องเล่าว่าสมัยเป็นมนุษย์ มีชื่อว่า สุกะวาระนะ มิจิซาเนะ (Sugawara no Michizane) ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการ และไต่เต้าจนขึ้นเป็นขุนนางใหญ่ จนกลายเป็นคนสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่แล้วทุกอย่างก็พลิกผันเมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จสวรรคต ท่านจึงถูกเนรเทศมาอยู่ที่เมืองนี้ และเสียชีวิต จึงมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นที่นี่ครับ
ตัวศาลเจ้าครับ เชื่อกันว่า ตรงนี้เป็นที่ฝังร่างของท่านมิจิซาเนะ คนมหาศาลเลยมาต่อแถวเพื่ออธิษฐานขอพรตรงนี้ (ผมไม่ได้เข้าไปข้างในนะ เพราะคิดว่า ดูจากจำนวนคนที่มา คงต้องรอคิวหลายชั่วโมงเลย) ตรงหน้าทางเข้าศาลเจ้า เราจะเจอกับรูปปั้นวัวที่มีคนมาต่อคิวถ่ายรูป เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่มิจิซาเนะสิ้นใจ สัตว์ที่แบกร่างของท่านก็คือวัว ทำให้เชื่อกันว่าการมาลูบวัวตัวนี้จะทำให้โชคดีในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เดินต่อมาจะเจอกับสะพานครับ สะพานนี้มี 2 ช่วง ตีความความหมายได้ว่า ช่วงแรกเป็นช่วงที่ เราเดินทางจากอดีตข้ามสะพานช่วงแรกมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็ข้ามต่ออีกช่วงไปสู่อนาคตนั่นเองครับ
บริเวณด้านหลังของศาลเจ้า เราจะเจอ ศาลเจ้าเทนไค อินาริ (Tenkai Inari Shrine) ซึ่งกว่าจะถึงตัวศาลเจ้า จะเจอกับเสาโทริอิเรียงรายยาวไปจนถึงตัวศาลเจ้าที่อยู่บนเขา
เดินย้อนกลับมาตรงบริเวณศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ ก็เจอกับร้านนี้ ผมอดใจไม่ไหว เลยจัดไปครับ ความดีงามของพวกสตรีทฟู้ดที่ญี่ปุ่นคือ ขนาดเราเลือกร้านมั่วๆยังอร่อยเลย
พอทานเสร็จ ตอนบ่ายเราก็นั่งรถไฟย้อนกลับมาที่เมืองฟุกุโอกะ (ย่านเท็นจิน) จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินต่อไปที่ ย่านกิออน (Gion) ครับ
ย่านกิออน (Gion) เป็นย่านเมืองเก่าของเมืองฟุกุโอกะ ทำให้ที่นี่จะมีวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ประจำเมืองหลายแห่ง ที่โดดเด่นก็ได้แก่
1. วัดโทโชจิ (Tocho-Ji temple) เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายชินงอน (Shingon) เช่นเดียวกับวัดนันโซอินที่ผมไปมาเมื่อวาน วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระสงฆ์ที่มีชื่อว่า โคโบไดชิ (Kobo-Daishi) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้ก่อตั้งนิกายชินงอน ในปี 806 ในยุคเฮอัน ปัจจุบันวัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนี่งในโบราณสถานของจังหวัดฟุกุโอกะ เนื่องจากมีความเก่าแก่มากกว่า 1200 ปี ภายในวัดยังมีสุสานของ ตระกูลคุโรดะ (Kuroda family) ซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ของเมืองฟุกุโอกะในอดีต ไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือ เจดีย์สีแดงแบบญี่ปุ่น 5 ชั้น
สิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้ก็คือ พระพุทธรูปไม้ ที่ชื่อว่า ฟุกุโอกะไดบุตสึ (Fukuoka Daibutsu) หรือ พระใหญ่แห่งฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้แกะสลักทั้งหมด และถือเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น โดยสูงถึง 10.8 เมตร และหนักถึง 30 ตัน โดยพระองค์นี้สร้างขึ้นในปี 1988 และใช้เวลาในการสร้างนานถึง 4 ปี (ตรงส่วนนี้ของวัดจะมีค่าเข้าชมครับ อยู่ที่คนละ 50 เยน
วัดนี้มาง่ายมากครับ. ให้นั่งรถไฟใต้ดินของเมืองฟุกุโอกะมาลงที่ สถานีรถไฟใต้ดินกิออน (Gion subway station) ทางออกหมายเลข 1 ก็จะเจอตัวกับวัดเลยครับ (วัดปิด 16.45 น. แต่แนะนำว่าให้มาก่อน 16.00 น.นะครับ จะได้เที่ยวชมแบบสบายๆ ไม่รีบเร่งจนเกินไป)
2. วัดโชฟุคุจิ (Shofukuji temple) เป็นอีกวัดสำคัญ เพราะถือเป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายเซน (Zen) แห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1195 โดยพระสงฆ์ที่ชื่อว่า เมียวอัน เออิไซ (Myoan Eisai) หลังกลับจากการเรียนพระพุทธศาสนาจากประเทศจีน และต่อมานิกายเซนก็ได้แพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่น เนื่องจากได้รับความนิยมในหมู่ซามูไรที่เป็นชนชั้นปกครองในอดีต
นิกายเซนจะเน้นความเรียบง่ายครับ จะสังเกตว่าวัดจะดูเรียบๆ แต่สงบ อันเป็นหัวใจหลักของนิกายเซน (ต่างจากนิกายชินงอน ที่จะเน้นความสวยงามและยิ่งใหญ่) ที่ตั้งของวัดนี้อยู่ด้านหลังวัดโทโชจินะครับ เดินไปอีกนิดเดียวไม่เกิน 300 เมตร
3. ศาลเจ้าคุชิดะ (Kuchida shrine) เป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองฟุกุโอกะ สร้างในปี 757 มีอายุมากกว่า 1200 ปี ว่ากันว่าการมาขอพรที่นี่ จะทำให้ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจและการค้าขาย นอกจากนี้ศาลเจ้านี้ยังเป็นที่จัดเทศกาลสำคัญของเมืองฟุกุโอกะ นั่นก็คือ เทศกาลแห่เสลี่ยงยักษ์ หรือ Hakata Gion Yamakasa festival ซึ่งเป็นเทศกาลที่จะจัดในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี
ตอนผมไปเป็นช่วงปีใหม่ คนเลยต่อคิวจนล้นออกมานอกศาลเจ้าเลยครับ เท่าที่สังเกต ช่วงปีใหม่คนญี่ปุ่นจะนิยมมาขอพรที่ศาลเจ้า ทั้งศาลเจ้าคุชิดะ และศาลเจ้าดาไซฟุ ในขณะที่วัดในศาสนาพุทธ คนจะค่อนข้างน้อย เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะมีแต่คนต่างชาติที่มาเที่ยวครับ
มาที่อาหารการกินกันบ้าง ในเมืองฟุกุโอกะ มีของกินขึ้นชื่ออยู่หลายอย่าง แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุด นั่นก็คือ ฮากาตะราเมน (Hakata Ramen) ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองนี้ครับ
สำหรับร้านฮากาตะราเมนชื่อดังที่สุดของเมืองก็คือ ร้านอิชิรันราเมน (Ichiran ramen) หรือ ราเมนข้อสอบ ที่ใครหลายคนคุ้นเคยกัน จริงๆแล้ว ร้านนี้มีต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองฟุกุโอกะ ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น และในต่างประเทศหลายประเทศ ซึ่งเราสามารถหาร้านนี้ทานได้จากหลายๆสาขาทั่วทั้งเมืองฟุกุโอกะเลยครับ แต่ในทริปนี้ผมเลือกมาทานที่ห้างคาแนลซิตี้ (Canal city) ใกล้ๆกับย่านกิออนที่เราเพิ่งไปเที่ยวมา วิธีการทาน เราต้องเดินไปสั่งและจ่ายเงินที่ตู้กดครับ โดยเมนูของร้านจะมีให้เลือกแค่ ซุปทงคัตสึ หรือว่า ซุปกระดูกหมู อย่างเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ต้องเลือกคุณสมบัติต่างๆของราเมนที่เราต้องการ ทั้งความเข้มข้นของซุป ความเผ็ดของน้ำซุป ความนุ่มของเส้น และอื่นๆ ทั้งหมดนี้จะเขียนติ๊กๆ ใส่ในกระดาษแบบฟอร์มของทางร้าน คล้ายๆกับการทำข้อสอบครับ
ความแปลกของร้านนี้คือ ที่นั่งจะมีลักษณะเป็นช่องคูหาเล็กๆ และมีฉากกั้นด้านข้าง ซึ่งการออกแบบให้เป็นแบบนี้ ก็เพื่อให้คนทานได้โฟกัสกับราเมน โดยไม่ถูกคนรอบข้างรบกวน และการทำแบบนี้ จะทำให้ลูกค้าหมุนเวียนเข้าออกร้านมากขึ้น (อาจจะเป็นเพราะการจัดที่นั่งแบบนี้ ทำให้คนไม่ได้คุยกัน เลยทานเสร็จได้ไวขึ้นนั่นเองครับ)
พอเราทานราเมนเสร็จ ก็ค่ำพอดี ผมเลยตัดสินใจกลับที่พักไปพักผ่อน ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่เที่ยวทั้งหมดที่ผมไปมาในวันที่สองของทริปครับ หวังว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่จะเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นที่ภูมิภาคนี้ สำหรับในตอนหน้า เราจะพาไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆในภูมิภาคคิวชูเหนือกันต่อ ฝากติดตามในบล็อกต่อไปด้วยนะครับบล็อกอื่นที่เกี่ยวข้อง
| Create Date : 30 เมษายน 2566 |
| Last Update : 8 มิถุนายน 2567 20:52:02 น. |
|
6 comments
|
| Counter : 2942 Pageviews. |
 |
|
Roulette machine adriananmev364062.boyblogguide.com